head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

มะกันจ่อขึ้นแท่นผู้ผลิตน้ำมันเบอร์ 1 ส่งเสริมบทบาท-อิทธิพลบนเวทีโลก

เขียนโดย jihad เมื่อ 27 เมษายน, 2013 - 06:41. ข่าว-สถานการณ์ อเมริกา
exxon บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกา
ที่มา http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/3791   
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของโอบามา ชี้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซเพิ่มมากขึ้น กระทั่งกลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กำลังทำให้บทบาทและอำนาจของอเมริกาในกิจการโลกหนักแน่นขึ้น อีกทั้งส่งผลลึกซึ้งต่อนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของแดนอินทรี

      ในการแสดงปาฐกถาที่ “ศูนย์นโยบายพลังงานโลก” ซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24) ซึ่งเป็นปาฐกถาสำคัญครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน ทอม โดนิลอน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่า การผลิตน้ำมันและก๊าซที่ขยายตัวเกินคาด ช่วยส่งเสริมการสร้างงาน และทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น และสหรัฐฯ มีอำนาจมากขึ้นในการเจรจากับชาติอื่นๆ

      เขาชี้ว่า จากการใช้เทคโนโลยีขุดเจาะแบบใหม่ ด้วยการอัดน้ำที่มีแรงดันสูง (hydraulic fracturing หรือ fracking) ทำให้สามารถสกัดน้ำมันและก๊าซจากหินน้ำมัน (shale rock) และจะส่งให้อเมริกาแซงหน้าซาอุดีอาระเบียขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลกในปี 2017

      โดนิลอนซึ่งบอกว่า เวลานี้ตนต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านนโยบายพลังงานแทบจะทุกวัน กล่าวต่อไปว่า หลังจากเชื่อกันมาตลอด 40 ปีว่า ซัปพลายพลังงานของสหรัฐฯ กำลังลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้อเมริกาต้องพึ่งพิงน้ำมันต่างชาติมากขึ้นๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว

      การผลิตน้ำมันและก๊าซได้เพิ่มขึ้นเช่นนี้ มีส่วนช่วยในเรื่องที่อเมริกากำลังเป็นผู้นำในการผลักดันการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจากกรณีโครงการนิวเคลียร์ และมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดเช่นนี้เองส่งผลให้เตหะรานส่งออกน้ำมันได้ลดลง กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ทว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้พุ่งทะยานแต่อย่างใด

      กระนั้น โดนิลอนยืนยันว่า แม้พึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยลง แต่อเมริกาจะยังคงร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคดังกล่าวต่อไป

      วอชิงตันยังหวังรับบทบาทสำคัญทางการทูตเพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกระหว่างจีนกับชาติเพื่อนบ้านที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมีปัจจัยผลักดันคือแนวโน้มแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง โดยโดนิลอนชี้ว่า คณะรัฐบาลโอบามาต่อต้านอย่างหนักแน่นจริงๆ ในเรื่องการใช้กำลังมาสนับสนุนการอ้างสิทธิอธิปไตย

      อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับการตัดสินใจด้านนโยบายพลังงานที่ยังคงคั่งค้างอยู่

      ทั้งนี้ พันธมิตรในเอเชียและยุโรปต่างต้องการให้อเมริกาเพิ่มการส่งออกก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนก๊าซนำเข้าของพวกตนลง

      แม้ยอมรับว่า การส่งออกก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ อาจสามารถลดทอนบทบาทของบางประเทศ เช่น รัสเซียที่เวลานี้มีอิทธิพลครอบงำตลาดก๊าซโลก แต่โดนิลอนไม่ได้เปิดเผยว่า วอชิงตันจะอนุญาตให้ส่งออกเชื้อเพลิงไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่

      ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคำร้องจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศล็อบบี้อย่างหนักเนื่องจากกลัวว่า การส่งออกก๊าซจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของตนก็จะต้องขยับขึ้นเช่นกันในท้ายที่สุด

      นอกจากนี้ โดนิลอนยังไม่พาดพิงถึงโครงการสร้างสายท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน เอ็กซ์แอล ที่จะลำเลียงน้ำมันดิบจากแคนาดาไปยังโรงกลั่นในมลรัฐนอร์ทดาโคตา ของสหรัฐฯ

      โครงการนี้ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากโอบามา อยู่ในภาวะหยุดชะงักมาหลายปีแล้ว กลุ่มพิทักษณ์สิ่งแวดล้อมนั้นต้องการให้ยกเลิกเด็ดขาดไปเลย โดยอ้างว่า การผลิตและการจัดส่งน้ำมันชนิดนี้ของแคนาดาจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

      ทางด้านเจสัน บอร์ดอฟฟ์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพลังงานแห่งใหม่ของโคลัมเบีย ชี้ว่า วิวาทะเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันและโครงการท่อส่งน้ำมัน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า อเมริกากำลังสาละวนกับโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงเวลาที่ประเทศขาดแคลนน้ำมันและต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมัน

      บอร์ดอฟฟ์ ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพลังงานระดับสูงของทำเนียบขาวมาจนถึงเดือนมกราคม ทิ้งท้ายว่า พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่คำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับนโยบายมากมายที่ไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อน

      ทั้งนี้ ศูนย์นโยบายพลังงานของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแห่งนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะอุดช่องโหว่ทางด้านนโยบายเหล่านี้ ด้วยการวิเคราะห์วิจัยอย่างเป็นอิสระในประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกับภาวะที่สหรัฐฯกลับมีพลังงานเหลือล้น ตลอดจนเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

ฝ่าวิกฤตพลังงานกับ "เพ้ง" "อนาคตไฟฟ้าดับเบิลเป็น 120,000 MW"

updated: 08 เม.ย 2556 เวลา 11:25:36 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ช่วง 5-14 เมษายนนี้ ที่ก๊าซธรรมชาติจากพม่าจะหยุดส่งมาโรงไฟฟ้า สังคมจับตามาตรการเตรียมรับมือของกระทรวงพลังงาน ว่าจะสร้างความเชื่อมั่นและพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตพลังงานไฟฟ้าครั้งนี้อย่าง ไร "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงความมั่นใจต่อการตั้งรับ รวมถึงความจำเป็นที่นาทีนี้ประเทศต้องเลือกโรงไฟฟ้า "ถ่านหิน" เพื่อไม่ให้วิกฤตนี้เกิดซ้ำอีก รวมถึงเพื่อให้ค่าไฟขยับขึ้นน้อยที่สุด

- พร้อมรับมือช่วงวิกฤต 5-14 เม.ย.

เนื่อง จากก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานาที่พม่า 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ต้องหยุดส่งเพื่อซ่อมแท่นผลิต ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าลดลงในช่วงดังกล่าว และคาดว่ากำลังผลิตไฟฟ้ารวมช่วงนั้นจะอยู่ที่ 27,076 เมกะวัตต์ ฉะนั้น ทั้ง 3 กิจการไฟฟ้า คือ กฟผ.-กฟภ.และ กฟน. ต่างรณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดพลังงานในช่วงดังกล่าว รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความร่วมมือหยุดการผลิตช่วงนั้นรวม 900 เมกะวัตต์ และมีปริมาณไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP เข้ามาเสริม 223 เมกะวัตต์ จากส่วนอื่น ๆ รวมเบ็ดเสร็จจะมีไฟฟ้าสำรอง 1,661 เมกะวัตต์ มั่นใจได้ว่าเพียงพอแน่นอน 

ทั้งนี้ ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะในทุก 1 อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา เท่ากับว่าการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น แต่ขอให้ประชาชนเบาใจได้ว่าไฟฟ้าจะไม่ดับแน่นอน และที่กังวลคือ ระบบสายส่งในบางพื้นที่ช่วงปลายสายอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเจอปัญหาไฟฟ้าตกบ้างเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ 13.00-15.00 น. ในวันที่ 5 วันที่ 9 และวันที่ 10 เมษายนนี้ ที่ประเมินแล้วว่าค่อนข้างเสี่ยง ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงนั้น 

- ขั้นร้ายแรงหากไฟฟ้าดับ


นอก เหนือจากไฟฟ้าสำรองที่มี 1,661 เมกะวัตต์แล้ว ยังซ้อมแผนฉุกเฉินกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ หรือเกิดเหตุโรงไฟฟ้ามีปัญหาหายไป 1-2 โรงจะทำอย่างไร ที่สามารถเพิ่มจากปริมาณสำรองที่ 1,600 เมกะวัตต์ ส่งเข้ามาเสริมระบบ ซึ่งมีการซักซ้อมไว้แล้ว แต่ไม่ขอให้รายละเอียดเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก นอกจากนี้ ยังมีการตั้งศูนย์ฉุกเฉินขึ้นทั้งที่ 3 กิจการไฟฟ้า และที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเตรียมความพร้อม

ส่วนความกังวลในเขตลาดพร้าวรัชดาภิเษก และจตุจักร จนถึงบางช่วงของบางเขน ตอนนี้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาไฟฟ้าดับแน่นอน เพราะ กฟน.ได้

ย้าย โหลดไฟฟ้าสลับกันจนเป็นที่น่าพอใจ และสำหรับพื้นที่สำคัญที่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะไม่มีไฟฟ้าดับ คือ 1) โรงพยาบาล 2) เทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ 3) สนามบินสุวรรณภูมิ และ 4) ท่าเรือ

สำหรับ มาตรการที่ใช้ซักซ้อมแผนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ระยะยาวได้ทันที จะทำเป็นแฮนด์บุ๊กสำหรับอนาคตว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะต้องดำเนินการอย่างไร

- วิกฤตนี้เตือนว่าสำรองไฟต่ำ

สำรอง ไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ และไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อไม่มีไฟการผลิตก็หยุดชะงัก หรือหากค่าไฟแพงก็กระทบต่อการแข่งขัน ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะมองว่าทำอย่างไรให้ค่าไฟถูก ที่ค่าไฟฟ้าในบ้านเรามันแพงเพราะมันมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือ ราคาเชื้อเพลิงที่ขยับขึ้นตลอด และเมื่อจะหันมาใช้เชื้อเพลิง

ราคา ถูกก็กลับถูกต่อต้าน ประเด็นนี้ประชาชนต้องรับรู้ ก่อนหน้านี้ภาคอุตสาหกรรมก็ร้องเข้ามาเมื่อจะปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในช่วงแค่ 4 ปีที่ผ่านมาปรับไปแล้ว 2 บาท ตอนนี้อุตสาหกรรมต้องตื่นตัวเพื่อให้อยู่ได้ แม้กระทั่งเวียดนามที่ผลักดันเรื่องนิวเคลียร์ช้ากว่าไทย แต่ตอนนี้เขาจะเริ่มสร้างแล้ว ฉะนั้น ตอนนี้ต้องมาดูความเป็นไปได้ของถ่านหิน

- ผลักดันถ่านหินอย่างไร 

ถ่าน หินดูจะง่ายที่สุดในขณะนี้ เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้ทะเลที่สามารถขนส่งถ่านหินนำเข้ามาได้ จากนี้จะใช้วิธีให้แต่ละพื้นที่แสดงความต้องการมาเองว่าต้องการให้สร้างโรง ไฟฟ้าถ่านหิน เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยื่นหนังสือมาว่า ต้องการให้มีการสร้างไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จากนี้จะให้มีการลงชื่อเพื่อให้มีหลักฐานประกอบเพื่อไปทำแบบประเมินผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และแบบประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) เพราะที่ผ่านมา

มัน เสียเวลาไปกับการลงพื้นที่ เสียงบประมาณแต่ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ จากนี้คงต้องใช้เวลา แต่ระหว่างนี้มีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในทวาย กำลังผลิต 4,400 เมกะวัตต์ ที่จะส่งไฟฟ้ากลับมาไทยด้วย

- ตาม PDP ต้องมีถ่านหิน 5 โรง

ตอน นี้มีความเป็นไปได้ คือ ส่วนขยายของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และที่อำเภอหัวไทรเท่านั้น สำหรับแม่เมาะแม้จะเข้าระบบได้แต่ไม่ได้ช่วยให้ระบบมั่นคงขึ้น เพราะเป็นส่วนเพิ่มที่มาเติมส่วนที่ปลดจากระบบ ซึ่งทั้ง 5 โรงนี้ กฟผ.ต้องเป็นผู้พัฒนา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ และหากประชาชนไม่ต้องการจะไม่ฝืน แต่สุดท้ายต้องยอมรับค่าไฟที่แพงขึ้นด้วย เพราะยังคงผูกติดกับก๊าซเท่าเดิม ความเสี่ยงก็เท่าเดิม สำหรับ PDP หรือแผนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ Power Development Plan ที่เตรียมจะปรับใหม่นั้น ได้ให้นโยบาย กฟผ.ไปแล้วว่าต้องการให้ลดการใช้ก๊าซลงและเพิ่มถ่านหินเข้าไป แต่พอมาตั้งคำถามว่าจะสร้างที่ไหน แค่นี้ก็จบแล้ว แม้จะให้นโยบายไปแต่จะเพิ่มได้หรือไม่

ส่วนความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้า ถ่านหินที่กระบี่ ยืนยันอยู่ว่าพัฒนาได้ ส่วนที่ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมว่าเรื่องนี้มันฝังหัว มีการต่อสู้มายาวนาน และวิธีก่อนหน้านี้อาจจะผิด ฉะนั้น ต้องมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

- ใน PDP ยังไม่ทิ้งนิวเคลียร์

ความ ต้องการใช้ไฟฟ้าขยายตัวปีละ 4% และในอีก 10 ปีข้างหน้าค่าไฟฟ้าจะดับเบิลเท่าตัว ต้องมองระยะยาวอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะขยายตัวอย่างไร ในขณะที่สร้างโรงไฟฟ้าในอัตราส่วนที่น้อยลง ประเทศกำลังเสี่ยงกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจหากไม่มีไฟฟ้ารองรับ ภาพเศรษฐกิจมันจะหัวทิ่ม ความเป็นอยู่ของประชาชนจะเลวร้ายลง ฉะนั้น จะต้องมาวางแผนว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเดินได้คืออะไร 1) ต้นทุนการผลิต ซึ่งรวมถึงราคาค่าไฟฟ้า 2) พื้นที่ขยายเมืองใหม่ตรงจุดใดบ้าง เมื่อขยายต้องวางแผนไฟฟ้ารองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแผนการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล 

เศรษฐกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะขยายตัวเพิ่มอีกแบบดับเบิล ดับเบิลมันต้องคูณ 4 จากตอนนี้กำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้าประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ ฉะนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้ามันต้องมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 120,000 เมกะวัตต์ ถึงตอนนั้นต่อให้สร้างทั้งถ่านหิน พลังน้ำ หรือแม้กระทั่งเติมโครงการพลังน้ำสาละวินอีก 10,000 เมกะวัตต์เข้ามายังไม่พอ สุดท้ายมันต้องมามองที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดอาจจะไม่ได้พัฒนาขึ้น แต่ยังต้องศึกษาเอาไว้ เพราะคนรุ่นต่อไปมีความจำเป็นต้องใช้

- กรอบ PDP ที่จะปรับปรุงใหม่


จะ ต้องรอมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยว่า ต้องการให้เพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น พืชพลังงาน

อย่างไบโอก๊าซมากน้อยเพียงใด เพราะต้องมาระบุรวมในแผน PDP ใหม่นี้ด้วย กรอบของโรงไฟฟ้าไบโอก๊าซจะมีส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนจริง (Fit) อยู่ที่ 4.50 บาท/หน่วย เมื่อประเมินจากอัตราค่าไฟฟ้าวันนี้ที่ 3.73 บาท/หน่วย และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าจากไบโอก๊าซคงที่และอาจจะถูกลงในอนาคต หากเพิ่มจากส่วนนี้ค่า Ft ในอนาคตจะกระทบน้อยลง และมีนโยบายที่จะส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือนเพื่อขายไฟฟ้า เข้าระบบในช่วงพีกของวัน

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีน


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        แม้ว่าปัจจุบันจีนยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันดิบมากเป็นอันดับที่สองของโลก  โดยเป็นรองสหรัฐฯ ที่แต่ละวันยังเป็นผู้ใช้น้ำมันมากกว่าแดนมังกรนับเท่าตัว

        ภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและดำรงอยู่ท่ามกลางสภาวะความเป็นจริงที่ว่า เท่าที่เป็นอยู่จีนมีจำนวนประชากรประมาณ 1,350 ล้านคน ขณะที่สหรัฐฯ มี 310 กว่าล้านคน (ในปี 2011)

        นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีขนาดของมูลค่า GDP ที่สูงกว่าจีนประมาณหนึ่งเท่าตัว
        ความเป็นจริงดังกล่าว มีส่วนส่งผลให้สหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคน้ำมันสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่องกันมาถึงทุกวันนี้  โดยที่ในช่วงก่อนหน้านี้แดนอินทรีเพียงแค่ประเทศเดียวเคยใช้น้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของการใช้น้ำมันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ มีจำนวนประชากรไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลกด้วยซ้ำไป

        แต่การที่จีนยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา (Developing country) ที่ประชากรยังมีรายได้ต่อหัวไม่ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (เทียบกับที่เกือบ 50,000 ดอลลาร์ต่อปีในกรณีของชาวอเมริกัน) และมี GDP ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP รวมทั่วโลก ขณะที่มีประชากรที่มีสัดส่วนถึง 20% ของประชากรโลกนั้น ได้ส่งผลให้มังกรยังมีโอกาสขยายตัวเติบใหญ่ทางการพัฒนาได้อีกมาก  ถ้าหากว่าจีนได้เดินแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพดังเช่นที่ผ่านมา ที่ทำให้ GDP ขยายตัวในระดับสูงและต่อเนื่องกันมานับทศวรรษ

        เมื่อเป็นเช่นนี้ การสร้างหลักประกันด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน (Energy assurance) จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Pre-requisite) ที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างหลักประกันของโอกาสทางการพัฒนาของเศรษฐกิจจีน ให้สามารถก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน (Sustainable) มากยิ่งขึ้นไปได้

        มีข้อที่น่าสังเกตว่า เท่าที่เป็นอยู่นโยบายต่างประเทศ (Foreign policy) ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของทางการจีน ก็คือการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ (Natural-resource rich countries) ทั้งหลาย  ดังที่ปรากฎออกมาให้เห็นจาก“รูปธรรม”นานัปการ ตัวอย่างเช่น การเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เหล่านั้น ชนิด“หัวกะไดไม่แห้ง” ของผู้นำจากแดนมังกรในระดับต่างๆ

        เท่าที่เป็นอยู่ จีนมีการบริโภคน้ำมันดิบประมาณวันละ 10 ล้านบาเรล  โดยที่กว่าครึ่งหนึ่งได้มาจากการนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งอุปทานหลักๆ เช่น ตะวันออกกลาง

        มีแนวโน้มว่า จีนจะไม่เพียงบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับขั้นของการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ยังมีโอกาสขยายตัวประมาณ 7-9% ต่อปี ติดต่อกันไปอีกหลายขวบปี  เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขนาดของมูลค่า GDP จีน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Under-potential Growth) เพราะยังมีสัดส่วนของ GDP เพียงประมาณ 10% ของ GDP รวมทั่วทั้งโลก ทั้งๆ ที่มังกรเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ประเทศพอๆ กับสหรัฐฯ (ประมาณ 9.6 ล้านตร.กิโลเมตร) และมีประชากรที่มีสัดส่วนถึงประมาณหนึ่งในห้าของประชากรรวมทั่วโลก

        จากการพยากรณ์ (Projection) ของหน่วยงานด้านพลังงานของสหรัฐฯ คือ “The U.S Energy Information Administration” สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกมีแนว โน้มพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศลดลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งตะวันออกกลางที่ตั้งอยู่ห่างไกลชนิด“ครึ่งค่อนโลก”จากแดนอินทรีในช่วงสองทศวรรษข้างหน้านี้ ที่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการลำเลียงขนส่งมากมายในแต่ละปี

        แต่มังกรดูจะมี“ทิศทาง”ไปในลักษณะตรงกันข้ามกัน เพราะจีนมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น ตามแนวโน้มการขยายตัวของตัวเลข GDP และ“พลวัต”ด้านอื่นๆ ของเศรษฐกิจจีน  ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของภาคเมือง (Urbanization) ในภูมิภาคต่างๆ ของจีนที่กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นแดนอินทรีเมื่อหลายต่อหลายทศวรรษ ก่อน โดยมี“ตัวเร่ง”หลายต่อหลายประการ

        ตัวอย่างเช่น  การมีนโยบายที่ชัดเจนของทางการมังกร ที่ต้องการกระจายโอกาสทาง การพัฒนาไปสู่ภูมิภาค แทนที่จะทำให้ผลพวงทางการพัฒนากระจุกตัวอยู่แถบชายฝั่งทะเล (Coastal areas) เท่านั้น

        เพราะการ“เกลี่ย”ความเจริญทางการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค  ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยังช่วยลดแรงกดดันทางด้านลบของปัญหาสังคมและการเมืองอีกด้วย

        ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมในช่วงที่ผ่านมาและที่กำลังเป็นอยู่ ทางการมังกรจึงได้ทุ่มเทลงทุนก่อสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการขนส่ง (Transportation Infrastructure) ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ ทางอากาศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางบก เช่นระบบรางและระบบถนน ที่มีการขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในภูมิภาคที่อยู่แถบมณฑลด้านใน (Inner Provinces) ของแดนมังกร

        แนวทางการพัฒนาดังกล่าว ไม่เพียงเพิ่มอุปสงค์ด้านการเดินทางขนส่ง เพื่อสนองตอบต่อพลวัตทางการพัฒนาตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น หากแต่โอกาสทางการพัฒนาดังกล่าว ยังได้     “บ่มเพาะ”ให้จำนวนชนชั้นกลาง(Middle class)ที่มีอำนาจซื้อ ในการ“เข้าถึง”เครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน  ตัวอย่างเช่น การซื้อหารถยนต์ส่วนตัวมาใช้สอยอีกด้วย

        ผลที่ตามมา ก็คือแนวโน้มการใช้น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะแซงหน้าอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลกในอนาคตอันไม่ไกลนี้

        ดังนั้น จีนจึงต้องสร้างหลักประกันทางด้านแหล่งพลังงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบที่จีนผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ โดยการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

        แหล่งพลังงานที่มังกรยังจำเป็นต้องพึ่งพาเป็นหลัก ก็คือตะวันออกกลางที่เป็นภูมิภาคที่ป้อนน้ำมันดิบที่ใหญ่โตที่สุดของโลก ทำให้“การทูตน้ำมัน”กลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่จีนได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลางที่มีน้ำมันมากๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย อิรัก ฯลฯ

        มีข้อที่สังเกตว่า เท่าที่เป็นอยู่ประเทศที่เป็นแหล่งอุปทานน้ำมันขนาดใหญ่หลายๆแห่ง มักเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองทั้งที่เกิดจากความขัดแย้งภายในประเทศ และการเผชิญหน้ากับมหาอำนาโลก ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของแหล่งอุปทานดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

        ดังนั้น มังกรในฐานะผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ในอันดับต้นๆของโลก  จึงต้องสร้างหลักประกัน ของพลังงานดังกล่าว โดยการกระจายแหล่งรับซื้อไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจากละตินอเมริกา อัฟริกา ฯลฯ
        “การทูต”ว่าด้วยน้ำมันจึงเป็น“ตัวแปร”สำคัญในการศึกษาติดตามสภาวะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่นับวันจะมีความเข้มข้นและแหลมคมมากขึ้นทุกที

        ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นช่วงที่จีนมีการขยายตัวของตัวเลข GDP มากๆ และเติบโตเป็นตัวเลข“สองหลัก”เกือบตลอดในแต่ละปีนั้น มังกรต้องพึ่งพาการนำน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น เงาตามตัว
        ในปี 2000 อันเป็นปีก่อนหน้าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ของจีน (จีนเข้าเป็นสมาชิก “WTO” ในกลางเดือนธันวาคม 2001)  มังกรได้นำเข้าน้ำมันดิบในแต่ละวันประมาณ 2 ล้านบาเรล ขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าถึงวันละประมาณ 11 ล้านบาเรล หรือนำเข้ามากกว่าจีน 6-7 เท่าตัว

        ในปี 2000 เดียวกันนั้น ประเทศพัฒนาแล้ว (Developed countries) อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างนำเข้าน้ำมันดิบในแต่ละวันมากกว่าจีนเป็นอันมาก โดย “EU” นำเข้าน้ำมันวันละเกือบ 10 ล้านบาเรลในแต่ละวัน (ข้อมูลจาก IEA, World Energy Outlook, 2001)

        ในปี 2000 ทั้งจีนและอินเดียต่างนำเข้าน้ำมันดิบในระดับที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาเรลต่อวัน ทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศมีจำนวนประชากร คิดเป็นสัดส่วน 20% และ 17% ของโลกตามลำดับ

        แต่พอกาลเวลาล่วงผ่านไปเพียงประมาณหนึ่งทศวรรษคือปี 2010 มังกรก็มีการนำเข้าน้ำมันดิบไปใช้กว่า 4 ล้านบาเรลต่อวัน ขณะที่อินเดียนำเข้ากว่าสองล้านบาเรลต่อวัน

        ในปี 2010 เดียวกันนั้น ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปที่มีการนำเข้าน้ำมันมากๆ  ต่างเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ เผชิญกับวิกฤตการณ์ซัปไพร์ม (Subprime crisis) ที่เริ่มประทุขึ้นในปลายปี 2008 ขณะที่ยุโรปก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ยูโรโซน (Euro Zone Crisis) ที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่หนักหน่วงเป็นพิเศษในปี 2011 และ 2012

        ในปี 2010 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบประมาณวันละ 10 ล้านบาเรล หรือลดลงไป 10% เมื่อเทียบกับปี 2000 ขณะ ขณะที่สหภาพยุโรปนำเข้าเกือบ 10 ล้านบาเรลในแต่ละวันซึ่งไม่ค่อยแตกต่างไปจากปี 2000 นัก  ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าประมาณวันละ 4 ล้านบาเรล ซึ่งน้อยกว่าการนำเข้าของจีนที่นำเข้าวันละกว่า 4 ล้านบาเรล
        “IEA” ได้คาดการณ์ต่อไปว่า ในช่วงเวลาประมาณสองทศวรรษข้างหน้านี้คือในปี 2035 มังกรจะกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก โดยจะนำเข้ากว่า 12 ล้านบาเรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าเพียง 6 ล้านบาเรลในแต่ละวัน หรือนำเข้าลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2010
       
        ในปี 2035  อินเดียจะนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 6 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณการนำเข้าที่มากกว่าสหรัฐฯ ขณะที่สหภาพยุโรปจะนำเข้ากว่า 8 ล้านบาเรลต่อวัน ส่วนประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน ดิบลดลงมากก็คือญี่ปุ่น ที่จะนำเข้าเพียง 3 ล้านบาเรลเศษในแต่ละวัน

        แต่ตัวเลขข้างต้นก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดของแหล่งพลังงานอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานนิวเคลียร์ที่หลายๆ ประเทศมีการพึ่งพามากๆ ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันเผชิญกับปัญหาแหล่งพลังงานจากนิวเคลียร์มาก ภายหลังการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 ที่กระทบต่อตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา ที่สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ซามูไรชนเป็นอย่างมาก จนต้องหาแหล่งพลังงานอื่นๆ มาทดแทนเพิ่มมากขึ้น

        จากข้อมูลที่แสดงมาคร่าวๆ ข้างต้น ทำให้เห็นว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่จะต้องดิ้นรนหาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นอันมาก และจะกลายเป็น“การบ้าน”ข้อใหญ่ที่ทางการมังกรจะต้อง“ตีโจทย์”ให้ “แตก”

        เท่าที่เป็นอยู่  จีน นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณครึ่งหนึ่งของการนำในแต่ละวัน ขณะที่มีภาคตะวันออกกลางเอง ดูจะมีความไม่แน่นอน (Uncertainties) เพิ่มมากขึ้นในหลายๆ ด้าน  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอุปทานด้านน้ำมันเองที่นับวันจะร่อยหรอลง หรือปัญหาความผันผวนแกว่งไกวของเศรษฐกิจการเมือง สังคม และความมั่นคง ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้

        ดังนั้น แม้ว่าตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งที่จีนจะต้องพึ่งพาด้านพลังงานอีกยาวนาน แต่มังกรก็พยายามกระจายแหล่งรับซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

        ตัวอย่างเช่น ในช่วงระหว่างปี 2009-2011 ที่ผ่านมา จีนได้นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว โดยนำเข้าจากประเทศดังกล่าวเป็นกว่า 230,000 บาเรลต่อวัน

        อย่างไรก็ตาม แหล่งตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งอุปทานหลักของน้ำมันดิบที่จีนซื้อ โดยในปี 2011 ที่ผ่านมา มังกรได้ซื้อนำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียถึงวันละประมาณ 1.01 ล้านบาเรล (WSJ.com, China Realtime Report, June 27, 2012)

        มีข้อที่น่าสังเกตว่า  ยิ่งอิหร่านซึ่งเป็นผู้ขายน้ำมันรายสำคัญนั้นเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากอภิมหาอำนาจตะวันตกมากยิ่งขึ้น จีนที่แม้ว่าจะมีการลงทุนในแหล่งน้ำมันในอิหร่านมากๆ ก็ยิ่งต้องหาแหล่งสำรองน้ำมันอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศในตะวันออกกลางเอง หรืออาณาบริเวณอื่นๆ ตัวอย่างเช่น จากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาบริเวณทะเลจีนใต้ พม่า ฯลฯ

        ไม่เพียงเท่านั้น มังกรยังแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการลำเลียงขนส่งน้ำมันากแหล่งอุปทานหลักเช่นตะวันออกกลางเข้าสู่แดนมังกร แทนที่จะมุ่งขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา อันเป็นเส้นทางขนส่งหลักของน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังประเทศริมฝั่งทะเลแปซิฟิก ที่“อุดม”ไปด้วยกองกำลังนาวีของเหล่าบรรดาอภิมหาอำนาจและมหาอำนาจโลก ที่มีเรือรบทั้งบนน้ำและใต้น้ำแล่นกันขวักไขว่ในอาณาบริเวณดังกล่าว และอาณาบริเวณใกล้เคียง

        ตัวอย่างเช่น การขนส่งน้ำมันดิบผ่านระบบท่อจากแถบมหาสมุทรอินเดียผ่าน”แดนโสร่ง”เข้าสู่อาณาบริเวณด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ฯลฯ

        กล่าวได้ว่า “น้ำมัน”และแหล่งพลังงานอื่นๆ  คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการด้านต่างประเทศและความมั่นคงของประเทศต่างๆ  ที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความซับซ้อนซ่อนเงื่อนและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ

        เมื่อเป็นเช่นนี้ “การทูตพลังงาน”จึงเป็นหัวข้อที่จีนให้ความสำคัญ และจะต้องวิเคราะห์ลึกและ“ตีโจทย์”ดังกล่าวให้แตก เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายต่างประเทศทั้งในระดับประเทศเอง และระดับภูมิภาค ตัวอย่างเช่น การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องของกลุ่มอาเซียนบนเส้นทางที่มุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ที่จะมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ขวบปีข้างหน้านี้

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต


วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต

http://www.technologymedia.co.th/article/articleview.asp?id=214
วิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง คือ

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 เกิดหลังสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่ประเทศกลุ่มอาหรับต้องการให้บทเรียนกับประเทศตะวันตกที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล ด้วยการลดกำลังการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่เคยเป็นของถูกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

ผลจากการปรับเปลี่ยนราคาในครั้งนั้น นอกจากจะทำให้สังคมโลกตระหนักว่า “ น้ำมัน” มิใช่ของฟรีแล้ว ยังทำให้เหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งยุโรปและในอเมริกาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของตนเองอย่างจริงจัง มีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านพลังงานทดแทน หรือเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ ๆ มีการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันในราคาแพงเพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาระบบขนส่งมวลชน

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 80 เกิดจากกรณีสงครามอิรัก- อิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่าอิรักในช่วงนั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากอเมริกา ที่สูญเสียอำนาจในประเทศอิหร่านจากการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ของกษัตริย์ชาร์ ให้ต่อสู้กับประเทศอิหร่าน เพื่อล้มล้างอิทธิพลของอโยตลาโคไมนี่ผู้นำการปฏิบัติของอิหร่าน ระยะเวลาที่เกิดสงครามกินเวลานานหลายปีนั้น ได้ทำให้ปริมาณน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศที่ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส มีปริมาณลดลง ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

การขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤติครั้งที่ 2 นั้น ทำให้เกิดความพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ และได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แหล่งคือ ที่อ่าวเม็กซิโก และที่ทะเลเหนือ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ค้นพบ นอกจากทำให้ช่วยลดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 แล้วยังส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาต่ำลงเป็นประวัติการณ์หลังสงครามอิรัก- อิหร่าน ทั้งนี้เพราะปริมาณน้ำมันจาก 2 แหล่งใหม่นี้ ได้ทำให้ปริมาณของน้ำมันดิบที่ผลิตได้เกินความต้องการของตลาดโลก ขณะที่ประเทศกลุ่มอาหรับก็ไม่อยากให้รายได้จากการขายน้ำมันลดลง เพราะยังมีความต้องการเม็ดเงินเข้าไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศ ทำให้ประเทศกลุ่มอาหรับไม่สามารถลดกำลังการผลิตลงมาได้ จนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในช่วงปี 1990 เป็นต้นมามีราคาตกลงมา จนราคาน้ำมันเริ่มเข้าสู่สมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง

วิกฤติการณ์ครั้งที่ 3
ในวิกฤติการณ์ 2 ครั้งแรกนั้น สาเหตุสำคัญเกิดจาก “ สงคราม” ในปี 1990-91 แม้จะมีสงครามบริเวณตะวันออกกลางเกิดขึ้นอีก 1 ครั้งคือ การขับไล่อิรักออกจากคูเวตในสมัยบุชผู้พ่อ แต่ราคาน้ำมันก็จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ และปรับตัวลงหลังจากสงครามไม่นานนัก

ราคาน้ำมันดิบ กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีสงครามระหว่งสหรัฐ- อิรัคอีกหนึ่งครั้งในสมัยบุชผู้ลูก ในเดือนมีนาคม 2003 แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง เลย ( หรือมีน้อยมาก) ซึ่งนักวิเคราะห์มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 5 ประการคือ

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  • การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
  • การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
  • ความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาล
  • สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
ในปี 2003 ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของการใช้น้ำมันมากที่สุดคือประเทศจีนที่ใช้น้ำมันในปีที่แล้ว(2004) เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนอกจากประเทศจีนแล้ว การบริโภคน้ำมันในประเทศอินเดีย และสหรัฐอเมริกา ก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในปริมาณสูงเช่นกัน

การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ (Demand) เช่นนี้ หากเป็นในสมัยก่อน คงจะไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากเรามีการขุดเจาะบ่อน้ำมันใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในปีล่าสุด (2003) นี้ เรามีการพบน้ำมันจากแหล่งขุดเจาะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนักพลังงานหลายท่านวิเคราะห์ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำมันที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้มาถึงจุดสูงสุดของกำลังผลิต และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากไปกว่านี้ และมีแต่จะลดลงในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ อุปสงค์ เริ่มมีตัวเลขใกล้เคียงจนเกือบเท่ากับอุปทาน จนเป็นเหตุสำคัญของการเก็งกำไรน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
แต่เดิม การซื้อขายน้ำมันจะใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นตัวกลางในการซื้อขาย ซึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มรู้สึกว่า ราคาน้ำมันของตนเองนอกจากจะถูกดึงไปเป็นกลไกในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นเจ้าของสกุลเงินแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถควบคุมรายได้หลักของประเทศที่ไปอิงอยู่กับการอ่อนตัวหรือแข็งค่าของเงินเพียงสกุลเดียว

ดังนั้นในช่วงปี 2003 ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง จึงเริ่มมีการนำเงินยูโร มาเป็นสื่อกลางในการสำรองเงินตราของตนอีกหนึ่งสกุล ซึ่งการที่เงินสหรัฐมีค่าอ่อนกว่าเงินยูโร ได้ทำให้การซื้อขายน้ำมันเมื่อเทียบเป็นเงินสกุลดอลลาร์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ภายหลังวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เข้าสู่สมดุล และนำมาซึ่งสถานการณ์น้ำมันล้นตลาดเป็นเวลาหลายปีนั้น ได้ทำให้โรงกลั่นน้ำมันที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมัน อยู่ในภาวะ “ ล้นตลาด” และหลายแห่งประสบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แทบจะไม่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาหรือสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลก ( โดยเฉพาะประเทศจีน) เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความต้องการด้านพลังงานน้ำมันในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่ากำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก อาจไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาคมโลกได้ และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ราคาน้ำมันที่ซื้อขายกันมีราคาเพิ่มสูงขึ้น

 ความต้องการน้ำมันตามฤดูกาล
ในช่วงฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกเหนือจะมีความต้องการน้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น และแม้ความต้องการดังกล่าวจะลดลงหลังจากหมดฤดูหนาว แต่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ก็จะสูงขึ้นในหน้าร้อน ซึ่งนั่นเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลง

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ


ความไม่แน่นอนของสถานการ์ทางการเมืองโลก เช่น การที่สหรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าไปจัดการในอุตสาหกรรมการผลิตและขายน้ำมันของอิรักได้เต็มที่ ซึ่งแม้ผลกระทบที่มีต่อกำลังการผลิตรวมของทั้งโลกจะไม่มากนัก แต่ในแง่จิตวิทยามีผลค่อนข้างรุนแรงต่อตลาดซื้อขาย และยิ่งผสมกับการเก็งกำไรของนักลงทุน ได้ทำให้สถานการณ์น้ำมันยิ่งทวีความผันผวนมากยิ่งขึ้น

ราคาน้ำมันจะมีราคา ณ สมดุลใหม่อยู่ที่ใด

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มิใช่เกิดเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับวิกฤติการณ์เมื่อ 2 ครั้งก่อน ที่เกิดจากความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ( เช่น สงคราม) หากแต่เกิดจากสาเหตุของความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน รวมถึงสาเหตุอีกหลายประการ ที่มีแนวโน้มว่าคงจะเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะปรับราคาลงมาเช่นวิกฤติการณ์น้ำมันเมื่อ 2 ครั้งก่อนหน้า

หากจะคิดว่า เหตุการณ์ใดที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ
  • สภาวะเศรษฐกิจในประเทศจีน หรือสหรัฐ หรือเศรษฐกิจโลก เกิดการชะงักงันอย่างกระทันหัน และฉับพลัน ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้แต่ก็ค่อนข้างน้อยมาก เช่น เกิดสงครามระหว่างจีนกับไต้หวัน
  • การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ คล้าย ๆ กับการค้นพบน้ำมันในทะเลเหนือและอ่าวเม็กซิโก ที่ทำให้อุปทานมากกว่าอุปสงค์อย่างชัดเจน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยและต้องอาศัยโชคพอสมควร
ดังนั้น หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นปัจจุบัน ก็คาดได้ว่า “ สมดุลใหม่ของน้ำมัน” จะเป็นสมดุลที่ราคาน้ำมันมีราคาแพงมากจนทำให้ระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และการดำรงชีวิต ในแบบปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ( ซึ่งนักวิชาการคาดกันว่าอยู่ที่ประมาณบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ขึ้นไป)

 ไทยกับการรับมือ
  • การแก้ไขปัญหาพลังงาน ปกติแล้วต้องใช้เวลายาวนาน ( มากกว่า 3 ปีขึ้นไป) จึงจะเห็นผล ไม่สามารถทำงานแบบไฟไหม้ฟางได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
  • 3 แนวทางการประหยัดพลังงาน
  • การลงทุนและการจัดการเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเปลี่ยนแปลงชนิดเชื้อเพลิงให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกลง และการใช้พลังงานทดแทน
  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและใช้พลังงานที่สำคัญของประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?




พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?

March 9, 2012


ที่มา  http://www.whereisthailand.info/2012/03/alternative-energy/
จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยหากทรัพยากรธรรมชาติไม่พอใช้?
ดังที่เคยกล่าวไปแล้วในเรื่องพลังงานไทยอยู่ตรงไหน? ประเทศไทยมีพลังงานทางเลือกน้อยมาก หากทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลเริ่มขาดแคลน ประเทศไทยจะหันมาใช้อะไรทดแทน? การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการก่อ สร้าง ดำเนินการ ดูแลรักษา และค่าเชื้อเพลิงของพลังงานทางเลือกที่อาจจะสูงกว่า แต่หากว่าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหมดไปจริงๆ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นภาระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำถามก็คือเราจะต้องจ่ายกันเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่?
จากการประเมินของกระทรวงพลังงาน[1] ได้ทำการประเมินรวมค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆตั้งแต่เวลาสร้างเฉลี่ย ต่อหน่วยพลังงานที่ผลิตได้ตลอดการใช้งาน ได้ผลดังนี้
ค่าใช้จ่ายของพลังงานไฟฟ้าโดยประมาณ
โรงไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในหน่วย บาท/Kwh*
แสงอาทิตย์ 12.50
ลม 5.20
ก๊าซธรรมชาติเมื่อบ่อก๊าซใกล้หมด (Marginal Gas) 4.34
ก๊าซธรรมชาติ (Gas Existing) 3.96
ขยะ 3-5
ชีวมวล 3-3.50
ถ่านหิน 2.94
นิวเคลียร์ 2.79

* หมายเหตุ: ไม่รวมค่าดูแลสิ่งแวดล้อม
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างค่อนข้างต่ำ ผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ค่าเชื้อเพลิงอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด (เช่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเมื่อบ่อก๊าซในอ่าวไทยใกช้หมดดังตารางข้าง บน) อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังมีค่าใช้จ่ายโดยรวม ถูกกว่าพลังงานทางเลือกอื่นเสมอ แม้กระนั้นก็ตาม เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้ และมีแต่จะค่อยๆ หมดไป
ในทางกลับกันพลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ และเขื่อน เป็นพลังงานที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง แต่มักจะมีค่าก่อสร้างและดูแลรักษาที่สูง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย จึงทำให้ราคาต่อหน่วยพลังงานค่อนข้างสูง ส่วนพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นมีปัญหาทางด้านการใช้ที่ดินทำกินในการเกษตร ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ผลผลิตในการเกษตรเพื่อผลิตพลังงาน
สำหรับพลังงานนิวเคลียร์นั้น ค่าใช้จ่ายในการลงทุนก่อสร้างสูง แต่ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงค่อนข้างต่ำ และผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ราคานี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปลดระวาง (Decommission Cost) นอกจากนี้ยังมีภาพพจน์ในทางลบทางด้านความเสี่ยงต่อการหลอมของเตาปฏิกรณ์ จึงทำให้หลายๆ ชุมชนในหลายๆ ประเทศยังคงลังเลต่อการหันมาพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะจัดเป็นพลังงานที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำมากแหล่ง หนึ่ง
หากเราเปรียบเทียบกับสัดส่วนในการใช้พลังงานเฉพาะพลังงานไฟฟ้าของไทยในปี 2554 จะพบว่าปัจจุมันเรามีการใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆโดยประมาณ ดังนี้
พลังงานหมุนเวียน 1% น้ำมัน 1% ก๊าซธรรมชาติ 70% ถ่านหิน 21% พลังน้ำ 7%
หากเราสมมติกรณีที่ในอนาคตอันใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ไฟฟ้าหลักของประเทศไทยได้เริ่มหมดไป และเราต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน จะเห็นได้ว่าแหล่งพลังงานหลายชนิดมีต้นทุนที่สูงกว่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งย่อมต้องหมายถึงภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกผลักป็นภาระของเราทุกคนในรูปแบบของค่าไฟ หากเราลองคำนวนเทียบภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟปัจจุบันตามค่าใช้จ่ายของพลังงาน ไฟฟ้าประเภทต่างๆต่อ Kwh ด้วยสัดส่วนการใช้พลังงานเบื้องต้น เทียบกับกรณีที่ก๊าซธรรมชาติ 20% ถูกทดแทนด้วยแหล่งพลังงานอื่น เราจะได้ว่า
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 46%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานลม 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 7%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากขยะ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 6%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานชีวมวล 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 2%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 6%
หากเราใช้ก๊าซธรรมชาติแบบเดิม แต่ 20% ของก๊าซต้องเสียค่าขุดเจาะเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหลือน้อย (Marginal gas) ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 2%
ทั้งนี้เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย จึงอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหาแหล่งที่เหมาะสมที่จะทดแทนความต้องการ พลังงาน 20% ของประเทศได้ด้วยพลังงานลม พลังงานน้ำจากเขื่อน ขยะ(หากมีไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงาน) หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ สำหรับพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้น การเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรไปเป็นการปลูกพืชเพื่อเป็นเชื้อเพลิงย่อมหมายถึง GDP จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของประเทศที่ลดลงไปด้วย
ในทางปฏิบัตินั้นการจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนย่อมไม่ขึ้นอยู่กับแหล่ง พลังงานใหม่เพียงแหล่งเดียว แต่จะเป็นการทดแทนด้วยแหล่งพลังงานทางเลือกหลายๆแหล่งพร้อมๆกัน สำหรับประเทศไทยนั้น กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษณ์พลังงานสังกัดกระทรวงพลังงานได้มีการทำแผนพัฒนา พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของไทย โดยมีการทำแผนที่จะชดเชยพลังงานทดแทน 25% ในระยะเวลา 10 ปี ( พ.ศ.2555-2564)[2]
[1] http://www.eppo.go.th/power/power2554.pdf
[2] http://www.dede.go.th/dede/images/stories/aedp25.pdf

พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?




พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 1, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
ในปัจจุบัน พลังงาน คือสิ่งสำคัญมากในชีวิตประจำวันของเราทุกคน มนุษย์ยุคนี้พึ่งพาพลังงานเป็นอย่างมากในทุกด้าน ทั้งการให้แสงสว่าง หุงต้ม แช่แข็ง ปรับอาการ คมนาคมขนส่ง หรือการผลิตสินค้าต่างๆก็ล้วนจำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น เราใช้พลังงานตลอดเวลาทั้งยามหลับและตื่น แต่น้อยครั้งที่เราจะหยุดและตั้งคำถามบ้างว่า พลังงานเหล่านี้จะมีให้ใช้ไปได้อีกนานแค่ไหน?
พลังงานที่ใช้ในโลกส่วนมากมาจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งจัดเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถหามาทดแทนได้ (nonrenewable energy sources) กระบวนการทางธรณีวิทยาที่ทำให้เกิดเชื้อเพลิงฟอซซิลนั้นใช้เวลานับล้านปี แต่นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มนุษย์ทำการขุดและนำเชื้อเพลิงฟอซซิลมาใช้มากขึ้นเรื่อย ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้ก็จะต้องหมดไปจากโลกของ เรา ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนหันมาพึ่งพาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานจากแหล่งที่ทดแทนได้ (renewable energy sources) มากขึ้น เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำจากเขื่อน พลิงงานเชื้อเพลิงชีวมวล (biomass) พลังงานใต้พิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น
แล้วสัดส่วนแหล่งพลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
ข้อมูลจาก International Energy Association (IEA)[1] ระบุว่า ในปี ค.ศ. 2005 มีการบริโภคพลังงานในประเทศไทยทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 76 ล้านตัน มีการผลิตเองในประเทศ 40 ล้านตัน และนำเข้าพลังงานทั้งสิ้น 36 ล้านตัน โดยการบริโภคพลังงานในประเทศปี ค.ศ. 2005 แบ่งได้เป็นดังนี้
พลังงานเชื้อเพลิงฟอซซิล ร้อยละ 81.8
ถ่านหิน ร้อยละ 11.4
น้ำมันสำเร็จรูป ร้อยละ 43.4
ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 27.0
พลังงานน้ำจากเขื่อน ร้อยละ 0.7
พลังงานเชื้อเพลิงจากชีวมวลแข็ง ร้อยละ 17.1
พลังงานนิวเคลียร์ ร้อยละ 0
พลังงานใต้พิภพ ร้อยละ 0
พลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 0
พลังงานลม ร้อยละ 0
พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น ร้อยละ 0
จากตัวเลขจะเห็นได้ว่านอกจากพลังงานน้ำจากเขื่อนและพลังงานชีวมวลแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีการใช้พลังงานทางเลือกอย่างมีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่ นอกจากนั้นเรายังเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ ต้องพึ่ง การนำเข้าจากต่างประเทศถึงกว่า 50% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกแล้ว ประเทศที่มีการพึ่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงมักจะเป็นประเทศที่สามารถขุด หาเชื้อเพลิงได้เอง ในขณะที่ประเทศที่ต้องพึ่งการนำเข้าพลังงานเริ่มมีการหันไปหาแหล่งพลังงานทด แทนแล้ว
ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาดูจะพบว่าประเทศไทยมีทางเลือกทางพลังงานน้อยมาก เนื่องจากภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างเขื่อน ไม่มีพลังงานความร้อนใต้ภิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ก็มีต้นทุนที่สูงไม่คุ้มค่าแก่การลุงทุน ไม่มีลมหรือคลื่นทะเลแรงพอจะผลิตไฟฟ้า ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นั้นก็ยังเป็นประเด็นใหญ่ทาง สังคมอยู่ และแม้ประเทศไทยนั้นได้เปรียบอยู่บ้างในเรื่องของการผลิตชีวมวลเช่นไบโอ ดีเซล แต่การเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรไปมุ่งผลิตเชื้อเพลิงในเชิงพานิชย์ ย่อมหมายถึงผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆที่จะต้องลดลงในทางกลับกัน
ปัญหาพลังงานนั้นเป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังกำลังจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว หากเรานิ่งนอนใจและไม่วางแผนรับมือปัญหานี้เสียแต่เนิ่นๆก่อนที่เชื้อเพลิง ฟอสซิลจะหมดไป ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกๆที่เจอผลกระทบอย่างแน่นอน

สัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศอื่นๆ

Coal Oil Natural Gas Nuclear Hydro Solid Biomass Liquid Biomass Geothermal Solar Wind Tidal Wave & Ocean
World 25.2 36.8 26.0 7.5 2.4 10.0 0.17 0.43 0.60 0.03 0.00
Asia (excluding Middle East) 34.2 30.8 10.3 4.2 1.6 18.2 0.04 0.46 0.50 0.01 0.00
Thailand 11.4 43.4 27.0 0.0 0.7 17.1 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00
Vietnam 12.8 21.0 4.0 0.0 4.0 58.3 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
Malaysia 4.0 50.1 40.1 0.0 1.2 4.7 0.00 0.0 0.0 0.0 0.0
China 55.9 19.9 2.8 0.4 2.1 18.8 0.11 0.0 0.0 0.0 0.0
Japan 19.2 49.2 12.4 16.0 1.4 0.7 0.0 0.57 0.14 0.0 0.0
France 4.8 35.3 13.8 41.3 2.4 3.6 0.17 0.05 0.01 0.00 0.02
United States 23.9 39.6 22.7 9.2 0.8 2.3 0.26 0.56 0.06 0.02 0.0
อ้างอิง: [1] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene2_2005.pdf

การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?


การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 19, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-cons-sector/
การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
จากที่ประเทศไทยอยู่ตรงไหนได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าประเทศเราพึ่งพลังงานจาก พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนมากและมีการนำเข้าพลังงานถึงกว่า 50%[1] พลังงานเหล่านี้เรานำไปใช้ในส่วนไหนกันบ้าง?
จากการศึกษาในปี 2005 [2] พบว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 53 ล้านตัน โดยแบ่งออกเป็น
อุตสาหกรรม 38.1 %
การคมนาคมทางบก 27.8%
การคมนาคมอื่นๆ 5.9%
เกษตรกรรม 5.4%
การพาณิชย์ และ บริการสาธารณะ 4.6%
ที่อยู่อาศัย 16.1%
อื่นๆ 2.1%
สำหรับสัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศอื่นๆมีดังนี้
Other Countries Energy use by sector

Total Final Consumption (million metric toe) Industry (%) Road Transport (%) All Other Transport (%) Agriculture (%) Commercial & Public Services (%) Residential (%) Non Energy Uses & “Other” (%)
World 7,585 31.9 19.7 5.5 2.5 7.8 27.5 5.1
Asia (excluding Middle East) 2,175 34.7 13.0 3.7 2.9 5.9 35.3 4.4
Thailand 53 38.1 27.8 5.9 5.4 4.6 16.1 2.1
Malaysia 32 40.6 35.0 5.5 0.3 7.1 9.6 1.9
Indonesia 118 19.8 17.5 2.2 1.7 1.8 56.1 1.0
China 785 40.0 6.1 3.5 4.2 3.7 38.2 4.3
Japan 342 35.9 23.2 4.9 1.9 16.9 13.6 3.5
Germany 246 29.8 22.9 3.9 1.1 9.8 28.6 3.8
United States 1,540 26.2 32.3 7.3 1.0 12.2 16.6 4.5

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการบริโภคพลังงานมากที่สุดในส่วนของอุตสาหกรรม และการคมนาคม ทั้งนี้เมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียและทั่วโลกแล้ว จะพบว่าประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราส่วนการใช้พลังงานในส่วนของ การคมนาคมค่อนข้างสูง ในขณะที่ส่วนของที่อยู่อาศัยค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าประเทศในเขตหนาวอาจมีความต้องการใช้พลังงานในการให้ความอบอุ่น ในครัวเรือนมากกว่าจึงทำให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัยสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นไปได้ว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทางด้าน คมนาคมที่สูงอยู่แล้วก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่า การมุ่งลดการใช้พลังงานทางด้านอุตสาหกรรมอาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการผลิตซึ่งหมายถึงรายได้ (GDP) ของสังคมโดยรวม ดังนั้นหากเราต้องการที่จะลดอัตราการใช้พลังงาน สิ่งแรกที่เราสามารถเริ่มต้นได้คือด้านคมนาคม ซึ่งโดยหลักการแล้วสามารถทำได้โดยการ “ลงทุนระยะยาว” กับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การเร่งพัฒนาการคมนามระบบรางให้ครอบคลุมทุกจังหวัดและมีคุณภาพมากกว่าเดิม หรือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน (mass transit) ในเมืองใหญ่และไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น การวางระบบ รถประจำทาง, BTS, MRT, BRT อย่างบูรณาการเพื่อการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การรณรงค์การใช้ carpool เพื่อลดการใช้ยานพาหนะโดยไม่จำเป็น การสนับสนุนพาหนะทางเลือกเช่น จักรยาน การมุ่งลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนเช่นการเพิ่มภาษีรถยนต์จากภาครัฐ

อ้างอิงข้อมูล:

[1] พลังงานไทยอยู่ตรงไหน? http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
[2] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene3_2005.pdf

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

ที่มา  http://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011.html
เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงกันแล้ว เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?

1. อาหาร
ราคาอาหาร และ ผลิตผลทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พร้อมกันหรือยัง
  •  ภัย พิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาว แผ่นดินไหว ซึนามิ ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย และ กระทบต่อหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันลดน้อยลงกว่าปกติ
  • แหล่ง อาหารใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ - มหาสมุทร - กำลังปนเปื้อน  หากสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเลวร้ายลงอีก (มีความเป็นไปได้ไม่น้อย) อาหารทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของโลก) จะปนเปื้อนสารกำมันตรังสี คนจะไม่กล้าทานอาหารทะเล  และหันไปหาโปรตีนจากแหล่งอื่นแทน ทำให้เนื้อสัตว์ นม ไข่ มีราคาแพงสูงขึ้นไปอีกมาก

ZIMBABWE CRISIS/CBANK

A vendor arranges eggs on a new 100 billion Zimbabwean dollar note in Harare July 22, 2008. Zimbabwe's central bank introduced new higher-value 100 billion Zimbabwe dollar notes on Monday as part of a desperate fight against spiralling hyperinflation, the bank said. An egg now costs $35 billion. REUTERS/Philimon Bulawayo (ZIMBABWE) REUTERS

  • พืช อาหารถูกเปลี่ยนเป็นพืชพลังงาน  น้ำมัน(พลังงาน) ราคาแพง พืชถูกใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ยิ่งน้ำมันแพง พืชจะถูกนำไปผลิตพลังงานมากขึ้น สุดท้ายอาหารก็แพงขึ้นตาม
  • Pollinator decline หรือปริมาณแมลงผสมเกสรลดลง การศึกษา (ตั้งแต่ปี 2006) ของ US แสดงให้เห็นว่าประชากรของแมลงผสมเกสรลดลงกว่าปีละ 30% นอกจากผลผลิตน้ำผึุ้งลดลงแล้ว ยังกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรด้วย (เช่นผลไม้ ดอกไม้) ทำให้ผลผลิตลดลง

2. พลังงาน 
  •  น้ำมัน ความสามารถในการผลิตน้ำมัน แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว!!!! ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจากเอ เซีย (จีน และ อินเดีย)

  • การ ประท้วงในตะวันออกกลาง ส่งกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมัน เป้าหมายของผู้ชักใยการประท้วงในตะวันออกกลางระยะสั้น (อัลไกด้า และ อิหร่าน) คือ ซาอุ ประเทศส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก หากซาอุเกิดจลาจล ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะกระทบทันที ราคาน้ำมันจะพุ่งกระโดดในชั่วข้ามคืน  หากสถานการณ์บานปลาย เตรียมรับมือสภาวะน้ำมันแพง และ ขาดแคลนกันได้เลย

  • อุบัติเหตุ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศญี่ปุ่น ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์หยุดชะงักทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้ Carbon based fuel สูงขึ้นไปอีก
  • น้ำมันแพงจะกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่าขนส่ง และพลังงานแพง และ สุดท้ายราคาอาหาร และ สินค้าทุกชนิดจะแพงขึ้นอีก

3. ระบบทุนนิยมกำลังล้มเหลว
FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ธนาคารกลางยุโรป และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (และธนาคารกลางประเทศอื่น) ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ต้องใช้ทองคำ หรือโลหะมีค่าในการหนุนค่าเงิน
เมื่อปริมาณเงินล้นระบบ ราคาเงินก็ลดลง
มองในทางกลับกัน ก็คือการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ นั่นเอง

ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในยุโรป และ อเมริกา มีหนี้สาธารณะปริมาณมหาศาล หลายๆ ประเทศอยู่ในระดับกว่า 90% ของ GDP
ปริมาณ หนี้ในระดับนี้ถือว่าทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูง บางประเทศชนเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว ก่อหนี้เพิ่มไม่ได้อีก นอกจากแก้กฏหมาย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ต้นทุนในการกู้เพิ่มขึ้นไปอีก

**รูปเก่าไปหน่อย ปัจจุบัน USA กลายเป็น สีแดงเข้มไปแล้ว**

เพื่อ รับมือกับเงินเฟ้อที่ำกำลังเกิดขึ้น และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในระยะใกล้นี้ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยสะกัดเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามไปเร็ว นักได้
อย่างไรก็ตาม จากภาระหนี้ที่สูงมากของหลายประเทศ ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายให้แก่รัฐบาลในการจ่ายดอกเบี้ย
หลายๆ ประเทศกำลังจนมุม ไม่สามารถเลือกตัดสินใจ ทำได้เพียงซื้อเวลาไปก่อน
นั่นคือ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่สูงจะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ คนจะไม่ฝากเงิน เงินเฟ้อจะไม่ชะลอ
ขี้ นดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีภาระต่องบประมาณ (ที่ขาดดุลอยู่แล้ว) ต้องกู้หนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้เก่า ไม่รู้จัดจบจักสิ้น ซึ่งหนี้ใหม่จะดอกแพงขึ้นอีก เป็นภาระต่องบประมาณมากขึ้นอีก เป็นวัฎจักรที่ไม่รู้จักจบสิ้น  สุดท้ายลงเอยด้วยการพิมพ์แบงค์เพิ่มขึ้นมาดื้อๆ แบบที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว (และมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก) นั่นเอง

เรา จะได้เห็นบางการล่มสลายของเศรษฐกิจ (financial meltdown) ของบางประเทศ ที่จะ trigger ให้เกิด domino effect ไปยังประเทศอื่นๆ จากยุโรป ไป อเมริกา สุดท้ายลุกลามไปทั่วโลก

การล่มสลายของเศรษฐกิจ จะทำให้เงิน (money) ของประเทศนั้นลดค่า ดูตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลดค่าจาก 25 บาทต่อ US$  เหลือเพียง 50 บาทต่อ US$ ในขณะนั้น

เมื่อ เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ (โดยเฉพาะ USA) ล่มสลาย ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกก็จะประสบปัญหาหนัก ไม่สามารถหาค่ากลางเพื่ออ้างอิงค่าของเงินตราของแต่ละประเทศได้ ราคาอาหาร และพลังงาน ก็จะผันผวน เกิดภาวะขาดแคลน อาหารและพลังงานทั่วโลก


เพื่อเอาตัวรอดจากยุคข้าวยากหมากแพง ควรทำอย่างไร
1. ถือครองโลหะมีค่าเช่น เงิน ทอง ให้มากที่สุด ลดการถือครองเงินสดเหลือเฉพาะที่พอใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน
2. ปรับตัวพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพิงระบบตลาด ระบบเศรษฐกิจให้น้อยลง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง และ ครอบครัว ให้มีความมั่นคงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านอาหาร และ พลังงาน
3. ลดละเลิก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ฝึกตนให้ตั้งอยู่ในศีล และ ปัญญา