head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?




พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?

March 9, 2012


ที่มา  http://www.whereisthailand.info/2012/03/alternative-energy/
จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยหากทรัพยากรธรรมชาติไม่พอใช้?
ดังที่เคยกล่าวไปแล้วในเรื่องพลังงานไทยอยู่ตรงไหน? ประเทศไทยมีพลังงานทางเลือกน้อยมาก หากทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลเริ่มขาดแคลน ประเทศไทยจะหันมาใช้อะไรทดแทน? การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการก่อ สร้าง ดำเนินการ ดูแลรักษา และค่าเชื้อเพลิงของพลังงานทางเลือกที่อาจจะสูงกว่า แต่หากว่าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหมดไปจริงๆ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นภาระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำถามก็คือเราจะต้องจ่ายกันเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่?
จากการประเมินของกระทรวงพลังงาน[1] ได้ทำการประเมินรวมค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆตั้งแต่เวลาสร้างเฉลี่ย ต่อหน่วยพลังงานที่ผลิตได้ตลอดการใช้งาน ได้ผลดังนี้
ค่าใช้จ่ายของพลังงานไฟฟ้าโดยประมาณ
โรงไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในหน่วย บาท/Kwh*
แสงอาทิตย์ 12.50
ลม 5.20
ก๊าซธรรมชาติเมื่อบ่อก๊าซใกล้หมด (Marginal Gas) 4.34
ก๊าซธรรมชาติ (Gas Existing) 3.96
ขยะ 3-5
ชีวมวล 3-3.50
ถ่านหิน 2.94
นิวเคลียร์ 2.79

* หมายเหตุ: ไม่รวมค่าดูแลสิ่งแวดล้อม
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างค่อนข้างต่ำ ผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ค่าเชื้อเพลิงอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด (เช่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเมื่อบ่อก๊าซในอ่าวไทยใกช้หมดดังตารางข้าง บน) อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังมีค่าใช้จ่ายโดยรวม ถูกกว่าพลังงานทางเลือกอื่นเสมอ แม้กระนั้นก็ตาม เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้ และมีแต่จะค่อยๆ หมดไป
ในทางกลับกันพลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ และเขื่อน เป็นพลังงานที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง แต่มักจะมีค่าก่อสร้างและดูแลรักษาที่สูง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย จึงทำให้ราคาต่อหน่วยพลังงานค่อนข้างสูง ส่วนพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นมีปัญหาทางด้านการใช้ที่ดินทำกินในการเกษตร ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ผลผลิตในการเกษตรเพื่อผลิตพลังงาน
สำหรับพลังงานนิวเคลียร์นั้น ค่าใช้จ่ายในการลงทุนก่อสร้างสูง แต่ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงค่อนข้างต่ำ และผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ราคานี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปลดระวาง (Decommission Cost) นอกจากนี้ยังมีภาพพจน์ในทางลบทางด้านความเสี่ยงต่อการหลอมของเตาปฏิกรณ์ จึงทำให้หลายๆ ชุมชนในหลายๆ ประเทศยังคงลังเลต่อการหันมาพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะจัดเป็นพลังงานที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำมากแหล่ง หนึ่ง
หากเราเปรียบเทียบกับสัดส่วนในการใช้พลังงานเฉพาะพลังงานไฟฟ้าของไทยในปี 2554 จะพบว่าปัจจุมันเรามีการใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆโดยประมาณ ดังนี้
พลังงานหมุนเวียน 1% น้ำมัน 1% ก๊าซธรรมชาติ 70% ถ่านหิน 21% พลังน้ำ 7%
หากเราสมมติกรณีที่ในอนาคตอันใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ไฟฟ้าหลักของประเทศไทยได้เริ่มหมดไป และเราต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน จะเห็นได้ว่าแหล่งพลังงานหลายชนิดมีต้นทุนที่สูงกว่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งย่อมต้องหมายถึงภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกผลักป็นภาระของเราทุกคนในรูปแบบของค่าไฟ หากเราลองคำนวนเทียบภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟปัจจุบันตามค่าใช้จ่ายของพลังงาน ไฟฟ้าประเภทต่างๆต่อ Kwh ด้วยสัดส่วนการใช้พลังงานเบื้องต้น เทียบกับกรณีที่ก๊าซธรรมชาติ 20% ถูกทดแทนด้วยแหล่งพลังงานอื่น เราจะได้ว่า
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 46%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานลม 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 7%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากขยะ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 6%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานชีวมวล 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 2%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 6%
หากเราใช้ก๊าซธรรมชาติแบบเดิม แต่ 20% ของก๊าซต้องเสียค่าขุดเจาะเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหลือน้อย (Marginal gas) ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 2%
ทั้งนี้เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย จึงอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหาแหล่งที่เหมาะสมที่จะทดแทนความต้องการ พลังงาน 20% ของประเทศได้ด้วยพลังงานลม พลังงานน้ำจากเขื่อน ขยะ(หากมีไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงาน) หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ สำหรับพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้น การเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรไปเป็นการปลูกพืชเพื่อเป็นเชื้อเพลิงย่อมหมายถึง GDP จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของประเทศที่ลดลงไปด้วย
ในทางปฏิบัตินั้นการจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนย่อมไม่ขึ้นอยู่กับแหล่ง พลังงานใหม่เพียงแหล่งเดียว แต่จะเป็นการทดแทนด้วยแหล่งพลังงานทางเลือกหลายๆแหล่งพร้อมๆกัน สำหรับประเทศไทยนั้น กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษณ์พลังงานสังกัดกระทรวงพลังงานได้มีการทำแผนพัฒนา พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของไทย โดยมีการทำแผนที่จะชดเชยพลังงานทดแทน 25% ในระยะเวลา 10 ปี ( พ.ศ.2555-2564)[2]
[1] http://www.eppo.go.th/power/power2554.pdf
[2] http://www.dede.go.th/dede/images/stories/aedp25.pdf

พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?




พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 1, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
ในปัจจุบัน พลังงาน คือสิ่งสำคัญมากในชีวิตประจำวันของเราทุกคน มนุษย์ยุคนี้พึ่งพาพลังงานเป็นอย่างมากในทุกด้าน ทั้งการให้แสงสว่าง หุงต้ม แช่แข็ง ปรับอาการ คมนาคมขนส่ง หรือการผลิตสินค้าต่างๆก็ล้วนจำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น เราใช้พลังงานตลอดเวลาทั้งยามหลับและตื่น แต่น้อยครั้งที่เราจะหยุดและตั้งคำถามบ้างว่า พลังงานเหล่านี้จะมีให้ใช้ไปได้อีกนานแค่ไหน?
พลังงานที่ใช้ในโลกส่วนมากมาจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งจัดเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถหามาทดแทนได้ (nonrenewable energy sources) กระบวนการทางธรณีวิทยาที่ทำให้เกิดเชื้อเพลิงฟอซซิลนั้นใช้เวลานับล้านปี แต่นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มนุษย์ทำการขุดและนำเชื้อเพลิงฟอซซิลมาใช้มากขึ้นเรื่อย ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้ก็จะต้องหมดไปจากโลกของ เรา ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนหันมาพึ่งพาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานจากแหล่งที่ทดแทนได้ (renewable energy sources) มากขึ้น เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำจากเขื่อน พลิงงานเชื้อเพลิงชีวมวล (biomass) พลังงานใต้พิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น
แล้วสัดส่วนแหล่งพลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
ข้อมูลจาก International Energy Association (IEA)[1] ระบุว่า ในปี ค.ศ. 2005 มีการบริโภคพลังงานในประเทศไทยทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 76 ล้านตัน มีการผลิตเองในประเทศ 40 ล้านตัน และนำเข้าพลังงานทั้งสิ้น 36 ล้านตัน โดยการบริโภคพลังงานในประเทศปี ค.ศ. 2005 แบ่งได้เป็นดังนี้
พลังงานเชื้อเพลิงฟอซซิล ร้อยละ 81.8
ถ่านหิน ร้อยละ 11.4
น้ำมันสำเร็จรูป ร้อยละ 43.4
ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 27.0
พลังงานน้ำจากเขื่อน ร้อยละ 0.7
พลังงานเชื้อเพลิงจากชีวมวลแข็ง ร้อยละ 17.1
พลังงานนิวเคลียร์ ร้อยละ 0
พลังงานใต้พิภพ ร้อยละ 0
พลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 0
พลังงานลม ร้อยละ 0
พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น ร้อยละ 0
จากตัวเลขจะเห็นได้ว่านอกจากพลังงานน้ำจากเขื่อนและพลังงานชีวมวลแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีการใช้พลังงานทางเลือกอย่างมีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่ นอกจากนั้นเรายังเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ ต้องพึ่ง การนำเข้าจากต่างประเทศถึงกว่า 50% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกแล้ว ประเทศที่มีการพึ่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงมักจะเป็นประเทศที่สามารถขุด หาเชื้อเพลิงได้เอง ในขณะที่ประเทศที่ต้องพึ่งการนำเข้าพลังงานเริ่มมีการหันไปหาแหล่งพลังงานทด แทนแล้ว
ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาดูจะพบว่าประเทศไทยมีทางเลือกทางพลังงานน้อยมาก เนื่องจากภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างเขื่อน ไม่มีพลังงานความร้อนใต้ภิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ก็มีต้นทุนที่สูงไม่คุ้มค่าแก่การลุงทุน ไม่มีลมหรือคลื่นทะเลแรงพอจะผลิตไฟฟ้า ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นั้นก็ยังเป็นประเด็นใหญ่ทาง สังคมอยู่ และแม้ประเทศไทยนั้นได้เปรียบอยู่บ้างในเรื่องของการผลิตชีวมวลเช่นไบโอ ดีเซล แต่การเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรไปมุ่งผลิตเชื้อเพลิงในเชิงพานิชย์ ย่อมหมายถึงผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆที่จะต้องลดลงในทางกลับกัน
ปัญหาพลังงานนั้นเป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังกำลังจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว หากเรานิ่งนอนใจและไม่วางแผนรับมือปัญหานี้เสียแต่เนิ่นๆก่อนที่เชื้อเพลิง ฟอสซิลจะหมดไป ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกๆที่เจอผลกระทบอย่างแน่นอน

สัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศอื่นๆ

Coal Oil Natural Gas Nuclear Hydro Solid Biomass Liquid Biomass Geothermal Solar Wind Tidal Wave & Ocean
World 25.2 36.8 26.0 7.5 2.4 10.0 0.17 0.43 0.60 0.03 0.00
Asia (excluding Middle East) 34.2 30.8 10.3 4.2 1.6 18.2 0.04 0.46 0.50 0.01 0.00
Thailand 11.4 43.4 27.0 0.0 0.7 17.1 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00
Vietnam 12.8 21.0 4.0 0.0 4.0 58.3 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
Malaysia 4.0 50.1 40.1 0.0 1.2 4.7 0.00 0.0 0.0 0.0 0.0
China 55.9 19.9 2.8 0.4 2.1 18.8 0.11 0.0 0.0 0.0 0.0
Japan 19.2 49.2 12.4 16.0 1.4 0.7 0.0 0.57 0.14 0.0 0.0
France 4.8 35.3 13.8 41.3 2.4 3.6 0.17 0.05 0.01 0.00 0.02
United States 23.9 39.6 22.7 9.2 0.8 2.3 0.26 0.56 0.06 0.02 0.0
อ้างอิง: [1] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene2_2005.pdf

การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?


การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 19, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-cons-sector/
การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
จากที่ประเทศไทยอยู่ตรงไหนได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าประเทศเราพึ่งพลังงานจาก พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนมากและมีการนำเข้าพลังงานถึงกว่า 50%[1] พลังงานเหล่านี้เรานำไปใช้ในส่วนไหนกันบ้าง?
จากการศึกษาในปี 2005 [2] พบว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 53 ล้านตัน โดยแบ่งออกเป็น
อุตสาหกรรม 38.1 %
การคมนาคมทางบก 27.8%
การคมนาคมอื่นๆ 5.9%
เกษตรกรรม 5.4%
การพาณิชย์ และ บริการสาธารณะ 4.6%
ที่อยู่อาศัย 16.1%
อื่นๆ 2.1%
สำหรับสัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศอื่นๆมีดังนี้
Other Countries Energy use by sector

Total Final Consumption (million metric toe) Industry (%) Road Transport (%) All Other Transport (%) Agriculture (%) Commercial & Public Services (%) Residential (%) Non Energy Uses & “Other” (%)
World 7,585 31.9 19.7 5.5 2.5 7.8 27.5 5.1
Asia (excluding Middle East) 2,175 34.7 13.0 3.7 2.9 5.9 35.3 4.4
Thailand 53 38.1 27.8 5.9 5.4 4.6 16.1 2.1
Malaysia 32 40.6 35.0 5.5 0.3 7.1 9.6 1.9
Indonesia 118 19.8 17.5 2.2 1.7 1.8 56.1 1.0
China 785 40.0 6.1 3.5 4.2 3.7 38.2 4.3
Japan 342 35.9 23.2 4.9 1.9 16.9 13.6 3.5
Germany 246 29.8 22.9 3.9 1.1 9.8 28.6 3.8
United States 1,540 26.2 32.3 7.3 1.0 12.2 16.6 4.5

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการบริโภคพลังงานมากที่สุดในส่วนของอุตสาหกรรม และการคมนาคม ทั้งนี้เมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียและทั่วโลกแล้ว จะพบว่าประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราส่วนการใช้พลังงานในส่วนของ การคมนาคมค่อนข้างสูง ในขณะที่ส่วนของที่อยู่อาศัยค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าประเทศในเขตหนาวอาจมีความต้องการใช้พลังงานในการให้ความอบอุ่น ในครัวเรือนมากกว่าจึงทำให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัยสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นไปได้ว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทางด้าน คมนาคมที่สูงอยู่แล้วก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่า การมุ่งลดการใช้พลังงานทางด้านอุตสาหกรรมอาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการผลิตซึ่งหมายถึงรายได้ (GDP) ของสังคมโดยรวม ดังนั้นหากเราต้องการที่จะลดอัตราการใช้พลังงาน สิ่งแรกที่เราสามารถเริ่มต้นได้คือด้านคมนาคม ซึ่งโดยหลักการแล้วสามารถทำได้โดยการ “ลงทุนระยะยาว” กับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การเร่งพัฒนาการคมนามระบบรางให้ครอบคลุมทุกจังหวัดและมีคุณภาพมากกว่าเดิม หรือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน (mass transit) ในเมืองใหญ่และไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น การวางระบบ รถประจำทาง, BTS, MRT, BRT อย่างบูรณาการเพื่อการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การรณรงค์การใช้ carpool เพื่อลดการใช้ยานพาหนะโดยไม่จำเป็น การสนับสนุนพาหนะทางเลือกเช่น จักรยาน การมุ่งลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนเช่นการเพิ่มภาษีรถยนต์จากภาครัฐ

อ้างอิงข้อมูล:

[1] พลังงานไทยอยู่ตรงไหน? http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
[2] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene3_2005.pdf

ความน่าเชื่อถือของไทยในการกู้เงิน

ความน่าเชื่อถือของไทยในการกู้เงิน

August 3, 2011
ที่มา http://www.whereisthailand.info/2011/08/country-sov-rating/
เราได้ยินข่าวการเพิ่มเพดานหนี้ของอเมริกาหนาหูในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ปัญหาคือหากไม่เพิ่มเพดานหนี้ อเมริกาก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้และต้อง default หรือเบี้ยวหนี้ ซึ่งหากทำเช่นนั้นความน่าเชื่อถือในการกู้เงินในอนาคตก็จะลดลง ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในการกู้เงินมากขึ้น การกู้เงินมาพัฒนา ศ.ก. ประเทศก็ยากขึ้นตามมา พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีประวัติกู้แล้วเบี้ยว รอบต่อไปก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นจนเขายอมปล่อยกู้
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard & Poor’s เป็นหนึ่งในสามสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับในระดับ สากล (นอกจาก Moody และ Fitch) ได้ทำการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยรัฐบาลของ ประเทศต่างๆ จำนวน 126 ประเทศทั่วโลก โดยคำนึงจากหลายประการ เช่นความสามารถในการชำระหนี้ สภาพเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ
การได้รับความน่าเชื่อถือที่สูง ก็จะสามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งจะพบว่า อันดับความน่าเชื่อถือมีความสัมพันธ์สูงมากกับ GDP ต่อหัวของแต่ละประเทศ (ยกเว้นบ้างบางกรณีเช่นพี่เบิ้มในเอเชียอย่างจีนที่มีทุนสำรองและพันธบัตร รัฐบาลสหรัฐอเมริกาค้ำประกันฐานะตัวเองไว้จำนวนมากที่สุดในโลก โดยมีทุนสำรองถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่าไทยประมาณ 20 เท่า) วิธีดูก็ง่ายๆ เริ่มจากสี่ระดับ A B C D
ในระดับเดียวกัน ตัวหนังสือมากจะดีกว่าตัวหนังสือน้อย เช่น BBB ดีกว่า BB
และในตัวหนังสือเดียวกัน + ก็จะดีกว่า ไม่มีเครื่องหมาย และไม่มีเครื่องหมาย ก็จะดีกว่า -
ประเทศไทยถือว่ามีระดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ซึ่งเป็นระดับปานกลาง ประเทศอินโดนีเซียที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอยู่ที่ BB+ ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าระดับ”ปลอดภัย” ที่เหมาะกับการลงทุนเก็งกำไร (speculative) ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
สังเกตว่าญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับ AA แม้ว่าจะมีหนี้ของชาติประมาณ 225% GDP เพราะต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากว่าญี่ปุ่นสามารถจ่ายได้ ในขณะที่ไทยแม้มีหนี้อยู่เพียง 42% GDP แต่ก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ BBB+ กรณีของอาร์เจนตินาแม้หนี้จะไม่ต่างจากไทยมาก (50% GDP) แต่ความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ B ซึ่งต่ำกว่าไทย 6 ขั้น เพราะ default มาหลายครั้งแล้ว
ที่มา: http://blog.thomsonreuters.com/index.php/country-sovereign-ratings-graphic-