head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้มยำกุ้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้มยำกุ้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ตอนที่่ 2: เปิดประสบการณ์ขายแซนด์วิชข้างถนน

ตอนที่่ 2: เปิดประสบการณ์ขายแซนด์วิชข้างถนน

7 พฤศจิกายน 2012

ไทยพับลิก้า : อยากให้เล่าเรื่องทำแซนด์วิชให้ฟังสักนิด

ศิริวัฒน์ : ได้ ด้วยความยากลำบาก ไม่เคยคิดว่าจะต้องมายืนขายแซนด์วิชข้างถนน ไม่เคยคิดว่าขายแซนด์วิชหลังจาก 15 ปีจะมีโอกาสกลับขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอะไรเลี้ยงลูกน้องนะครับ ถามว่าทำไมต้องไปยืนขายข้างถนน อยากไหม ไม่อยาก ก็เห็นข้างถนนโดนเทศกิจไล่ โดนตำรวจจับ อะไรพวกนี้ ช่วงนั้นทางโรงพยาบาลกรุงเทพท่านก็เมตตาผม เพราะรู้เรื่องผม ผมไปขอท่านไปขายตั้งโต๊ะในโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย แล้วก็ทำแซนด์วิชขายวันละ 20 ชิ้น
วันที่ 20 เมษายน 2540 วันแรกที่ขาย กว่าจะขายหมด ตอนนั้นชิ้นละ 25 บาทเองนะ

ไทยพับลิก้า : 6 ชั่วโมง

ศิริวัฒน์ : 6 ชั่วโมงครึ่ง 8.00-14.30 น. จำแม่นเลย จับเวลาอยู่นั่นแหละ เฮ้ย เมื่อไหร่มัน โอ้โห ขายไม่ได้นี่เวลามันยาว ได้เงิน 500 บาท เริ่มจากตรงนั้น แล้วหลังจากนั้นก็รู้แล้วว่ามันขายไม่ได้พอที่จะเลี้ยงลูกน้อง ก็ไปตามโรงพยาบาลอื่นๆ เขาก็ไม่ค่อยเมตตาเหมือนโรงพยาบาลกรุงเทพ เขาก็ โอ้ย อย่างโน้นอย่างนี้ จะไปเช่าร้านเขาไม่ไหว ค่าเช่าแพง มัดจำ 3 เดือน แล้วต้องตกแต่งอีก
โอ้ย! ไม่มีเงิน คิดอย่างเดียวจะทำไงดี มันไม่รอดแล้ว ก็เราเรียนอเมริกา จบเมืองนอก สมัยเรียนอเมริกาก็เห็นเขาเดินคล้องคอขายหมากฝรั่ง ขายข้าวโพดคั่วเวลาเขามีเกมฟุตบอล เบสบอลอะไรอย่างนั้น ก็เลยบอกลูกน้องว่า เฮ้ย ไม่รู้จะขายที่ไหน ทำขายข้างถนนละกัน ลูกน้องมันไม่เอา มันถอดใจ มันกลัว ผมบอก เอา ผมไปกับคุณ เริ่มจากตรงนั้น ก็ไม่เคยคิดว่าจะไปขายข้างถนน ในเมื่อลูกน้องมันไม่ไป เราก็ต้องไป เราไปลูกน้องก็ต้องไป แล้วก็โดนเทศกิจจับ เดินเขตดุสิต เขตดุสิตจับขึ้นรถ เดินพญาไท เขตพญาไทจับขึ้นรถ

ไทยพับลิก้า : เดินขายเอง

ศิริวัฒน์ : เดินขายอยู่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ตำรวจเทศกิจมาไล่แล้วก็จับขึ้นรถ พอผมบอกผมคล้องคอไม่ได้เกะกะ เขาก็บอกไม่ได้ขายไม่ได้ ถ้าคุณจะยังขายอยู่ไปเสียค่าปรับ 300 บาทที่เขตดุสิต เขาจะเอากล่องสีเหลืองผมไป ผมบอกพี่มันอยู่คอผม เอาอย่างนี้ขึ้นรถ ก็โดนที่ดุสิต แต่ไม่เคยจ่าย 300 บาท พูดจนกระทั่งท่าน ผอ. เอย ท่านหัวหน้าเทศกิจเข้าใจ แล้วก็อีกครั้งหนึ่งมาโดนที่พญาไท
ชีวิตนี้โดน 2 ครั้ง นั่งรถกระบะเทศกิจสีเขียวๆ นั่งมาแล้ว 2 ครั้ง (หัวเราะ) โอ้ย ชีวิตมันโหด

ไทยพับลิก้า : รู้สึกยังไงจากเป็นนักลงทุนรายใหญ่ บริหารพอร์ตพันล้าน แล้วมาขายแซนด์วิช

ศิริวัฒน์ : ถ้าใครไม่เคยเจอจะไม่เข้าใจ คุณลาภต้องเข้าใจว่าผมเคยอยู่สูง แต่วันหนึ่งผมต้องมาอย่างนี้นะ ชีวิตมันก็แย่อยู่แล้ว มาโดนเทศกิจจับขึ้นรถ อายนะ มันเศร้านะ โอเค ตอนนั้นก็รู้อยู่อย่างเดียวว่าทำไมชะตาชีวิตมันตกต่ำถึงขนาดนี้ แต่มันต้องทำ เพราะไม่มีเงินไปเช่าร้าน

คือ ทำไมทำข้างถนน 1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย 2. จุดนี้ขายไม่ดีย้ายไปขายจุดอื่นได้ ถูกไหมครับ
เพราะฉะนั้น เราก็เคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆ จำแม่นเลยว่าเช้าขายได้ พอขายได้เพราะคนเขาจะรีบเข้าออฟฟิศ ไม่ได้กินข้าวมาก็ปุ๊บไป แล้วช่วงนั้นพอดีผมเป็นข่าว เชื่อไหมพอข่าวออกทีวีนะ ขายดีเลย แต่ 5 วันเท่านั้น พอวันที่ 6 ก็เหมือนเดิม แล้วหลังจากนั้นไปขายที่ไหน สายๆ ผมก็คิดเอง ไปยืนขายหน้าแบงก์ เพราะคนต้องเข้าออกแบงก์ไง โดน รปภ. (พนักงานรักษาความปลอดภัย) แบงก์ไล่ไม่ให้ขาย บางสาขาไปคุยกับผู้จัดการ ผู้จัดการบางท่านก็ให้ บางสาขาผู้จัดการก็ไม่ให้ เราก็ไปสาขาอื่น เสร็จแล้วพอบ่ายๆ ไปขายที่ไหน ก็หน้าโรงเรียน โรงเรียนแรกที่ไปขายคือโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ทำไมอัสสัมชัญ เพราะ 1. ศิษย์เก่าอัสสัมชัญคงไม่ถูกไล่ 2. ถ้าถูกไล่ ลูกชายเรียนอยู่อัสสัมชัญบางรัก ก็จะบอกมาสเตอร์ว่าลูกชายผมเรียนอยู่ อะไรอย่างนี้

ด้วยความคิดว่า กลัวนะกลัว ก็ไปอัสสัมชัญบางรักก่อน ก็พอขายได้ เสร็จก็ไปกรุงเทพคริสเตียน แถวยานนาวา ไปเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ โอ้ย! พอไปขายถึงเซนต์คาเบรียล ถนนสามเสน ตอนนั้นออฟฟิศเราเช่าออฟฟิศเล็กๆ อยู่ เคยอยู่ออฟฟิศหรูหราเลยนะ ก็มาเช่าห้องแถวเล็กๆ อยู่แถวตรอกจันทร์ ก็ลำบาก ก็ทำไปเท่าที่เรารู้ว่าต้องทำ
แล้วพอลูกน้องเห็นว่าเราไปขายเขาก็ไปขายกับเรา

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นยังไงก็ความอายนี้ก็ทิ้งไว้ก่อน

ศิริวัฒน์ : เออ…แต่ทุกเช้าก่อนจะเอาออกไปขายนี้อายนะ โทษนะ กูจะเจออะไรบ้างวะ จะหนีเทศกิจยังไง อะไรพวกนี้ คือคิดไง แต่พอไปยืนปุ๊บก็มองเทศกิจ จะมาเมื่อไหร่เตรียมหนีเหมือนกัน แต่พอคนมาให้กำลังใจ แล้วก็มีคนมาบอกผมว่าเพื่อนบอกว่าคุณศิริวัฒน์มาขายก็เลยมาอุดหนุน เห็นออกทีวี อะไรนี่ ดีนะสู้ชีวิต

ช่วงนั้นคนฆ่าตัวตายเยอะนะ เป็นข่าวก็เยอะ ไม่เป็นข่าวก็เยอะ
เพราะผมนี้เซียนหุ้น คนเล่นหุ้นออฟฟิศเล่นหุ้นมีใครไม่รู้จักผม ตอนนั้นรู้ผมเป็นกรรมการผู้จัดการหลักทรัพย์เอเชีย (บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) เป็นนักลงทุนรายใหญ่ อ.ไพบูลย์ (เสรีวัฒนา) เรียกผม “แมลงเม่าตัวใหญ่บินเข้ากองไฟ”

ตอนนั้นใครๆ ก็รู้จักผม ผมก็บอกพนักงานผมว่า เขาสงสารผมนะแต่ชิ้นเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาคุณภาพ สด สะอาด ทุกวันนะ ของเหลือเราไม่แช่ตู้เย็นขาย พวกเธอกิน พอพวกเธอกินแล้วจนเบื่อไม่กินแล้ว อย่าไปทิ้ง แช่ตู้เย็นไว้ เช้ารุ่งขึ้นเรายังไปบริจาคได้ แล้วพอผมทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ทำมา 15 ปี

ไทยพับลิก้า : อะไรตอนนั้นที่ทำให้อดทนและยังขายอยู่ ทั้งๆ ที่ขายก็ขายไม่ดี

บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า สัมภาษณ์เพิเศษ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ในซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540
บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า สัมภาษณ์เพิเศษ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ในซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540
ศิริวัฒน์ : ไม่ดี ถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีคนเราไม่มีทางออก เหมือนหลังพิงฝา มันไม่รู้จะไปไหน ผมมักเปรียบเทียบว่า เหมือนถ้าคุณเคยอยู่ในห้องมืด คุณรู้ว่าข้างหลังคือกำแพง แต่คุณไม่รู้ว่าข้างหน้าเดินไปยังไม่รู้เลยเดินตรงหรือไปซ้ายไปขวาเพราะมัน มืดตึ๊ดตื๋อ ถูกไหม พิงฝาแล้วเราก็ค่อยๆ ไปข้างหน้า แต่แบบคลานไป สองก็คือลูกน้อง

เผอิญคุณพ่อคุณแม่ผมสอนมาตั้งแต่เด็กว่า “วันหนึ่งได้เป็นเจ้าคนนายคนอย่าทิ้งลูกน้อง พนักงานเขาคือเป็นครอบครัวเรา เขาช่วยเรา เราไม่มีเขาเราก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีเราเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันไปด้วยกัน”

นี่คือจุดที่ผมไม่ทิ้งลูกน้อง ศิริวัฒน์แซนด์วิชได้เกิดเพราะผมไม่ทิ้งลูกน้อง คุณลาภคิดดูนะ นักธุรกิจระดับผมวันนั้นนี่นะ ผมจะมายืนขายของข้างถนนไหม

ในเมื่อผมไม่มีทางไป ลูกน้องมันฝากชีวิตไว้ ผมก็ต้องทำ ผมทำดีที่สุด ช่วงนั้นผมเดินหน้าขึ้นศาลอย่างเดียว เดินหน้าขึ้นศาล ตอนผมพูดกับผู้พิพากษา พิพากษาล้มละลายนะ ในศาลล้มละลายกลาง อยู่ถนนสาธร พิพากษา

ผมจำแม่น เซ็นรับสภาพบุคคลล้มละลาย

เสร็จท่านยังถาม เอ๊ะ! คุณใช่คนที่ไปยืนขายแซนด์วิชไหมครับ อ๋อใช่ครับ ที่ชื่อศิริวัฒน์ แล้วท่านยังให้กำลังใจผมนะ ท่านบอก เออ ดีแล้ว ผมบอกก็ผมยอมรับ ผมไม่สู้คดีไง ขึ้นศาลผมก็รับหมด คดีผมจบเร็ว ผมยอมรับหมดทุกอย่าง คือ ไม่มี ก็เลยไม่ทิ้งลูกน้อง แล้วประชาชนมาช่วยผม แต่ก็ต้องขอบคุณสื่อนะ

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : ตอนนั้นก็รู้ สมัยที่ 15 ปีย้อนหลัง ผมนี่เซียนหุ้นนะ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ เรียกผม “อัศวินม้าขาว” จำได้ไหม ช่วงฺ Black Monday (ปี 2530) ไม่มีใครกล้าซื้อหุ้นเลย ตอนนั้นห้องซื้อขายยังยู่ที่สยาม จำได้ใช่ไหมครับ

ไทยพับลิก้า : จำได้

ศิริวัฒน์ : ที่อาคารสินธร จากสยามย้ายมาที่อาคารสินธร ต้องใช้กล้องส่องดูอะไรนี่ แล้วผมต้องไปเคาะกระดาน

ไทยพับลิก้า : ดูกระดาน

ศิริวัฒน์ : เออ นั่นแหละ จำได้ใช่ไหมครับ ช่วง Black Monday ไม่มีใครกล้าซื้อหุ้น มีแต่เบอร์ 8 หลักทรัพย์เอเชีย ผมซื้อหุ้นอยู่คนเดียว ดร.มารวยต้องไปตามบูทต่างๆ ในห้องค้า บอกไม่ต้องกลัวๆ

ไทยพับลิก้า : สร้างความมั่นใจ

ศิริวัฒน์ : สร้างความมั่นใจ คนอื่นมันขายหมด เบอร์ 8 ซื้ออยู่คนเดียว ท่าน (ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์) ก็เรียกผมอัศวินม้าขาว เพราะฉะนั้นก็คือชีวิตมันตกต่ำถึงขั้นนั้น จากที่ โอ้โห อัศวินม้าขาว เซียนหุ้น ปุ๊บๆๆๆ ยืนขายแซนด์วิชข้างถนน

ไทยพับลิก้า : จากเงินเดือนสูงๆ มาที่เงินเดือนแบบ…

ศิริวัฒน์ : โอ้โห เงินเดือนมันไม่เท่าไหร่ คุณเชื่อไหม ผมเคยกำไรในตลาดหุ้นวันละ 10 กว่าล้าน

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : วันเดียวนะ แล้วก็เคยขาดทุนวันละ 10 กว่าล้าน ก็เป็นนักลงทุนระดับใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุดนะ ก็มีใหญ่กว่าผมนะครับ แต่ก็ระดับนั้นครับ แล้ววันหนึ่งมายืนขายแซนด์วิชชิ้นละ 30 บาท ตอนนั้น 30 บาทแล้ว คนก็บอกว่าแพง แต่ซื้อเพราะสงสารและอยากจะช่วย ก็เลยไปบอกต่อ ก็บ่นทุกที พอขึ้นมา 35 ก็แพง

วันนี้ชิ้นละ 50 ก็แพงแต่ก็ซื้อ เพราะเรายึดมั่นในคุณภาพมาตรฐาน ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

ที่มา  http://thaipublica.org

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” จากเศรษฐีพันล้าน สู่พ่อค้าแซนด์วิช

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” จากเศรษฐีพันล้าน สู่พ่อค้าแซนด์วิช

ในโอกาสครบรอบ 15 ปี วิกฤติ 2540 ซึ่งถูกบันทึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ที่มีผลกระทบรุนแรงและสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวิกฤติ แต่ 15 ปีผ่านมา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติครั้งนั้น ทั้งผู้ก่อวิกฤติ ผู้แก้วิกฤติ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ มีการปรับตัว และได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤติครั้งนี้บ้าง และประเทศไทยซึ่งฝ่ามรสุมวิกฤติครั้งนั้นมาได้จนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่อย่างไร เพื่อตอบโจทย์คำถามดังกล่าว สำนักข่าวไทยพับลิก้าได้รวบรวมบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องมานำเสนอในซีรี ส์ “15 ปี วิกฤติ 2540 ประเทศไทยอยู่ตรงไหน”
ความรุนแรงของวิกฤติ 2540 ทำให้เศรษฐีหลายคนในเมืองไทยที่ “ไม่ได้ล้มบนฟูก” บาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า จนบางคนถูกเรียกว่า “คนเคยรวย” หรือ “เทวดาตกสวรรค์” แต่บางคนก็เรียกตัวเองว่า “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”
“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” คือหนึ่งในนั้น ก่อนวิกฤติ 2540 เขาคือ ตำนาน “อัศวินม้าขาว” ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีใครไม่รู้จัก และเขายังเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ขายคอนโดหรูให้เหล่าเศรษฐี แต่พิษ วิกฤติ 2540 ทำให้เขาล้มละลาย สถานะเปลี่ยนจากเศรษฐีพันล้าน และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้น ที่มีสำนักงานใหญ่โต ทำงานนั่งห้องแอร์เย็นสบาย มาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนนริมฟุตบาท ที่ใครๆ ก็รู้จักในนาม “ศิริวัฒน์แซนด์วิช”
15 ปีผ่านมา ชีวิตต้องสู้ของเขา ทำให้ตนเองกลับมารุกขึ้นยืนได้อีกครั้งในฐานะประธานบริษัท ทีจีไอเอฟ จำกัด และล่าสุดเตรียมจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ( MAI ) ในปีหน้า ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตการต่อสู้ของคนไม่ยอมแพ้ก็ว่าได้ แม้จะไม่กลับไปใหญ่เหมือนเดิม แต่น่าจะเป็นบทเรียนให้กับคนล้มเหลวหรือคนสิ้นหวัง ให้มีกำลังในการต่อสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหานานาประการ
ซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540 สำนักข่าวไทยพับลิก้าจึงสัมภาษณ์ “ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองก่อนและหลังเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งอย่าง ละเอียดในลักษณะถาม-ตอบ ดังนี้
ตอนที่ 1: ย้อนอดีตคนเคยรวย
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ
ไทยพับลิก้า :ปีนี้ครบรอบ 15 ปีของวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วันนี้มาชวนคุณศิริวัฒน์คุยเรื่องของวิกฤติย้อนหลังไป 15 ปี ในฐานะที่คุณศิริวัฒน์เป็นนักลงทุนอยู่ทั้งในตลาดหุ้นและเป็นนักลงทุนตัว จริงในอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น อยากให้เล่าว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้างที่เจอลอยตัวค่าเงินบาท
ศิริวัฒน์ : ก่อนอื่นต้องไปดูว่ารากเหง้าของปัญหาคืออะไร
ไทยพับลิก้า : ค่ะ
ศิริวัฒน์ : ก็คงจำได้ว่าช่วงนั้นมีการกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจดทะเบียน เพราะดอกเบี้ยมันถูก ไปกู้ต่างประเทศมาดอกเบี้ยแค่ 3% 5% 7% เพื่อเข้ามาใช้ระดมทุน แต่คราวนี้ช่วงนั้นบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่กู้เข้ามาโดยมีเงื่อนไขคือ ผู้ให้กู้ คือ ต่างประเทศ สามารถแปลงหุ้นกู้เป็นทุนได้ ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศตอนนั้นอยู่ประมาณ 15-17% บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ก็เลยไปกู้เมือง นอก เมืองนอกก็อยากให้ไทยกู้ เพราะตอนนั้นประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย เขาก็เลยมองตลาดที่เกิดใหม่อย่างไทย เขาก็เลยให้กู้ กู้ไปกู้มา กู้จนเพลิน (หัวเราะ)
เพราะช่วงนั้นมี BIBF ( Bangkok International Banking Facilities ) ทางรัฐบาลในขณะนั้นก็ส่งเสริมให้บริษัทเอกชนสามารถกู้โดยตรงจากตลาดเมืองนอก ที่เขาเรียก offshore fund โดยไม่ต้องผ่านแบงก์ คือกู้โดยตรง ทีนี้ก็กู้กันใหญ่ กู้ไปกู้มาก็ทำให้ประเทศชาติโดยรวมเป็นหนี้ทั้งหมดอยู่ 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งสั้นทั้งยาวเลยครับ มันปนกันไปหมดเลยครับ ในขณะที่เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมีอยู่แค่ 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทีนี้พอเรากู้เข้ามาเราก็ไปอยู่ในหมวดที่เรียกว่าไม่ใช่ real sector พูดง่ายๆ ก็คือฟองสบู่เริ่มๆ พอง พอเป็นแบบนี้ เราก็ประสบปัญหา แล้วก็ตอนนั้นเงินบาทถูกกำหนดไว้ที่ 1 เหรียญเท่ากับ 26 บาท
ก่อนจะมีการลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ตอนนั้นการส่งออกเราไม่โต แบงก์ชาติก็พูดเอง ถ้าจำไม่ผิดนะปี 2539 การส่งออกโต 0% คือไม่โต เนื่องจากเงินแข็งเกินไป พอเงินบาทแข็งเกินไปส่งออกก็ไม่ดี นำเข้าดี ผู้นำเข้าก็นำเข้ากันใหญ่เลย ทั้งบริษัทจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน มีแม้กระทั่งเศรษฐีหลายๆ ท่านกู้เงินเมืองนอกดอกเบี้ย 7-8% เพื่อมาฝากไฟแนนซ์ ถ้าจำได้ ให้ดอกเบี้ย 16% เพราะฉะนั้นกินส่วนต่างก็สบายแล้ว
ก็คือสบายใจ อย่างน้อยๆ เงินบาทคงไม่ลดค่า
เพราะช่วงนั้นกำลังพูดว่าเงินบาทจะลดค่า แต่ท่านนายกฯ ในขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิด ท่านคือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็บอกว่า รับรองไม่ลดค่าหรอก นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน เอกชนก็สบายใจ ถึงแม้มีบางท่านจะไปซื้ออินชัวร์รัน หรือประกันความเสี่ยงเอาไว้ และที่สุดพอประเทศชาติเป็นหนี้เยอะ แล้วส่งออกส่งไม่ได้ ไม่เพิ่มขึ้น ต่างประเทศพวกแบงก์ต่างๆ ที่ให้เงินกู้ก็เริ่มมองไม่ดี ก็เรียกเงินคืน ผมจำแม่นเลยครับ มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์บางบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เริ่มด้วยว่า ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ ตอนนั้นดอกเบี้ย 5% ยังชำระไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี
ไทยพับลิก้า : อันนี้คือสัญญาณแล้วใช่ไหม
ศิริวัฒน์ : สัญญาณมาแล้ว แต่อย่างที่บอกครับ แบงก์ชาติก็ให้ข้อมูลที่ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แล้วรัฐบาลทุกชุดก็เหมือนกันหมดครับ ดี เศรษฐกิจดี ไม่ต้องห่วง ส่งออกโต ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแก้ไขปัญหาได้ ทุกรัฐบาลเป็นอย่างนั้นไปหมด
ไทยพับลิก้า : ค่ะ
ศิริวัฒน์ : เอกชนทำไง ไม่เชื่อรัฐบาลแล้วจะเชื่อใคร ก็เชื่อ เชื่อไปเชื่อมา เจ้าหนี้ขอเงินคืน พอขอเงินคืนทำยังไง ไม่มีเงินคืน ดอกเบี้ยก็ไม่มีปัญญาจ่าย พอดอกเบี้ยไม่มีปัญญาเขายิ่งเร่งใหญ่
ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นแสดงว่าเจ้าหนี้เริ่มเห็นแล้วว่าลูกค้าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว
ศิริวัฒน์ : ใช่ เพราะฉะนั้น หุ้นกู้หลายๆ บริษัทที่เราไปขอเขาไว้ ที่เราเรียกว่า junk bond (ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับเพื่อการลงทุน) เขาก็ downgrade (ปรับลดอันคับความน่าเชื่อถือ) กันใหญ่ คราวนี้มันลามทุ่งแล้วไง domino theory เกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวบริษัทนี้โดนเดี๋ยวบริษัทนั้นโดน ในขณะที่แบงก์เองเริ่มชักแย่แล้ว ช่วงนั้นเรากำลังพูดถึงว่าจะมีไฟแนนซ์นั้นเจ๊ง แบงก์นั้นเจ๊ง แม้กระทั่งทางการจะต้องมาประกันเงินฝากผู้ที่ฝากเงินธนาคารกรุงไทย
จำได้ไหมครับ พอมีปัญหาปุ๊บ คุณฝากเท่าไหร่จ่าย 10 ปี ปีหนึ่งจ่าย 10% พอตอนนั้นเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ทุกคนมัน panic (ตื่นตระหนก) หมด ตลาดหุ้นก็ลงกันเละเทะเลย จำได้ว่าต้นปี 2540 ดัชนีก็น่าจะอยู่ 1300-1400 นะครับ แบงก์ชาติเองก็บอกไม่ต้องห่วง เราสามารถรักษาเสถียรภาพเงินบาทได้
ช่วงนั้นเอง นายจอร์จ โซรอส ก็เพิ่งกำไรค่าเงินปอนด์จากรัฐบาลอังกฤษ ก็มองว่าในที่สุดเงินปอนด์ต้องลดค่า จอร์จ โซรอส ก็เลยกำไรเมื่อปอนด์เทียบกับดอลลาร์ ก็มาเห็นประเทศกำลังเกิดใหม่อย่างประเทศไทย ที่ครั้งแรกเราบอกว่ามาโจมตีค่าเงินบาท ก็คือมองค่าเงินบาทต้องลดแน่ อยู่ที่ 26 บาทต่อ 1 เหรียญ ได้ยังไง ส่งออกก็ไม่โต เพราะฉะนั้น ค่าเงินคุณต้องอ่อนแน่ จอร์จ โซรอส ก็เอาใหญ่เลยนะครับ ก็คือซื้อดอลลาร์ขายบาท เพราะมองว่าค่าเงินบาทต้องอ่อน แบงก์ชาติทำอย่างไร แบงก์ชาติก็พยุงไว้ ผมจำไม่ได้แล้วผู้ว่าชื่ออะไร ก็ไปพยุงไว้
ไทยพับลิก้า : คุณเริงชัย
ศิริวัฒน์ : คุณเริงชัย โอเค ท่านพยุงไว้ปุ๊บ ออกทีวี ถ้าจำไม่ผิดคือเดือนพฤษภาคม ฉลองแชมเปญกันใหญ่ บอกจอร์จ โซรอส มันเจ๊งแล้ว เงินบาทไม่ลดค่า ที่ไหนได้ เดี๋ยวจอร์จ โซรอส มาอีกรอบหนึ่ง โอ้โห จนกระทั่งผมจำไม่ผิดเดือนสิงหาคมปี 40 อดีตผู้ว่าการ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ มานั่งหน้าจอทีวีนะ นั่งหน้าเซ็งๆ จ๋อยอะ มายอมรับต่อคนไทยทั้งประเทศ 60 ล้านคน ในขณะนั้นประมาณ 60-61 ล้านคน บอกว่าแบงก์ชาติ จากที่มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศถึง 3.9 หมื่นล้านบาท ขายดอลลาร์ออกไปให้โซรอสกับพวกนักเก็งกำไร เหลือแค่ 800 ล้าน
ในเก๊ะเหลือแค่ 800 ล้าน มีอยู่วันหนึ่งขายตั้ง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นเงินบาทก็ถือว่าไม่มีค่าแล้ว ถูกไหม เพราะเงินบาทจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ทองคำเอย สกุลเงินเยน อะไรต่างๆ ที่เราค้าขายกับเขา แต่ส่วนใหญ่คือ ดอลลาร์สหรัฐฯ พอเป็นอย่างนี้ทำยังไงประเทศเจ๊งสิ เงินบาทไม่ใช่ 50 กว่าบาทแล้วตอนนั้นพุ่งกันไป 80 บาทต่อ 1 เหรียญ ไป 100 บาทต่อ 1 เหรียญ เหตุการณ์มันเลย panic กันใหญ่ พอ panic กันใหญ่เจ้าหนี้ก็รีบเรียกเงินคืน อ้าว ไม่มีเงินคืนอีก เป็นไง ก็ต้องไปหาไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ)
ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้นก็รัฐบาลท่านนายกชวน (หลีกภัย) แล้วมีคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องเข้าไปหาโครงการไอเอ็มเอฟ ขอไอเอ็มเอฟช่วย ไอเอ็มเอฟก็บอกอย่างนี้ต้องมี LOI ( Letter Of Intent) หรือหนังแสดงเจตจำนง รู้สึกมีถึง 8 ฉบับ ว่าคุณจะต้องดำเนินการอย่างนี้ ลดเงินบาท เพิ่ม VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) แล้วก็ปิดสถาบันการเงิน อันไหนไม่ดีก็ปล่อยมันเจ๊งไป รักษาอันดีๆ เอาไว้
ช่วงนั้นแบงก์ก็มีปัญหา เพราะลูกหนี้มีปัญหา มันเป็นโดมิโน พอโดมิโนลูกหนี้แบงก์ไม่ดีค้าขายกับลูกหนี้แบงก์ดี ก็ไม่มีเงินไปจ่ายลูกหนี้แบงก์ดี แบงก์ดีก็เจอลูกหนี้ไม่ดี
ไทยพับลิก้า : มันพัลวันกัน
ศิริวัฒน์ : แบงก์เป็นอย่างไร ตอนนั้นตลาดหุ้นลงเละเทะ พวกแบงก์ทำไงครับ ก็ต้องเพิ่มทุน เพราะอัตราส่วนของเงินกองทุนต่ำ
ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นคุณศิริวัฒน์ในฐานะที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเป็นยังไงบ้าง
ศิริวัฒน์ : โห ตอนนั้นก็โดนเละเทะเหมือนกัน คือ จริงๆ แล้วเวลาวิกฤติมามันไม่มีใครหนีทันหรอกครับ คนที่หนีทันขี้โม้ทั้งนั้นแหละ จะหนีทันได้ยังไง หุ้นเปิดมามันลง fall 10% เราเรียกกันฟอลล์โชว์ ผมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และผมก็ไปเล่นมาร์จิน (Margin) เยอะ ส่วนใหญ่ตอนมาร์จินเยอะ โบรกเกอร์ปล่อยมาร์จินบริษัทหนึ่งอย่างน้อย 3-4 พันล้านบาท มี 30 โบรกเกอร์ ก็เป็นแสนล้าน แล้วจะขายยังไง เปิดมาก็ลง 10%

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วโดนบังคับขาย ตอนนั้น ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ท่านก็ออกกฎ ต้องมีบังคับขายนะ อะไรอย่างนี้ ก็บังคับขาย ขายหุ้นจนหมดหนี้ยังเหลือ แล้วหนี้ตอนนั้นดอกเบี้ยสูง
ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นบริหารพอร์ตเท่าไหร่
ศิริวัฒน์ : พอร์ตหนึ่งก็น่าจะร่วมพันล้านนะ หลายร้อยล้าน
ไทยพับลิก้า : ส่วนตัวใช่ไหม
ศิริวัฒน์ : ส่วนตัวและเล่นให้ลูกค้าด้วย
ไทยพับลิก้า : คือตอนนั้นบริหารให้ลูกค้าด้วย
ศิริวัฒน์ : บริหารให้ลูกค้าตัวและส่วนตัว เพราะมีเครดิตโบรกเกอร์ให้วงเงินเล่นมาร์จิน มาร์จินตอนนั้นก็คือ ถ้าจำไม่ผิดนะ เราก็วาง 30% กู้ 70% ทีนี้เวลาหุ้นมันตก ถูก Forced Sell (บังคับขาย) ยิ่งตกๆ แล้วเราไม่มีเงินไปลดหนี้ โบรกเกอร์ก็ขายอย่างเดียว ขายอย่างเดียว ขายจนหุ้นหมดหนี้ยังอยู่ ยังมีดอกเบี้ย 17% 19%
ผมโดนหนัก พอดีโดนหุ้น หุ้นยังไม่เท่าไหร่ เคยกำไรจากตลาดหุ้นหลายร้อยล้าน คือเคยกำไรจากเขามาก็คืนไป แต่ที่ไปโดนเยอะเพราะไปสร้างโครงการคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ ไม่เคยทำเลย ขาย 5 ล้าน 15 ล้านกู้มา 17% 19% ก็โดน
ตอนนั้นก็คือลำบากมาก
ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นคือโครงการที่เขาใหญ่ขึ้นเสร็จแล้วหรือว่ายัง
ศิริวัฒน์ : ขึ้นเสร็จแล้ว เฟสแรกเท่านั้นเอง ขายไม่ได้ ก็เลยโดนน่ะครับ
ไทยพับลิก้า :ตอนนั้นที่เป็นนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จริงๆ แล้วจากอดีตที่เคยเป็นโบรกเกอร์ เห็นสัญญาณอะไรก่อนหน้านั้นไหม
ศิริวัฒน์ : เห็นแล้ว คืออย่างนี้ เห็นสัญญาณหมดแล้วผมถึงไปสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขาใหญ่ ขายเฉพาะคนรวยเท่านั้น มองแล้วว่าอสังหาฯ คงจะแย่ เพราะเดี๋ยวก็ข่าวบริษัทนั้นก็ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย บริษัทนั้นถูกแบงก์บีบ อะไรอย่างนี้ เราไม่เอา เราจะเลือกแต่ลูกค้ารวยๆ เท่านั้น จะไปคิดได้ยังไงว่าลูกค้ารวยๆ เหล่านั้นจะเป็นเศรษฐีเยสเตอร์เดย์ คือคนเคยรวยครับ เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นจะเลือกเฉพาะคนรวย
แล้วถามว่าแล้วทำไมหุ้นผมถึง get out หรือออกไม่ทัน ก็อย่างที่เรียนครับ ถูก forced sell แล้วผมก็เป็นนักลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งนะ โอเค โบรกเกอร์ก็ไปบอกต่อ หุ้นตัวนี้อย่าซื้อนะ รายใหญ่ถูกบังคับขาย พอถูกบังคับขายเปิดมาจึงมีแต่ offer มีแต่เสนอขายไม่มีเสนอซื้อ วันรุ่งขึ้นก็ลงอีก 10% กว่าจะขายหุ้นหมดนี้นะลงไป 60% แต่หนี้ยังอยู่นะ เช่น เป็นหนี้เขา 100 บาท ถูกบังคับขายเหลือ 50 บาท ขายได้ 50 บาท ก็ยังเป็นหนี้อีก 50 บาท ใช่ไหม ไม่มีหลักทรัพย์แล้วนะ แต่หนี้นั้นมีดอกเบี้ย 17% 19% ก็ถูกฟ้องเยอะแยะ อะไรพวกนี้ ลำบาก
ไทยพับลิก้า : แล้วตอนนั้นพอร์ตลูกค้าและของคุณศิริวัฒน์เอง
ศิริวัฒน์ : โอเค เขาก็โดนด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผมเล่นเงินสด แต่ผมเล่นมาร์จินลูกค้าก็เลยขาดทุนมี แต่ก็โอเค ไม่ได้ติดร่างแห เพราะว่าเขาไม่ได้ไปเป็นหนี้ ผมไปเป็นหนี้บัญชีส่วนตัวของผม ผมเอาไปเล่นมาร์จิน ตอนนั้นก็ต้องยอมรับเพราะว่า หนึ่ง เงินมันหาง่ายแล้วโลภไง แล้วเครดิตเราดี เราคิดว่าเราแน่ไง คิดว่าออกทัน คือดูตลาดไม่ผิด แต่มาผิดตรงที่ถูกบังคับขาย กรณีผมนะ ก็คือถูกบังคับขาย
ไทยพับลิก้า : แต่จริงๆ รู้แล้วว่ายังไงฟองสบู่มันต้องแตก
ศิริวัฒน์ : รู้ๆ นะครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ลำบากมาก ปี 40 ก็เป็นปีที่วิกฤติเศรษฐกิจ ที่เราบอกว่าพิษต้มยำกุ้ง ก็เลยไปทำเอาประเทศอื่นๆ จริงๆ ประเทศอื่นๆ ก็เจอปัญหาเหมือนกัน คือ เงินแข็งเกินไปนะครับ ตอนนั้นไอเอ็มเอฟก็เลยบังคับว่าต้องลดค่าเพื่อว่าส่งออกจะได้เพิ่มขึ้นนะ ครับ นำเข้าจะได้น้อยลง เราจะได้เกินดุล จะได้มีเงินตราต่างประเทศ อีกประการหนึ่งก็จะทำให้การท่องเที่ยวบูมด้วย
ไทยพับลิก้า : ค่ะ
ศิริวัฒน์ : ช่วงนั้นจำได้ จากเหรียญหนึ่ง 26 บาท ภายใน 7 เดือนไป 56-50 บาท ดังนั้น นักท่องเที่ยวก็จะมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ มาเยอะมากเลย เพราะว่าค่าห้องโรงแรมเขาเคยจ่ายคืนหนึ่ง 30 เหรียญ วันนั้นเขาจ่ายจริงๆ คือ 15 เหรียญ คือครึ่งเดียว ทุกคนก็มาใหม่ ก็เลยทำให้เราตอนนั้นรัฐบาลไทย ผมจำแม่นเลย มองว่า Amazing Year Thailand มองรายได้กันแค่ 1 ถึง 2 แสนล้าน วันนี้รายได้ท่องเที่ยวมันปาเข้าไปจะล้านล้านแล้ว
ไทยพับลิก้า : ถ้าย้อนกลับไปวันนั้น คิดว่าจะรับมือยังไง
ศิริวัฒน์ : เรียนตรงๆ ตอนนั้นรับมือยังไง ก็คือ ทำใจไว้แล้วว่าเราพลาด พลาดเพราะเราโลภ เราไม่รู้จักพอ เครดิตดี แล้วก็อะไรของเรา คือต้องโทษตัวเองด้วยนะครับ อืม! มันมาตรงที่ว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีพนักงาน 40 คน เรียกประชุมพนักงาน บอกเจ๊งแล้ว ต้องปิดบริษัท คิดว่าต้องเลิกแล้ว ช่วงนั้นคุณลาภจะจำได้ หลายๆ บริษัทค้างเงินเดือนพนักงานใช่ไหม 2 เดือนจ่ายเดือนหนึ่ง 3 เดือนจ่ายเดือนครึ่ง ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ แต่ผมคิดว่าผมจะไม่ยอมค้างเงินเดือนพนักงาน แล้วก็ต้องสู้ความจริง ก็คิดว่า 40 คนก็ปิดบริษัท ผมเดินหน้าขึ้นศาล เขาก็ไปหางานอื่นทำ
แต่เผอิญหลังประชุม อีก 20 คนเขาขอให้ผมช่วยเขา ช่วงนั้นหางานยากนะ ผมจำแม่นเลย ตัวเลขทางการมา นิสิต นักศึกษา จบปริญญาตรีปีหนึ่ง 2-3 แสนคน หางานไม่ได้ แล้วจะไปหาได้ยังไงละ คนที่ตกงานเคยรับเงินเดือน 5 หมื่น 2 หมื่นยังเอาเลย คนมีประสบการณ์เป็น 10 ปีนะ ตอนนั้นโดนยื่นซองขาวหมด ก็ต้องไปหางานใหม่ คุณเอาไหม 2 หมื่น ก็ต้องเอาเพราะไปผ่อนรถผ่อนบ้านไว้แล้วไง โอเค ฉะนั้นนิสิตจบใหม่ประสบการณ์ไม่มี ความสามารถอะไรยังไม่แสดงให้เห็นเลยใครจะไปจ้าง ก็จ้างคนที่เขาตกงาน ผมก็เลยต้องเลี้ยงลูกน้อง จุดอยู่ตรงที่ว่าไม่รู้จะทำอะไรเลี้ยงเขา ไอ้เราก็แย่

ภรรยาก็เป็นคนบอกให้ผมทำแซนด์วิชขาย (หัวเราะ) เฮ้ย ทำแซนด์วิชขาย คนไทยกินหรอ คนไทยกินข้าว แต่ตอนนั้นคือคนเราเวลามันมืดแปดด้านแล้วเจออะไรก็ต้องคว้าทำไว้ก่อน ถามว่ามีทุนไหม ไม่มีทุน ก็ไปซื้อขนมปัง
ไทยพับลิก้า :ตอนนั้นเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่
ศิริวัฒน์ : ถ้าเงินต้นอยู่ทั้งหมด 4-5 ร้อยล้านบาท ทั้งอสังหาริมทรัพย์และหุ้นนะ แต่ดอกเบี้ยสิ เพราะกว่าศาลจะพิจารณาคดีเบ็ดเสร็จแล้วมันตั้ง 3-4 ปี ทบต้นดอกเบี้ย 17% 19% มันก็เกือบทบต้นใช่ไหม ก็เลยโดนยึดทรัพย์ไปก่อน แล้วก็ยังมีเหลือหนี้ เขาก็ฟ้องล้มละลาย แต่เผอิญช่วงนั้นที่วิกฤติ ถ้าจำได้ ท่านวุฒิสมาชิกหลายๆ ท่านก็เป็นนักธุรกิจระดับเบิ้มๆ ก็โดนหมด ท่านก็เลยพยายามแก้ไขกฎหมายจากบุคคลล้มละลายสมัยนั้นคือ 10 ปี ท่านก็รู้ว่าท่านจะโดนมั้ง ก็เลยต่อรองในสภา ผมจำแม่นเลย ปีเดียวเศษๆ มาเจอกันตรงกลางก็คือ 3 ปี
ผมและเขาหลายๆ คนก็เลยได้รับอานิสง ก็คือ 3 ปีนะครับ เป็นบุคคลล้มละลายครับ

ที่มา http://thaipublica.org