head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ผู้บริโภคสูญเงินมูลค่าเท่ากับทอง 1 แท่งทุกปีจากการใช้เงินสด!

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันศุกร์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ขนาดตัวอักษร:ใหญ่กลางเล็ก

กรุงเทพฯ--5 เม.ย.--สปาร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์
ที่มาhttp://www.newswit.com/fin/2013-04-05/62a58cbb2909e8686f19877db14f1d5a/
คนไทยสูญเงินมากถึง 2,000 บาททุกปีจากเศษเหรียญและเงินตราต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้

ผลการศึกษาที่ใช้ชื่อว่า Visa Payment Attitudes Studyระบุ ผู้คนส่วนใหญ่สูญเงินมากถึง365ดอลลาร์สหรัฐโดยเฉลี่ยในทุกปีจากเงินสดที่ลืมไว้ในบ้านหรือรถยนต์ หรือเงินตราต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้จากการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดหรือเพื่อติดต่อธุรกิจ จำนวนที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้มีมูลค่าเฉลี่ย 1 ดอลลาร์ต่อวัน หรือเทียบเท่าทอง 6.5กรัม

 
วิถีชีวิตที่วุ่นวายทำให้หลายครั้งผู้คนส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการติดตามควบคุมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวพวกเขา เช่น เศษเงินเหรียญ โดยพวกเขาทิ้งเงินเฉลี่ย 80 ดอลลาร์ไว้ในรถยนต์ บ้าน และสำนักงาน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ ในกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจ มีตัวเลขที่น่าตกใจ คือ ชาวญี่ปุ่นมักลืมหรือมีเศษเหรียญที่ไม่ได้ใช้เฉลี่ยถึง 337 ดอลลาร์ ขณะที่ชาวอินโดนีเซียใช้เงินระมัดระวังที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม พวกเขาจะลืมเงินหรือเศษเหรียญไว้เพียง 21 ดอลลาร์เท่านั้น

การกลับมาบ้านหลังจากท่องเที่ยวในวันหยุดโดยที่มีเศษเหรียญและธนบัตรที่เป็นเงินตราต่างประเทศเต็มอยู่ในกระเป๋านั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น จากการศึกษาดังกล่าว คนทั่วไปเดินทางกลับถึงบ้านพร้อมเงินตราต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้เฉลี่ย 285 ดอลลาร์[1]

ส่วนคนไทยสูญเงินเฉลี่ย 66 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,980 บาท) ต่อปี ซึ่งมาจากเศษเหรียญต่างๆที่มีมูลค่าถึง42 ดอลลาร์ (1,260 บาท) และเงินตราต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้ 24 ดอลลาร์ (720 บาท)

"การตามเก็บเงินสดอาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ยุ่งเหยิงและวิถีชีวิตที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่มากขึ้นทุกที เรารู้มานานแล้วว่าการพกพาเงินสดอาจไม่สะดวกและไม่น่าเชื่อถือ และตอนนี้เราได้ทราบจากการวิจัยครั้งนี้ว่า ผู้บริโภคเงินหมดกระเป๋าเนื่องจากการใช้จ่ายด้วยเงินสด ทั้งนี้ คนไทยควรตระหนักถึงจำนวนเงินที่อาจจะสูญไปจากการใช้เงินสด โดยหันมาเลือกใช้บัตรวีซ่าของตนมากขึ้นเมื่อเดินทาง" นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศพม่าและไทยกล่าว

ผลการศึกษาพบว่า โดยเฉลี่ยผู้บริโภคในภูมิภาคมีบัตรเดบิต 2 ใบ แต่พบว่าการรับรู้เกี่ยวกับการใช้บัตรเดบิตในต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ เพียงร้อยละ 42 รับรู้ว่าพวกเขาสามารถใช้บัตรเดบิตได้ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม บัตรเดบิต โดยเฉพาะบัตรเดบิตวีซ่า ได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และสามารถนำไปใช้ในร้านค้า ใช้จับจ่ายออนไลน์ หรือแม้แต่การซื้อสินค้าที่ตามจริงต้องใช้เงินสดและการถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวีซ่าและบัตรเดบิตวีซ่าได้ที่ www.visa-asia.com หรือ www.visacemea.com

[1]เงินตราต่างประเทศที่จ่ายเป็นทิปภายในสนามบิน และ/หรือวางไว้ไม่เป็นที่

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้ไม่ขัดสน

6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้ไม่ขัดสน

ที่มา http://www.pattanakit.net
ปี ใหม่ 2555 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนะคะ  และคนส่วนใหญ่กลับมาจากการไปท่องเที่ยวหรือพักผ่อนประจำปีทำงานตามปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงคาดหวังว่าชีวิตในปีใหม่นี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา พรที่ทุกคนต้องการก็คงจะมีอยู่สองประการหลัก ๆ คือ

 (1) จะทำอย่างไรคนเราจึงจะมีชีวิตสุขสบาย ไม่ขัดสน ไม่เดือดร้อนเงินทอง หรือพูดง่าย ๆ ว่าอยากจะร่ำรวย และ

 (2) คงต้องการให้มีสุขภาพที่แข็งแรง 

     ดัง นั้น ในวันนี้จึงขอนำเอา 6 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้มีเงินใช้อย่างสบาย ๆ ซึ่งคัดลอกมาจากหนังสือเกร็ดการออมของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มาฝากให้กับผู้อ่านไปใช้นะคะ สำหรับ 6 ขั้นตอนง่าย ๆ ก็คือ
  
ขั้นแรก คือต้องมีเงินออมประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเวลาที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉิน
  
ขั้นที่สอง จ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุด และหนี้สินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตเสียก่อน

ขั้นที่สาม ทำประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเองและครอบครัว

ขั้นที่สี่ ออมทรัพย์กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ รวมถึงกองทุนรวมระยะยาว

ขั้นตอนที่ห้า ทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ
ขั้นตอนที่หก นำเงินที่เหลือจาก 5 ขั้นแรกและค่าใช้จ่ายประจำไปลงทุนเพิ่มทำให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้น
     การ กันเงินไว้สำหรับเพื่อกรณีฉุกเฉิน ก็คือเงินออมส่วนที่เรากันเอาไว้สำหรับ การใช้จ่ายกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย การซ่อมแซมรถยนต์หรือบ้านเรือน และเครื่องใช้ต่าง ๆ หากเสียหายและชำรุดเกิดขึ้น 

     การ เก็บเงินเพื่อการฉุกเฉินนั้น จากที่ได้มีการศึกษาไว้พบว่า จำนวนขั้นต่ำที่ควรเก็บไว้คือที่ประมาณ 6 เท่าของรายจ่ายประจำเดือน  ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายประจำรายเดือนอยู่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ก็ควรกันเงินในส่วนนี้อยู่ประมาณ 60,000 บาท

     การ จ่ายหนี้สินที่มีดอกเบี้ยที่แพงที่สุดออกไปเสียก่อน หมายถึงการบริหารหนี้สินของตนเองให้มีประสิทธิภาพ หนี้นอกระบบหรือหนี้บัตรเครดิตการ์ดหรือสินเชื่อสินค้าส่วนใหญ่จะเก็บใน อัตราดอกเบี้ยที่สูงรวมทั้งมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการติดตามหรือบริหารหนี้ค่อนข้างมาก 

นอกจากนั้นเราจะเห็นได้ว่าวิธีหนึ่งที่สร้างหลักประกันสำหรับความต้องการใช้เงินในยามจำเป็นฉุกเฉินคือการประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันอุบัติเหตุตามข้อที่สี่และห้านั้น ก็ เป็นการสร้างเกราะป้องกันตนเองและครอบครัวจากค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในกรณีเกิด อุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันกับตัวคุณเองหรือ สมาชิกในครอบครัวได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลค่อนข้าง สูง อย่างที่เคยมีผู้กล่าวว่า เงินออมมาตลอดชีวิตหรือค่ารักษาพยาบาลตลอดชีวิตยังน้อยกว่าค่ารักษาพยาบาล จากโรคร้ายแรงในช่วง 3 เดือน 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต 

 ถ้า หากท่านปฏิบัติตาม 6 ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ท่านก็จะมีความมั่นคงในชีวิต ที่ไม่ต้องเดือดร้อนต้องไปขอกู้หนี้สินหรือพึ่งพาผู้อื่น คนที่ทำงานทุกคนจึงต้องมีการจัดสรรการใช้จ่าย การออม และการลงทุนอย่างรอบคอบและมีวินัย

 ก็ คงตรวจสอบตัวเองว่าได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนนี้แล้วหรือยัง  ถ้าหากยังก็ควรที่จะเริ่มเก็บออมเสียตั้งแต่วันนี้ ซึ่งก็มีวิธีการตรวจสอบตนเองอย่างง่ายว่ามีเงินออมเพียงพอหรือยัง ดังนี้

 เงินออมที่ควรมีในปัจจุบัน = (1/10) x อายุ x รายได้ทั้งปี

 ตัวอย่าง เช่น หากเป็นคนโสดมีอายุ 30 ปี ทำงานมีเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาทรายได้ทั้งปีเท่ากับ 180,000 บาท ดังนั้นจึงควรมีเงินออมเท่ากับ 1/10x 30 x 180,000 = 540,000 บาท ซึ่งเงินออมนี้ก็อาจรวมถึงทรัพย์สินสุทธิที่มีอยู่ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรืออื่น ๆ เป็นต้น

 ถ้าหากเงินออมที่มีอยู่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ข้างต้น แสดงว่าสุขภาพการเงินของท่านยังไม่แข็งแรงจึงควรออมเพิ่มขึ้นนะคะ.

ที่มา : คอลัมภ์เข็มทิศเงินทุน นสพ.เดลินิวส์  วันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2555