head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แซนวิช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แซนวิช แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ตอนที่ 7 (จบ): บทสรุป “คนเคยรวย”

ตอนที่ 7 (จบ): บทสรุป “คนเคยรวย”

7 พฤศจิกายน 2012

ไทยพับลิก้า : วันนี้กลับมาเป็นเศรษฐีเหมือนเดิมหรือยัง

ศิริวัฒน์ : ยังครับ เรียนตรงๆ หลายคนคิดว่าผมกลับมาเป็นเศรษฐีเหมือนเดิม คือช่วงล้มผมล้มหนัก เอาเป็นว่าบ้านของคุณแม่ยังต้องเอาไปจำนอง มันล้มหนักเกินกว่าที่คนคนหนึ่งที่ตอนอายุ 48 ถ้าล้มตอนอายุ 28 มันอีกเรื่องหนึ่งนะ วันนี้ 63 แล้ว

ตอนนั้นล้มแบบที่ว่าญาติยังไม่กล้าให้ยืมเงินเลย เพราะกลัวไม่ได้คืน 1-2 แสนเองนะ รวยเป็นพันล้านเลยนะ ยืม 1-2 แสนช่วงวิกฤติตอน 40-41 เขายังไม่กล้าให้ผมยืมเลย ญาติแท้ๆ นะ ไม่ใช่ไม่แท้ กลัวไง กลัวเป็นหนี้สูญ

ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านชีวิตผมมา ผมคิดว่ามันสอนให้ผมรู้อะไรอย่างหนึ่งอย่างที่พระพุทธเจ้าพูดเมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้ว อย่าไปยึดติด ทุกสิ่งมันไม่แน่นอน สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกนี้คือความไม่แน่นอน อันนั้นแน่นอนที่สุด

ความไม่แน่นอน คือแน่นอนที่สุด

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ

เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด พอยึดติดแล้วไม่เป็นไปตามนั้นเราก็เป็นทุกข์ หรือเป็นไปตามนั้นเราก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ในอดีตนั้นเราแก้ไขมันไม่ได้ เราก็เอามาเป็นบทเรียน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตัวเราได้นะครับ

ถ้าเรามีบทเรียนอะไรแล้วเรายัง เช่น สมมติวันนี้ผมบอกว่ากู้มาเลย ดอกเบี้ยเดี๋ยวนี้ถูก 8% 10% โทษทีมันไม่มีเครดิต แต่ถ้ามีโอกาสให้กู้ 8% 10% บอกโอเคครับ ถ้าจะกู้ก็ 10% พอ ไม่กู้ 100% เหรอ โห ลุยแหลก ดอกเบี้ยมันถูกนี่ ก็ไม่เอาแล้ว พอ อะไรอย่างนี้ครับ

พยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุด ถึงแม้จะขายของเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำไป ทำไปเรื่อยๆ ผมจะไปคิดได้ไงปี 40 จากคนเคยรวยแล้วเจ๊ง เขาเรียกผมว่า “คนเคยรวย” ผมก็ทำไปขายแซนด์วิช ผมจะไปรู้ได้ยังไงวันนี้ ในประเทศไทยถ้าจะพูดถึงแซนด์วิชต้อง “ศิริวัฒน์แซนด์วิช”

ต่างประเทศเขารู้จัก “โลโกเงินบาทลอยตัวกับลูกบอลลูน” หมดแล้ว จะไปคิดได้ยังไงปี 40 วันนี้ให้สัมภาษณ์ไปทั่วโลก CNN, CNBC, BBC world ในประเทศไทย ถ้าพูดถึงวิกฤติปี 40 ฝรั่งต่างประเทศเขาก็จะนึกถึงคนคนหนึ่ง คนนั้นคือผมที่มันจากอยู่สูงสดแล้วมายืนขายแซนด์วิชข้างถนน แล้วโลโกเป็นเงินบาทลอยตัวรูปบอลลูน ข้างล่างมีไอเอ็มเอฟ ปี 2540 คิดแต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งคนเขาจะรู้จัก
อย่างที่บอก ต่างประเทศเขาเชิญไปบรรยาย “ให้กำลังใจคน”

ไม่เคยคิดก็ทำไปๆ เขาเชิญมาก็ไป ไปให้กำลังใจคน

ที่มา   http://thaipublica.org

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ตอนที่ 6: 15 ปี วิกฤติ 40 นักการเมือง “ไม่เคยเปลี่ยน”

ตอนที่ 6: 15 ปี วิกฤติ 40 นักการเมือง “ไม่เคยเปลี่ยน”

7 พฤศจิกายน 2012

บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า สัมภาษณ์พิเศษ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ในซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540

บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวไทยพับลิก้า สัมภาษณ์พิเศษ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ในซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540

ไทยพับลิก้า :คิดว่า 15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ทำหรือไม่ได้ทำอะไร ตรงนี้คุณศิริวัฒน์มองอย่างไร แล้วจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร

ศิริวัฒน์ : ได้ทำไปเยอะ ไม่ได้ทำก็เยอะ ผมพูดภาพรวมแล้วกัน ผมคงต้องตำหนินักการเมืองและรัฐบาล ไม่ว่ายุคไหน พรรคไหน ใครเป็นรัฐบาลก็ตาม มักจะคิดถึงพรรคตัวเองมากกว่า ปากก็พูดนะเพื่อประชาชน เวลาหาเสียงก็เพื่อประชาชน แต่พอมาถึงต้องทำจริงๆ คิดถึงพรรคตัวเองก่อน ให้อยู่เป็นรัฐบาลให้ได้

เพราะฉะนั้นจะให้ fault signal หรือ “สัญญาณที่ผิด” อะไรก็แล้วแต่ อย่าว่าแต่อดีตเลยครับ วันนี้ดูปัจจุบัน ขอวกมาปัจจุบัน ถ้าตราบใดที่รัฐบาล พรรคการเมือง บริหารแบบนี้ทั้งอดีตและปัจจุบัน ประเทศไทยไปไม่ได้ ที่บอกขอเอามาพูดปัจจุบัน สัญญาณออกมาแล้ว ส่งออกมันไม่โต ก็ยังดื้อดันอยู่อย่างนั้นว่าปีนี้ส่งออกต้องโต 15% จีดีพีพูดตั้งแต่ปลายปีที่แล้วบอกจะโต 7% ใครจะไปคิดว่าวิกฤติยุโรปจะบานปลาย

วิกฤติยุโรปเกิดตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้นหรือกลางปีจำไม่ได้ ตั้งเป้าเอาไว้เพราะว่าไปเจอน้ำท่วมไง ดังนั้นปีนี้ต้องโต 7% อ้าว วิกฤติยุโรปยังไม่จบ มันบานปลายไปอีก จากกรีซตอนนี้ขยายไปอิตาลีจนกระทั่งสเปนอะไรนี่ จนขนาดเยอรมันหรือฝรั่งเศสจะไปอุ้มนี่ ฝรั่งเศสกับอังกฤษก็โดนดาวน์เกรด โดน มูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือ

เยอรมันวันนี้ตัวเลขความล้มเหลวของธุรกิจเกิดขึ้น คนว่างงานเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ เศรษฐกิจเยอรมันตอนนี้ขาลง แล้วใครจะไปช่วยใคร แล้วก็ยังบอกว่าไม่ได้ ส่งออกต้องโตได้ 15% จีดีพี 7% ทั้งๆ ที่หน่วยงานของรัฐซึ่งพอเชื่อถือได้บอกมาแล้วว่าส่งออกโตแค่ 12% กว่า จีดีพีอย่างเก่งก็ 5% กว่า เห็นไหม นโยบายบอกว่าไม่ได้ ฝืนแล้วไง แล้วบอกไม่เป็นไรตลาดส่งออกเราตลาดใหญ่ก็คืออเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ถึงแม้กำลังซื้อเขาลดลงเราก็ไปหาตลาดใหม่ โห! หาตลาดใหม่มันได้ แต่ตลาดใหม่อาจจะเป็นประเทศที่ยากจน แอฟริกาอย่างนี้ ขายได้เก็บเงินได้ไหม

ไทยพับลิก้า : ไม่แน่ใจ

ศิริวัฒน์ : เออ ไม่แน่ใจ ซื้อเยอะไหม ไม่เยอะ เวลาซื้อต่อรองราคาไหม ต่อรองราคา ในขณะที่วันนี้ต้องยอมรับ ข้าวเราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งมา 20 กว่าปี กำลังจะสูญเสียแล้ว เพราะข้าวเราแพงกว่า คืออะไรต่างๆ ผมถึงบอกว่าทั้งหมดโทษใคร ผมถึงโทษผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศก่อน อดีตหรือปัจจุบันผมไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง หากจะทำ ทำไหม เช่น แก้กฎเกณฑ์ต่างๆ นานา ก็มีการแก้บ้าง เหมาะสมกับสมัยบ้างไม่เหมาะสมกับสมัยบ้าง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผมก็เลยไม่อยากจะพูดว่าได้ทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร



ผมขอว่าใครก็ตามที่มาบริหารประเทศ พรรคไหนก็ได้ รัฐบาลไหนก็ได้ ขอให้บริหารด้วยความจริง
ความจริงก็คือ โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องผลประโยชน์คอร์รัปชันนะ อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็มี เพียงแต่ว่าทุกอย่างมันต้องตรวจสอบได้ อะไรอย่างนี้ เพราะเราอยู่ในระบบทุนนิยม มันก็ต้องมีเรื่องผลประโยชน์ แต่ว่าประเทศต้องเจริญก้าวหน้าและอยู่กับความจริง ความจริงเท่านั้นที่จะทำให้ภาคเอกชนเขารู้ว่าเขาต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ใช่ไปบอกเขาให้ฝันหวานอยู่เรื่อยนะ

ไทยพับลิก้า : มีโอกาสที่ไทยจะเจอวิกฤติอย่างนั้น

ศิริวัฒน์ : โอ้ แน่นอนที่สุด ต้องเข้าใจนะ ผมมักจะบอกหลายๆ คน บอกว่าเรามานั่งคุยกันอย่างนี้ดีกว่า คุยตั้งแต่จบ ม.ปลายจนถึงวันนี้ คุณเห็นเลยว่าอเมริกาเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ยุโรปเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ญี่ปุ่นหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ไต้หวัน ร่ำรวย

ถามว่าประเทศเหล่านี้ วันนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง ขาลงใช่ไหม เพราะฉะนั้น ประเทศเหล่านี้ได้ทำให้เศรษฐกิจโลก รวมทั้งประเทศไทย จากประเทศที่ด้อยพัฒนาเป็นกำลังพัฒนา ได้โตขึ้นเพราะกำลังซื้อจากพวกนี้ วันนี้พวกนี้กำลังซื้อกำลังถอยลง ใครจะมาช่วยซื้อเรา

อย่างที่ผมบอกนะครับ ซื้อได้แต่ไม่มีเงินจ่าย

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกกำลังขาลง และจะกระทบประเทศไทย ซึ่งเราเป็นประเทศเล็กๆ นะ หลายคนบอกว่าจีนยังอยู่ ผมก็ถามว่าจีนรวยเพราะใคร จีนรวยเพราะอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น วันนี้เขาเริ่มไม่รวยแล้ว แล้วจีนจะรวยไหม เศรษฐกิจจีนก็เห็นแล้ว เริ่มโต รัฐบาลจีนก็พูดมาแล้ว ท่านประธานาธิบดี ท่านนายกฯ จีนก็บอกว่า “สงสัยเราต้องช่วยซื้อของจีน” แล้วนะ เพราะต่างประเทศเขาไม่มีปัญญาซื้อของเรา เขาเรียกว่า buy china แล้วคนจีนช่วยซื้อของจีน คุณคิดว่าจะได้ราคาดีเท่าสหรัฐฯ ยุโรปไหม ไม่มีทาง

ดังนั้นคุณถึงเห็นว่า ช่วงนี้ราคาพวกสินค้าพืชไร่อะไรต่างๆ ตกหมด เพราะจีนเริ่มหดตัว เศรษฐกิจเคยโตกว่า 10% ตอนนี้ไม่ถึง 2 หลัก 7-8% ดังนั้น ความต้องการในพวกวัตถุดิบต่างๆ แม้กระทั่งค่าระวางเรือก็ลดลง สมัยก่อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โอ้โห เรือไม่พอ จีนซื้อทีหนึ่งเหมาทั้งกองทัพเรือเลย อ้าว บริษัทเรือก็ไปต่อเรือเพิ่ม ตอนนี้เศรษฐกิจจีนมันลง คนซื้อน้อยลง เรือก็เหลือเยอะ ค่าระวางก็ลงกันใหญ่ อันนี้มันเรื่องอุปสงค์อุปทาน มันธรรมดา เราต้องดูให้ออกและยอมรับความจริงของทั้งโลก

ดังนั้น ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร คน 67 ล้านคน เราต้องทำยังไง แก้ไขปัญหายังไง ผมบอกได้เลยนะ ถ้าวันนี้ผมเป็นรัฐบาล ไอ้ตลาดส่งออกผมไม่ไปขยันหามันหรอก ผมจะเน้นเรื่องท่องเที่ยว ประเทศไทยเรามีของดีอยู่ พูดง่ายๆ เราไม่ต้องไปหาเขา

ไทยพับลิก้า : ทรัพยากรเรามี

ศิริวัฒน์ : ถูกต้อง การท่องเที่ยวเน้นเอาคนมาประเทศไทเยอะๆ ทำให้มันได้เลยล้านล้าน คือเรามีของดีไงเราไม่ต้องขวนขวายหาของเขา เพียงแต่ไปเชิญชวนให้เขามาใช้ของเรา

ดังนั้น พอมาพูดถึงจุดนี้ วันนี้ค่าเงินบาทควรจะต้องอ่อน ดูสิ 1 เหรียญ มัน 31 บาท นานแล้วนะ ตีซะ 30 บาท ต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อน แบงก์ชาติก็มักจะบอก โอ้ย เสถียรภาพ แต่เขามีเข้าไปแทรกแซง แต่ผมอยากเห็นแทรกแซงให้มันอ่อน การท่องเที่ยวดี การส่งออกดี ประเทศที่ไม่ค่อยมีเงินซื้อแต่อย่างน้อยๆ เขามีดอลลาร์ พวกนี้เขาเก็บดอลลาร์หมดแหละ ก็เอาดอลลาร์มาจ่ายเราสิ

ทีนี้ พอความจริงเป็นอย่างนี้นะ ประเทศก็จะรอดได้ ผมว่าไม่ใช่รอดเพราะเรื่องค่าแรงสามร้อยบาท ตอนนี้กำลังพูดว่าไม่เป็นไร ส่งออกไม่ดี พยายามมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ขึ้นจากเท่าไหร่ ผมจำไม่ได้ อย่างเก่ง

ไทยพับลิก้า : 200 กว่าบาท

ศิริวัฒน์ : ให้ 40% แต่ราคาสินค้าขึ้นมากกว่า 40% นะ จริงไหม รายได้คนกินเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 40% แต่ของแพงขึ้นมากกว่า 40% เขาติดลบนะ แสดงว่าเขาติดลบนะ เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทพอไหม ไปถามซิว่าพอไหม ไม่พอ คนโสดยังไม่พอ แล้วคนมีครอบครัวพอไหม

ดังนั้นผมกำลังบอกว่า คือ “พูดน่ะมันง่าย” ส่งออกไม่ได้ก็กระตุ้นในประเทศ คุณกระตุ้นเยอะๆ รัฐบาลทำไง ก็อัดเงินอีก อัดเงินอีกอะไรเกิดขึ้น เงินเฟ้อเกิด คำว่าเงินเฟ้อทุกคนก็รู้ ยิ่งเฟ้อมากๆ ค่าเงินไม่มีความหมาย มันก็คือ “วงจรอุบาทว์”

ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร บริหารประเทศยังไงก็แล้วแต่ ตราบใดที่ประชาชนเลือกท่าน ท่านก็บริหารให้ดี ไม่ดีเขาก็ไม่เลือกท่าน น่าจะเป็นอย่างนั้น

ที่มา  http://thaipublica.org

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ตอนที่่ 5: บทเรียน “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”

ตอนที่่ 5: บทเรียน “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”

7 พฤศจิกายน 2012
ไทยพับลิก้า: วันนี้ยังเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ไหม

ศิริวัฒน์ : ถามว่าลงทุนไหม ลงทุนให้กับลูกค้า ส่วนตัวไม่มีตังค์ แต่ช่วงนี้ผมบอกลูกค้าว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ก็คือไม่ลงทุนให้เขานะครับ ก็คือขายหุ้นให้เขาก็บอกให้ซื้อก็ยังไม่ซื้อ

ถ้าถามแบบคุยสนุกๆ ระดับดัชนีไหนถึงจะไปลงทุน ก็ต้อง 900 ลงมา

ผมมองว่า จากประสบการณ์ตัวเองนะซึ่ง อาจจะไม่ถูกก็ได้ ผมเคยเห็น Black Monday ผมเคยกรณีซัดดัม โอ้โห! ลงกันทีหนึ่ง แล้ววันนี้ผมมองว่ามันยิ่งกว่า Black Monday มันยิ่งกว่าซัดดัม เพราะ Black Monday สมัยนั้นน้ำมันพุ่งจาก 14 เหรียญ จะไป 40 เหรียญ น้ำมันมันแพงมาก วันนี้น้ำมัน 80-90 เหรียญ ไปร้อยกว่าเหรียญ มันคนละเรื่องแล้ว

ก็เลยมองว่า ถ้าเศรษฐกิจโลกมันถดถอย ประเทศไทยคือเราเป็นตัวเล็ก ๆ เราก็ต้องโดนผลกระทบ แล้วเราจะไปที่ไหนนะ แล้วงบประมาณรัฐบาล ผมจำแม่นเลยสมัยก่อนนะที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ ปีหนึ่งไม่กี่แสนล้าน เดี๋ยวนี้งบประมาณรัฐปีหนึ่งหลายล้านล้าน

ไทยพับลิก้า : เกือบ 2 ล้านล้าน

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ

ศิริวัฒน์ : 2 ล้านล้าน สมัยนั้นจีดีพีอย่างเก่ง 3-4 ล้านล้าน เดี๋ยวนี้มัน 10 ล้านล้าน ผมกำลังจะพูดว่า ลูกโป่งมันใหญ่ขึ้น งบประมาณก็เยอะขึ้น จีดีพีก็เยอะขึ้น ถ้ามันแฟบขึ้นมาทีหนึ่งมันกระเทือนนะ แล้วส่วนตัวมีสิทธิจะเกิดขึ้นเมื่อไรไม่ทราบนะ

ไทยพับลิก้า : กลัวไหมว่าจะกลับไปทำแบบนั้นอีกในการบริหารพอร์ตให้ลูกค้า

ศิริวัฒน์ : คือถามว่ากลัวไหม วันนี้ “ความกลัว” เรียกว่ามันจะหายไปหมดแล้ว มันเจอมาทุกรูปแบบ
แต่ตอนนั้นที่กลัวที่สุดคือเทศกิจจับ
โอ้โห! เห็นเทศกิจมาทีต้องหลบก่อนหนีเดินไปที่อื่นแล้ว วันนี้โดนจับ 2 ทีแล้ว มันรู้แล้วมันคืออะไรใช่ไหม

คนเราเวลาเกิดความกลัว เพราะมันไม่เคยโดน แต่กลัวแล้วแล้วมันโดน ความกลัวมันก็จะหายไประดับหนึ่ง มีประสบการณ์แล้วไง อ๋อ! มันเป็นอย่างนั้นเอง เรากลัวมันไปทำไม

เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าถามความกลัว ผมก็ลดลงไปเยอะ ก็พูดกับหลายคน บางคนก็ไม่เชื่อ มันจะเป็นอย่างนั้นเหรอ ผมจะพูดกับทุกคนว่า พี่ ถ้าพี่ไม่เคยโดนพี่ก็ไม่รู้หรอก แต่พอโดนแล้วก็จะรู้ โห! รู้อย่างนั้นตอนนั้นเราไม่ดีกว่า

ผมก็พูดมาก่อนหน้านี้ “รู้อย่างนั้นผมก็ไม่ดีกว่า”

ถ้าผมรู้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะมา คอนโดไม่ทำหรอก ขาย 1-2 ล้าน เพราะคนกำลังซื้อไม่มี ขายมันเลย ให้เศรษฐี 5 ล้าน 15 ล้าน ถ้ารู้อย่างนั้นว่าจะเป็นเศรษฐีเยสเตอร์เดย์ก็ไม่ทำหรอก

ที่มา   http://thaipublica.org