head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)
ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ระลอกที่สามที่กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องย้ายและขยายฐานธุรกิจของตนไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือในช่วงหลังกลางทศวรรษที่ 1980’s เป็นต้นมา

        ในวันที่ 22 กันยายน 1985 มีการปะชุมของกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่ากลุ่ม “G.5” อันประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนีตะวันตก และญี่ปุ่น ในโรงแรมพลาซ่าในกรุงนิวยอร์ค และได้ผลการประชุมออกมาที่เรียกว่า“ข้อตกลงพลาซ่า” (Plaza Accord) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้แต่ละสมาชิกประเทศของ“G.5” ลดทอนการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตน เพื่อให้ค่าเงินของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยกลไกตลาด

        ผลที่ตามมาก็คือการที่ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและได้เปรียบด้านดุลการค้ากับโลกมากๆ ได้มีค่าเงินเยนที่เพิ่มสูงขึ้นชนิด“พุ่งทะยาน” คือแข็งตัวจากที่ระดับ 240-250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเกิด “Plaza Accord” เหลือต่ำกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แล้วยังแข็งค่าต่อเนื่องต่อไปอีก

        ดังนั้น ซามูไรจึงต้อง“แก้เกม”จากปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐาน เศรษฐกิจและธุรกิจออกสู่ต่างประเทศระลอกใหม่ที่มี“พลานุภาพ”มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพราะการที่ค่าเงินเยนแข็งมากๆ ที่แม้ว่าจะสร้างข้อเสียเปรียบให้แก่การผลิตเพื่อ

การส่งออกของญี่ปุ่น แต่ก็สร้างข้อได้เปรียบในการใช้เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากดังกล่าวออกไปลงทุนยังต่างประเทศ พร้อมๆกับต้อง“ผ่องถ่าย”เงินทุนต่างประเทศที่ตนสะสมเก็บไว้มากๆ ออกไปลงทุนยังต่าง ประเทศ “แข่ง”กับการลดลงของค่าดอลลาร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

        กลุ่มประเทศที่ได้อานิสสงฆ์มากๆ จากระลอกที่สามของการย้ายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศของญี่ปุ่น ก็คือสมาชิกกลุ่มมอาเซียน ซึ่งขณะนั้นยังมีเพียง 6 ประเทศ ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว  ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเริ่มทะยอยออกลงทุนยังต่างประเทศในทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่ม“ลูกห่าน” 4 ตัวที่รองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมากๆ ในช่วงหลังต้นทศวรรษที่ 1970’s ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็กลายเป็น“ห่าน”ในวัย “กำยำ” และมีกำลังวังชาที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศตามแนวทางของ“แม่ห่าน” ญี่ปุ่นเช่นกัน

        ภาวะข้างต้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน จึงเฟื่องฟูขยายตัวมากๆในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980’s   อันเป็นช่วงหลังการประชุม “Plaza Accord” (1985) เป็นต้นมา ดังตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยในช่วงสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1888-1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหลักและขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “Eastern Sea Board” ที่ริเริ่มไว้ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

        แต่ไม่มี“งานเลี้ยง”ใดที่ไม่มีวันเลิกลา”  เพราะผลของ“Plaza Accord” ในปลายปี 1985 ได้ดันและกระทุ้งให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในแดนซามูไรให้ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 1980’s ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในช่วงต้น 1990’s ที่สร้างความเสียหายให้แก่แดนซามูไรครั้งประวัติการณ์ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับสภาวะ“สามวันดี สี่วันไข้”และถูกครอบงำด้วยสภาวะเงินฝืด (Deflationary pressure) มาจนถึงทุกวันนี้

        ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในอุษาคเนย์เองนั้น ก็เจริญรอยเส้นทางเดินของซามูไร คือเมื่อโตและโป่งพองด้วยฤทธิ์เดชของ”ฟองสบู่”มากๆ แล้วมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค(Macro-economic policy)ที่ผิดพลาด รวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจชนิด“ลืมตัว” ในที่สุดฟองสบู่ดังกล่าวก็แตกตัวออกมาในกลางปี 1997 โดยมีสยามประเทศเป็นตัว“เขี่ยลูก” ตามที่รู้จักกันในนามวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเซียและนอกเอเซียอื่นๆ

        แต่ในช่วงที่ซามูไรต้องเผชิญกับสภาวะ“อัศดงคต”ทางการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s นั้น พญามังกรที่อยู่ข้างๆ บ้านกลับผงาดตัวเติบใหญ่ขึ้นมาแทน

        แม้ว่าจีนเริ่มต้นเปิดตัวออกมาภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงในปลายทศวรรษที่ 1970’s และมีผลอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ 1980’s แต่ช่วงเวลาดังกล่าว  แผ่นดินมังกรก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่“พัฒนา”ไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 1988 และเหตุการณ์ไม่สงบ“เทียนอันเหมิน”ในกลางปี 1989  อันเป็นช่วงที่ “ฟองสบู่”ในญี่ปุ่นได้ดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในต้นปี 1990’s

        แต่ในช่วง 2-3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศในปลาย 1970’s เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา นั่นก็คือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“ขนานใหญ่” ส่งเสริมการค้าต่างประเทศชนิดขมีขมัน ลงทุนด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน ฯลฯ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด(Socialist market economy) ที่เริ่ม“อิ่มตัว”ภายหลังจากที่จีนผ่านเลยการจัดมหกรรมระดับโลกสองมหกรรม นั่นก็คือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และเวิร์ลเอ็กโปในปี 2010

        “มุข”ใหม่ๆที่จีนต้องนำมาใช้ในการนำพาประเทศของตนให้หลุดออกจาก“กับดัก”ของประเทศที่มีรายได้เพียงปานกลาง (Middle –Income Trap) ก็คือการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เหมือนเช่นที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นเคยทำในช่วง 1-2 ทศวรรษก่อนที่นจะเปิดประเทศในปลาย 1970’s

        ในไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมานี้   การออกไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรง (Outbound Direct Investment - ODI) ของจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปัจจุบัน GDP ของจีน (และของโลก) ได้ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 จีนมี “ODI” คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2011 ถึง 48.2%

        “Ernst & Young” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2020 นี้ “ODI” ของจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

        มังกรและ“ODI” จะมีทิศทางเช่นไรในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆที่เปิด ตัวสู่ออกสู่โลกภายนอกก่อนจีน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจโลกตะวันตก เช่นสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออก เช่นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ  นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3


การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3
ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ความจริงญี่ปุ่นได้ทะยอยออกไปลงทุนยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนค่าเงินเยนลอยตัวแล้ว

        ตัวอย่างเช่น กรณีไทยเอง ภายหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศอย่างกว้างขวางภายใต้การริเริ่มของรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ตั้ง“สภาพัฒน์”และ“BOI” ขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960’s พร้อมกับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 เป็นต้นมา ก็ได้ส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยการให้สิทธิประโยชน์มากมายจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ “BOI” ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่

        ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ขอ“BOI” และเริ่มต้นลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import substitute industries) ที่เป็นอุตสาหกรรมเบา(Light industry) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น(Labor intensive)ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่อง    ใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ อาหารแปรรูป ฯลฯ

        อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก ๆ และได้รับการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มใช้แผน 1 ใหม่ๆ ก็คือการประกอบรถยนต์ เพื่อทดแทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ

        เพื่อจูงใจให้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ทั้งๆที่ขณะนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศยังเล็กมาก ก็คือการใช้สิทธิพิเศษและการปกป้องนักลงทุนจากตางประเทศ ชนิด “ประเคน”ให้กันเลยทีเดียว

        จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครั้งหนึ่งในช่วงก่อน ปี 199 ไทยจึงเคยเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคารถยนต์ในขณะนั้น

        พร้อมกันไปนั้น รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ยังได้ลงทุนสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างประเทศ เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา การสร้างถนนหนทางชนิด“ปูพรม”ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาวิ่ง เพราะถ้าขาดถนนต่อให้มีนโยบายจูงใจมากเพียงไร ก็คงยากต่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ผลิตแล้วขาดตลาดรองรับ เพราะไม่มีถนนให้วิ่งนั่นเอง

        การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ได้สร้างประโยชน์ชนิด“ยิงกระสุนนัดเดียว” แต่ว่าได้”นก”หล่นลงมาเป็นฝูงเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น“นก”ทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง และความมั่นคง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น การตัดถนนสู่ภูมิภาคได้ทำให้เศรษฐกิจแบบตลาด(Market economy) “เบียด”ตัวแย่งชิงพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตของผู้นที่เคยมุ่ง”ทำมาหากิน” เปลี่ยนไปเป็น“ทำมาค้าขาย”มากยิ่งขึ้น

        เพราะถนนที่เชื่อมสู่ชนบท ได้เปลี่ยนพื้นที่ดินสองข้างทางที่ผู้คนเคยมุ่งผลิตเองใช้เองหรือกินเองไปตามมีตามเกิด ให้เป็นการผลิต “ส่วนเกิน”ออกขายสู่ตลาดที่มีทั้ง“ตลาด”ใกล้ๆบ้านที่ใหญ่โตขึ้นตามการขยายตัวของภาคเมือง(Urbanization) ที่ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโอกาสใน ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ตามมากับการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะมีถนนเป็นตัวกลางเชื่อมโยง

        ขณะเดียวกัน ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น ก็มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อเพื่อนำไปขายในเมืองต่อ ทำให้ตลาดรองรับผลผลิตขยายตัว

        ยิ่งถนนหนทางสะดวก  ก็ง่ายต่อการที่“เมือง”จะลำเลียงผลิตภัณฑ์สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ออกไปขายในชนบททำให้อุตสาหกรรมในตัวเมืองหรือที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวเติบใหญ่

        ชาวบ้านผู้คนในชนบทเอง ก็มีแรงจูงใจจากผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่พ่อค้าจากภาคเมืองนำเข้าไปขาย ก็ยิ่งผลิต“ส่วนเกิน”จากภาคการเกษตรของตน เพื่อหา“เงินสด”ไปซื้อหาสินค้าต่างๆ ข้างต้นมาใช้สอย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในการขยายการผลิตในภาคเกษตรของตน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นถนนหนทาง ที่อำนวยให้ยวดยานพาหนะใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Prerequisite) ที่สำคัญในการพัฒนาอื่นๆ ที่จะตามมา

        แต่ระลอกที่สองที่ต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเซียตะวันออกอื่น ๆและในไทยเพิ่มขึ้น ก็คือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก นั่นก็คือการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Economies) ทั้ง หลาย ที่มีส่วนทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมากและอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม ส่งผลให้ซามูไรแปร“วิกฤติ”จากค่าเงินแข็งให้เป็น“โอกาส” โดยการขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศด้วยความหนักหน่วงเข้มข้นกว่าเดิม โดยการใช้“หมัดเด็ด”ที่ย่อออกมาเป็นตัวอักษรสามตัวคือ“MIT”

        “M” นั้นมาจากคำว่า “Marketability” คือผลิตแล้วต้องขายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ญี่ปุ่นคำนึงถึงเวลาตัดสินใจลงทุนทำการผลิต

        “I” มาจากคำว่า “Information” ก็คือความพร้อมมูลครบถ้วนของข่าวสารข้อมูลที่ญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านนี้อย่างมหาศาล ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการ“รู้เขา รู้เรา”ในการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

        เมื่อข่าวสารข้อมูลมีประสิทธิภาพ ก็ทำให้การวางแผนด้านต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถยกระดับขีดขั้นความสามารถทางการแข่งขัน(Competitiveness)ได้มากยิ่งขึ้นตามมา
ส่วน“T”นั้นมาจากคำว่า“Technology” ที่ซามูไรชนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทั้งพัฒนาเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านนวัตรกรรม (Innovation) ของตนเอง และการนำ “R&D” ของผู้อื่นมา“ต่อยอด” จนแปรเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้

        ความได้เปรียบของ“MIT” Model ของญี่ปุ่น ยังมีส่วนทำให้ซามูไรสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อผลิตภัณฑ์สินค้าของตน จนกลายเป็นแบรนด์สากล (International brands) ได้ชนิดไม่แพ้บรรดาประเทศตะวันตกชั้นนำที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อนญี่ปุ่นทั้งหลาย และหลายๆ แบรนด์ของซามูไร ก็ยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของโลกด้วย

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2



การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2
ที่มา  http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
“รูปธรรม”ของความน่ามหัศจรรย์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

        เพราะซามูไรใช้เวลาเพียงทศวรรษเศษ ก็สามารถ“ตั้งหลัก”ใหม่ทางด้านพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น GDP ของแดนซากุระได้ขยายตัวเป็นตัวเลข“สองหลัก”ในแต่ละปี นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1950’s อันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติไปเพียงประมาณทศวรรษเดียวเท่านั้น ภายหลังจากนั้น GDP ของซามูไรก็ได้ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักหรือใกล้สองหลักในแต่ละปีติดต่อกันอีกนับทศวรรษๆ

        “ตัวเลข”ความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดังกล่าว ได้“เข้าตา”คณะกรรมการโอลิมปิคโลกที่ลงมติในปี 1959 ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซียในปี 1964

        “รูปธรรม”ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับการลงมติให้จัดกีฬา“มหากาพย์”โลกดังกล่าว ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงประมาณทศวรรษครึ่งเท่านั้น และสามารถจัดมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ของโลกดังกล่าวในเดือนตุลาคม 1964 อันเป็นช่วงระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีภายหลังการยุติลงของอภิมหาสงครามดังกล่าว

        มหกรรมกีฬากระเดื่องโลกดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยเร่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของแดนซากุระที่ขยายตัวชนิด”ก้าวกระโดด”ในทศวรรษที่ 1960’s เพราะการลงทุนสร้างกิจการสาธารณูป โภคพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิคดังกล่าว ไม่เพียงเอาไว้ใช้ประโยชน์ป่าวประกาศประเทศสู่สากลอย่างเอิกเกริกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน“คันโต่”ที่มีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลาง ให้เข้มแข็งยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

        ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นจัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการกีฬาของมนุษยชาติดังกล่าว ซามูไรก็ได้นำรถไฟด่วน “ลูกกระสุน” หรือ“ชินกังเซน”ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปรากฎสู่สายตาชาวโลกด้วย

        หลังจากเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิได้เพียงไม่กี่ขวบปี  GDP ของญี่ปุ่นก็ได้พุ่งทะยานต่อเนื่องจนมีขนาดใหญ่กว่าเยอรมันตะวันตก ครองตำแหน่งประเทศที่มี GDP ที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา และสามารถครองตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันด้วยระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ กว่าที่จีนจะสามารถแซงหน้าขึ้นมาแทนในปี 2010 เป็นต้นมา

        ภายหลังเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคเพียง 6-7 ปี ซามูไรก็ประกาศศักดาต่อด้วยการเป็นเจ้าภาพจัด“โอซาก้าเวิร์ลเอ็กโป”ในต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีส่วนช่วยสร้างและกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิของย่าน”คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลาง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ชนิด“กระพือปีก”และทะยานบินเช่นกัน

        กล่าวได้ว่า นับตั้งเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และต้องฝ่าข้ามมหาสงครามโลกถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นได้ผ่านเลยการเดินทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้วเป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่สงผลให้สัดส่วนของ GDP ญี่ปุ่นต่อ GDP โลก  มีสูงกว่าสัดส่วนประชากรญี่ปุ่นต่อจำนวนประชากรรวมของโลกเป็นอันมาก ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีมูลค่า GDP ประมาณ 8% ของ GDP โลก แต่มีประชากรไม่ถึง 2% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งโลก

        บนเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซามูไรใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการออกปฏิสัมพันธ์กับโลก โดยไม่ต้องพะวักพะวงกับเรื่องความมั่นคงมากๆ  เพราะหลังการพ่ายแพ้ “สัประยุทธ์”ของสงครามโลกครั้งที่ 2  สหรัฐฯได้ทำหน้าที่“อารักขา”ด้านความมั่นคงแก่ซามูไร และห้ามการมีกองทัพของญี่ปุ่นเอง โดยมีได้เฉพาะกองกำลังป้องกันตัวเองเท่านั้น แม้ว่าได้ผ่อนคลายเงื่อนปมนี้ลงมาระยะ เวลาต่อมาก็ตาม

        รูปธรรมของการ“อารักขา”ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯต่อญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน จากการที่พญาอินทรีมีฐานทัพอยู่ในแผ่นดินซามูไร ด้วยกองกำลังใหญ่โตที่มีกองกำลังพลนับหมื่นๆ คน และแสนยานุภาพด้านความมั่นคงอันใหญ่โตและทันสมัย

        แม้ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯได้มีความ“แนบแน่น”กันมากในด้านมาตรการด้านความมั่นคงนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2)   ถึงกระนั้น ทั้งสองประเทศก็กลายเป็นคู่ขับเคี่ยวสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก

        ซามูไรได้ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนสามารถแซงหน้าเยอรมันนี ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแทนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s

         แต่ในช่วงที่ซามูไรกำลัง“รุ่ง”แบบสุดๆอยู่นั้น เศรษฐกิจของแดนอินทรีกลับ“แผ่ว”ตัวร่วงโรยลง ภายหลังจากพุ่งทะยานทางการพัฒนาในฐานะอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองทศวรรษภายหลังสงครามโลกรั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเป็นต้นมา ที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นจากอาการเสียศูนย์เสื่อมทรุดทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าที่ทะยานตัวพุ่งสูงขึ้น และอาการตกต่ำลงของภาคการเงิน (Financial sector) เช่น อาการผันผวนตกต่ำของตลาดหุ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s อันเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นดังกล่าว

        จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษที่ 1970’s สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันพญาอินทรีก็ได้ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ปลดล็อกค่าเงินดอลลาร์ของตนเองออกจากการผูกติดกับทองคำภายใต้มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) และปล่อยค่าเงินลอยตัว       (Floating Exchange Rate) ในที่สุด ที่ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ ทั้งในฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวตามในราวๆ ปี 1973 เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่เคยมีระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ   (ที่เคยมีระดับที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน) ต้องดีดค่าแข็งตัวขึ้นเป็นอันมาก

        ซามูไรได้“แก้เกม”ปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็น“แม่ห่าน”ที่ทำหน้าที่พาบรรดา“ลูกห่าน”ฝูงแรกๆ ข้างต้นบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ทำให้แนวคิดหรือ“ทฤษฎี”ทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “Flying Geese Model” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะเวลาต่อมา
 พิมห์หน้านี้       ให้คะแนน



การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1


การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1
ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งรายได้เฉลี่ยต่อคนของประชากร“ทะลุ” 5,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสและความสามารถในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างรวดเร็ว

        ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในโลกเช่นจีน ก็ได้มาถึงจุดนั้นแล้วในปัจจุบัน เพราะการลงทุนยังต่างประเทศของมังกรได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Outbound Direct Investment – ODI) หรือการลงทุนในภาคการเงิน (Finance related Investment – FRI)

        แม้ว่าปัจจุบัน จีนได้เผชิญกับกับสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็น“โรค”เดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อันพิจารณาได้จากแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา โดยที่ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง GDP ได้ขยายตัว“เพียง” 8.1% และ 7.6% ตามลำดับ

        ตัวเลข“ขนาด” การขยายตัวของ GDP ดังกล่าว ถ้าเป็นประเทศอื่นๆก็คงจะตบมือเปล่งเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นเมืองลั่นแผ่นดินกันไปแล้ว เพราะประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ทั้งหลาย ไม่เพียงมีแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น หลายๆประเทศยังเผชิญปัญหากับการ“ติดลบ”ของตัวเลขดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศในยูโรโซนที่กำลัง“ร่อแร่” และไม่รู้ว่าจะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย”ในอนาคตอันไม่ไกลข้างหน้านี้

        ดูประหนึ่งว่า โอกาสในการ“ออกก้อย”คือการที่บางประเทศสมาชิกของยูโรโซนที่มีอยู่รวมทั้งหมด 17 ประเทศ อาจจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในยูโรโซนภายใต้การใช้ระบบเงินตราสกุลเดียวกัน(Single currency) ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศแถบยุโรปใต้ และประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ยังมีระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกว่าประเทศแถบฝั่งเหนือ เช่นเยอรมันนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ เป็นอันมาก

        แต่ทันทีที่ GDP ของแดนมังกร ขยายตัวในระดับต่ำกว่า 9% ต่อปี อาการตื่นตระหนกก็ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ว่าการขยายตัวของ GDP ในอัตราไม่ต่ำกว่า 7-8 % ต่อปีเป็นระดับที่สูงมาก ชนิดที่ประเทศมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมีการเติบโตในอัตราดังกล่าว

        มีมูลเหตุหลายประการที่ส่งผลให้ประชากรเศรษฐกิจโลก“คาดหวัง”กับจีนไว้มากในปัจจุบัน

        ประการแรกๆ เกิดจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งตะวันตก   เช่นสหรัฐฯและยุโรป หรือฝั่งตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต่างตกอยู่ในสภาวะซบเซาเสื่อมถอยทางการพัฒนา อันมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ“วัย”ทางเศรษฐกิจที่“ชราภาพ”ลงตามการล่วงผ่านของกาลเวลา เพราะประเทศต่างๆ ข้างต้นได้ “เดินทาง”ทางการพัฒนามาแล้วเนิ่นนาน นับเป็นเวลานับศตวรรษๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Over-potential growth) ไปแล้วเป็นอันมาก

        ตัวอย่างเช่น การที่สหภาพยุโรปที่มีขนาดของมูลค่า GDP กว่าหนึ่งในสี่ของ GDP รวมทั่วโลก แต่มีประชากรเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 7-8% ชองประชากรรวมทั่วทั้งโลกที่มีประมาณ 7,000 ล้านคน (นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา โลกมีประชากร“ทะลุ” 7,000 ล้านคน)

        ทั้งนี้เป็นเพราะสหภาพยุโรปที่นำโดยอังกฤษได้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากๆ และกลาย เป็นผู้นำโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) โดยการนำของ“เมืองผู้ดี”ได้เริ่มสุกงอมและปริดอกออกผลเต็มที่

        เมื่ออังกฤษเริ่มร่วงโรยลงในต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาที่มีเชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรป ก็“รับไม้”ต่อกลายเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้แดนอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP โลก ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 310 กว่าล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก และได้ผ่านเลยการพัฒนาในระดับสูงมากๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาแล้วนับศตวรรษ

        ส่วนญี่ปุ่นเองนั้น พัฒนาการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern economic development) ก็ได้เริ่ม“เปิดฉาก”ขึ้นนับตั้งแต่ต้นสมัยเมจิ (Meiji) เป็นต้นมา ที่แดนซามูไรได้เปิดตัวเองออกปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ภายหลังจากที่“ขัง”ตัวเองอยู่ในดงซากุระติดต่อกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของ“โชกุน” ตระกูลโตกุกาวานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่อิเอยะสุ โตกูกาวา ผู้เป็นต้นตระกูลได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น“โชกุน”คนแรกในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นมา

        กว่า 2  ศตวรรษที่ตระกูลโตกูกาวาเป็นผู้นำในการปกรองแดนซามูไร ญี่ปุ่นได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความระแวดระวังในการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกทั้งหลายที่มีเพียงประเทศเล็กๆ เช่นฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์เท่านั้น  ที่ได้“ไฟเขียว”จากผู้ปกครองประเทศเข้าไปค้าขายกับญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งสถานีการค้าที่นางาซากิ

        การรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1860’s เมื่อจักรพรรดิเมจิ กลับขึ้นปกครองประเทศด้วยระบบจักรพรรดิแทนที่ระบบโชกุน ได้ส่งผลให้แดนซามูไรสามารถพุ่งทะยานทางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเรียนรู้จากตะวันตกไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันนี) หรือสหรัฐฯ ฯลฯ แล้วนำมา“ต่อยอด” ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวเติบใหญ่ จนมีระดับขั้นทาง การพัฒนาที่“ไล่กวด”หลังประเทศตะวันตกที่พัฒนารุดหน้าไปก่อนได้

        ระดับขั้นทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ได้ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นการขยายตัวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ยังเผยออกมาให้เห็นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ที่ส่งผลให้ซามูไรสามารถสร้างเครื่องบินรบ เพื่อใช้ทำสงครามโลกกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้นำโลกอยู่ในขณะนั้นได้

        แม้ว่าญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบอบช้ำ เพราะต้องเผชิญกับพิษสงของระเบิดปรมาณูถึงสองลูกติดต่อกันที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิบนเกาะกิวชิวในเดือนสิงหาคม 1945 โดยที่สัประยุทธ์ในมหาสงครามโหดดังกล่าว ก็ได้คร่าชีวิตหน่อเนื้อชาวซากุระทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนไปหลายล้านคน แต่ด้วยฐานรากขององค์ความรู้ (knowledge) ภูมิปัญญา (Wisdom) ของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษในช่วงก่อนสงคราม รวมตลอดถึงจิตวิญญานของความเป็นคนญี่ปุ่นเอง “ซามูไร”ก็สามารถผงาดตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง