head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

'โออีซีดี'ชี้เศรษฐกิจอาเซียนสดใส

+ 2013-01-15
ที่มาhttp://www.apecthai.org/apec/th/econnews.php?id=868
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ภายใต้หัวข้อ แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2556 (Southeast Asian Economic Outlook 2013) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้

ที่กระทรวงการต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโตเร็วของเอเชีย คือ จีนและอินเดีย จะฟื้นตัวออกจากภาวะชะลอตัวที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 2554-2555 และจะเข้าสู่ภาวะขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้งระหว่างปี 2556-2560 หรือช่วง 5 ปีนับจากปี 2556 เป็นต้นไป

    การคาดการณ์ในระยะกลางว่าด้วยเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของโออีซีดี ดิเวลลอปเมนท์ เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิจัยของโออีซีดี ชี้ว่า เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วอีกครั้งระหว่างปี 2556-2560 ที่อัตราเฉลี่ย 5.5% (ดังแผนภูมิประกอบ) ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงิน หรือ pre-crisis period ระหว่างปี 2543-2550

    ความสำเร็จของประเทศในภูมิภาคนี้ในการรักษาอัตราการเติบโตในปี 2555 ที่ระดับ 5.3% เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงมากมายจากภายนอกภูมิภาค อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่าจะมีการเติบโตมากที่สุดที่ 6.4 % ในช่วงเวลา 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งจะเป็นการเติบโตในอัตราสูงกว่าที่เคยทำได้ในช่วงหลังวิกฤติการเงินเอเชียปี 2550 และเท่าๆกับอัตราเฉลี่ยในช่วง 2ทศวรรษก่อนเกิดวิกฤติดังกล่าว ภาพรวมที่มีแนวโน้มดีวันดีคืนนี้สะท้อนให้เห็นบรรยากาศด้านการลงทุนที่ดีขึ้นมากโดยเฉพาะในแง่การให้ความสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียเองยังมีแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก รวมทั้งแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ



    ส่วนความคาดหมายเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในระยะ 5 ปีข้างหน้าก็นับว่าอยู่ในอัตราสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนารายอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราการออมภายในประเทศอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง แต่ที่โออีซีดีคาดการณ์ให้ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มการเติบโตของจีดีพีน้อยกว่าอินโดนีเซียก็เพราะทั้ง 4 ประเทศกำลังอยู่ในภาวะที่นอกจากจะเร่งความเร็วในการเพิ่มผลผลิตได้ยากแล้ว ยังเสี่ยงต่อการตกสู่กับดักของการเป็นประเทศรายได้ระดับกลาง หรือที่เรียกว่า middle-income trap ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ช้าลง          



    ทั้งนี้ รายงานระบุว่า หัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ยังเป็นอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งในส่วนของการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โออีซีดี ยังคาดการณ์ว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนจะมีการขาดดุลด้านการคลังลดน้อยลง ซึ่งนำไปสู่เสถียรภาพมากขึ้นและหนี้สาธารณะที่ลดน้อยลงเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของจีดีพี อย่างไรก็ตาม บางประเทศยังคงจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งทางการคลังด้วยการเพิ่มรายได้เข้ารัฐด้วยช่องทางต่างๆ และหลายประเทศจะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจากหลายปัจจัย อาทิ การไหลเข้าอย่างรวดเร็วของทุนต่างประเทศ ขณะที่ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะเผชิญปัญหาจากภาวะที่มีการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯควบคู่กับสกุลเงินท้องถิ่นอย่างกว้างขวางในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    รายงานของโออีซีดีระบุว่า ความท้าทายสำหรับประเทศไทยคือการพัฒนาการศึกษาและระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามรับมือกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นผลพวงมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ แม้โออีซีดีจะยอมรับว่า ไทยมีความก้าวหน้าในระดับที่น่าประทับใจในการกระจายการศึกษาและบริการด้านสุขอนามัยแก่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการทั้งสองด้านดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนจน และยังมีความแตกต่างมากระหว่างชนบทและเมืองใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความสนใจและดำเนินการแก้ไข คุณภาพการศึกษายังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคุณภาพของครู รายงานยังระบุด้วยว่า ในส่วนของบริการสาธารณสุขซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายกำลังถีบตัวสูงขึ้น จำเป็นต้องมีการคุมต้นทุนไว้ด้วยการมาตรการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

    "ไทยยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากก้าวการพัฒนาในอดีตที่ผ่านมา และจำเป็นต้องสร้างการเติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น (greener growth) ในอนาคตด้วยการลดการสร้างก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศ รวมทั้งมลพิษในรูปแบบอื่นๆ" ส่วนหนึ่งของรายงานในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้ข้อเสนอแนะ พร้อมระบุว่า การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงจังจากรัฐบาล องค์กรธุรกิจ รวมทั้งภาคประชาชน และจำเป็นต้องอาศัยนโยบายใหม่ๆเป็นเครื่องมือ ซึ่งรวมถึงการใช้มาตรการด้านการคลังให้สิทธิประโยชน์จูงใจมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,806  วันที่   3 - 5  มกราคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่ (2)

รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ที่มาhttp://www.tanarak.mju.ac.th/index.php/2012-05-31-12-22-57/81-sop?showall=1
ตอนที่ 1 ได้กล่าวถึง ความหมาย ประเภท กลไกการเกิดฟองสบู่ และการเกิดและแตกของฟองสบู่ในปี 2540 ในตอนที่ 2 นี้ จะกล่าวถึง ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก และสถานการณ์ของฟองสบู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน

ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก

คณะอนุกรรมการเกือบทุกชุดได้สรุปคล้ายคลึงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด และการกำกับดูแลระบบการเงินในประเทศหย่อนยาน บกพร่อง ในการยับยั้งธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินกู้เงินเหรียญสหรัฐระยะสั้น เข้ามาใช้ในกิจการในประเทศ และการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศในตลาดหุ้น แล้วถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่สุทธิ 39,000 ล้านเหรียญ ณ สิ้นพฤศจิกายน 2539 ไปเดิมพันรักษาค่าเงินบาทให้คงที่อย่าง ขาดสติ ประมาท ไร้ความรับผิดชอบ และขาดความเชี่ยวชาญ จนกระทั่งสูญเสียเกือบหมด โดยเหลือเพียง 8,000 ล้านเหรียญเมื่อสิ้นสิงหาคม 2540 (9 เดือน) เมื่อบวกกับภาระผูกพันเงินที่ไปทำไว้และต้องจ่ายในอนาคตอีก (swap) ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราไปถึง 33,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นรายได้จากการส่งออกสุทธิทั้งปี (ยังไม่หักต้นทุน) ทำให้ต้องไปกู้เงินจาก IMF และจำยอมรับเงื่อนไขที่มาซ้ำเติมกับระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้สาหัสลงไปอีก

ความเสียหายที่ติดตามมาคือ ความเสียหายภาคอสังหาริมทรัพย์อีก 191,000 ล้านบาท ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เข้าไปแบกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ 56 สถาบันการเงินที่ถูกองค์การการเงินระหว่างประเทศบงการให้ปิดอีก 1,400,000 ล้านบาท

สถานการณ์ฟองสบู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

สถานการณ์ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในปี 2540 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจในหลายด้านได้รับผลกระทบในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดอาจแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้


1. ตลาดหลักทรัพย์

sop4
การปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 9 เท่า ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้น และเป็นการปรับขึ้นในวงกว้าง ครอบคลุมภาคธุรกิจที่มีพื้นฐานดี เช่น สื่อสาร พลังงาน ก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์

มีข้อน่าสังเกตว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2549 สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายสุทธิต่อวันเพิ่มขึ้นมาก โดยนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนการซื้อเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนประเภทสถาบัน อีกทั้งมีการเปิดบัญชีการซื้อขายของนักลงทุนรายใหม่มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรายเดิมที่มีบัญชีอยู่แล้วกลับเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ มีการทำการซื้อขายแบบหักลบราคาค่าซื้อและค่าขาย (Net Settlement) มากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้มูลค่าการซื้อขายและความผันผวนของราคาหลักทรัพย์มีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาค่าความผันผวนหรือ Coefficient of Variance (C.V.) ซึ่งคำนวณจากผลต่างของราคาหลักทรัพย์ที่สูงสุดและต่ำสุดของวัน หารด้วยราคาเฉลี่ยของหลักทรัพย์ พบว่า หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในเดือนกันยายนมี C.V. มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ขณะที่หลักทรัพย์พื้นฐานที่สำคัญ (SET 50) มี C.V. อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด อย่างไรก็ดี หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในแต่ละวัน

โดยรวมแล้ว การปรับตัวของราคาหลักทรัพย์ในประเทศนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนคือ พื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และความมั่นใจของนักลงทุนทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาภาวะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2549 พบว่า การเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณการซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่การซื้อขายหลักทรัพย์บางกลุ่มและการทำ Net Settlement ที่มีมากขึ้นเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของสินเชื่ออย่างรวดเร็ว

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทที่รวดเร็วนี้ ถึงแม้ยังไม่ประทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากความยืดหยุ่นต่อราคา (Price Elasticity) ของการส่งออกสินค้าของไทยต่ำ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาจุดสมดุลระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาให้แนวนโยบายการเงินอยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลาย มิฉะนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดต่ำลงอีก จึงเห็นชอบที่ ธปท.ออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย และมาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน และเห็นควรให้ติดตามผลของมาตรการเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้ จากการติดตามการปรับตัวของตลาดการเงินหลังการประกาศใช้มาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน ปรากฏว่า ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non-resident) พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว โดยการทำธุรกรรมผ่านบัญชี Nosro Account กับสถาบันการเงินในประเทศเพิ่มขึ้น แทนการลงทุนในตลาด Swap ดังนั้นธปท. จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทในเดือนตุลาคม โดยอนุญาตให้ Non-resident เปิดบัญชีเงินบาท Nostro Account ได้เฉพาะกรณี และมีการจำกัดวงเงินและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยตามระยะเวลาฝากเงิน เป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงอีกครั้ง

อนึ่ง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นมากและส่งผลต่อค่าเงินบาทนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า การปรับตัวของดัชนีราคาหลักทรัพย์เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค และภาวะตลาดยังไม่สะท้อนการซื้อขายแบบเก็งกำไร เพราะหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่เห็นควรให้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ และพฤติกรรมการซื้อขายในหลักทรัพย์บางกลุ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมป้องกันมิให้เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ในอนาคต

เสถียรภาพดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นปรับตัวดีขึ้นโดยตลอด ทั้งจากดุลการค้าและดุลบริการที่เกินดุล โดยเฉพาะดุลบริการที่ดีขึ้นเนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวปรับตัวสู่ภาวะปกติหลังจากปัญหา SARS คลี่คลายลง และคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นอีกในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ในขณะที่มีการไหลเข้าของเงินทุนสุทธิต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนหากไม่นับรวมการชำระคืนหนี้ IMF ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเงินในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน

ในด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าทางการได้ชำระหนี้รายงวดแก่ IMF หมด โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 อยู่ที่ระดับ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน สะท้อนเสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยอดค้างหนี้ต่างประเทศปรับตัวลดลงมาโดยตลอด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 ภาระหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 52.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนี้ต่างประเทศระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.9 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ขณะนั้นหนี้ต่างประเทศระยะสั้นลดลง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยอยู่ที่ 3.27 ในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศนี้เพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ


2. ภาคอสังหาริมทรัพย์

sop6
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ครั้งนี้มีเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม และนโยบายของรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับของไทยเป็นอย่างมากอย่างน่าเอามาสังวร ล่าสุดในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้การเก็งกำไรคอนโดมิเนียมราคาสูงที่แม้แต่ยังไม่ได้สร้าง ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหมือนในตอนฟองสบู่กำลังพองคราวที่แล้ว และกำลังมีทีท่าจะไปไกล เพราะการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่โดยรอบกรุงเทพฯ และบางเมืองใหญ่กำลังร้อนแรงอย่างผิดสังเกต ถ้าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก จะทำให้มีคนเจ็บตัวเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่จะรุนแรงแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้างในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานะหนี้ต่างประเทศของเอกชน หนี้สาธารณะของประเทศ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ ฯลฯ

ถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะยังไม่แตก แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ภาระหนี้จากการซื้อที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง ทั้งล่างและบน ที่น่ารื่นแบกกันไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำ ขณะนี้มีสัญญาณในระดับโลกว่า อัตราดอกเบี้ยอาจขยับขึ้น ซึ่งไทยก็ต้องขยับตามในเวลาต่อไป

ผลก็คือ คนเหล่านี้จะต้องแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมากขึ้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน 5 ปีข้างหน้า บางคนอาจต้องสูญเสียบ้าน เพราะไม่สามารถผ่อนได้อีกต่อไปในตอนนั้น เพราะอาจมีของแถมอีกคือหนี้ผ่อนรถยนต์ และผ่อนบัตรเครดิต หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างสมดุลกัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของครัวเรือนนั้นมันมีความเสี่ยงอย่างนี้ แต่ตราบที่ผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไป มันก็ไปของมันได้ แต่ถ้าหากมีอะไรมาทำให้มันสะดุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก การก่อการร้าย เงินเฟ้อ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทไม่คงที่ ฯลฯ ในระดับบุคคลจะเดือดร้อนกันมาก และเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปได้ยาก


3. บัตรเครดิต

sop5
ปี 2547 เอเชียหลายประเทศก้าวสู่ความสดใส อย่างน้อยๆ ก็มีเมืองไทยของเรา ดูเหมือนจะสลัดอาการเจ็บป่วยจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 5 – 6 ปีก่อนได้เกือบหมด ดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มจาก 1.9% ในปี 2544 เป็น 6% ในปี 2546 รายได้ประชาชาติต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 92,036 บาท อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 2% และการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 13% ในปี 2546 ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้นและมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้ประกอบการต่างๆ แข่งขันกันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทั้งทางด้านการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและการบริการที่ดี รวมทั้งกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งเรื่องราคาและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกนำมาใช้สร้างภาพลักษณ์ของสินค้าตัวเองให้อยู่ในใจผู้บริโภค

“บัตรเครดิต” ได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายของประชาชนทั้งเพื่อการบริโภคและการทำธุรกิจ โดยแนวคิดของบัตรเครดิตคือ ผู้ที่ถือบัตรเครดิตสามารถที่จะนำบัตรชำระค่าสินค้าได้ทันที แม้ว่าในขณะนั้นจะไม่มีเงินสด หลังจากนั้นผู้ที่ออกบัตรจึงค่อยเรียกเก็บค่าสินค้าจากผู้ถือบัตร หรือถ้าเมื่อถึงกำหนดชำระและมีเงินไม่เพียงพอ ก็สามารถชำระเพียงส่วนหนึ่งได้ วงเงินของสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งทางผู้ออกบัตรจะเป็นผู้วิเคราะห์ โดยจะพิจารณาจากเงินเดือน อาชีพการงาน และประวัติเครดิตของบุคคลเป็นหลัก เนื่องจากบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักประกัน ทางผู้ออกบัตรจึงคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน

บัตรเครดิตที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ของธนาคารพาณิชย์ไทย เช่น บัตรเครดิตธนาคารกสิกร บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

2. ของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ เช่น VISA, MASTER, AMERICAN EXPRESS (AMES) ฯลฯ

3. ของบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) เช่น บัตร AMEX หรือ DINERs เป็นต้น

และเนื่องจากผลประโยชน์ที่สูงจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จึงทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูงมาก สังเกตได้จากการพยายามที่จะวางกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี โดยไม่มีเงื่อนไข การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย และกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ เช่น บัตรเคทีซี วีซ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของธุรกิจบัตรเครดิตที่ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างหนึ่งที่คนทันสมัยมีระดับต้องถือไว้คนละไม่น้อยกว่า 1 ใบ จะจำเป็นมากน้อยแค่ไหนเอาไว้พูดกันทีหลัง กลยุทธ์ธุรกิจบัตรเครดิตในปัจจุบันของแต่ละธนาคารดูได้จาก ดูจาก 11.1 ???

สถานการณ์บัตรเครดิตในปัจจุบัน อัตราการถือครอ
งบัตรของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 5.37% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ธปท.รายงานตัวเลขให้บริการบัตรเครดิตล่าสุดไตรมาสที่ 4 ปี 2546 ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีการให้บริการบัตรเครดิตกับประชาชนทั้งสิ้น 4,224,362 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 191,938 บัตร ซึ่งถือว่า เป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก โดยเป็นบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ 3,390,297 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 142,098 บัตร เป็นบัตรเครดิตจองธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย 834,065 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 49,840 บัตร แต่หากเทียบกับสิ้นปีก่อน พบว่า ยอดบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 682,885 บัตร และเป็นการเพิ่มขึ้นของบัตรเครดิตธนาคารต่างประเทศ 116,425 บัตร ด้านการใช้บัตรเครดิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธปท.ได้เตรียมออกมาตรการการควบคุมบัตรเครดิต เนื่องจากกลุ่มผู้สมัครใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ทำให้ยอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ และข้อสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ออกบัตรเป็นสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่มีการแข่งขันกันสูง อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะออกเพิ่มเติมเพื่อดูแลและควบคุมการทำธุรกิจบัตรเครดิต รวมทั้งการให้สินเชื่อบัตรเครดิตนั้น สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ.สถาบันการเงินผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน โดยมาตรการเพิ่มเติมนี้จะครอบคลุมถึงบัตรเครดิตที่ออกโดยสถาบันการเงิน และบัตรเครดิตที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน


4. ระดับรากหญ้า

sop7
หนี้ในภาคครัวเรือนสูงขึ้น เพราะประชาชนมีโอกาสในการกู้มากขึ้น โดยในปี 2545 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 83,314 บาท ขณะที่มีรายได้ 13,418 บาท แต่เงินที่กู้มาไม่ได้นำไปใช้ก่อให้เกิดรายได้ แต่นำไปใช้คืนหนี้นอกระบบ นำไปจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ละลายไปกับการจับจ่ายสินค้าที่ไม่สร้างรายได้ แม้นิตยสารนิวส์วีคจะกล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาล ในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงที่สุดในเอเชียรองจากจีน แต่ได้แสดงความห่วงใยปัญหาหนี้ของผู้บริโภคไว้เหมือนกัน เพราะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตครั้งใหม่

ปัญหาหนี้ระดับรากหญ้าถูกจับตามาตลอด เพราะถ้าบริหารจัดการไม่ดี และรัฐบาลยังมุ่งแต่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค วิกฤตการณ์หนี้เสียครั้งใหญ่อาจจะเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ในครั้งแรก เพราะฟองสบู่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง คนระดับรากหญ้าทั่วไปอาจต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลาย และการบูรณะฟื้นฟูแก้ปัญหาจะยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าเก่า เพราะไม่รู้ว่าจะปรับโครงสร้างลูกหนี้ NPLs ระดับรากหญ้าจำนวนนับล้านๆ คนในรูปแบบใด นอกจากนั้น ยังไม่รู้ว่า รัฐบาลจะปั๊มเงินมาจากไหนมาแก้ปัญหาอีก เพราะใช้เงินจมหายไปในระบบมากแล้ว การสนับสนุนให้ประชาชนมีการใช้จ่ายเกินตัวจากรัฐบาลในโครงการเอื้ออาทรต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังทำให้ปัญหาฟองสบู่กลับมาอีกครั้ง

[1] ราวปี ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2543 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เรียกว่า The Great Depression ซึ่งเป็นผลมาจากฟองสบู่แตกในสหรัฐอเมริกา
[2] ภาคเศรษฐกิจสต็อก คือ ภาคเศรษฐกิจที่ราคาเป็นตัวกำหนดมูลค่า เช่น เช่น หุ้น ที่ดิน สมาชิกสนามกอล์ฟ บ้าน รูปภาพ ใบจองสินค้าต่างๆ ฯลฯ

[3] ผลกำไรจากหลักทรัพย์ที่ได้จากการซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แล้วขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตามบัญชีหรือราคาที่ซื้อมา

[4] วัฎจักรเศรษฐกิจประกอบด้วย ห้วงบูม ห้วงปั่นป่วน ห้วงซบเซา (ถดถอย) และห้วงฟื้นตัว (ก่อนที่จะเริ่มห้วงบูมใหม่)

[5] เช่น มูลค่าทางสัญลักษณ์ (Symbol Value) มูลค่าทางวัฒนธรรม (Cultural Value) หรือคาดว่าราจาจะสูงขึ้นไปอีก

[6] เดิมเก็งกำไรในสินค้าที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย ต่อมาเก็งกำไรจากหลักทรัพย์หรือในตลาดหุ้น การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยจึงมีมากขึ้น ทำให้อุปสงค์ต่อภาคเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

[7] ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสต็อกเป็นผลลัพธ์ของพัฒนาการระบบทุนนิยม

[8] เงินกู้ (Loan) ที่ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน (Subprime) เพื่อซื้อบ้าน ด้วยวิธีนำบ้านไปจำนอง (Mortgage) กับผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้เงินกู้มาจ่ายเป็นค่าบ้าน กลุ่มลูกค้าคือ ผู้มีรายได้น้อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือผู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี เช่น ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเคยเฟื่องฟูมากในช่วง 4-5 ปีก่อน

เศรษฐกิจฟองสบู่

รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้


sop2
ที่มาhttp://www.tanarak.mju.ac.th/index.php/2012-05-31-12-22-57/81-sop?showall=1
โอกาสครบรอบ 10 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ เราควรทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน และไม่เพียงจะไม่ก้าวพลาดอีกครั้ง แต่ช่วยกันปฏิบัติ (ไม่ดีแต่พูด) ในทางนำพาเศรษฐกิจของเราให้แข็งแกร่ง

ถ้านับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 เป็นต้นมา [1] วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นับเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของระบบเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างความเสียหายต่อทุกชนชั้น ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างสูงสุด วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สมมติฐานคือ เป็นเรื่องของวัฎจักรเศรษฐกิจ เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค หรือเป็นเพราะภาคประชาชน อย่างไรก็ดี อาจกล่าวในเชิงลักษณะอาการได้ว่า เป็นเพราะ “ฟองสบู่แตก”


ความหมายของเศรษฐกิจฟองสบู่

การที่เศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ได้ผลตอบแทนมากกว่าสาขาอื่น และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นสภาพที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตแบบลวงตา ซึ่งเฉพาะมูลค่าเท่านั้นสูงขึ้น ไม่ส่งผลให้ปริมาณผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพื้นฐาน (Real Sector) เช่น ปรากฏการณ์ที่มูลค่าในทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรถูกดึงไปรวมกัน เมื่อเศรษฐกิจภาคการเงินการธนาคารพองขึ้นเสมือนลูกโป่งที่ลอยขึ้นไป สุดท้ายจะแตกและตกลงมาสู่พื้นฐานความจริง

เศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy) หรือ สินทรัพย์ที่พองตัวขึ้นมา (Inflated Asset) เป็นภาวะบูม (Boom) ของเศรษฐกิจที่เกิดจากมายาภาพของคนที่เชื่อว่า ราคาสินค้าที่อยู่ในเศรษฐกิจสต็อก (Stock Economy) [2] จะมีราคาสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนจึงแห่กันมาเล่นเกมเงินตรา (เก็งกำไร) เพื่อแสวงหา Capital Gain [3] สะท้อนถึงเศรษฐกิจขยายตัวเพราะอุปสงค์เทียม


ประเภทของเศรษฐกิจฟองสบู่

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ในเมืองการค้าของยุโรปที่มีการขยายตัวของการค้า เคยเกิดการเก็งกำไร พร้อมๆ กับวิวัฒนาการของเศรษฐกิจทุนนิยม หลังจากนั้นฟองสบู่ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น เศรษฐกิจฟองสบู่อาจแบ่งตามลักษณะของกลุ่มคนที่ทำให้เกิดออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. มวลชนทั่วไปที่ไม่รู้ความ เริ่มจากการเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตาของผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาเล่นเก็งกำไร ไปกระตุ้นความโลภของคนอื่นให้เข้ามาผสมโรง จนคลั่งไคล้ลุกลามไปทั่วภายในเวลาไม่นาน เช่น เหตุการณ์คลั่งไคล้ดอกทิวลิปที่ฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 17

2. มวลชนผู้มีอันจะกิน สร้างกระแสการเก็งกำไรเพื่อให้มีรายได้ที่ทัดเทียม และการเลียนแบบเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม เช่น เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อทศวรรษที่ 1920 เนื่องจากภาวะมอเตอร์ไรเซชั่น (ประชายานยนต์) ที่ผู้คนต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง ทำให้เกิดกระแสการเก็งกำไร เพื่อนำผลได้มาซื้อรถยนต์เพื่อสร้างความทัดเทียมกันทางสังคม

3. บริษัทขนาดใหญ่ ระดมเงินจำนวนมหาศาลจากตลาดทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่ไม่นำเงินไปลงทุนทางการผลิตเช่นในอดีต กลับหมุนเงินจำนวนมหาศาลนี้มาเล่นเก็งกำไร ประกอบกับการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้สร้างผลกำไรได้สูงกว่าจากการผลิต ต่อมาบริษัทอื่นๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ต่างเอาอย่าง เช่น เศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่ 1980


กลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่

สามารถแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็น 2 ห้วง ดังนี้


(1) ห้วงศตวรรษที่ 19 (ปี ค.ศ. 1800-1899)

แบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอน ดังนี้

1. มีการสะสมความมั่งคั่งก่อนที่วัฎจักรเศรษฐกิจหนึ่งๆ จะเริ่มขึ้น [4] ยิ่งถ้าสะสมก่อนห้วงบูม พอถึงห้วงบูม การเก็งกำไรยิ่งมีมากขึ้น ทำให้ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ (Panic) รุนแรงยิ่งขึ้น

2. มีปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าหลายๆ ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นปัจจัยที่ทรงพลัง เช่น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้น จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตแบบพุ่งโลด การเก็งกำไรเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงกว่าปกติ

3. ราคาสินค้าแพงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจคึกคัก เกิดการขยายการผลิต การนำเข้าวัตถุดิบ การก่อสร้างโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักร เศรษฐกิจจริงจะขยายตัวและต้องใช้เงินทุน การระดมเงินทุนโดยผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาดหลักทรัพย์มีมากขึ้น

4. เกิดการเก็งกำไร ยิ่งภาวะเศรษฐกิจบูมนานต่อเนื่อง ราคาสินค้าจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นตาม ผู้คนแห่กันซื้อคุณสมบัติใหม่ของสินค้า [5] โดยไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าใช้สอย (Use Value) อันเป็นคุณสมบัติเดิมของสินค้านั้น

5. การเคลื่อนไหวของเงินรวดเร็วมาก สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว การเก็งกำไรขยายไปสู่หุ้นหรือพันธบัตร ความมั่งคั่งที่สะสมมา (ในขั้นตอนที่ 1) ถูกนำไปใช้เล่นเก็งกำไร

6. เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากรายได้เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นชั่วคราว [6]

7. ทางการเข้าแทรกแซงการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเห็นว่า ถึงขีดที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ การพองตัวออกคล้ายฟองสบู่ของสินเชื่อถูกทำให้แฟบลง

8. อวสานของการเก็งกำไร อุปสงค์ในข้อที่ 6 จะสูญสลายไปก่อน ต่อมาการผลิตในภาคเศรษฐกิจจริงลดลง เกิดการว่างงาน ผลกระทบจากฟองสบู่แตกจะแผ่กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยรวม เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน


(2) ห้วงศตวรรษที่ 20 (ปี ค.ศ. 1900-1999)

เงินในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก ที่เป็นแค่สื่อกลางแลกเปลี่ยนกับใช้สะสมทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่งอกเงยได้โดยตัวมันเอง เป็นทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่ง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ทฤษฏีมูลค่าเกิดจากแรงงานไม่อาจอธิบายได้มีอยู่ 3 กรณี คือ

1. แรงงานมนุษย์ถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์

2. ความเหลื่อมล้ำกันของค่าแรงสูงมาก

3. ราคามิได้ถูกกำหนดจากต้นทุนที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการ (กฎอุปสงค์) และปริมาณสินค้า (กฎอุปทาน)

ต่อไปอธิบายกลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ อาจแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็น 4 ขั้น (ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543)

1. ก่อนจัดตั้งสถาบันการเงินหรือธนาคารออมทรัพย์ การสะสมทรัพย์เกิดขึ้นภายในตัวเศรษฐกิจจริง ในรูปของ ทองคำ เหรียญ อัญมณี ฯลฯ ดังภาพที่ 1


sop3ภาพที่ 1 ยังไม่มีสถาบันการเงิน มีแต่เศรษฐกิจจริง

2. มีสถาบันการเงิน แต่การฝากเงินยังเป็นเพื่อให้ธนาคารดูแลรักษาแทน ผู้ฝากนอกจากไม่ได้รับดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ธนาคารที่ช่วยดูแลรักษาให้ เมื่อจะนำเงินไปใช้ในการลงทุนจึงค่อยถอนออกมา ดัง
ภาพที่ 2

ภาพที่ 2 เริ่มมีสถาบันการเงินเกิดขึ้น

3. ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้ ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง สร้างงาน ผลิตสินค้า ก่อให้เกิดผลกำไร แล้วนำเงินมาใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก เพื่อระดมเงินฝาก ดังภาพที่ 3


ภาพที่ 3 ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้ เกิดกระแสเงินจากการปล่อยกู้

4. ปริมาณเงินตราใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของสินค้าและบริการคล่องตัว ภาคเศรษฐกิจจริงขยายตัว รายได้ของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราการบริโภค มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยสัมพัทธ์ ต่อมาผู้ประกอบการกลายเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีกำไรสะสมมากจนไม่ต้องกู้ยืมจากธนาคาร

ปริมาณเงินที่อยู่ในสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้ต้องดิ้นรนหาทางออก โดยนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจสต็อก [7] ต่อมาเติบโตอย่างเป็นอิสระโดยสัมพัทธ์จากเศรษฐกิจจริงและมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่กลายเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดนไปโดยอัตโนมัติ ดังภาพที่ 4

ภาพที่ 4 การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจสต็อก


การเกิดและแตกเศรษฐกิจฟองสบู่

กรณีฟองสบู่แตกในปี 2540 อธิบายได้ 3 ระยะ ดังนี้

1. การก่อตัวของฟองสบู่

ในห้วงปี 2527-2529 เศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ เกิดปัญหาสถาบันการเงิน (“ราชาเงินทุน”) ล้ม จนเป็นที่มาของการเกิดโครงการ 4 เมษายน 2527 โดยรัฐบาลต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และหั่นงบประมาณรายจ่ายในปี 2528 และ 2529 ติดต่อกัน เพื่อรักษาวินัยการเงินและการคลัง

ก่อนเข้าสู่ปี 2530 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว พอดีกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นหนีพิษเงินเยนที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้า ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเข้ามา ตามมาด้วยนักลงทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและภาคบริการ จนกลายเป็นภาวะ “บูม” ทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา


2. การพองตัวของฟองสบู่

ความต้องการที่ดินเพื่อตั้ง โรงงาน สำนักงาน สนามกอล์ฟ รีสอร์ท ที่อยู่อาศัย โรงแรม ฯลฯ เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจซื้อขายที่ดินเติบโตขึ้น พวกนายหน้าค้าที่ดินได้กำไรอย่างงดงามในชั่วข้ามคืน เกิดเศรษฐีใหม่กว่า 200,000 คนที่ร่ำรวยจากการค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการเล่นหุ้น มีการปั่นราคาที่ดิน ทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า

สภาพคล่องทางการเงินมีสูงมาก เงินนอกประเทศสามารถเข้าง่ายออกง่าย อัตราดอกเบี้ยเพียง 11.5% ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนการปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินกันอย่างเต็มที่ แสดงว่า ส่งเสริมพวกนักเก็งกำไรให้เข้ามาสู่ธุรกิจฟองสบู่

ต้นปี 2533 ความเคลื่อนไหวของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มแผ่วลง เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ตามจำนวนโครงการลงทุนที่เริ่มก่อสร้าง รัฐบาลโดยผ่าน ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะที่นำไปเก็งกำไร ประจวบกับสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายปี 2533 ทำให้การเก็งกำไรหดหายไป ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ราคาที่ดินเข้าสู่ภาวะทรงตัวและหยุดเคลื่อนไหว

ขณะที่ฟองสบู่ลูกที่หนึ่งเริ่มแตก กลับปรากฏว่า มีกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีทันสมัย ได้เข้ามาลงทุนอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2534 เป็นการต่ออายุให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นและฮ่องกงเข้ามา “ร่วมทุน” กับกลุ่มตระกูลดังๆ

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ได้กระหน่ำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้หยุดชะงักอีกครั้งหลังจากที่กำลังจะเริ่มฟื้นตัว

ต่อมาเกิดปัจจัยกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแหล่งเงินทุนใหม่ ดอกเบี้ยต่ำ มากระตุ้นขยาย “ฟองสบู่” ให้พองโตขึ้นและใหญ่กว่าเดิมได้อีกครั้ง ดังนี้

1. ประกาศหลักเกณฑ์มาตรฐานการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 50% จากเดิมที่ให้เป็นความเสี่ยง 100% ยิ่งทำให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้น

2. การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศสามารถเปิดให้บริการวิเทศธนกิจ (BIBF) ซึ่งบริการให้กู้เงินและรับฝากเงินตราต่างประเทศได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536

3. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้บริษัทสามารถออกตราสารได้ ตั้งแต่ปี 2536 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงกลับมาทุ่มเทลงทุนในโครงการใหม่ๆ อย่างคึกคัก เกิดภาวการณ์ซื้อที่ดินเพื่อกักตุนไว้เป็นแลนด์แบงก์ (Land Bank) ตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต.

4. ปลายปี 2536 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งสินเชื่อรายย่อย และยังยินยอมให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างๆ ได้ถึง 30% ของสินทรัพย์ในบริษัทประกัน จากเดิมเพียง 10%

อาจกล่าวได้ว่า เป็นความผิดพลาดของทางการที่ดำเนินนโยบายสนับสนุนฟองสบู่ แทนที่จะปรามปราบฟองสบู่ ผลจึงเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจในอีก 4 ปีต่อมา เมื่อฟองสบู่ลูกที่สองแตกอย่างถาวร


3. สภาวะฟองสบู่แตก

เมื่อทางการจำเป็นต้องตัดสินใจลอยตัวค่างเงินบาท และดำเนินการปิด 56 สถาบันการเงิน ระบบการเงินจึงเข้าสู่ภาวะวิกฤต สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง ทั้งๆ ที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของ ธปท.และกระทรวงการคลัง ขณะที่อีกด้านหนึ่งมาจาก ขาดความสามารถ ความโลภ ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเงิน และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประชาชน นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินไทย

นโยบายการเงินที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (ตะกร้าเงิน) อิงกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลานานถึง 10 กว่าปี โดยไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การส่งสัญญาณเตือนภัยล่าช้า วิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด เช่น การใช้นโยบายเปิดเสรีทางการเงินเพราะต้องการเร่งระดมทุนจากต่างประเทศเข้ามาขยายการลงทุน เนื่องจากเงินออมในประเทศไม่เพียงพอ ต่อมาเมื่อเงินทุนไหลเข้ามามากจนกระตุ้นให้เกิด “ฟองสบู่” ลูกใหม่ ธปท.กลับควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และมิได้ตระหนักถึงภัยอันตราย สถาบันการเงินไทยหันไปพึ่งพาเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ โดยอาศัยส่วนต่างค่อนข้างมากของอัตราดอกเบี้ยมาทำกำไรจำนวนมหาศาล ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน”

ปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ ในปี 2530 มีเพียง 27.6 พันล้านบาท หลังเปิดเสรีทางการเงินในปี 2536 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 260.9 พันล้านบาท หรือเกือบ 20 เท่าในช่วงเวลาเพียง 7-8 ปี และกว่า 90% เป็นการนำเข้าเงินทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์

เงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อระยะยาวในประเทศ ส่วนใหญ่กระจุกตัวที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงฟองสบู่พองตัว เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจุดเริ่มฟองสบู่แตก จึงลุกลามไปถึงสถาบันการเงิน

ล่าสุด (สิงหาคม 2550) ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกรดต่ำสุดและมีความเสี่ยงสูง (Subprime Mortgage Loan) กำลังพ่นพิษ [8] ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยไม่ดีเหมือนกับในห้วงปี 2544 ซึ่งธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ติดๆ กัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากหายนะหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ทำให้มีประเด็นที่น่าติดตามว่า “ปี 2549-50 ฟองสบู่ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ กำลังแตกจริงหรือไม่?” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร?”

ความรู้เรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ ยังคงน่าสนใจติดตามต่อไปอีกนาน

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549. บทความเรื่อง “เตือนนโยบายรัฐก่อวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. http://www.rakbankerd.com/hotnews.html?nid=680 บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูวันที่ 22 ธันวาคม 2549.

วีรพงษ์ รามางกูร 2549. ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) อดีต รมว.คลัง. บทความเรื่อง “นักวิชาการชี้ 2 ปีเศรษฐกิจไร้ ‘ฟองสบู่’ ”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หรือ http://www.rakbankerd.com/hotnews.html?nid=790 บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549.

ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543. พ็อกเก็ตบุ๊ค เรื่อง “เศรษฐกิจไทย พลาดสู่วิกฤติ” บทที่ 7 “วิกฤตเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทางการเงิน” หน้า 96-102. กรุงเทพฯ : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์.

ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2549. คอลัมน์เศรษฐศาสตร์จานร้อน บทความเรื่อง “เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q1/article2004q1/article2004jan19p7.htm บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2549.

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

การผงาดขึ้นมาของกลุ่ม “BRICS”


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
ในช่วงปลายไตรมาสแรกของปี 2012  ที่ผ่านมา ได้ถึงรอบที่แดนภารตะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำ “BRICS” (BRICS – Summit)
การประชุม “BRICS Summit” ดังกล่าว ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 4 ต่อจากการประชุมครั้งที่ 3 ที่จีนเป็นเจ้าภาพเมื่อปีที่แล้ว โดยจัดขึ้นที่เมืองตากอากาศ“ซันย่า”อันโด่งดังของมณฑลไห่หนานหรือ “เกาะไหหลำ”

ตั้งแต่การจัดประชุมสุดยอดผู้นำ “BRICS” ครั้งที่ 3 และมีการป่าวคำประกาศซันย่า (Sanya Declaration) ที่เมืองตากอากาศด้านใต้สุดของเกาะไหหลำเป็นต้นมา  สมาชิกทั้งห้าประเทศของ “BRICS” ก็ได้มีการปรึกษาหารือกันอยู่เนืองๆ และร่วมมือกันในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาการค้าและเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบการเงิน อุตสาหกรรม  ด้านการแพทย์ และสุขอนามัย ด้านการเกษตร ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและด้านมนุษยศาสตร์ ฯลฯ เพื่อส่งผลให้ข้อตกลงแบบฉันทานุมัติ มีความเป็นจริงในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้นไป เพื่อให้สมาชิก “BRICS”  ทั้ง 5 ประเทศ สามารถขับเคลื่อนพัฒนาการในด้านต่างๆที่ได้กล่าว มาข้างต้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไป

นับวันก้าวย่างของ“BRICS” ก็ยิ่งเป็นที่จับตาสนใจของประชาคมโลกมากยิ่งขึ้นไป

คำถามก็คือ ทำไม?

คำตอบก็คือการที่สมาชิก“BRICS” ทั้ง 5 แผ่นดินข้างต้น ยังมีลำดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพที่เป็นจริง (UNDER – POTENTIAL DEVELOPMENT) เป็นอันมาก

”BRICS” ทั้ง 5 ประเทศ มีประชากรร่วมกันถึง 42% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก แต่มีมูลค่า GDP รวมกันเพียงประมาณ 20% ของ GDP รวมทั่วทั้งโลกเท่านั้น

ยิ่งการค้าต่างประเทศด้วยแล้ว ปรากฎว่ามูลค่ารวมของการค้าต่างประเทศ (มูลค่าส่งออกรวมกับมูลค่าการนำเข้า) ของ “BRICS” มีสัดส่วนเพียง 15% ของมูลค่ารวมการค้าของโลกเท่านั้น

ถ้าเปรียบเทียบระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนกับ“วัย”ของมนุษย์ เท่าที่เป็นอยู่เศรษฐกิจของ“BRICS”ยังอยู่ในช่วงที่ยังเยาว์วัยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว(ADVANCED ECONOMIES) ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตกเช่น  สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกับประเทศทางฟากฝั่งตะวันออก เช่นญี่ปุ่น

ในกรณีของสหรัฐฯนั้น แผ่นดินอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP รวมทั่วทั้งโลกถึงประมาณ 23% แต่มีประชากรเพียงประมาณ 4.5% ของประชากรรวมของโลกเท่านั้น

ในปี 2011 ที่ผ่านมา โลกมีประชากรรวมประมาณ 7,000 ล้านคน ขณะที่สหรัฐฯ มีประชากรเพียง 312 ล้านคนเท่านั้น

ส่วนยุโรปนั้น มีมูลค่า GDP ถึงประมาณ 26-27% ของ GDP รวมทั่วทั้งโลก แต่มีประชากรเพียง 8 % ของประชากรโลก

ขณะที่สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) มีมูลค่า GDP ถึงกว่าหนึ่งในสี่ของ GDP โลกนั้น กลับมีประชากรน้อยกว่ากลุ่มอาเซียน (ASEAN) ที่มีมูลค่า GDP คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 3% ของ GDP โลก โดยที่อาเซียนมีประชากรเกือบ 600 ล้านคนหรือประมาณ 9% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก

ยิ่งแดนซามูไรด้วยแล้ว   มีประชากรเพียงประมาณ 127  ล้านคน หรือประมาณ 1.8% ของประชากรโลก แต่กลับมีมูลค่า GDP ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 8-9% ของมูลค่า GDP รวมทั่วโลก

การที่ GDP ของ “BRICS” ยังมีมูลค่าที่ต่ำมาก ถ้าหากสมาชิก “BRICS” มีนโยบายและมาตรการทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และสามารถผลักดันนโยบายดังกล่าวให้ออกมาเป็นจริงในทางปฏิบัติ “BRICS”ก็จะสามารถเจริญวัยเติบใหญ่ทางการพัฒนาได้มากและได้อย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างของ“รูปธรรม”ที่ปรากฎออกมาให้เห็นในปัจจุบัน

ในช่วงที่ผ่านมา มีมูลเหตุหลายประการที่“จองจำ”ให้เศรษฐกิจของ “BRICS” ต้อง “จมปลัก”กับความล้าหลังและแน่นิ่ง หรือแม้แต่เสื่อมถอยทางการพัฒนา เป็นเวลาติดต่อกันมานับทศวรรษหรือในบางประเทศเป็นเวลานับศตวรรษกันเลยทีเดียว

ตัวอย่างเช่น จีน ต้องเผชิญกับปัญหา “ศตวรรษที่สูญเปล่า” (The Lost Century) ทางการพัฒนานับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของราชวงศ์ชิง (Qing  Dynasty)  หรือประมาณช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ที่บ้านเมืองต้องจมปลักกับความเสื่อมทรุดเสียศูนย์ทั้งในทางเศรษฐกิจ  สังคม และการเมือง ดังที่ปรากฎ”รูปธรรม”ออกมาให้เห็นนานัปการ เช่นการทำสงครามแพ้ชาติตะวันตกที่เป็นชาติที่“เล็ก”กว่าทั้งขนาดของพื้นที่จำนวนประชากรชนิดเทียบกันไม่ได้กับจีน หรือแม้แต่การถูกญี่ปุ่นที่เป็นชาติใกล้บ้านเรือนเคียงรุกรานเข่นฆ่าผู้คนในจีนไปมากมายนับครั้งแล้วครั้งเล่า และบางช่วงถึงขนาดต้องเฉือนบางส่วนของแผ่นดินให้ซามูไรปกครองติดต่อกันเป็นเวลาหลายต่อหลายทศวรรษ เช่นในช่วงก่อนเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2

แม้ว่ามังกรได้”ผลัดแผ่นดิน” แปรเปลี่ยนเป็น“จีนใหม่”ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 เป็นต้นมา โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้ถือบังเหียนปกครองประเทศ

แต่ในช่วงสามทศวรรษแรกแห่งการปกครองประเทศ เพื่อมุ่งสู่เส้นทางสังคมนิยมโดย  ”อุดมการณ์“คอมมิวนิสต์” แม้จีนจะสามารถแปรเปลี่ยนปัจจัยทางด้านสถาบัน(Institutional  factors) และมีความปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง (Structural Changes) ไม่ใช่น้อย เพื่อสร้างและเพิ่มความเป็นปึกแผ่นให้แก่แดนมังกร ที่“แตกกระสานซานเซ็น”มาอย่างยาวนาน ภายใต้การปกครองของบรรดาขุนศึกศักดินาอันล้าหลังและด้อยประสิทธิภาพ

จนกระทั่งเมื่อเติ้งเสี่ยวผิง สามารถเถลิงอำนาจขึ้นมาใหม่ภายหลังการลับโลกไปของเหมาเจ๋อตุงในปลายทศวรรษที่ 1970’s  “เติ้ง”ที่เป็นผู้นำหัวปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงสามารถดำเนินนโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) พร้อมด้วยนโยบายและมาตรการทางการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถกระตุ้นผลิตภาพ (Productivity) ทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง มังกรยังสามารถ”ผงาด”สู่เวทีเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศ“หัวขบวน”ของทั้งสมาชิก “BRICS” และของโลกทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นอกจากจีนแล้ว สมาชิก”BICS” อื่นๆ ดูจะมีเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก คือดำเนินนโยบายการพัฒนาค่อนไปทางปิดประเทศ (Closed door policy) ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียในช่วงที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต (Soviet Union) หรือช่วงก่อนปี 1990 ที่เป็นประเทศ “หลังม่านเหล็ก”ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (Planned Economy) แทนที่การใช้กลไกตลาด (Market mechanism) เป็น “เครื่องมือ”ทางการพัฒนา หรืออินเดียในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1990’s อันเป็นช่วงที่ตระกูล“คานธี”ปกครองประเทศ ก็ดูจะมีทิศทางไม่ค่อยแตกต่างกันไปนัก

นอกจากแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพแล้ว การเมืองที่ไร้เสถียรภาพดูจะเป็น“ตัวแปร”ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการถ่วงรั้งพัฒนาการของ “BRICS”ในช่วงก่อนหน้านี้

เพราะการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง นำไปสู่ความ”ง่อนแง่น”ของรัฐบาล ที่สร้างปัญหาในการกำหนดและผลักดันนโยบายและมาตรการทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพให้แก่ประเทศได้ ดังที่มักปรากฎออกมาให้เห็นในประเทศสมาชิก “BRICS: บางประเทศในช่วงก่อนหน้านี้

ไม่เพียงเท่านั้น “BRICS”ยังมีปัญหาสังคมที่ยืดเยื้อเรื้อรังและถ่วงรั้งโอกาสทางการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการแบ่งชนชั้นวรรณะในอินเดีย  ปัญหาการเหยียดผิวในอัฟริกาใต้ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทศวรรษที่1990’s เป็นต้นมา “BRICS” ที่มีการปรับเปลี่ยนของปัจจัยทางด้านสถาบัน (Institutional Changes) ไม่ว่าจะเป็นการเมือง (Positional Change) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic Change) และปัจจัยทางสังคม (Social Change) สมาชิก “BRICS”ที่หลายๆ ประเทศเป็นแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ และเป็นประเทศต่อเนื่องกันมานับเป็นเวลาพันๆ ปี ก็เริ่มสามารถ“ตั้งหลัก”และก้าวรุดทางการพัฒนาได้ แม้ว่าจะมีช่วง”สะดุด”บ้าง ก็ไม่มีนัยยะสำคัญนัก

ตัวอย่างเช่น การที่จีน ที่แม้จะเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970’s โดยการนำของเติ้งเสี่ยวผิง แต่ก็ต้องเผชิญกับความ“เชี่ยวกราก”ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงไม่ใช่น้อยในทศวรรษแรกๆ แห่งการเปิดปรเทศ ดังตัวอย่างที่ปรากฎออกมาให้เห็นจากเหตุการณ์ความไม่สงบ”เทียนอันเหมิน”ในปี 1989 ฯลฯ

หรือกรณีรัสเซีย ที่แม้จะเริ่ม“ขยับตัว”เปลี่ยนแปลงภายหลังจากที่“กอร์บาชอฟ”ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในกลางทศวรรษที่ 1980’s  แล้วป่าวประกาศมาตรการเปิดกว้างทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ภายใต้มาตรการ“เปเรสตรอยก้า” และ“กลาสนอส์”

แต่ในที่สุดสหภาพโซเวียตที่เคยยิ่งใหญ่ และสามารถเป็นผู้นำในโลกสังคมนิยม“ต่อกร”เผชิญหน้ากับสหรัฐฯที่ป็นผู้นำในโลกทุนนิยม ด้วยเวลาติดต่อกันหลายต่อหลายทศวรรษ ที่ส่งผลให้รุ่นไอแห่ง“สงครามเย็น” (Cold War) ครอบคลุมโลกอยู่ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ก็ต้องล่มสลายลงในช่วง ”รอยต่อ”ของทศวรรษที่ 1980’s และ 1990’s  และกว่าที่รัสเซียที่เคยเป็นแก่นแกนของสหภาพโซเวียตจะตั้งหลักใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อ“ปูดิน”สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประเทศในช่วงประมาณปี 2000 ที่ส่งผลให้รัสเซียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก(ประมาณ 17 ล้านตารางกิโลเมตร) และประชากรประมาณ 145 ล้านคน สามารถ  “ผงาด”ขึ้นมาใหม่ และเป็นสมาชิก “BRICS” ชาติเดียวที่มาจากฟากฝั่งตะวันตก

ส่วนอินเดียนั้น นโยบายการปิดตัวทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการโดยรัฐบาลโดยการนำของนางอินทิรา คานธีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน  แล้วส่ง“ไม้”ต่อมายังนายราจีพ คานธีผู้ลูก ที่ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ภายหลังการจากไปด้วยความน่าเศร้าสลดของผู้เป็นมารดา

จนกระทั่งนายราจิพ คานธี ต้องลาโลกไปด้วย “ชะตากรรม”เดียวกับผู้เป็นแม่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980’s  อินเดียโดยการนำของ “โมนาซิงฮา  เรา”นักการเมืองอาวุโส แต่มีหัวปฏิรูป (Reformist) ที่ได้ร่วมมือกับ “ขุนคลัง”คู่ใจในขณะนั้นก็คือ”มันโมฮัน ซิงห์” เริ่มดำเนินนโยบายเปิดประเทศ และมีนโยบายเปิดประเทศที่ค่อนข้างต่อเนื่องกันมาภายหลังจากนั้น แม้ว่าบางช่วงพรรคฝ่ายค้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับพรรคครองเกรสจะสามารถ”เบียดตัว”ขึ้นมาบริหารประเทศอยู่หลายปีในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990’s  แต่นโยบายการเปิดกว้างทางการพัฒนาประเทศ ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป จนกระทั่งพรรคครองเกรสโดยการนำของนางโซเนีย คานธี นำพรรคประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง และสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่  แล้วส่ง“ซาร์เศรษฐกิจ”นาม”มันโมฮัน ซิงห์” นักเศรษฐศาสตร์มือดีที่เคยผ่านงานทั้งการเป็นผู้ว่าแบ็งค์ชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทูตประจำกรุงเจนีวาของอินเดีย ฯลฯ ขึ้นถือบังเหียนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน (2012)

อินเดียจึงสามารถผงาดขึ้นมาเป็น“มหาอำนาจ”แห่งอเซียใหม่ที่ยังมีโอกาสทางการพัฒนาอีกมาก เมื่อพิจารณาจากดัชนีชี้วัดหลายตัวเช่น ขนาดของ GDP ที่ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของ GDP รวมทั่วทั้งโลก ขณะที่แดนภารตะมีประชากรกว่า 1,200 ล้านคนหรือประมาณ 17% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก

ดังนั้น หากอินเดียที่ถือว่าตนเองเป็นประเทศ “ประชาธิปไตย”ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะใช้ระบบการเลือกตั้งทั่วไป (General Election) อย่างต่อเนื่องกันมา ภายหลังจากที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีนโยบายทางการพัฒนาที่ถูกต้องเช่น การมีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด (Market Friendly Economy) การให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบลอจิสติกส์ (Logistics system) ที่ยังด้อยประสิทธิภาพมากในแผ่นดิน“โรตี” ฯลฯ อินเดียก็จะยิ่งมีโอกาสทางการพัฒนาไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนบราซิลนั้น ถือว่าเป็น”พี่เบิ้ม”ใหญ่แห่งละตินอเมริกา ซึ่งเป็น”หนึ่งเดียว”ที่เป็นอดีตเมืองขึ้นและใช้ภาษาปอร์ตุเกสเป็นภาษาราชการ  ที่จมปลักอยู่กับระบบการปกครองแบบเผด็จการทหารมาเนิ่นนานปี

แต่ภายหลังจาก“เมืองกาแฟ”สามารถบริหารจัดการประเทศให้เข้าที่เข้าทางในทางการเมือง และมีการดำเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและถูกทิศถูกทางมากยิ่งขึ้น ประเทศที่เป็น“อู่”ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของโลก และเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีประชากรมากมาย คือมีพื้นที่ถึงกว่า 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร และประชากรกว่า 193 ล้านคน (ก.ย 2010) จึงสามารถผงาดขึ้นมาและ“เข้าตา”ประชาคมโลกที่โดดเด่นที่สุดชาติหนึ่งในหมู่ประเทศในละตินอเมริกาทั้งหลาย

ยิ่งราคาทรัพยากรธรรมชาติเช่น บรรดาสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน (Basic commodities) ได้พุ่งทะยานสูงขึ้นมากในช่วงหลายขวบปีที่ผ่านมา สมาชิก “BRICS” ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ เช่น บราซิล และรัสเซีย ก็ยังได้รับ “อานิสสงฆ์”มากขึ้นตามไปด้วย

ส่วนสาธารณรัฐอัฟริกาใต้ (South Africa) นั้นจัดเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 25 ของโลก ที่มีพื้นที่ถึงประมาณ 1.22 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 50 ล้านคน และถือเป็น

ประเทศที่ก้าวหน้าทางกา

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ระลอกที่สามที่กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องย้ายและขยายฐานธุรกิจของตนไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือในช่วงหลังกลางทศวรรษที่ 1980’s เป็นต้นมา

        ในวันที่ 22 กันยายน 1985 มีการปะชุมของกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่ากลุ่ม “G.5” อันประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนีตะวันตก และญี่ปุ่น ในโรงแรมพลาซ่าในกรุงนิวยอร์ค และได้ผลการประชุมออกมาที่เรียกว่า“ข้อตกลงพลาซ่า” (Plaza Accord) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้แต่ละสมาชิกประเทศของ“G.5” ลดทอนการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตน เพื่อให้ค่าเงินของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยกลไกตลาด

        ผลที่ตามมาก็คือการที่ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและได้เปรียบด้านดุลการค้ากับโลกมากๆ ได้มีค่าเงินเยนที่เพิ่มสูงขึ้นชนิด“พุ่งทะยาน” คือแข็งตัวจากที่ระดับ 240-250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเกิด “Plaza Accord” เหลือต่ำกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แล้วยังแข็งค่าต่อเนื่องต่อไปอีก

        ดังนั้น ซามูไรจึงต้อง“แก้เกม”จากปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐาน เศรษฐกิจและธุรกิจออกสู่ต่างประเทศระลอกใหม่ที่มี“พลานุภาพ”มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพราะการที่ค่าเงินเยนแข็งมากๆ ที่แม้ว่าจะสร้างข้อเสียเปรียบให้แก่การผลิตเพื่อ

การส่งออกของญี่ปุ่น แต่ก็สร้างข้อได้เปรียบในการใช้เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากดังกล่าวออกไปลงทุนยังต่างประเทศ พร้อมๆกับต้อง“ผ่องถ่าย”เงินทุนต่างประเทศที่ตนสะสมเก็บไว้มากๆ ออกไปลงทุนยังต่าง ประเทศ “แข่ง”กับการลดลงของค่าดอลลาร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

        กลุ่มประเทศที่ได้อานิสสงฆ์มากๆ จากระลอกที่สามของการย้ายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศของญี่ปุ่น ก็คือสมาชิกกลุ่มมอาเซียน ซึ่งขณะนั้นยังมีเพียง 6 ประเทศ ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว  ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเริ่มทะยอยออกลงทุนยังต่างประเทศในทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่ม“ลูกห่าน” 4 ตัวที่รองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมากๆ ในช่วงหลังต้นทศวรรษที่ 1970’s ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็กลายเป็น“ห่าน”ในวัย “กำยำ” และมีกำลังวังชาที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศตามแนวทางของ“แม่ห่าน” ญี่ปุ่นเช่นกัน

        ภาวะข้างต้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน จึงเฟื่องฟูขยายตัวมากๆในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980’s   อันเป็นช่วงหลังการประชุม “Plaza Accord” (1985) เป็นต้นมา ดังตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยในช่วงสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1888-1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหลักและขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “Eastern Sea Board” ที่ริเริ่มไว้ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

        แต่ไม่มี“งานเลี้ยง”ใดที่ไม่มีวันเลิกลา”  เพราะผลของ“Plaza Accord” ในปลายปี 1985 ได้ดันและกระทุ้งให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในแดนซามูไรให้ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 1980’s ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในช่วงต้น 1990’s ที่สร้างความเสียหายให้แก่แดนซามูไรครั้งประวัติการณ์ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับสภาวะ“สามวันดี สี่วันไข้”และถูกครอบงำด้วยสภาวะเงินฝืด (Deflationary pressure) มาจนถึงทุกวันนี้

        ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในอุษาคเนย์เองนั้น ก็เจริญรอยเส้นทางเดินของซามูไร คือเมื่อโตและโป่งพองด้วยฤทธิ์เดชของ”ฟองสบู่”มากๆ แล้วมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค(Macro-economic policy)ที่ผิดพลาด รวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจชนิด“ลืมตัว” ในที่สุดฟองสบู่ดังกล่าวก็แตกตัวออกมาในกลางปี 1997 โดยมีสยามประเทศเป็นตัว“เขี่ยลูก” ตามที่รู้จักกันในนามวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเซียและนอกเอเซียอื่นๆ

        แต่ในช่วงที่ซามูไรต้องเผชิญกับสภาวะ“อัศดงคต”ทางการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s นั้น พญามังกรที่อยู่ข้างๆ บ้านกลับผงาดตัวเติบใหญ่ขึ้นมาแทน

        แม้ว่าจีนเริ่มต้นเปิดตัวออกมาภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงในปลายทศวรรษที่ 1970’s และมีผลอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ 1980’s แต่ช่วงเวลาดังกล่าว  แผ่นดินมังกรก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่“พัฒนา”ไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 1988 และเหตุการณ์ไม่สงบ“เทียนอันเหมิน”ในกลางปี 1989  อันเป็นช่วงที่ “ฟองสบู่”ในญี่ปุ่นได้ดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในต้นปี 1990’s

        แต่ในช่วง 2-3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศในปลาย 1970’s เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา นั่นก็คือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“ขนานใหญ่” ส่งเสริมการค้าต่างประเทศชนิดขมีขมัน ลงทุนด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน ฯลฯ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด(Socialist market economy) ที่เริ่ม“อิ่มตัว”ภายหลังจากที่จีนผ่านเลยการจัดมหกรรมระดับโลกสองมหกรรม นั่นก็คือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และเวิร์ลเอ็กโปในปี 2010

        “มุข”ใหม่ๆที่จีนต้องนำมาใช้ในการนำพาประเทศของตนให้หลุดออกจาก“กับดัก”ของประเทศที่มีรายได้เพียงปานกลาง (Middle –Income Trap) ก็คือการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เหมือนเช่นที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นเคยทำในช่วง 1-2 ทศวรรษก่อนที่นจะเปิดประเทศในปลาย 1970’s

        ในไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมานี้   การออกไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรง (Outbound Direct Investment - ODI) ของจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปัจจุบัน GDP ของจีน (และของโลก) ได้ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 จีนมี “ODI” คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2011 ถึง 48.2%

        “Ernst & Young” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2020 นี้ “ODI” ของจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

        มังกรและ“ODI” จะมีทิศทางเช่นไรในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆที่เปิด ตัวสู่ออกสู่โลกภายนอกก่อนจีน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจโลกตะวันตก เช่นสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออก เช่นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ  นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3

ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
        ความจริงญี่ปุ่นได้ทะยอยออกไปลงทุนยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนค่าเงินเยนลอยตัวแล้ว

        ตัวอย่างเช่น กรณีไทยเอง ภายหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศอย่างกว้างขวางภายใต้การริเริ่มของรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ตั้ง“สภาพัฒน์”และ“BOI” ขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960’s พร้อมกับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 เป็นต้นมา ก็ได้ส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยการให้สิทธิประโยชน์มากมายจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ “BOI” ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่

        ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ขอ“BOI” และเริ่มต้นลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import substitute industries) ที่เป็นอุตสาหกรรมเบา(Light industry) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น(Labor intensive)ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่อง    ใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ อาหารแปรรูป ฯลฯ

        อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก ๆ และได้รับการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มใช้แผน 1 ใหม่ๆ ก็คือการประกอบรถยนต์ เพื่อทดแทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ

        เพื่อจูงใจให้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ทั้งๆที่ขณะนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศยังเล็กมาก ก็คือการใช้สิทธิพิเศษและการปกป้องนักลงทุนจากตางประเทศ ชนิด “ประเคน”ให้กันเลยทีเดียว

        จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครั้งหนึ่งในช่วงก่อน ปี 199 ไทยจึงเคยเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคารถยนต์ในขณะนั้น

        พร้อมกันไปนั้น รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ยังได้ลงทุนสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างประเทศ เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา การสร้างถนนหนทางชนิด“ปูพรม”ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาวิ่ง เพราะถ้าขาดถนนต่อให้มีนโยบายจูงใจมากเพียงไร ก็คงยากต่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ผลิตแล้วขาดตลาดรองรับ เพราะไม่มีถนนให้วิ่งนั่นเอง

        การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ได้สร้างประโยชน์ชนิด“ยิงกระสุนนัดเดียว” แต่ว่าได้”นก”หล่นลงมาเป็นฝูงเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น“นก”ทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง และความมั่นคง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น การตัดถนนสู่ภูมิภาคได้ทำให้เศรษฐกิจแบบตลาด(Market economy) “เบียด”ตัวแย่งชิงพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตของผู้นที่เคยมุ่ง”ทำมาหากิน” เปลี่ยนไปเป็น“ทำมาค้าขาย”มากยิ่งขึ้น

        เพราะถนนที่เชื่อมสู่ชนบท ได้เปลี่ยนพื้นที่ดินสองข้างทางที่ผู้คนเคยมุ่งผลิตเองใช้เองหรือกินเองไปตามมีตามเกิด ให้เป็นการผลิต “ส่วนเกิน”ออกขายสู่ตลาดที่มีทั้ง“ตลาด”ใกล้ๆบ้านที่ใหญ่โตขึ้นตามการขยายตัวของภาคเมือง(Urbanization) ที่ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโอกาสใน ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ตามมากับการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะมีถนนเป็นตัวกลางเชื่อมโยง

        ขณะเดียวกัน ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น ก็มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อเพื่อนำไปขายในเมืองต่อ ทำให้ตลาดรองรับผลผลิตขยายตัว

        ยิ่งถนนหนทางสะดวก  ก็ง่ายต่อการที่“เมือง”จะลำเลียงผลิตภัณฑ์สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ออกไปขายในชนบททำให้อุตสาหกรรมในตัวเมืองหรือที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวเติบใหญ่

        ชาวบ้านผู้คนในชนบทเอง ก็มีแรงจูงใจจากผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่พ่อค้าจากภาคเมืองนำเข้าไปขาย ก็ยิ่งผลิต“ส่วนเกิน”จากภาคการเกษตรของตน เพื่อหา“เงินสด”ไปซื้อหาสินค้าต่างๆ ข้างต้นมาใช้สอย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในการขยายการผลิตในภาคเกษตรของตน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นถนนหนทาง ที่อำนวยให้ยวดยานพาหนะใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Prerequisite) ที่สำคัญในการพัฒนาอื่นๆ ที่จะตามมา

        แต่ระลอกที่สองที่ต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเซียตะวันออกอื่น ๆและในไทยเพิ่มขึ้น ก็คือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก นั่นก็คือการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Economies) ทั้ง หลาย ที่มีส่วนทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมากและอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม ส่งผลให้ซามูไรแปร“วิกฤติ”จากค่าเงินแข็งให้เป็น“โอกาส” โดยการขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศด้วยความหนักหน่วงเข้มข้นกว่าเดิม โดยการใช้“หมัดเด็ด”ที่ย่อออกมาเป็นตัวอักษรสามตัวคือ“MIT”

        “M” นั้นมาจากคำว่า “Marketability” คือผลิตแล้วต้องขายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ญี่ปุ่นคำนึงถึงเวลาตัดสินใจลงทุนทำการผลิต

        “I” มาจากคำว่า “Information” ก็คือความพร้อมมูลครบถ้วนของข่าวสารข้อมูลที่ญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านนี้อย่างมหาศาล ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการ“รู้เขา รู้เรา”ในการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

        เมื่อข่าวสารข้อมูลมีประสิทธิภาพ ก็ทำให้การวางแผนด้านต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถยกระดับขีดขั้นความสามารถทางการแข่งขัน(Competitiveness)ได้มากยิ่งขึ้นตามมา
ส่วน“T”นั้นมาจากคำว่า“Technology” ที่ซามูไรชนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทั้งพัฒนาเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านนวัตรกรรม (Innovation) ของตนเอง และการนำ “R&D” ของผู้อื่นมา“ต่อยอด” จนแปรเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้

        ความได้เปรียบของ“MIT” Model ของญี่ปุ่น ยังมีส่วนทำให้ซามูไรสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อผลิตภัณฑ์สินค้าของตน จนกลายเป็นแบรนด์สากล (International brands) ได้ชนิดไม่แพ้บรรดาประเทศตะวันตกชั้นนำที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อนญี่ปุ่นทั้งหลาย และหลายๆ แบรนด์ของซามูไร ก็ยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของโลกด้วย

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
“รูปธรรม”ของความน่ามหัศจรรย์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

        เพราะซามูไรใช้เวลาเพียงทศวรรษเศษ ก็สามารถ“ตั้งหลัก”ใหม่ทางด้านพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น GDP ของแดนซากุระได้ขยายตัวเป็นตัวเลข“สองหลัก”ในแต่ละปี นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1950’s อันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติไปเพียงประมาณทศวรรษเดียวเท่านั้น ภายหลังจากนั้น GDP ของซามูไรก็ได้ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักหรือใกล้สองหลักในแต่ละปีติดต่อกันอีกนับทศวรรษๆ

        “ตัวเลข”ความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดังกล่าว ได้“เข้าตา”คณะกรรมการโอลิมปิคโลกที่ลงมติในปี 1959 ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซียในปี 1964

        “รูปธรรม”ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับการลงมติให้จัดกีฬา“มหากาพย์”โลกดังกล่าว ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงประมาณทศวรรษครึ่งเท่านั้น และสามารถจัดมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ของโลกดังกล่าวในเดือนตุลาคม 1964 อันเป็นช่วงระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีภายหลังการยุติลงของอภิมหาสงครามดังกล่าว

        มหกรรมกีฬากระเดื่องโลกดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยเร่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของแดนซากุระที่ขยายตัวชนิด”ก้าวกระโดด”ในทศวรรษที่ 1960’s เพราะการลงทุนสร้างกิจการสาธารณูป โภคพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิคดังกล่าว ไม่เพียงเอาไว้ใช้ประโยชน์ป่าวประกาศประเทศสู่สากลอย่างเอิกเกริกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน“คันโต่”ที่มีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลาง ให้เข้มแข็งยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

        ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นจัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการกีฬาของมนุษยชาติดังกล่าว ซามูไรก็ได้นำรถไฟด่วน “ลูกกระสุน” หรือ“ชินกังเซน”ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปรากฎสู่สายตาชาวโลกด้วย

        หลังจากเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิได้เพียงไม่กี่ขวบปี  GDP ของญี่ปุ่นก็ได้พุ่งทะยานต่อเนื่องจนมีขนาดใหญ่กว่าเยอรมันตะวันตก ครองตำแหน่งประเทศที่มี GDP ที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา และสามารถครองตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันด้วยระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ กว่าที่จีนจะสามารถแซงหน้าขึ้นมาแทนในปี 2010 เป็นต้นมา

        ภายหลังเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคเพียง 6-7 ปี ซามูไรก็ประกาศศักดาต่อด้วยการเป็นเจ้าภาพจัด“โอซาก้าเวิร์ลเอ็กโป”ในต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีส่วนช่วยสร้างและกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิของย่าน”คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลาง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ชนิด“กระพือปีก”และทะยานบินเช่นกัน

        กล่าวได้ว่า นับตั้งเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และต้องฝ่าข้ามมหาสงครามโลกถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นได้ผ่านเลยการเดินทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้วเป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่สงผลให้สัดส่วนของ GDP ญี่ปุ่นต่อ GDP โลก  มีสูงกว่าสัดส่วนประชากรญี่ปุ่นต่อจำนวนประชากรรวมของโลกเป็นอันมาก ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีมูลค่า GDP ประมาณ 8% ของ GDP โลก แต่มีประชากรไม่ถึง 2% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งโลก

        บนเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซามูไรใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการออกปฏิสัมพันธ์กับโลก โดยไม่ต้องพะวักพะวงกับเรื่องความมั่นคงมากๆ  เพราะหลังการพ่ายแพ้ “สัประยุทธ์”ของสงครามโลกครั้งที่ 2  สหรัฐฯได้ทำหน้าที่“อารักขา”ด้านความมั่นคงแก่ซามูไร และห้ามการมีกองทัพของญี่ปุ่นเอง โดยมีได้เฉพาะกองกำลังป้องกันตัวเองเท่านั้น แม้ว่าได้ผ่อนคลายเงื่อนปมนี้ลงมาระยะ เวลาต่อมาก็ตาม

        รูปธรรมของการ“อารักขา”ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯต่อญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน จากการที่พญาอินทรีมีฐานทัพอยู่ในแผ่นดินซามูไร ด้วยกองกำลังใหญ่โตที่มีกองกำลังพลนับหมื่นๆ คน และแสนยานุภาพด้านความมั่นคงอันใหญ่โตและทันสมัย

        แม้ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯได้มีความ“แนบแน่น”กันมากในด้านมาตรการด้านความมั่นคงนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2)   ถึงกระนั้น ทั้งสองประเทศก็กลายเป็นคู่ขับเคี่ยวสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก

        ซามูไรได้ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนสามารถแซงหน้าเยอรมันนี ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแทนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s

         แต่ในช่วงที่ซามูไรกำลัง“รุ่ง”แบบสุดๆอยู่นั้น เศรษฐกิจของแดนอินทรีกลับ“แผ่ว”ตัวร่วงโรยลง ภายหลังจากพุ่งทะยานทางการพัฒนาในฐานะอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองทศวรรษภายหลังสงครามโลกรั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเป็นต้นมา ที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นจากอาการเสียศูนย์เสื่อมทรุดทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าที่ทะยานตัวพุ่งสูงขึ้น และอาการตกต่ำลงของภาคการเงิน (Financial sector) เช่น อาการผันผวนตกต่ำของตลาดหุ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s อันเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นดังกล่าว

        จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษที่ 1970’s สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันพญาอินทรีก็ได้ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ปลดล็อกค่าเงินดอลลาร์ของตนเองออกจากการผูกติดกับทองคำภายใต้มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) และปล่อยค่าเงินลอยตัว       (Floating Exchange Rate) ในที่สุด ที่ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ ทั้งในฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวตามในราวๆ ปี 1973 เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่เคยมีระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ   (ที่เคยมีระดับที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน) ต้องดีดค่าแข็งตัวขึ้นเป็นอันมาก

        ซามูไรได้“แก้เกม”ปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็น“แม่ห่าน”ที่ทำหน้าที่พาบรรดา“ลูกห่าน”ฝูงแรกๆ ข้างต้นบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ทำให้แนวคิดหรือ“ทฤษฎี”ทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “Flying Geese Model” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะเวลาต่อมา

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งรายได้เฉลี่ยต่อคนของประชากร“ทะลุ” 5,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสและความสามารถในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างรวดเร็ว
        ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในโลกเช่นจีน ก็ได้มาถึงจุดนั้นแล้วในปัจจุบัน เพราะการลงทุนยังต่างประเทศของมังกรได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Outbound Direct Investment – ODI) หรือการลงทุนในภาคการเงิน (Finance related Investment – FRI)

        แม้ว่าปัจจุบัน จีนได้เผชิญกับกับสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็น“โรค”เดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อันพิจารณาได้จากแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา โดยที่ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง GDP ได้ขยายตัว“เพียง” 8.1% และ 7.6% ตามลำดับ

        ตัวเลข“ขนาด” การขยายตัวของ GDP ดังกล่าว ถ้าเป็นประเทศอื่นๆก็คงจะตบมือเปล่งเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นเมืองลั่นแผ่นดินกันไปแล้ว เพราะประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ทั้งหลาย ไม่เพียงมีแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น หลายๆประเทศยังเผชิญปัญหากับการ“ติดลบ”ของตัวเลขดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศในยูโรโซนที่กำลัง“ร่อแร่” และไม่รู้ว่าจะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย”ในอนาคตอันไม่ไกลข้างหน้านี้

        ดูประหนึ่งว่า โอกาสในการ“ออกก้อย”คือการที่บางประเทศสมาชิกของยูโรโซนที่มีอยู่รวมทั้งหมด 17 ประเทศ อาจจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในยูโรโซนภายใต้การใช้ระบบเงินตราสกุลเดียวกัน(Single currency) ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศแถบยุโรปใต้ และประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ยังมีระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกว่าประเทศแถบฝั่งเหนือ เช่นเยอรมันนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ เป็นอันมาก

        แต่ทันทีที่ GDP ของแดนมังกร ขยายตัวในระดับต่ำกว่า 9% ต่อปี อาการตื่นตระหนกก็ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ว่าการขยายตัวของ GDP ในอัตราไม่ต่ำกว่า 7-8 % ต่อปีเป็นระดับที่สูงมาก ชนิดที่ประเทศมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมีการเติบโตในอัตราดังกล่าว

        มีมูลเหตุหลายประการที่ส่งผลให้ประชากรเศรษฐกิจโลก“คาดหวัง”กับจีนไว้มากในปัจจุบัน

        ประการแรกๆ เกิดจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งตะวันตก   เช่นสหรัฐฯและยุโรป หรือฝั่งตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต่างตกอยู่ในสภาวะซบเซาเสื่อมถอยทางการพัฒนา อันมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ“วัย”ทางเศรษฐกิจที่“ชราภาพ”ลงตามการล่วงผ่านของกาลเวลา เพราะประเทศต่างๆ ข้างต้นได้ “เดินทาง”ทางการพัฒนามาแล้วเนิ่นนาน นับเป็นเวลานับศตวรรษๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Over-potential growth) ไปแล้วเป็นอันมาก

        ตัวอย่างเช่น การที่สหภาพยุโรปที่มีขนาดของมูลค่า GDP กว่าหนึ่งในสี่ของ GDP รวมทั่วโลก แต่มีประชากรเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 7-8% ชองประชากรรวมทั่วทั้งโลกที่มีประมาณ 7,000 ล้านคน (นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา โลกมีประชากร“ทะลุ” 7,000 ล้านคน)

        ทั้งนี้เป็นเพราะสหภาพยุโรปที่นำโดยอังกฤษได้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากๆ และกลาย เป็นผู้นำโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) โดยการนำของ“เมืองผู้ดี”ได้เริ่มสุกงอมและปริดอกออกผลเต็มที่

        เมื่ออังกฤษเริ่มร่วงโรยลงในต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาที่มีเชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรป ก็“รับไม้”ต่อกลายเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้แดนอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP โลก ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 310 กว่าล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก และได้ผ่านเลยการพัฒนาในระดับสูงมากๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาแล้วนับศตวรรษ

        ส่วนญี่ปุ่นเองนั้น พัฒนาการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern economic development) ก็ได้เริ่ม“เปิดฉาก”ขึ้นนับตั้งแต่ต้นสมัยเมจิ (Meiji) เป็นต้นมา ที่แดนซามูไรได้เปิดตัวเองออกปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ภายหลังจากที่“ขัง”ตัวเองอยู่ในดงซากุระติดต่อกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของ“โชกุน” ตระกูลโตกุกาวานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่อิเอยะสุ โตกูกาวา ผู้เป็นต้นตระกูลได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น“โชกุน”คนแรกในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นมา

        กว่า 2  ศตวรรษที่ตระกูลโตกูกาวาเป็นผู้นำในการปกรองแดนซามูไร ญี่ปุ่นได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความระแวดระวังในการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกทั้งหลายที่มีเพียงประเทศเล็กๆ เช่นฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์เท่านั้น  ที่ได้“ไฟเขียว”จากผู้ปกครองประเทศเข้าไปค้าขายกับญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งสถานีการค้าที่นางาซากิ

        การรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1860’s เมื่อจักรพรรดิเมจิ กลับขึ้นปกครองประเทศด้วยระบบจักรพรรดิแทนที่ระบบโชกุน ได้ส่งผลให้แดนซามูไรสามารถพุ่งทะยานทางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเรียนรู้จากตะวันตกไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันนี) หรือสหรัฐฯ ฯลฯ แล้วนำมา“ต่อยอด” ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวเติบใหญ่ จนมีระดับขั้นทาง การพัฒนาที่“ไล่กวด”หลังประเทศตะวันตกที่พัฒนารุดหน้าไปก่อนได้

        ระดับขั้นทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ได้ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นการขยายตัวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ยังเผยออกมาให้เห็นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ที่ส่งผลให้ซามูไรสามารถสร้างเครื่องบินรบ เพื่อใช้ทำสงครามโลกกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้นำโลกอยู่ในขณะนั้นได้

        แม้ว่าญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบอบช้ำ เพราะต้องเผชิญกับพิษสงของระเบิดปรมาณูถึงสองลูกติดต่อกันที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิบนเกาะกิวชิวในเดือนสิงหาคม 1945 โดยที่สัประยุทธ์ในมหาสงครามโหดดังกล่าว ก็ได้คร่าชีวิตหน่อเนื้อชาวซากุระทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนไปหลายล้านคน แต่ด้วยฐานรากขององค์ความรู้ (knowledge) ภูมิปัญญา (Wisdom) ของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษในช่วงก่อนสงคราม รวมตลอดถึงจิตวิญญานของความเป็นคนญี่ปุ่นเอง “ซามูไร”ก็สามารถผงาดตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง

จีนกับการบริหารเศรษฐกิจขาลง


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ในหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ จีนมีเศรษฐกิจ“ขาขึ้น”มาตลอด  ดังที่ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวของตัวเลข GDP ที่กว่า 9% ต่อปี ติดต่อกันมาเป็นเวลาประมาณ 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่ที่มังกรเปิดตัวสู่โลกภายนอกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970’s เป็นต้นมา

        การที่จีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ปิดตัวจากโลกภายนอก  (Closed economy) ติดต่อ กันมายาวนาน และปิดตัวมากเป็นพิเศษในช่วงที่มังกรเปลี่ยนแปลงตัวเองจากระบบ“ขุนศึกศักดินา” เป็นสังคมนิยมในปลายทศวรรษที่ 1940’s เป็นต้นมาได้ส่งผลให้ GDP มังกรมีการขยายตัวค่อนข้างน้อยในช่วงประมาณสามทศวรรษแรกภายหลังเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองดังกล่าว

        ดังนั้น เมื่อเริ่มเปิดตัวปฏิสัมพันธ์กับโลกในปลายทศวรรษที่ 1970’s ดังกล่าว มูลค่าของ GDP จีนจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ

        โดยในปี 1979 อันเป็นปีแรกๆ ที่จีนเริ่มเปิดประเทศนั้น GDP ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น “คู่แข่ง”สำคัญของมังกรในปัจจุบัน มีขนาดของ GDP ที่ใหญ่กว่าจีนถึงประมาณ 15 เท่าตัว ทั้งๆ ที่จีนมีประชากรมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า ขณะที่มีพื้นที่ประเทศพอๆ กันคือกว่า 9 ล้านตร.กิโลเมตรในแต่ละประเทศ

        การที่ตอนเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ เมื่อกว่าสามทศวรรษที่แล้ว GDP จีนยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อดำเนินโยบายเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด (Market friendly economic system)  ก็ได้ส่งผลให้มังกรมีการเติบใหญ่ขยายตัวชนิด“พุ่งทะยาน”ติดต่อกันถึงประมาณ 3 ทศวรรษ ที่ส่งผลให้ปี 2011 ที่ผ่านมา GDP ของจีนได้ไล่กวดสหรัฐฯขึ้นมาจนมีมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่ง โดยในปีดังกล่าว GDP ของจีนมีมูลค่า 7.26 ล้านล้าน (trillion) ดอลลาร์สหรัฐฯ  เทียบกับที่ประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ

        แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่าสามทศวรรษ ดูประหนึ่งว่ามังกรจะไม่สามารถใช้“มุข”เก่าๆ ในการนำพาเศรษฐกิจของตนให้สามารถเคลื่อนรุดไปข้างหน้าได้เช่นที่ผ่านมา

        “มุข”หลักๆที่จีนเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวได้สูงมากๆ และสูงเป็นระยะ เวลาติดต่อกันถึงสามทศวรรษ ก็คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตัวของการค้าต่างประเทศ เสริมด้วยการลงทุนอย่างมากมายของภาครัฐในด้านการก่อสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้น ฐาน(Infrastructure)ต่างๆ และการส่งเสริมการประกอบการของกิจการรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ (Big State Owned Enterprises – SOE’s)ต่างๆ   ที่กลายเป็น“ทัพหลวง”ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแดนมังกรในปัจจุบัน

        ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศนั้น จีนเคย“ใจกว้าง”ชนิดที่หาประเทศอื่นเทียบเคียงได้ยาก เพราะตอนที่เริ่มเปิดประเทศใหม่เมื่อประมาณสามทศวรรษที่แล้ว ทางการที่เกี่ยวข้องของจีนเคยให้สิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“สุดๆ”และให้สิทธิพิเศษต่างๆแก่กิจการของต่างแดนดังกล่าว  มากกว่าที่นักลงทุนท้องถิ่นของจีนเองจะได้รับด้วยซ้ำ

        สภาวการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้ธุรกิจของจีนจำนวนไม่น้อย ที่หาทางไปจดทะเบียน “แปลงตัว”ให้เป็นบริษัทสัญชาติต่างประเทศ แล้วค่อยกลับไปลงทุนยังแดนมังกร เพื่อให้ตนสามารถได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่มีมากกว่าที่บริษัทท้องถิ่นของจีนเองได้รับ

        ส่วนในด้านการค้าต่างประเทศนั้น การส่งออกและการนำเข้าของจีนก็ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่สินค้าส่วนใหญ่ที่จีนส่งออกนั้น มาจากการผลิตของบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็ร่วมทุนกับต่างชาติ

        การลงทุนและการค้าต่างประเทศที่ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานดังกล่าว  ได้ส่งผลให้มังกรได้รับฉายาเป็นโรงงานแห่งโลก (The Global Workshop) เช่นเดียวกับที่อังกฤษเคยถูกเรียกขานในศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงที่“เมืองผู้ดี”ภายใต้การเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ได้ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก

        ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20  สหรัฐฯ ก็ได้ผงาดขึ้นมาเป็น “หมายเลข 1”แทนที่อังกฤษ   แทน และกลายเป็นเป็นโรงงานแห่งโลกในช่วงระหว่างรอยต่อระหว่างสงครามครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

        เมื่อมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงในกลางทศวรรษที่ 1940’s  สหรัฐฯ ที่ “แพง”ขึ้นมาก ก็ต้องพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ (Service based economy โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานโลกแทน ก็คือญี่ปุ่นและเยอรมนีตะวันตก  ก่อนที่จะส่ง“ไม้”ต่อไปให้จีนที่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา

        ปัจจุบัน จีนคือผู้ที่ส่งออกมากที่สุดในโลกขณะที่นำเข้ามีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ที่ส่งผลให้มังกรกลายเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก (The center of global supply chain) เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านไปกว่าสามทศวรรษ พร้อมกับการพัฒนาสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (Middle-income country)  ได้ทำให้จีนใช้ “มุข”เดิมๆ คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการค้าต่างประเทศให้เป็น“หัวหอก”สำคัญในการพัฒนาประเทศได้ยากลำบากขึ้น

        ยิ่งเศรษฐกิจโลกโดยการนำของมหาอำนาจตะวันตกเช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป      มีปัญหาผันผวนถดถอยเช่นที่เป็นอยู่ ก็ยิ่งสร้างความยากลำบากแก่จีนในการใช้มาตรการเดิมๆ ใน
การกระตุ้นเศรษฐกิจของตน

        ตัวอย่างเช่น ในช่วงล่า ๆ มานี้ เศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคของจีน ได้ตกต่ำถดถอยลง เช่น ในกรณีส่งออกและนำเข้านั้น อันเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนมากๆ นั้น ได้ถอยร่นลงอย่างชัดเจนในช่วง 6-7 เดือนแรกของปี 2012 นี้

        ตัวอย่างเช่น การส่งออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ขยายตัวเพียง 11.3% ขณะที่

การนำเข้าขยายตัวเพียง 6.3% (ในปี 2011การส่งออก และนำเข้าของจีนขยายตัวประมาณ 20.5% และ 24.5% ตามลำดับ)

        แต่พอถึงเดือนกรกฎาคม  การส่งออกของมังกรยิ่งถอยร่นโดยขยายตัวเพียง 1% ขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพียง 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

        ยิ่งถ้าเป็นดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index – PPI) ด้วยแล้วได้ติดลบ 2.1% และ 2.9% ในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมตามลำดับ

        ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีส่วนสำคัญต่อ GDP จีนมากๆ นั้น ปรากฎว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ติดลบถึง 13.4%

        ที่ค่อนข้างน่าตกใจก็คือ การที่การปล่อยกู้สินเชื่อระยะยาวให้แก่ธุรกิจ (Long term loan to business) ของสถาบันการเงินในจีน ได้ติดลบถึง 26.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา

        สภาวการณ์ข้าต้น ได้ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อที่เคยคุกคามเศรษฐกิจจีนติดต่อมาป็นเวลานับปี ได้ผ่อนคลายลงมาก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยายตัวเพียง 2.2% และ 1.8% ตามลำดับในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้ทางการมังกรต้องหาทาง“แก้เกม”ขาลงทางเศรษฐกิจดังกล่าว

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ญี่ปุ่น การพัฒนาประเทศอันอัศจรรย์


ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&month=25-03-2008&group=9&gblog=9


การจะวิเคราะห์ความสำเร็จของชนชาติหรือประเทศนั้น ที่จริงจะต้องอาศัยการศึกษาเบื้องลึกถึงประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก แต่ในที่นี้ เพื่อความกระชับของเนื้อหา และการมุ่งเน้นที่ประเด็นสำคัญเพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้และนำมาปรับใช้ของเรา ผมจึงจะค้นคว้าข้อมูลย้อนไปที่ไม่ลึกมากนัก แต่จะจะจับประเด็นที่ปัจจัยที่ทำให้ชาติเหล่านั้นสามารถขึ้นมาประสบความสำเร็จในเวทีโลกได้เท่านั้น

ญี่ปุ่นก็คงเป็นชาติหนึ่งที่พอพูดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศ จะถูกนึกถึงเป็นชาติแรกๆ เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกฟื้นประเทศจากการเป็นประเทศแพ้สงคราม หลังจากโดนสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เพียงในเวลาแค่ 40-50 ปี ให้กลับมาผงาดเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้อีกครั้งหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นแม้เป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่ไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายดินแดนในอดีต แต่ก็กลับมีข้อดีในด้านความเป็นเอกภาพของคนในชาติไม่ได้มีเชื้อสายอื่นมาปนมากนัก ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่เหมาะต่อการปลูกฝังความเป็นชนชาติได้อย่างดียิ่ง ความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณก็คือ พวกเขาเป็นชนชาติเดียวที่สืบเชื่อสายมาจากพระอาทิตย์(ซึ่งเปรียบเหมือนลูกของพระเจ้า) ชาวญี่ปุ่นจึงทะนงตนในความสำคัญของตนเองมาแต่โบราณ และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นอำนาจนิยมและศักดินามากๆ ดูจากการมีการปกครองที่องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์กลางพระองค์เดียว (และมีโชกุน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน) มีการยึดมั่นในลำดับชั้นการปกครอง มีชนชั้นซามูไร(นักรบ) และมีการแบ่งแยกระหว่างชาย-หญิง คือ ผู้หญิงจะต้องเป็นแม่บ้านและไม่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง



ด้วยความเป็นประเทศเกาะดังกล่าว ญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยได้สู้รบกับชาติอื่นๆ เพื่อแก่งแย่งดินแดนมากนัก มีแต่การทำการค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้น และหลังจากมีการแพร่กระจายของศาสนาคริสต์ที่มาพร้อมกับพวกฝรั่ง โชกุนจึงมีนโยบายปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างชาติเพราะกลัวถูกแทรกซึมจากชาติตะวันตก แต่สุดท้ายก็ถูกบีบให้เปิดประเทศค้าขายอีกในภายหลัง โดยต้องทำสนธิสัญญาที่เอื้อประโยชน์ต่อชาติตะวันตกอย่างมาก

ภายหลังจากการแผ่อาณาจักรของรัสเซียที่เอาชนะมองโกเลีย จนมาประชิดติดชายฝั่งตรงข้ามกับญี่ปุ่น และด้วยภาวะกดดันทางด้านต่างชาติหลายๆ ประการ ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นตัดสินใจปลดแอกประเทศออกจากการควบคุมของชาวต่างชาติ และยังตัดสินใจข้ามมาทำสงครามกับประเทศบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ กับญี่ปุ่น เช่น จีน รัสเซีย แมนจูเลีย และเกาหลี ซึ่งสิ่งนี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็น”จุดเปลี่ยน”หนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เพราะพวกเขาได้ลิ้มรสของความสำเร็จระดับนานาชาติ พวกเขาชนะและได้เข้ายึดบางส่วนของประเทศเหล่านี้ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่สร้างความโดดเด่นขึ้นมาในเวทีโลก พวกเขามั่งคั่งขึ้นจากการครอบครองดินแดนของประเทศอื่น คนญี่ปุ่นไม่คิดและรู้สึกว่าตนอ่อนแอกว่าชาติตะวันตกอีกต่อไป

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น ญี่ปุ่นก็ตัดสินใจเข้าสู่สงครามและกลายเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งนี้ พวกเขาเอาชนะชาติมหาอำนาจเก่าอย่างเยอรมันได้ ญี่ปุ่นจึงยิ่งใหญ่ขึ้นอีก ทั้งอำนาจทางทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศ 1 ใน 5 มหาอำนาจใหม่ แต่จากจุดนี้เองที่อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายผิดพลาด อาจเหมือนคนที่เหลิงตัวเอง จากการที่ได้ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ และยังไม่เคยประสบความล้มเหลว จึงทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และโจมตีสหรัฐอเมริกาก่อนที่เพิร์ลฮาเบอร์ โดยในคราวนี้กลับไปจับมือกับเยอรมันเป็นฝ่ายอักษะที่เข้ายึดครองเอเชียแปซิฟิค และเอเชอาคเนย์

แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่อเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายพันธมิตรได้คิดค้นระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์ได้สำเร็จ และนำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ จนทำให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ และนำมาซึ่งการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 ไปพร้อมๆ กับเยอรมันด้วย และการยอมแพ้ครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของอเมริกาและพันธมิตรเป็นระยะเวลาหลายปี

ในปี 1952 หรืออีก 7 ปีต่อมา ญี่ปุ่นจึงถูกปลดปล่อยเป็นอิสระแก่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยคราวนี้อาจเป็นเพราะบทเรียนจากสงครามและความสูญเสีย จึงทำให้ญี่ปุ่นหันหลังให้สงครามแล้วมาพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจแทน โดยในระยะเวลาเกือบ 40 ปี ตั้งแต่ได้รับอิสรภาพ ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองน้อยมาก โดยมีพรรคการเมืองเพียงสองพรรค และมีพรรค Liberal Democratic Party หรือ LDP เป็นพรรคใหญ่ที่บริหารประเทศมาโดยตลอด และในช่วงนี้เองที่ญี่ปุ่นได้สร้างความมหัศจรรย์ขึ้นคือ ก้าวขึ้นจากประเทศแพ้สงครามมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกโดยใช้เวลาเพียง 30-40 ปีเท่านั้น อีกทั้งญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่หรือมีประชากรมากมายที่มักเป็นตัวช่วย(ตามกฎของพื้นที่) อย่างในประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย




Jimmy’s Analysis

จากการมองประวัติศาสตร์ของชนชาติญี่ปุ่นนี้ จึงอาจนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยของความสำเร็จของพวกเขาได้ดังนี้

1.มีพื้นฐานความเป็นชาตินักสู้เป็นเบื้องต้น รวมทั้งการเชื่อว่าตนมีกำเนิดมาจากพระอาทิตย์ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าชาวต่างชาติตะวันตก และเป็นชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนัก

2.ได้รับแรงเสริมจากการทำสงครามกับประเทศข้างเคียงและชนะ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่ขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารอีกชาติหนึ่งในยุคนั้น จึงเท่าไปกับเสริมความคิด ความเชื่อว่าตนเป็นชาติที่มีความสามารถเข้าไปอีกให้มั่นคงยิ่งขึ้น

3.ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ไม่มีชนชาติอื่นปนมากนัก และมีความเชื่อในเรื่องความยึดมั่นต่อชาติ ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เมื่อมีสินค้าก็สนับสนุนสินค้าของคนในประเทศก่อน ญี่ปุ่นจึงสร้างสินค้าของตนเองได้เกือบทุกชนิด และได้รับการสนับสนุน ซึ่งสินค้าหลายๆ ชนิดนอกจากจะกลายเป็นการลดการขาดดุลการค้าแล้วยังนำเงินเข้าประเทศด้วย เช่น รถยนต์ (ซึ่งจะเห็นได้ว่า คนในประเทศเราจะตั้งแง่กับสินค้าของไทยกันเองมากกว่า โดยอ้างว่าไม่ได้คุณภาพ)

4.เนื่องจากญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้ยิ่งใหญ่ที่มาประสบความพ่ายแพ้ของประเทศ ผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนในประเทศร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ(เป็นจิตวิทยาสังคมที่อาจเกิดได้กับทุกประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แล้วกลับมาล้มเหลว) คนรุ่นหลังสงครามที่เรียกว่า baby boomer นั้นเป็นคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก จึงอดทนทำงานหนัก และประหยัด ต่างคนต่างมุ่งที่จะฟื้นฟูฐานะของครอบครัวและประเทศ

5.ช่วงหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นมีนโยบายชัดเจนคือ มุ่งที่เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และถูกบริหารโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว(พรรคLDP)มาตลอดจนถึงช่วงปี 1990 นโยบายจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมา ทำให้เกิดการสานต่อทางนโยบาย

6.อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยด้วยก็คือ ประชากร การที่มีประชากรมากก็เท่ากับมีโอกาสที่จะมีคนเก่งๆ มากขึ้น(หากรัฐสนับสนุนด้านการศึกษาด้วย) ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127 ล้านคน มากกว่าประเทศไทยประมาณหนึ่งเท่าตัว ในขณะที่มีพื้นที่ของประเทศน้อยกว่า และคุณภาพของประชากรนี้สำคัญมาก สำหรับประเทศที่มีโอกาสด้านทรัพยากรน้อย (เช่นเดียวกับประเทศเล็กๆ อื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง)


นิสัยของคนคือปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จในระดับบุคคล และนิสัยของคนส่วนใหญ่ในชนชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จระดับชาติเช่นกัน โดยมีเรื่องขนาดและทำเลของพื้นที่เป็นปัจจัยช่วยที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะเล็กๆ ที่มีคุณภาพของประชากรมาก ทั้งนิสัยการทำงานและทักษะการทำงาน จึงสามารถสร้างประเทศได้รวดเร็ว แม้ว่าในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและอาจทำให้นิสัยของคนรุ่นใหม่นั้นเปลี่ยนไป แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้พวกเขามีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ที่ตามหลังมาเป็นอย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิกฤติเศรษฐกิจ – วิกฤติสิ่งแวดล้อม


ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=496064

                ปี พ.ศ.2551 เป็นปีที่ทั่วโลก โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติได้พูดถึงสภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  มีการรณรงค์ทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับการเกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม  แต่พอปลายปี 2551 ก็เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะการล่มสลายทางการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ลามไปทั้งโลก บทความนี้จะพูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมและโอกาสที่จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ไ ด้อย่างไร

                ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อม(environmental crisis) ก็คือสภาวะโลกร้อน (global warming) จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ตัวการสำคัญก็คือก๊าซเรือนกระจก  โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม้และถ่าน  ภาวะเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้น  เป็นผลทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย  ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  หลายเมืองมีโอกาสจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้เกิดลมพายุที่แรง ฝนตกหนัก นอกจากนี้การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำเกษตร  ขยายเขตที่อยู่อาศัย  ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ของพืชและสัตว์หายไปรวมทั้งหลายชนิดสูญพันธุ์ไป
                ระบบนิเวศวิทยาบางอันถูกทำลายจนไม่สามารถย้อนกลับได้ มีการผลาญทรัพยากรของโลก  ไม่ว่าทะเลสาบ  แม่น้ำ  ทะเล  จากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและจากปัญหาภาวะมลพิษของอากาศในเมือง  ของแม่น้ำลำธาร  ของดินที่ใช้ในการเพาะปลูก  สาเหตุหลักของภาวะมลพิษก็มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล  โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารพิษออกมา  ทั้งในรูปของอากาศ  น้ำ  และของแข็ง
                องค์การสหประชาชาติได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนเพราะ เป็นปัญหาเร่งด่วนและถือว่าเป็นปัญหาที่มนุษย์ชาติกำลังเผชิญร่วมกัน ต้องทำอะไรที่เป็นกอบเป็นกำเพื่อยับยั้งการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ลดลง 60%  ของปริมาณที่ทั่วโลกปล่อยออกมา  หากต้องการอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า  ปลูกต้นไม้ ลดการใช้พลังงาน ที่เป็นต้นตอของปัญหา หันไปใช้พลังงานที่สะอาด (green energy) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ถือว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดที่โลกเผชิญทุกวันนี้
                ช่วงกลางปี 2551  ราคาน้ำมันดิบในโลกได้พุ่งสูงขึ้นจนราคาเกือบ 150 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาเรล  ทำให้ผู้คนตกอกตกใจกันทั่วโลกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ  แล้วราคาน้ำมันดิบก็เริ่มตก จนปัจจุบันนี้ราคาต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาเรล ผู้คนก็โล่งอกเพราะภาวะเงินเฟ้อจะได้ลดลง แต่แล้วพอปลายปีก็เกิดวิกฤติการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา จนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจลามไปทั่วทั้งโลก
                วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา  ทุกวันนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาพูดแต่ปัญหาเศรษฐกิจ(economics) ไม่มีใครพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม (environment) ว่าไปแล้วการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (economic crisis) ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นโอกาสและขณะเดียวกันก็มีทั้งผลดีและผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ
                ข้อดี ประการแรกจะมีการลดการใช้พลังงาน  โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์  โดยเครื่องบิน  เพื่อธุระและเพื่อการท่องเที่ยว  มีการลดการผลิตสินค้าต่างๆลง เพราะว่าผู้คนมีกำลังซื้อน้อยลง  เครื่องจักรต่างๆ ก็ใช้น้อยลง  นั่นคือปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยออกมาก็ลดลง
                ประการต่อมาการก่อสร้างบ้านอาคาร ถนนก็ต้องลดลงเพราะว่าขาดเงินทุน  โดยเฉพาะการตัดถนนเข้าไปในเขตป่าในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย   ผลดีก็คือการตัดไม้ทำลายป่าจะน้อยลงเพราะว่าเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าถนนไปถึงไหน  ป่าไม้ในแถบนั้นก็จะหายไป พืชและสัตว์ก็มีโอกาสรอดมากขึ้น จากการที่อยู่อาศัยของมันไม่ถูกทำลาย  ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะไม่เพิ่มมากมาย
                ข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือ  มีผู้คนหลายคนพูดว่าการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนี้ ก็เพราะว่าเราพูดถึง  คำนึงถึง  ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมน้อยเกินไป เราเปลี่ยนทรัพยากรของโลกไปเป็นเงิน  โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ป่าไม้ แร่ธาตุ จนทำให้เงินล้นธนาคาร  แล้วธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยกู้  โดยผู้กู้ไม่มีกำลังความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและต้นทุน  เป็นเหตุให้เกิดการล่มสลายของธนาคาร  ตลาดหุ้น  เพราะว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ขาดความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม

                ข้อเสียของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม ประการแรกทุกคนจะละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา  ปัญหาปากท้องเป็นปัญหามากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม  โรงงานชุมชนก็จะไม่ให้ความสนใจและดูแลสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นปัญหาอากาศเสีย  น้ำเสีย  ดินเสีย จะเพิ่มมากขึ้น เพราะมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

                ประการที่สองเงินทุนในการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมจะขาดแคลนทั้งในภาครัฐ  องค์กรเอกชน  และภาคประชาชนในชุมชน  ในหมู่บ้าน  ประการที่สามจะขาดแคลนงบประมาณ

                ในโครงการพลังงานสะอาด (clean energy project) เช่นพลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานคลื่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ   ยิ่งราคาน้ำมันดิบลดลงก็จะยิ่งทำให้โครงการแบบนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเอกชนน้อยลง

                ข้อเสียอีกข้อ ก็คือ จะมีการบุกรุกป่าบริเวณใกล้ๆ ที่ชุมชนมากขึ้น  โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา อันเกิดจากคนตกงานที่โรงงานในเมืองเลิกจ้าง ก็ต้องกลับไปบ้านในชนบท คนที่ไม่มีที่ดินของตัวเองหรือแม้แต่ที่ดินที่จะเช่าก็ต้องบุกรุกที่ป่าเพื่อความอยู่รอดของชีวิต

                วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้จัดทำโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (green intrastructure) เช่นสร้างรถไฟที่มีความเร็วสูง  เพื่อการเดินทางแทนรถประจำทาง  เครื่องบินในระยะทางที่ไม่ไกลจนเกินไป  ทำรถไฟฟ้าที่เป็นระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าบนดินและใต้ดิน เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
                ควรมีการลดหย่อนภาษี หรือให้เงินสนับสนุนในการที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อน หรือเอาไปทำการอบพืชผลทางการเกษตร ควรจะมีการเพิ่มงบประมาณในการศึกษาพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ (renewable energy) เช่นพลังงานที่ได้จากก๊าซไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) เอทิลแอลกอฮอลล์และเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ราคาไม่แน่นอนและไม่สามารถนำกลับมาได้

                ควรจะถือโอกาสให้ความรู้ประชาชนทั่วไปว่า เศรษฐกิจและก๊าซเรือนกระจกคือเรื่องเดียวกัน  เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องมีสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐานและต้องให้โลกนี้สมดุล  การป้องกันและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นจุดแข่งขันกันในศตวรรษที่ 21 นี้

                รวมทั้งปลุกประชาชนให้หันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก รีไซเคิลกระป๋อง ขวด โลหะฯลฯ ลดปริมาณขยะ ประหยัดน้ำประหยัดไฟ  ลดการบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต

                ได้เวลาแล้วที่จะต้องจัดอันดับความสำคัญ  และเผชิญกับความจริงที่ว่า การทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถคุกคามเราได้ เช่นเดียวกันกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจ

                คงเห็นแล้วว่าวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติสิ่งแวดล้อมนั้นมีความสัมพันธ์กัน การเกิดวิกฤติในครั้งนี้เป็นการสอนเราให้เคารพธรรมชาติโดยเฉพาะสมดุลของธรรมชาติ มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกไม่ใช่เจ้าของโลก  และควรจะใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม  หากปราศจากการป้องกันธรรมชาติและทำให้ธรรมชาติยั่งยืน เราและสัตว์อื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้

                จริงอยู่เงินทำให้โลกเดินต่อไปได้  แต่หากไม่มีโลกแล้วจะเดินต่อไปอย่างไร

   
 ผู้เขียน ประศักดิ์  ถาวรยุติการต์
ที่มา  วารสารเชียงใหม่ปริทัศน์  ปีที่ 10 ฉบับที่  108 มีนาคม 2552