head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จีน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

บริษัทจีนเร่งควบกิจการในต่างแดน

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail
วันที่ 13 มีนาคม 2556 04:44
รายงานชี้บริษัทจีนแห่ออกไปควบกิจการในต่างประเทศ มูลค่าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 62,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

รายงานของไพร้ซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ หรือ พีดับเบิลยูซี ที่ออกมาในปีนี้ระบุว่า ถึงแม้จำนวนของการทำข้อตกลงกันจะลดลงอย่างคาดไม่ถึง มูลค่าของการควบรวมกิจการกับบริษัทต่างชาติโดยบริษัทจีนเติบโตในแต่ละปี 54% แตะระดับสูงสุดรอบใหม่ 65,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2555

หนึ่งในข้อเสนอที่ใหญ่ที่สุดในปี 2555 มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มบริษัทบันเทิงรายใหญ่ของจีน "ต้าเหลียน ว่านต้า กรุ๊ป คอร์ป" ได้ซื้อหุ้นของเครือข่ายโรงหนังที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก "เอเอ็มซี เอนเตอร์เทนเมนต์ โฮลดิงส์ อิงค์" ในมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์

ผู้ลงทุนในบริษัทเอเอ็มซีได้แก่ "คาร์ไลล์ กรุ๊ป" "อพอลโล โกลบอล แมนเนจเมนต์" และ "เบน แคปปิตอล" ทั้งนี้ หว่านต้ายังคงผู้บริหารชุดเดิมของ เอเอ็มซี หลังจากได้ควบรวมกิจการ และยังได้บอกให้ฮอลลีวู้ดทราบว่าหว่านต้ายังจะคงซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดอยู่ อีกทั้งยังให้คำมั่นกับพนักงานว่าจะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท

นอกจากนี้ ยังมีการควบรวมกิจการขนาาดใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น การควบรวมกิจการบริษัทน้ำมันและก๊าซสัญชาติแคนาดาของบริษัท ซีนุค ด้วยมูลค่า 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า "ไฮเออร์ กรุ๊ป" เสนอซื้อบริษัท "ฟิชเชอร์แอนด์เพย์เคิล แอพพลายแอนเซส โฮลดิงส์ จำกัด" ด้วยมูลค่า 714 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว

รายงานพีดับเบิลยูซี ระบุด้วยว่า บริษัทจีนกำลังให้ความสนใจกับบริษัทในยุโรปมากกว่าบริษัทในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว องค์กรจีนให้ความสำคัญกับบริษัทตะวันตกก็เพื่อต้องการจะเรียนรู้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและวิธีการดำเนินธุรกิจ

ที่ผ่านมา การควบรวมกิจการ กับบริษัทต่างชาติเป็นแนวคิดที่ยังไม่รู้จักแพร่หลายสำหรับบริษัทสัญชาติจีนมากนักในช่วงก่อนปี 2551 เมื่อครั้งที่วิกฤติเศรษฐกิจครอบคลุมไปทั่วโลก และทำให้บริษัทข้ามชาติหลายรายต้องการลดค่าเงินหยวนเพื่อให้มีโอกาสซื้อได้มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลองผิดลองถูกถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งจะพัฒนาทักษะการทำข้อตกลง นอกจากนี้ มีการคาดการณ์การเติบโตของการควบรวมกิจการ จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2556 โดยเฉพาะภาคการผลิตในตลาดยุโรป

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีน


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        แม้ว่าปัจจุบันจีนยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันดิบมากเป็นอันดับที่สองของโลก  โดยเป็นรองสหรัฐฯ ที่แต่ละวันยังเป็นผู้ใช้น้ำมันมากกว่าแดนมังกรนับเท่าตัว

        ภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและดำรงอยู่ท่ามกลางสภาวะความเป็นจริงที่ว่า เท่าที่เป็นอยู่จีนมีจำนวนประชากรประมาณ 1,350 ล้านคน ขณะที่สหรัฐฯ มี 310 กว่าล้านคน (ในปี 2011)

        นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีขนาดของมูลค่า GDP ที่สูงกว่าจีนประมาณหนึ่งเท่าตัว
        ความเป็นจริงดังกล่าว มีส่วนส่งผลให้สหรัฐฯ เป็นผู้บริโภคน้ำมันสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่องกันมาถึงทุกวันนี้  โดยที่ในช่วงก่อนหน้านี้แดนอินทรีเพียงแค่ประเทศเดียวเคยใช้น้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของการใช้น้ำมันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ มีจำนวนประชากรไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลกด้วยซ้ำไป

        แต่การที่จีนยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา (Developing country) ที่ประชากรยังมีรายได้ต่อหัวไม่ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (เทียบกับที่เกือบ 50,000 ดอลลาร์ต่อปีในกรณีของชาวอเมริกัน) และมี GDP ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP รวมทั่วโลก ขณะที่มีประชากรที่มีสัดส่วนถึง 20% ของประชากรโลกนั้น ได้ส่งผลให้มังกรยังมีโอกาสขยายตัวเติบใหญ่ทางการพัฒนาได้อีกมาก  ถ้าหากว่าจีนได้เดินแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพดังเช่นที่ผ่านมา ที่ทำให้ GDP ขยายตัวในระดับสูงและต่อเนื่องกันมานับทศวรรษ

        เมื่อเป็นเช่นนี้ การสร้างหลักประกันด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน (Energy assurance) จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Pre-requisite) ที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างหลักประกันของโอกาสทางการพัฒนาของเศรษฐกิจจีน ให้สามารถก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน (Sustainable) มากยิ่งขึ้นไปได้

        มีข้อที่น่าสังเกตว่า เท่าที่เป็นอยู่นโยบายต่างประเทศ (Foreign policy) ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของทางการจีน ก็คือการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ (Natural-resource rich countries) ทั้งหลาย  ดังที่ปรากฎออกมาให้เห็นจาก“รูปธรรม”นานัปการ ตัวอย่างเช่น การเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เหล่านั้น ชนิด“หัวกะไดไม่แห้ง” ของผู้นำจากแดนมังกรในระดับต่างๆ

        เท่าที่เป็นอยู่ จีนมีการบริโภคน้ำมันดิบประมาณวันละ 10 ล้านบาเรล  โดยที่กว่าครึ่งหนึ่งได้มาจากการนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งอุปทานหลักๆ เช่น ตะวันออกกลาง

        มีแนวโน้มว่า จีนจะไม่เพียงบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับขั้นของการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ยังมีโอกาสขยายตัวประมาณ 7-9% ต่อปี ติดต่อกันไปอีกหลายขวบปี  เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขนาดของมูลค่า GDP จีน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Under-potential Growth) เพราะยังมีสัดส่วนของ GDP เพียงประมาณ 10% ของ GDP รวมทั่วทั้งโลก ทั้งๆ ที่มังกรเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ประเทศพอๆ กับสหรัฐฯ (ประมาณ 9.6 ล้านตร.กิโลเมตร) และมีประชากรที่มีสัดส่วนถึงประมาณหนึ่งในห้าของประชากรรวมทั่วโลก

        จากการพยากรณ์ (Projection) ของหน่วยงานด้านพลังงานของสหรัฐฯ คือ “The U.S Energy Information Administration” สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกมีแนว โน้มพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศลดลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งตะวันออกกลางที่ตั้งอยู่ห่างไกลชนิด“ครึ่งค่อนโลก”จากแดนอินทรีในช่วงสองทศวรรษข้างหน้านี้ ที่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการลำเลียงขนส่งมากมายในแต่ละปี

        แต่มังกรดูจะมี“ทิศทาง”ไปในลักษณะตรงกันข้ามกัน เพราะจีนมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น ตามแนวโน้มการขยายตัวของตัวเลข GDP และ“พลวัต”ด้านอื่นๆ ของเศรษฐกิจจีน  ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของภาคเมือง (Urbanization) ในภูมิภาคต่างๆ ของจีนที่กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นแดนอินทรีเมื่อหลายต่อหลายทศวรรษ ก่อน โดยมี“ตัวเร่ง”หลายต่อหลายประการ

        ตัวอย่างเช่น  การมีนโยบายที่ชัดเจนของทางการมังกร ที่ต้องการกระจายโอกาสทาง การพัฒนาไปสู่ภูมิภาค แทนที่จะทำให้ผลพวงทางการพัฒนากระจุกตัวอยู่แถบชายฝั่งทะเล (Coastal areas) เท่านั้น

        เพราะการ“เกลี่ย”ความเจริญทางการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค  ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยังช่วยลดแรงกดดันทางด้านลบของปัญหาสังคมและการเมืองอีกด้วย

        ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมในช่วงที่ผ่านมาและที่กำลังเป็นอยู่ ทางการมังกรจึงได้ทุ่มเทลงทุนก่อสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการขนส่ง (Transportation Infrastructure) ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ ทางอากาศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางบก เช่นระบบรางและระบบถนน ที่มีการขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในภูมิภาคที่อยู่แถบมณฑลด้านใน (Inner Provinces) ของแดนมังกร

        แนวทางการพัฒนาดังกล่าว ไม่เพียงเพิ่มอุปสงค์ด้านการเดินทางขนส่ง เพื่อสนองตอบต่อพลวัตทางการพัฒนาตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น หากแต่โอกาสทางการพัฒนาดังกล่าว ยังได้     “บ่มเพาะ”ให้จำนวนชนชั้นกลาง(Middle class)ที่มีอำนาจซื้อ ในการ“เข้าถึง”เครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน  ตัวอย่างเช่น การซื้อหารถยนต์ส่วนตัวมาใช้สอยอีกด้วย

        ผลที่ตามมา ก็คือแนวโน้มการใช้น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะแซงหน้าอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลกในอนาคตอันไม่ไกลนี้

        ดังนั้น จีนจึงต้องสร้างหลักประกันทางด้านแหล่งพลังงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดิบที่จีนผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ โดยการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

        แหล่งพลังงานที่มังกรยังจำเป็นต้องพึ่งพาเป็นหลัก ก็คือตะวันออกกลางที่เป็นภูมิภาคที่ป้อนน้ำมันดิบที่ใหญ่โตที่สุดของโลก ทำให้“การทูตน้ำมัน”กลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่จีนได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลางที่มีน้ำมันมากๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย อิรัก ฯลฯ

        มีข้อที่สังเกตว่า เท่าที่เป็นอยู่ประเทศที่เป็นแหล่งอุปทานน้ำมันขนาดใหญ่หลายๆแห่ง มักเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองทั้งที่เกิดจากความขัดแย้งภายในประเทศ และการเผชิญหน้ากับมหาอำนาโลก ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของแหล่งอุปทานดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

        ดังนั้น มังกรในฐานะผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ในอันดับต้นๆของโลก  จึงต้องสร้างหลักประกัน ของพลังงานดังกล่าว โดยการกระจายแหล่งรับซื้อไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจากละตินอเมริกา อัฟริกา ฯลฯ
        “การทูต”ว่าด้วยน้ำมันจึงเป็น“ตัวแปร”สำคัญในการศึกษาติดตามสภาวะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่นับวันจะมีความเข้มข้นและแหลมคมมากขึ้นทุกที

        ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นช่วงที่จีนมีการขยายตัวของตัวเลข GDP มากๆ และเติบโตเป็นตัวเลข“สองหลัก”เกือบตลอดในแต่ละปีนั้น มังกรต้องพึ่งพาการนำน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น เงาตามตัว
        ในปี 2000 อันเป็นปีก่อนหน้าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ของจีน (จีนเข้าเป็นสมาชิก “WTO” ในกลางเดือนธันวาคม 2001)  มังกรได้นำเข้าน้ำมันดิบในแต่ละวันประมาณ 2 ล้านบาเรล ขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าถึงวันละประมาณ 11 ล้านบาเรล หรือนำเข้ามากกว่าจีน 6-7 เท่าตัว

        ในปี 2000 เดียวกันนั้น ประเทศพัฒนาแล้ว (Developed countries) อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างนำเข้าน้ำมันดิบในแต่ละวันมากกว่าจีนเป็นอันมาก โดย “EU” นำเข้าน้ำมันวันละเกือบ 10 ล้านบาเรลในแต่ละวัน (ข้อมูลจาก IEA, World Energy Outlook, 2001)

        ในปี 2000 ทั้งจีนและอินเดียต่างนำเข้าน้ำมันดิบในระดับที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาเรลต่อวัน ทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศมีจำนวนประชากร คิดเป็นสัดส่วน 20% และ 17% ของโลกตามลำดับ

        แต่พอกาลเวลาล่วงผ่านไปเพียงประมาณหนึ่งทศวรรษคือปี 2010 มังกรก็มีการนำเข้าน้ำมันดิบไปใช้กว่า 4 ล้านบาเรลต่อวัน ขณะที่อินเดียนำเข้ากว่าสองล้านบาเรลต่อวัน

        ในปี 2010 เดียวกันนั้น ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปที่มีการนำเข้าน้ำมันมากๆ  ต่างเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ เผชิญกับวิกฤตการณ์ซัปไพร์ม (Subprime crisis) ที่เริ่มประทุขึ้นในปลายปี 2008 ขณะที่ยุโรปก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ยูโรโซน (Euro Zone Crisis) ที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่หนักหน่วงเป็นพิเศษในปี 2011 และ 2012

        ในปี 2010 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบประมาณวันละ 10 ล้านบาเรล หรือลดลงไป 10% เมื่อเทียบกับปี 2000 ขณะ ขณะที่สหภาพยุโรปนำเข้าเกือบ 10 ล้านบาเรลในแต่ละวันซึ่งไม่ค่อยแตกต่างไปจากปี 2000 นัก  ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าประมาณวันละ 4 ล้านบาเรล ซึ่งน้อยกว่าการนำเข้าของจีนที่นำเข้าวันละกว่า 4 ล้านบาเรล
        “IEA” ได้คาดการณ์ต่อไปว่า ในช่วงเวลาประมาณสองทศวรรษข้างหน้านี้คือในปี 2035 มังกรจะกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก โดยจะนำเข้ากว่า 12 ล้านบาเรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าเพียง 6 ล้านบาเรลในแต่ละวัน หรือนำเข้าลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2010
       
        ในปี 2035  อินเดียจะนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 6 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณการนำเข้าที่มากกว่าสหรัฐฯ ขณะที่สหภาพยุโรปจะนำเข้ากว่า 8 ล้านบาเรลต่อวัน ส่วนประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน ดิบลดลงมากก็คือญี่ปุ่น ที่จะนำเข้าเพียง 3 ล้านบาเรลเศษในแต่ละวัน

        แต่ตัวเลขข้างต้นก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดของแหล่งพลังงานอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานนิวเคลียร์ที่หลายๆ ประเทศมีการพึ่งพามากๆ ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันเผชิญกับปัญหาแหล่งพลังงานจากนิวเคลียร์มาก ภายหลังการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 ที่กระทบต่อตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา ที่สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ซามูไรชนเป็นอย่างมาก จนต้องหาแหล่งพลังงานอื่นๆ มาทดแทนเพิ่มมากขึ้น

        จากข้อมูลที่แสดงมาคร่าวๆ ข้างต้น ทำให้เห็นว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่จะต้องดิ้นรนหาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นอันมาก และจะกลายเป็น“การบ้าน”ข้อใหญ่ที่ทางการมังกรจะต้อง“ตีโจทย์”ให้ “แตก”

        เท่าที่เป็นอยู่  จีน นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณครึ่งหนึ่งของการนำในแต่ละวัน ขณะที่มีภาคตะวันออกกลางเอง ดูจะมีความไม่แน่นอน (Uncertainties) เพิ่มมากขึ้นในหลายๆ ด้าน  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอุปทานด้านน้ำมันเองที่นับวันจะร่อยหรอลง หรือปัญหาความผันผวนแกว่งไกวของเศรษฐกิจการเมือง สังคม และความมั่นคง ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้

        ดังนั้น แม้ว่าตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งที่จีนจะต้องพึ่งพาด้านพลังงานอีกยาวนาน แต่มังกรก็พยายามกระจายแหล่งรับซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

        ตัวอย่างเช่น ในช่วงระหว่างปี 2009-2011 ที่ผ่านมา จีนได้นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว โดยนำเข้าจากประเทศดังกล่าวเป็นกว่า 230,000 บาเรลต่อวัน

        อย่างไรก็ตาม แหล่งตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งอุปทานหลักของน้ำมันดิบที่จีนซื้อ โดยในปี 2011 ที่ผ่านมา มังกรได้ซื้อนำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียถึงวันละประมาณ 1.01 ล้านบาเรล (WSJ.com, China Realtime Report, June 27, 2012)

        มีข้อที่น่าสังเกตว่า  ยิ่งอิหร่านซึ่งเป็นผู้ขายน้ำมันรายสำคัญนั้นเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากอภิมหาอำนาจตะวันตกมากยิ่งขึ้น จีนที่แม้ว่าจะมีการลงทุนในแหล่งน้ำมันในอิหร่านมากๆ ก็ยิ่งต้องหาแหล่งสำรองน้ำมันอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศในตะวันออกกลางเอง หรืออาณาบริเวณอื่นๆ ตัวอย่างเช่น จากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาบริเวณทะเลจีนใต้ พม่า ฯลฯ

        ไม่เพียงเท่านั้น มังกรยังแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการลำเลียงขนส่งน้ำมันากแหล่งอุปทานหลักเช่นตะวันออกกลางเข้าสู่แดนมังกร แทนที่จะมุ่งขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา อันเป็นเส้นทางขนส่งหลักของน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังประเทศริมฝั่งทะเลแปซิฟิก ที่“อุดม”ไปด้วยกองกำลังนาวีของเหล่าบรรดาอภิมหาอำนาจและมหาอำนาจโลก ที่มีเรือรบทั้งบนน้ำและใต้น้ำแล่นกันขวักไขว่ในอาณาบริเวณดังกล่าว และอาณาบริเวณใกล้เคียง

        ตัวอย่างเช่น การขนส่งน้ำมันดิบผ่านระบบท่อจากแถบมหาสมุทรอินเดียผ่าน”แดนโสร่ง”เข้าสู่อาณาบริเวณด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ฯลฯ

        กล่าวได้ว่า “น้ำมัน”และแหล่งพลังงานอื่นๆ  คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการด้านต่างประเทศและความมั่นคงของประเทศต่างๆ  ที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความซับซ้อนซ่อนเงื่อนและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ

        เมื่อเป็นเช่นนี้ “การทูตพลังงาน”จึงเป็นหัวข้อที่จีนให้ความสำคัญ และจะต้องวิเคราะห์ลึกและ“ตีโจทย์”ดังกล่าวให้แตก เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายต่างประเทศทั้งในระดับประเทศเอง และระดับภูมิภาค ตัวอย่างเช่น การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องของกลุ่มอาเซียนบนเส้นทางที่มุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ที่จะมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ขวบปีข้างหน้านี้

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน (ตอนที่ 2)

ที่มาhttp://www.thailandindustry.com/news/view.php?id=3644&section=29&rcount=Y
หมวด : รายงานพิเศษ
โพสต์โดย : ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม วันเวลา่ : 2008-06-03 10:00:32 เปิดอ่าน : 927
บทบาทที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองในขณะที่ทฤษฎีของภาครัฐเชิงพัฒนาเห็นว่าบทบาทของภาครัฐในการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเองมีความ สำคัญยิ่งต่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ โดยประเทศในเอเชียใต้ไม่เพียงแต่ยืมเทคโนโลยีหรือเอาเทคโนโลยีใหม่กว่าจากตะวันตกมาใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเองอีกด้วย
.
เนื่องจากนักวางแผนการพัฒนาพบว่าวิธีการที่จะยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมคือการปรับปรุงขีดความ สามารถทางเทคโนโลยีของประชากรภายในประเทศ ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้พัฒนากลไกควบคุม (Control Mechanism) เชิงสถาบัน เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว โดยกลไกควบคุมนี้ให้เงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจทางภาษีจำนวนมากต่อ

.
โครงการวิจัยและกิจกรรมทางการผลิตที่ได้รับการคัดเลือกและปกป้องตลาดภายในประเทศเพื่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ และลงทุนมหาศาลในสถาบันการวิจัยของ รัฐ การศึกษาและการฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน ก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้ นอกจากต้นทุนแรงงานในจีนต่ำกว่าในยุโรปและอเมริกาเหนือมาก และต่ำกว่าในกลุ่มประเทศในเอเชียไม่มากนักที่สำคัญคือสิ่งจูงใจพิเศษจากภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เช่น การอุดหนุนที่ดิน การอุดหนุนเงินกู้ ส่วนลดสำหรับด้านสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์ เป็นต้น

.
นอกจากผลประโยชน์ด้านการแข่งขันแล้วการมีฐานการผลิตในจีนยังได้ประโยชน์ทางโลจิสติกส์อย่างเห็นได้ชัดในด้านการให้บริการแก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากกฎระเบียบของจีน เช่น กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฉบับใหม่ (Government Procurement Law: GPL) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อมกราคม 2003 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ออกแบบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นต่อการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โดยบริษัทต่างชาติที่มีสาขาเป็นเจ้าของเองทั้งหมดในจีนจะได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับบริษัทท้องถิ่น นอกจากนี้เพื่อเป็นการ

.
เรียนรู้จากแหล่งความรู้จากต่างชาติ กลไกนี้ใช้การร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างธุรกิจต่างชาติและธุรกิจท้องถิ่นเพื่อกำหนดความต้องการสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ในการผลิตและใช้การเข้าถึงตลาดภายในประเทศเพื่อค้าขายกับธุรกิจต่างชาติในเทคโนโลยีที่เข้าใหม่

.
3. บทเรียนและข้อสังเกตของผู้สรุป
เซมิคอนดักเตอร์ได้กลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค สื่อสารคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเครื่องมืออุตสาหกรรมและระบบทางทหารที่ทันสมัย ดังนั้นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สามารถสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ และต่อความมั่นคงของชาติได้อีกด้วย

.
3.1 บทเรียนที่ประเทศไทยได้รับ

ผลความสำเร็จของจีนชี้ให้เห็นว่าการขยายตัวอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์/เซมิคอนดักเตอร์ของจีนขึ้นอยู่กับอุปทานตามปกติของวงจรรวม (ไอซี) เพื่อตลาดส่งออก ในขณะเดียวกัน อุปสงค์ภายในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้สร้างความต้องการในเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ และอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ยอดขาย chips ในจีนสูงขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายในเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) ถ้าไม่มีความต้องการนี้

.
อุตสาหกรรมไอซีของจีนก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและยังอยู่ห่างไกลจากการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในด้านการออกแบบ chip เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศในเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทำให้คาดว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดรองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นสาเหตุสำคัญมาจากจีนใช้นโยบายอุปสงค์เพิ่มอุปทานภายในประเทศ

.
โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology:ICT)จนกลายเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้สร้างอุปสงค์ปลายทาง (End Use Demand)จำนวนมหาศาลแก่เซมิคอนดักเตอร์ (ไอซี) แต่ความสามารถของจีนตามลำพังสามารถบรรลุได้เพียงประมาณร้อยละ 30 ของอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลจีนจึงได้พัฒนากลไกควบคุม(Control Mechanism) เชิงสถาบัน เพื่อบรรลุความสามารถในการผลิต

.
โดยกลไกบังคับนี้ให้เงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจทางภาษีจำนวนมากต่อโครงการวิจัยและกิจกรรมทางการผลิตที่ได้รับการคัดเลือกและปกป้องตลาดภายในประเทศเพื่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ลงทุนมหาศาลในสถาบันการวิจัยของ รัฐ การศึกษาและการฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรม ตลอดจนมีนโยบายในการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษี เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติ (บริษัทข้ามชาติ) มาตั้งโรงงานผลิตไอซีในจีน

.
นโยบายดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยในด้านการสูญเสียโอกาสในการผลิต การตลาด การลงทุน และเทคโนโลยี ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยที่มีแค่การประกอบและทดสอบ(เป็นขั้นตอนที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย) มีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศจีนสูง หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไรต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ได้รับบทเรียนจากจีนที่ควรนำมาพิจารณาต่อไปดังนี้
.
1) บทเรียนบทแรกคือไทยควรใช้นโยบายที่นำด้วยอุปสงค์ (Demandled Policy) เพื่อสร้างอุปทานภายในประเทศ แทนนโยบายแบบเดิมที่นำด้วยอุปทาน (Supplyled Policy) โดยการเพิ่มความต้องการภายในประเทศ และสร้างความเป็นมืออาชีพทางวิศวกรรม(Engineering Talent) เพื่อสร้างบรรยากาศให้พร้อมสำหรับการผลิตเพื่อดึงนักลงทุนทั้งจากต่างประเทศให้มาตั้งโรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีการแข่งขันสูง มีประเภทและขนาดของผลิตภัณฑ์ต่างกันจำนวนหลากหลาย ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จึงมีน้อยรัฐบาลที่จะมีทรัพยากรด้านการเงิน ทุนมนุษย์ หรือองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีที่จะตามทันการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงดังกล่าว

.
ดังนั้นรัฐบาลจะไม่ลงทุนเอง แต่อาจลงทุนร่วมกับบริษัทข้ามชาติเพื่อวัตถุประสงค์การยืมใช้เทคโนโลยีและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการผลิตแผ่นวงจรรวม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream industry) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง ที่ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตในประเทศไทย หากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้วมีความสำคัญมาก

.
(1) ปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยคิดเป็นสัดส่วนการผลิตเพียงร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการผลิตทั่วโลก (สหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีการผลิตมากที่สุดรวมกันคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ในภูมิภาคอาเซียนมีสิงคโปร์ผลิตได้ร้อยละ 4 และมาเลเซียร้อยละ 3.1) การผลิตแผ่นวงจรรวมขึ้นอยู่กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งนี้เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญในด้าน

(1.1) การเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้เกิดในประเทศมากขึ้น โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 50 เปรียบเทียบกับการประกอบชิ้นส่วนซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงร้อยละ 10 ถ้าประเทศไทยสามารถผลิตแผ่นวงจรรวมได้เองจะสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 40
(1.2) เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการส่งออกสูง ดังจะเห็นได้จากในปี 2548 ประเทศไทยสามารถส่งออกแผ่นวงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (ไอซี) ได้ถึง221,450 ล้านบาท เป็นอันดับสองรองจากส่วนประกอบของอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งออกได้ 461,901 ล้านบาท
(1.3) เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการประยุกต์ใช้ในงานอย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีตลาดขนาดใหญ่และมีการขยายตัวสูง
(1.4) ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมภายในประเทศ เนื่องจากวงจรรวมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด หากประเทศไทยยังไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำดังกล่าว ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้แก่ประเทศ และการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และที่เกี่ยวข้อง จำนวนมาก
.
(2) ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในแถบเอเชียได้ให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตแผ่นวงจรรวม และรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยีบุคลากร และสาธารณูปโภค เช่น จีน โดยรัฐได้ให้สิ่งจูงใจพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เช่น การอุดหนุนที่ดิน การอุดหนุนเงินกู้ ส่วนลดสำหรับด้านสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์ เป็นต้นเกาหลีใต้เริ่มในปี ค.ศ. 1970 โดยรัฐจัดหาสินเชื่อ เงินให้เปล่า และทุนวิจัยแก่เอกชน ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตสารกึ่งตัวนำรายใหญ่ของโลก ไต้หวัน เริ่มในปี ค.ศ. 1976 โดยรัฐร่วมทุนกว่าร้อยละ 40 ในการก่อตั้งโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวม ปัจจุบันมีโรงงานอยู่รวม 20 แห่งสิงคโปร์ เริ่มในปี ค.ศ. 1985 รัฐบาลร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติเพื่อลงทุนในโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวมหลายแห่ง

.
ในปัจจุบันมีโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวม 5 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีก 7 แห่งรัฐบาลได้ตั้งกองทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสิงคโปร์ให้เป็น Wafer Fabrication Hub ของเอเชียในปี ค.ศ. 2005 และมาเลเซีย รัฐบาลได้ลงทุนก่อตั้งโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวมสองแห่ง คือ โรงงาน First Silicon ลงทุน 1,000-1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมี Sharp จาก ญี่ปุ่นร่วมเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีและการตลาด ส่วนอีกโครงการคือ Silterra ลงทุน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มี LSI Logic จากสหรัฐอเมริการ่วมเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยี ในขณะที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และสหรัฐฯ ต่างได้พัฒนาโครงการสิ่งจูงใจพิเศษเพื่อดึงดูดและรักษาเงินลงทุนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของต่างชาติ ประเทศไทยขาดแรงจูงใจดังกล่าวที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญนี้
.
(3) ภาวะตลาดของแผ่นวงจรรวม โดยตลาดโลกที่นับวันจะมีการขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากแผ่นวงจรรวมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ ซึ่งแนวโน้มของธุรกิจในระยะที่ผ่านมาโรงงานผู้ผลิตไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปัจจุบันอุปสงค์ประมาณร้อยละ 15 ของแผ่นวงจรรวม ต้องการเทคโนโลยีการผลิตที่ระดับ 0.5 ไมครอน ซึ่งในกลุ่มนี้มีประเทศจีนครองตลาดกว่าร้อยละ 50 แต่จีนมีจุดอ่อนอยู่ที่การใช้เครื่องจักรเก่า ในขณะที่ตลาดภายในของไทยมีความต้องการมาก แต่เนื่องจากยังไม่มีการผลิตแผ่นวงจรรวมได้เองในประเทศจึงต้องนำเข้าทั้งหมด มูลค่าการนำเข้าในปี 2005 เท่ากับ 321,254 ล้านบาท (มากกว่ามูลค่าการส่งออกอยู่ 99,804 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าการนำเข้าส่วนประกอบของอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ถึง 116,540 ล้านบาท การนำเข้าส่วนนี้จะลดลงถ้ามีโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวมภายในประเทศ
.
(4) การลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นวงจรรวม จากที่เคยมีผู้ศึกษาไว้ทราบว่าแนวทางการลงทุนที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน ให้ผลตอบแทนการลงทุนในระดับที่น่าสนใจ คือ การลงทุนตั้งโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ขนาดลายวงจร 0.18-0.25 ไมครอน โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 25,000 — 30,000 แผ่นต่อเดือน ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 1-1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมีกำไรอยู่ระหว่าง 193-280 ล้านเหรียญสหรัฐฯ IRR ร้อยละ 16-24 และระยะเวลาคืนทุนอยู่ระหว่าง 4-5 ปี

.
 (5) ห่วงโซ่มูลค่า และห่วงโซ่อุปทาน ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเหมือนกันหมด ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมผลิตไอซี (ดังแสดงไว้ในแผนภาพที่ 1) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่

(5.1) การออกแบบ มูลค่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นตอนนี้ เพราะเป็นขั้นตอนที่ต้องใส่จินตนาการสูง และต้องทดลองผลิตต้นแบบเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ มันสมอง และซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่จะมีราคาสูง เพราะมีทั้ง Computer Aided Design (CAD) และ Computer Aided Engineering (CAE) เมื่อได้แบบที่ต้องการแล้วต้องนำไปสร้างต้นแบบ โดยผ่านการสร้างมาส์ก ประเทศไทยจะมีโรงงานอยู่ 4 แห่ง

(5.2) การสร้างมาส์ก เป็นการสร้างลวดลายบนกระจกควอทซ์ ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีแสง ที่ยังไม่มีในประเทศไทย

(5.3) กระบวนการผลิต ในขณะนี้ยังไม่มีโรงงาน แต่มีที่ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) แห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีซีมอส (Complementary metal-oxide semiconductor: CMOS)ขนาด 0.5 ไมครอน

(5.4) การประกอบ จะทำการประกอบไอซีที่ผลิตขึ้นมาได้เพื่อนำไปใช้งาน ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยจะอยู่ที่ขั้นตอนการประกอบ (มีทั้งหมด 17 โรงงาน) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยที่สุด (เน้นแรงงานที่ไม่เน้นความรู้) เป็นการเชื่อมต่อลวดนำไฟฟ้าระหว่างตัวไอซีกับขาโลหะ และทำการปิดด้วยอีพอกซิ หรือเซรามิก

(5.5) การทดสอบ เป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อทดสอบก่อนสง่ ไปใช้ในงานวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งมี 3 โรงงานในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมไอซีหรือเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยนั้นมีแค่ส่วนของการประกอบและทดสอบ ในส่วนของการออกแบบนั้นเพิ่งเริ่มต้น  จึงทำให้มีการพัฒนาไม่ครบขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้เกิดอุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมา แต่ใช้เงินลงทุนมาก คือ ขั้นตอนการผลิต เช่นอุตสาหกรรมการทำมาส์ก สารเคมี เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไต้หวันจะเห็นว่ามีความสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้เจริญก้าวหน้าและทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล
ในส่วนของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะประกอบด้วยวัตถุดิบ ซึ่งเป็นแผ่นซิลิกอน และสารเคมีชนิดต่างๆ นั้นส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า  จากการประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย และสิ่งท้าทายจากประเทศจีนในขณะนี้ เห็นว่า ผลกระทบที่ประเทศไทยจะได้รับคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีแค่การประกอบและทดสอบมีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศจีน ทั้งๆ ที่ในตลาดโลกถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงมาก และยังเติบโตไปได้เรื่อยๆ หากประเทศไทยมีนโยบายที่จะแข่งขัน ก็ต้องกระทำทันที (Take action)

2) ประการที่สอง ไทยยังมีความจำเป็นต้องรักษาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ส่วนที่เป็นการประกอบชิ้นส่วนและการทดสอบในประเทศไว้ต่อไป ไม่ควรให้ย้ายฐานการผลิตไปจีน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศและการจ้างงานจำนวนมาก ถึงแม้จะมีมูลค่าเพิ่มต่ำก็ตาม

3) ประการสุดท้าย เนื่องจากประเทศไทยได้ลงทุนจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) จึงควรใช้ศูนย์ฯ เป็นกลไกควบคุมอย่างจีนได้ โดยกลไกควบคุมนี้ให้เงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจทางภาษีจำนวนมากต่อโครงการวิจัยและกิจกรรมทางการผลิตที่ได้รับการคัดเลือกและปกป้องตลาดภายในประเทศเพื่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ และลงทุนมหาศาลในสถาบันการวิจัยของ รัฐ การศึกษาและการฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรม และเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนหรือร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างครบวงจร

.
3.2 ข้อสังเกตของผู้สรุปและวิเคราะห์
จากการศึกษาความสำเร็จของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผู้สรุปและวิเคราะห์มีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้
1)ความสำเร็จของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นเพียงความสำเร็จในการรับจ้างผลิตเท่านั้น ไม่ใช่ความสำเร็จในการออกแบบอย่างเช่นของไต้หวันและเกาหลีใต้
2) ในภาพรวม บริษัทในจีน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ กำลังมองการส่งออกเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตมากกว่าการอาศัยการบริโภคภายในประเทศ
3) รัฐบาลจีนค่อนข้างให้ประโยชน์แก่ต่างชาติที่ไปลงทุนในจีนมากกว่าผู้ลงทุนที่เป็นคนจีนเอง จนนักลงทุนคนจีนต้องไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง และเข้าไปลงทุนในนามของบริษัทต่างชาติ เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เนื่องจากจีนต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอย่างมาก
4)การที่มีเงินทุนไหลเข้าจีนจำนวนมากเนื่องจากสิทธิประโยชน์และสิ่งจูงใจที่รัฐบาลจีนให้และช่องว่างการค้าระหว่างประเทศกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่องจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินหยวนของจีน จนในที่สุดจีนอาจต้องประกาศขึ้นค่าเงินหรือหาทางเลือกอื่น เช่น การสร้างคลังน้ำมันสำรองเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว หรือแก้กฎหมายการให้สิทธิประโยชน์แก่เงินทุนไหลเข้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคตได้
5) เมื่อธุรกิจย้ายเข้าไปอยู่ในภูมิภาคที่มีต้นทุนต่ำ ผลข้างเคียงคือ เงินเฟ้อค่าจ้าง สำหรับคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะแรงงานนั่งโต๊ะ (white-collar) ค่าจ้างกำลังสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว สำหรับแรงงานที่รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ค่าจ้างกำลังสูงขึ้นในอัตราที่ช้ากว่ามาก
6) ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่ที่มีทักษะดีต้องการทำงานในเมืองใหญ่ เพราะมีทุกอย่างที่ดีกว่า เช่น โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานความเป็นอยู่ การศึกษาของเด็กๆที่ดีกว่า เป็นต้น
7) ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะไม่มีการกระจายอย่างเท่าเทียมกัน แต่ส่วนมากจะกระจุกอยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าที่ซึ่งมีคนอาศัยอยู่น้อยกว่า 150 ล้านคนเท่านั้น
.
4. แนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย
 เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นฐานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเพิ่มผลิตภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และความเจริญเติบโตในระยะยาว ผู้สรุปและวิเคราะห์จึงขอนำ เสนอแนวทางในการปรับตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย เป็นสองแนวทางหลัก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน smiling curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต (ดังแผนภาพที่ 3) โดยมุ่งเน้นบทบาทของภาครัฐที่มีความสำคัญและจำเป็นเป็นพิเศษต่อการปรับตัวของอุตสาหกรรมฯ

4.1 อุตสาหกรรมฯ ในไทยไม่ปรับตัวแต่ต้องปรับบทบาทของภาครัฐให้มีการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตไอซีอย่างจริงจังทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี บุคลากร และสาธารณูปโภค เพื่อรักษาส่วนที่เป็นการประกอบชิ้นส่วนและการทดสอบในประเทศไว้ต่อไป ในขณะเดียวกันชักจูงให้การย้ายฐานจากประเทศอื่นเข้ามาในไทย โดยใช้การสนับสนุนภาครัฐเป็นกลไกดังที่ประเทศจีนได้ดำเนินมาแล้ว
4.2 การสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตแผ่นวงจรรวมในประเทศไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้เกิดในประเทศมากขึ้น เพื่อให้มีศักยภาพในการส่งออกและการจ้างงานสูงขึ้นและขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายที่จะเร่งสนับสนุนให้เกิดโรงงานผลิตแผ่นวงจรรวมอย่างน้อย 1-2 โรงงานภายในระยะเวลา 5 ปี โดยคำนึงปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จพร้อมกำหนดแนวทางดำเนินการให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำดังกล่าว ดังนี้
.
1) ชักจูงผู้ร่วมทุน (Joint Venture)
 (1) ผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากไต้หวัน ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์มาก และไต้หวันเป็นประเทศที่มีความสำเร็จจากเทคโนโลยีของตนเองมากกว่าความสำเร็จจากการรับจ้างผลิตอย่างจีน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อีกทั้งการแข่งขันในตลาดโลกต้องมีพันธมิตรทางการลงทุนที่มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยีและการตลาดจากต่างประเทศ
(2) ผู้ร่วมลงทุนในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีฐานการผลิตและประกอบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่แห่งหนึ่งของโลกดังจะเห็นได้มูลค่าการส่งออก อีกทั้งยังมีบริษัทที่สนใจที่จะขยายการลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมระดับต้นน้ำเพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขันในอนาคต การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จึงสมควรที่จะสนับสนุนให้มีการร่วมทุนจากภาคเอกชนในประเทศด้วย
.
2) การพัฒนาบุคลากร
บุคลากรเป็นหัวใจสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมไอซี ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ จึงจำเป็นต้องมีแผนพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในด้านการออกแบบและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในจำนวนที่เพียงพอเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมฯต่อไปทั้งนี้ในการดำ เนินงานโรงงานผลิตไอซี 1 โรงในระดับเงินลงทุน 40,000-50,000 ล้านบาท ต้องการพนักงานประมาณ 400-1,000 คน โดยจะเป็นฝ่ายบริหารและวิศวกรประมาณ 150-250 คน ที่เหลือเป็นนักเทคนิค ช่างควบคุมเครื่องจักร และพนักงานอื่นๆ วิศวกรสำหรับโรงงานจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์และได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม

.
ปัจจุบันประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 50 แห่งที่มีการสอนในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และมีสถาบันการศึกษาที่สามารถผลิตนักเทคนิคและช่างควบคุมเครื่องจักรเพื่อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมนี้ ในช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจากบริษัทของผู้ร่วมทุนต่างชาติมาฝึกและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พนักงานไทย แต่ในระยะยาวประเทศไทยจะมีศักยภาพเพียงพอ นอกจากนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ศูนย์นี้ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศแล้วบางส่วน

.
3) การพัฒนาเทคโนโลยี
การร่วมทุนกับต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระบวนการสรรหาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคลากรของไทย แนวทางดำเนินการคือเชิญชวนผู้ร่วมลงทุนต่างชาติที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมาเข้าร่วมทุน หรืออาจให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนร่วมกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
.
4) การสนับสนุนสาธารณูปโภค
โรงงานผลิตไอซีแต่ละโรงจำเป็นต้องใช้ระบบสาธารณูปโภคที่มีมาตรฐานสูงในราคาที่เหมาะสม เช่น น้ำที่มีความสะอาดสูงมาก ปริมาณ 5,000 ลบเมตรต่อวัน ไฟฟ้าที่มีแรงดันคงที่และมีกำลังไฟฟ้าประมาณ 10-14 เมกกะวัตต์ พื้นที่และอาคาร ประมาณ 220,000 ตารางฟุต และถนนภายในรัศมี 1-2 กม. จะต้องมีความราบเรียบเพื่อลดความสั่นสะเทือน เพราะแผ่นวงจรรวมต้องการความแม่นยำสูง สิ่งแวดล้อมต้องมีระบบกำจัดของเสียอุตสาหกรรม รัฐบาลจึงต้องให้การประสานการจัดหาหรือร่วมทุนด้านสาธารณูปโภคทั้งการจัดการของเสีย
.
5) มาตรการอื่นเพื่อสนับสนุนการผลิต
เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมฐานรากและเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า รัฐบาลจะต้องสนับสนุนและส่งเสริมโดยมีมาตรการที่ครบวงจรในด้านต่างๆ แก่กิจการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่มาตรการด้านสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนการสนับสนุนด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร เป็นต้นทั้งนี้ ได้มีผู้วิเคราะห์ว่าประเทศไทยมีโอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำดังกล่าวค่อนข้างมาก ด้วยเหตุผลทางด้านการผลิต เทคโนโลยี อุปสงค์ และศักยภาพด้านบุคลากรดังนี้

(1) แผ่น Wafer Fabrication ขนาด 6 นิ้ว (ปัจจุบันมีขนาด 8 นิ้ว และ 12 นิ้ว) มีต้นทุนแผ่นเปล่า $US100 รวมค่าแปรเป็นไอซี $ 600 ในกรณีที่ไทยสามารถผลิตWafer Fabrication จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 50 เปรียบเทียบกับการประกอบ ชิ้นส่วนซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงร้อยละ 10
(2) เทคโนโลยี Wafer Fabrication เป็นเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน ดังนั้นเทคโนโลยี CMOS ระดับ 0.1-0.5 ไมครอน จะสามารถใช้ได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งในอนาคตการพัฒนาระดับเทคโนโลยีที่มีขนาดซิลิคอนเล็กกว่า 0.1 ไมครอน เป็นไปได้ยาก และ แนวโน้มการแข่งขันในอนาคตจะเข้าสู่การแข่งขันกันผลิตเครื่องจักรเพื่อสร้างความได้เปรียบ





(3) ปัจจุบันอุปสงค์ร้อยละ 18 ของวงจรไอซี ต้องการเทคโนโลยีการผลิตวงจรรวม (Wafer Fabrication) ที่ระดับ 0.5 ไมครอน ซึ่งในกลุ่มผู้ผลิตวงจรรวมที่ระดับเทคโนโลยีดังกล่าว มีประเทศจีนครองตลาดกว่าร้อยละ 50 จีนมีจุดอ่อนคือใช้เครื่องจักรเก่า

(4) ไทยมีศักยภาพในบุคลากรด้านการออกแบบไอซีมากที่สุด เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยถึง 15 แห่ง ที่ผลิตบุคลากรทางด้านนี้ แต่ไม่มีอุตสาหกรรมรองรับที่เพียงพออุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่มีอยู่มีการออกแบบ chip แต่ไม่มีการผลิตไอซีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า
.
ถึงแม้โอกาสของประเทศไทยยังมีอยู่มาก แต่ก็ควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน 3 ประการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้แก่ 1) ความเข้มข้นทางความรู้ที่เพิ่มขึ้นและสูงขึ้น 2) การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเทคโนโลยีและตลาด และ 3) กระแสโลกาภิวัตรที่ขยายตัวมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดรูปแบบการแข่งขันใหม่ที่ผู้ชนะได้หมด (Winnertakes all competitive model)
ที่มา : สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน (ตอนที่ 1)

ที่มา http://www.thailandindustry.com/news/view.php?id=3643&section=29&rcount=Y
โพสต์โดย : ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม วันเวลา่ : 2008-06-03 09:37:11 เปิดอ่าน : 989


 ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ จากการย้ายฐานการผลิตมาจีน ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าสุทธิในปัจจุบัน ทั้งที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านนี้มาก่อน แต่จีนตามทันและแซงหน้าสหรัฐฯ ไปในปี 2546 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการย้ายฐานการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจีน
.
โดยในปี 2548 ความสามารถในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร้อยละ 75 อยู่นอกสหรัฐฯ และเพียงร้อยละ 25 ที่อยู่ในสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2548 ร้อยละ 46 ของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ในโลกอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในระยะยาว จีนได้ประกาศจุดมุ่งหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อสนองความต้องการภายในประเทศให้มากที่สุด

.
ความสำเร็จจากการย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มาจีนย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เองและอาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และเป็นผู้ส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าที่สำคัญรายหนึ่ง ดังนั้น บทความนี้จึงขอนำเสนอความสำเร็จของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใน 4 ส่วนหลัก คือ

.
ส่วนที่หนึ่งเป็นสรุปผลกระทบของจีนต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยสรุปจากเอกสารเรื่อง “’s Impact on the Semiconductor Industry: Connectedthinking” ของ PriceWaterHouse Coopers ส่วนที่สองนำเสนอทฤษฎีเบื้องหลังความสำเร็จของจีน ส่วนที่สามกล่าวถึงบทเรียนสำหรับประเทศไทยและข้อสังเกตของผู้สรุป และ ส่วนสุดท้ายนำเสนอแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ในไทย เพื่อประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย

.
1. สรุปผลกระทบของจีนที่มีต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และข้อเสนอแนะ
ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1990 มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากมาสู่จีน ปัจจัยดังกล่าวนอกจากเรื่องต้นทุนแรงงานต่ำในหลายส่วนของจีน ยังมีปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ การย้ายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความจำเป็นตามมาสำหรับผู้จัดหาวัตถุดิบประเภท chip ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ดั้งเดิม(OEM) ผู้ออกแบบดั้งเดิม (ODM) และผู้ให้บริการการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และมาตรการจูงใจของรัฐบาลจีนด้านภาษี เงินกู้ และที่ดิน การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในด้านต่างๆ ซึ่งผลกระทบดังต่อไปนี้ได้สรุปจากเอกสารเรื่อง “ผลกระทบของจีนที่มีต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (China’s Impact on the Semiconductor Industry)”เป็นสรุปผลการวิเคราะห์ของ PriceWaterHouse Coopers ใน Connectedthinking พร้อมข้อเสนอแนะของ PriceWaterHouse Coopers ด้วย
.
1.1 สรุปผลกระทบ



1) อุปทาน/ศักยภาพการผลิต:
(1) ถึงแม้ความสามารถในการผลิตของจีนได้เพิ่มเร็วมาก แต่ก็ยังไม่มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินจนอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง เพราะความสามารถที่เพิ่มเร็วมากเป็นการเพิ่มของความสามารถในธุรกิจรับจ้างผลิต โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในปี 2003 ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการผลิตของจีนเพิ่มจาก ร้อยละ 5 เป็นมากกว่าร้อยละ 6 ของรายได้รับจ้างผลิตทั่วโลก(ตามการคาดคะเนของ Gartner Dataquest พบว่ารายได้จากการรับจ้างผลิตไอซีในจีนจะเพิ่มจาก $770 ล้าน ในปี 2003 มาเป็น $ 4.1 พันล้านในปี 2008 โดยมีอัตราการขยายตัวเกือบร้อยละ 40 ต่อปี) ทั้งนี้ในระยะสั้นจะส่งผลมากที่สุดต่ออุปทานของโรงงานที่รับจ้างผลิตไอซี (มีเฉพาะกระบวนการผลิต) ทำให้ราคาของไอซีสำเร็จรูปเปลี่ยนแปลง และอาจมีผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มที่จะได้รับผลเสียจากยุทธศาสตร์การเจาะราคา

(2) ความสามารถในการผลิตไอซีในจีนหลังปี 2006 มีมากเพียงพอที่จะส่งผลต่อตลาดไอซีทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตไอซี และเซมิคอนดักเตอร์ทั้งชุด การประกอบและการทดสอบ การเน้นของจีนอยู่ที่โรงงานรับจ้างการผลิต (foundry) เพื่อเร่งการขยายตัวของธุรกิจที่เป็นการผลิตไอซี โดยไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง เช่น บริษัทที่ออกแบบไอซีโดยทั่วๆ ไป และเป็นธุรกิจที่รับจ้างผลิตไอซี (fabless/foundry business model) โดยการประกอบกับการทดสอบจะใช้บริการจากภายนอกประเทศได้เพิ่มความผันผวนของราคาในธุรกิจเหล่านั้น 3 แห่งที่มีเครื่องมือในการลงทุนโรงงานผลิตไอซีที่ทันสมัย ความได้เปรียบในด้านขนาดและความกว้างของไอซีทำให้โรงงานเหล่านี้สามารถลดต้นทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
(3) ขีดความสามารถในการผลิตไอซี ขนาด 12 นิ้ว (300 มม.)ในปี2010 ณ เดือนเมษายน 2004 จีนมีโรงงานผลิตไอซีขนาดดังกล่าวอยู่ 3 ราย (ทั้งหมดเป็นเจ้าของโดยSMIC) และได้ติดตั้งเครื่องมือในการผลิตในปี 2004 2005 และ 2006 ตามลำดับ (ตามข้อมูลของWorld Fab Watch) โรงงานทั้งสามรายผลิตได้น้อยกว่าร้อยละ 10 ของการผลิตโลกในปี 2010 ซึ่งอย่างน้อยมีโรงงานผลิตไอซีหนึ่งรายที่สามารถเริ่มการผลิตในปี 2006 ทั้งนี้โรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีในจีนที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีจะอยู่ในบริษัท 2

.
2) อุปสงค์:

(1) ช่องว่างระหว่างการบริโภคและการผลิตภายในของจีน (ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่บริโภคและสิ่งที่ผลิตภายในประเทศ) ได้เพิ่มขึ้นจาก $5.7 พันล้าน ในปี 1999 มาเป็น $ 20.9 พันล้าน ในปี 2003 (บริษัทที่ปรึกษา CCID) โดยช่องว่างดังกล่าวได้เปิดกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2001 รัฐบาลจีนจึงได้มีแนวโน้มในการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ เนื่องจากห่วงโซ่มูลค่าของเซมิคอนดักเตอร์ในจีนมีการพัฒนา เมื่ออุปสงค์เพิ่ม แหล่งอุปทานภายในประเทศก็เพิ่มด้วย การประกอบและการทดสอบ และโรงงานผลิตไอซีภายในประเทศพยายามลดห่วงโซ่ของอุปทานลง ด้วยการกระตุ้นผู้ผลิตวัตถุดิบจากภายนอกประเทศให้มาตั้งโรงงานในจีน ความต้องการการบำรุงรักษา การสนับสนุนลูกค้า และการฝึกอบรมจากผู้ผลิตเครื่องมือจะเพิ่มตามมาด้วย

(2) อุปสงค์ภายในเมื่อเปรียบเทียบกับอุปสงค์ของประเทศอื่นๆในเอเชียที่มีขนาดเล็กกว่ามาก: จีนที่มีประชากรถึงร้อยละ 21 ของประชากรโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เป็นเพียงร้อยละ 4 ของ GDP โลก ในปี 2003สมมตอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 7.5 จากปี 2003 ถึงปี 2010 จีนจะผลิต GDP เพิ่มขึ้นอีก $ 790 พันล้านในปี 2010 จากระดับ GDP ในปี 2003 หรือ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น $ 1,246 ต่อคน ความมั่งคั่งจะยังคงกระจายไม่เท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง

โดยจีนจะมีคนน้อยกว่า 100 ล้านคนอาศัยอยู่ตามเมืองหลักๆ และน้อยกว่า 50 ล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองตามจังหวัดที่มั่งคั่งที่สุด ดังนั้น ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของจีนต่อตลาดโลกจะยังคงมีอยู่เพราะเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกมากกว่าเป็นผู้บริโภคสินค้าสำเร็จรูป โดยการใช้จ่ายของปัจเจกบุคคลในจีนยังคงจำกัดอยู่เฉพาะประชากรจำนวนนอ้ ยมากถึงแม้ตลาดภายในประเทศจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อตลาดโลกจะสามารถเปรียบเทียบกับผลกระทบของญี่ปุ่นในช่วงปี 1950 และ ช่วง 1960 และอาจมากกว่าของเกาหลีใต้ในช่วงปี 1980 และช่วงปี 1990

.
3) ราคา: ความสามารถในการผลิตของโรงงานรับจ้างการผลิต การประกอบและให้บริการทดสอบในจีนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างแรงกดดันต่อราคาของ chip หลายประเภท ประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นลอจิกพื้นฐาน (Standard logic) ไอซีประเภทตัวควบคุมขนาดเล็ก (Microcontrollers) หน่วยความจำที่มีความจำน้อย (Low-density memory) ไอซีที่มีสัญญาณอินพุท การประมวลผล และเอาท์พุท (Analog IC) และอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ เช่น ไดโอดส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจะเป็นหน่วยความจำที่มีความจำมาก (High-density memory)แม่พิมพ์ขนาดเล็ก (Microprocessors) และผลิตภัณฑ์ประยุกต์ใช้เฉพาะด้าน (Application-specific products) และโรงงานรับจ้างผลิตไอซี การประกอบชิ้นส่วน และการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นประเภทผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่อยู่นอกจีนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางด้านราคา โดยผู้ผลิตในจีนทุกประเภทจะมีบทบาทในการกดดันราคา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนจีนจะสามารถดำเนินการด้วยโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากธุรกิจที่เจ้าของเป็นต่างชาติซึ่งได้รับการกดดันมากที่สุด

.
บริษัทคนจีนสามารถบังคับต้นทุนแรงงานให้ลดลงได้อีก เนื่องจากไม่มีการบริหารจัดการตามมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพของอาชีพ (Occupational Safety and Health Administrative : OSHA) และระเบียบอื่นๆที่ธุรกิจต่างชาติต้องปฏิบัติตามบริษัทแม่ นอกจากนี้บริษัทที่เจ้าของเป็นคนจีนยังสามารถจัดหาหรือเจรจาซื้อวัตถุดิบและที่ดินได้ในราคาที่ต่ำ โดยบริษัทเหล่านั้นอาจสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าต้นทุนเป็นเวลานานกว่าเพื่อได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งการตลาด การผลิตของบริษัทคนจีนสามารถอาศัยพลังที่มิใช่ตลาดที่มีผลต่อราคา เช่น โควตาการผลิตของรัฐบาล ซึ่งสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าระดับล่างที่อยู่นอกจีนปรับความสมดุลของการผลิตไปสู่การผลิตสินค้าระดับกลาง เพื่อให้แข่งขันได้

.
4) ยอดขายตามเขตภูมิศาสตร์: ส่วนแบ่งการตลาดของจีนในยอดขายไอซี ได้เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 3.2 ในปี 1996 มาเป็นร้อยละ 17.9 ในปี 2003 และจะสูงถึงร้อยละ 25.6 ในปี2008 ทำให้จีนกลายเป็นตลาดไอซีที่น่าสนใจมากกว่าประเทศอื่น โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อความได้เปรียบคือ การสนับสนุนทางการตลาดและผลิตภัณฑ์ การให้บริการที่เพียงพอของบริษัทอุตสาหกรรมไอซี และการมีผู้จัดจำหน่ายที่เพียงพอ

.
5) การย้ายฐานการผลิต:
(1) การเปลี่ยนแปลงในการแข่งขัน: อุตสาหกรรมการผลิตยังคงมีการย้ายฐาน เพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะว่าห่วงโซ่มูลค่าเป็นองค์รวม (Integrated Value Chain)โดยการเปลี่ยนแปลงในสถานที่ผลิตจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในส่วนแบ่งการตลาด ห่วงโซ่มูลค่า การกระจายกำไร ตลาด การประยุกต์ใช้ การวิจัยและพัฒนา สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา

(2) การเปลี่ยนแปลงในแบบจำลองทางธุรกิจ: ในกระบวนการผลิตและออกแบบไอซี ความสามารถของจีนที่สูงขึ้นเป็นการผลิตไอซีโดยไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง และเป็นโรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีมากกว่าโรงงานที่ผลิตเครื่องมือรวม (Integrated Device Manufacturing:IDM) ส่วนความสามารถในการประกอบและการทดสอบที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจะเป็นการใช้บริการจากภายนอก (Outsourced Semiconductor Assembly and Test Services: SATS) ทั้งนี้การรวมโรงงานที่รับจ้างผลิต ผู้ขายบริการการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (SATS) ผู้ผลิตด้านการออกแบบที่ริเริ่มก่อน (Original Design Manufacturer: ODM) หรือบริษัทบริการการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Manufacturing Services: EMS) และองค์ประกอบอื่นๆ ในห่วงโซ่มูลค่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินงานและการพัฒนาธุรกิจที่มีประสิทธิผล

.
 6) การออกแบบ: ขาดแคลนนักออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสามารถโดยเปรียบเทียบ โดยสิ้นปี 2003 มีบริษัทออกแบบที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง และอาศัยสัญญา ในจีนมีจำนวน 465 ราย ตามข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม มีเพียงผู้ออกแบบไอซีที่มีคุณสมบัติเพียง 500 รายทั้งประเทศ (ข้อมูลของ Advanced RISC Machines:ARM) โดยจีนสามารถผลิตนักออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ได้ 400 รายต่อปี ความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ในสาขาเฉพาะ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ส่งผลใดๆ ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการขาดแคลนนักออกแบบจะไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ด้านการออกแบบของจีน จนถึงปี 2010 และความต้องการนักออกแบบต่างชาติจะสูง
.
7) ตลาดเครื่องมือใหม่: ยังเป็นตลาดเล็ก เนื่องจากยอดขายเครื่องมือใหม่ในจีนยังต่ำเมื่อเทียบกับการย้ายฐานการผลิตมาจีนซึ่งอยู่ในระดับที่สูง (คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของตลาดเครื่องมือทั้งหมดในปี 2003) การศึกษาพบว่ามีความต้องการสูงในเครื่องมือที่ใช้แล้วที่มีราคาถูกกว่าและเครื่องมือที่ใช้แล้วที่อยู่ในสภาพดีมีอยู่ทั่วไป เพราะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักระหว่างปี 2000-2003 โดยมีธุรกิจจำนวนมากที่มีเงินลงทุนน้อยและไม่สามารถซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ใหม่ แต่มีบริษัทเพียง 2-3 รายในจีน เช่น โรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีขนาด 12-นิ้ว x 500 มม. ที่มีเครื่องมือรุ่นล่าสุด
.
8) มาตรฐาน: รัฐบาลเอเชียหลายรัฐบาลได้หันมาพูดถึงประเด็นการจ่ายเงินค่าสิทธิสูงที่เป็นประโยชน์เบื้องต้นต่อบริษัทชาติตะวันตก โดยเฉพาะจีนได้เริ่มดำเนินการจัดตั้งมาตรฐานที่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง ซึ่งบางมาตรฐานจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ความพยายามของประเทศที่จะมีอิทธิพลต่อมาตรฐานยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ความพยายามในการจัดตั้งมาตรฐานของรัฐบาลจีนยากที่จะมองข้ามได้ บริษัทที่ได้ลงทุนการวิจัยและพัฒนาในการพัฒนามาตรฐานแล้วจะต้องขยายยุทธศาสตร์ของตนเองมาโต้ตอบจีน

.
9) ลักษณะของการผลิต: ผลิตปริมาณมากทำให้ร้อยละของมูลค่าในชุดของการผลิตต่ำลง โดยในปี 2008 จีนจะผลิตอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ (Discrete) คิดเป็นร้อยละ 35 ของการผลิตประเภทนี้ทั่วโลกและคิดเป็นร้อยละ 28 ของความสามารถในการผลิตไอซี การประกอบและทดสอบ (ปริมาณการผลิตกำลังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 และร้อยละ 11 ตามลำดับในปี 2003) อย่างไรก็ตามมูลค่าของการผลิต การประกอบ และทดสอบ ในจีนมีเพียงร้อยละ 9 ของมูลค่าการผลิตทั่วโลกในปี2003 ส่งผลทำให้จีนจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดราคาส่วนประกอบและการทดสอบของเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ และไอซีที่มีการผลิตในปริมาณมาก ต้นทุนต่ำ

.
10) รายรับจากการผลิตอิเล็กทรอนิกส์: รายรับจากการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในจีนจะเพิ่มขึ้นสามเท่าในปี 2010 โดย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17 ในปี 2003 และคิดเป็นมูลค่า $ 285 พันล้าน (IC Insights และ PricewaterhouseCoopers) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลของ ODM และEMS มากขึ้น ในทางตรงข้าม รายรับจากการผลิตทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6 ในช่วงเวลาเดียวกันการผลิต ODM จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ตามการผลิตของ EMS และการผลิตตามสัญญาอื่นๆ โดยความสำคัญของช่องทาง ODM สำหรับการเพิ่มยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ทำชุดของ chip และเกณฑ์สำหรับวัดมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการออกแบบเพื่อการอ้างอิงและดำเนินการออกแบบระบบมากขึ้น

.
11) อื่นๆ ประกอบด้วย
(1) ระดับการผลิตมือถือ อุปกรณ์สำหรับผู้บริโภค เครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วสูง: ในปี 2007 สัดส่วนของจีนในการผลิตเครื่องเล่นวีดิโอเกมส์จะมากกว่าร้อยละ 50 ตามข้อมูลของ Gartner Dataquest การผลิตโทรทัศน์สีและคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วจะมากกว่าร้อยละ 40 และการผลิตโทรศัพท์มือถือจะถึงร้อยละ 40 เช่นเดียวกัน ในปี 2010 การผลิตโทรศัพท์รุ่น 3G แต่เพียงอย่างเดียวจะใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นมูลค่าถึง $ 20 พันล้าน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเพิ่มความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น
(2) การบริโภคหน่วยความจำของจีนและการประยุกต์ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานพิเศษ (ASSPs) จะมากกว่าการบริโภคส่วนประกอบที่เป็นไมโคร (Micro-components) ในปี 2006 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคกำลังก่อให้เกิดการผลิตเป็นร้อยละที่สูงมากในจีนซึ่งทำให้บริษัทที่ผลิตมีความพอใจ เพราะอยู่ในตำแหน่งการแข่งขันที่ดี
(3) โรงงานที่ผลิตเครื่องมือรวม (Integrated Device Manufacturing:IDM) มาก เพราะได้รับการจัดอันดับเป็นยอดขายทั่วโลกใน 25 อันดับแรกซึ่งจะเข้ามาในจีนในปี2010 หรือช้ากว่านั้นไม่นาน บทบาทเชิงรุกของรัฐบาลจีนในการดูแลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะมีผลที่คาดไม่ถึงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ แต่แรงกระตุ้นในการสร้าง IDM ที่สามารถแข่งขันได้ทั่วโลกมีสูงมาก การขยายตัวของ IDM อันเกิดจากยอดขายที่ออกแบบตามความต้องการของคนจีน ผลที่เป็นไปได้อันหนึ่งของการพัฒนา IDM ที่สำคัญที่กระตุ้นโดยรัฐบาลจีนจะเป็นการขาดแคลนระดับ playing field ในสาขาผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้ IDM ของจีนชนะคนอื่น IDM อาจได้เปรียบมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์พิเศษกับผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม (original Equipmentmanufacturers: OEM) หรือโดยการทำงานผ่านบริษัท EMS หรือ บริษัท ODM

(4) การออกแบบหนึ่งในสามของไอซีของจีนอยู่ที่ขนาด 0.18 um หรือต่ำกว่า (ข้อมูลปี 2003) ส่วนการออกแบบที่ 0.13um เริ่มผลิตในเดือนกรกฎาคม 2004 โดยนักออกแบบที่มีความสามารถของจีนจะสามารถแข่งขันทั่วโลกได้มากขึ้นในไม่ช้า โดยเฉพาะในสาขาของไอซีลอจิก

.
1.2 ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
อิทธิพลของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลในวงกว้างข้อเสนอแนะของ PricewaterhouseCoopers ต่อไปนี้จึงเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับบริษัทที่แสวงหาความได้เปรียบในโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในจีน หรือคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากบทบาทใหม่ของจีนในฐานะเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญของโลก
1) การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การได้มาซึ่งเทคโนโลยีและการลงทุนในการวิจัยและพัฒนายังคงมีราคาสูงสำหรับธุรกิจที่เข้ามาใหม่ เนื่องจากการผูกขาดของชาติตะวันตกในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทำให้ธุรกิจตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม ธุรกิจที่เข้ามาใหม่จึงอาจใช้วิธีการประหยัดต้นทุนด้วยลอกเลียนการออกแบบ chip ใหม่ด้วยวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse engineering) หรือผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอาจลอบบี้ รัฐบาลให้ควบคุมหรือจำกัดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ขัดต่อระเบียบขององค์การการค้าโลก ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นการศึกษาจึงมีข้อเสนอในเรื่องนี้ โดยประกอบด้วย

                   (1) หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลใดๆที่อาจเป็นอันตรายต่อความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
                   (2) จัดทำประเมินความเสี่ยงก่อนการเข้าไปเสี่ยงใดๆ ในจีน
                   (3) ออกแบบและดำเนินระบบความมั่นคงทางกายภาพและทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่เหมาะสมสำหรับการเสี่ยง
                   (4) จัดตั้งความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลูกจ้างและให้การศึกษาและองค์ความรู้พวกเขาเกี่ยวกับวิธีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีที่สุด
                   (5) จัดตั้งความร่วมมือกับบริษัทและหน่วยงานภาครัฐที่สามารถได้รับผลประโยชน์จากการปกป้องทรัพย์ทางปัญญา
                   (6) ติดตามทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก และติดตามผู้ฝ่าฝืน
                   (7) หลีกเลี่ยงการประเมินขีดความสามารถในการทำวิจัยและพัฒนา(R&D) ของจีนต่ำเกินไป
2) เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งจะมีมากขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมวัฏจักรที่มีความผันผวนในอุปสงค์และอุปทานสูงด้วยการพัฒนาแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan) ซึ่งสามารถปรับปรุงได้เป็นช่วงๆ
3) ใช้ช่วงที่มีส่วนเกินการผลิตให้เป็นประโยชน์ด้วยกลยุทธ์การเจรจาและติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงนี้ ผู้ซื้อบริการการรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือบริการการประกอบและทดสอบอาจสามารถเจรจาต่อรองได้ราคาดีเนื่องจากจีนอาจต้องการรักษาการผลิต

4) กำหนดและเน้นกลุ่มลูกค้าที่เข้มแข็งเฉพาะด้านและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ การประเมินลูกค้ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของกลยุทธ์ทางตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในจีนมากกว่าที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง เพราะว่าการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและการขาดความพร้อมในข้อมูลของธุรกิจ

5) ประเมินหุ้นส่วนและผู้ป้อนวัตถุดิบใหม่ๆ อย่างละเอียดก่อนให้คำมั่นสัญญาเพื่อป้องกันความล้มเหลวเชิงธุรกิจ เนื่องจากจากการศึกษาพบว่าสาเหตุใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียวของความล้มเหลวและการสูญเสียในจีนเป็นการไม่รู้ที่ดีพอเกี่ยวกับหุ้นส่วน ผู้ป้อนวัตถุดิบ หรือลูกค้าก่อนให้คำมั่นสัญญา

6) ผู้นำทางตลาดที่โอบล้อมด้วยการแข่งขันจากภายนอก การคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถสูงอาจทำไม่ได้ภายในกำหนดเวลา ทำให้เกิดการขาดแคลนภายในธุรกิจ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมสูง ซึ่งอาจมีผลต่อการเอาชนะคู่แข่งขันหรือเป็นผู้นำทางตลาด จึงควรมีการเตรียมความพร้อมในด้านบุคลากรไว้ด้วย

7) ผู้ผลิตต้นทุนต่ำและปริมาณมาก ด้วยการเข้าร่วมแข่งขันภายในประเทศ ในระยะยาวผู้ผลิตสินค้ามาตรฐานที่หลายแหล่งและเก่ากว่าอาจสามารถผลิตด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าด้วยการร่วมทุนกับหุ้นส่วนที่เป็นคนจีน กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับการถ่ายเทเครื่องมือจากเก่ามาสู่ใหม่ในจีนซึ่งอาจมีทำเลและผังการผลิตที่เหมาะสม หรืออาจเกี่ยวข้องกับการซื้อเครื่องมือที่ใช้แล้วในราคาต่ำดังนั้นการร่วมทุนอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะธุรกิจเข้าสู่ตลาดภายในของจีน

8) คัดเลือกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในจีนไม่ควรประเมินสงครามราคาต่ำเกินไป อย่างน้อยที่สุด ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาจุดแข็งของการแข่งขันในสาขานี้ ความเต็มใจของลูกค้าที่จะใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งแทนอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง กำไรที่เพียงพอการอยู่รอดของอุตสาหกรรม พลวัต และแนวโน้มในอนาคต ธุรกิจบางแห่งคุ้นเคยกับการแข่งขันด้านราคาอาจไม่คุ้นเคยกับกลยุทธ์อย่างเดียวกันในจีน ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงจะประสบกับอุปสรรคในการเข้าที่สูงกว่าอาจให้โอกาสที่มากกว่าก็ได้ในกรณีดังกล่าว

9) ให้การสนับสนุนนักพัฒนาเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น ให้การสนับสนุนที่เข้มแข็งแก่ผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดให้สำเร็จได้ยาก เช่น เครื่องมือเท็กซัส (Texas Instruments) ธุรกิจควรทำผลิตภัณฑ์ให้ประกอบกับผลิตภัณฑ์ของจีนได้ ได้แก่ คู่มือข้อมูล เอกสารประกอบการประยุกต์ใช้ และเอกสารอ้างอิงในการออกแบบ จอและส่วนประกอบของเครื่องมือต่างๆ ควรเป็นภาษาจีน ซึ่งมีความสำคัญมาก

10) จัดตั้งและปกป้องสินค้ามียี่ห้อในจีน ถึงแม้จะเป็นสินค้าราคาถูก การยอมรับในคุณภาพของยี่ห้อสามารถขายได้ราคาดีเยี่ยม ด้วยการโฆษณา และใช้อิทธิพลของมหาวิทยาลัย

11) ส่งเสริมและยึดการปฏิบัติเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย อย่างดีที่สุด และการปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในทางปฏิบัติประเด็นเหล่านี้ในจีนต่ำกว่ามาตรฐานในหลายที่ และการแข่งขันอย่างรุนแรงในเชิงราคาอาจไม่จูงใจให้ใช้กระบวนการที่เหมาะสม ธุรกิจจึงควรส่งเสริมการใช้หรือการจัดตั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมร่วมและแนวทางการดำเนินงานร่วมทั่วทุกแห่งในจีนเพื่อให้แข่งขันด้วยมาตรฐานเดียวกัน

12) ลงทุนได้ก่อนในการพัฒนามาตรฐานในเอเชีย ผู้ผลิตวงจรรวมขนาดใหญ่ มีเครื่องมือที่จะลงทุนได้ก่อนในการพัฒนาประเภทของผลิตภัณฑ์ในจีน เช่น STMicroelectronics ได้อนุญาตเทคโนโลยีให้เข้าถึงหลายรหัสในเวลาเดียวกัน (Synchronous Code Division MultipleAccess: TD-SCDMA) คาดว่าจะมีการนำเข้าสู่ตลาดมวลชนในปี 2005 ธุรกิจขนาดเล็กอาจมีโอกาสเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจในท้องถิ่นที่อาจได้รับอนุญาตให้ใช้ในเงื่อนไขที่พึงพอใจ

13) อิทธิพลของการลงทุนที่เสี่ยงที่ประสบความสำเร็จในจีน บริษัทข้ามชาติได้เปรียบในการเสี่ยงลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ในจีนและถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ ธุรกิจหลายแห่งที่ต่างชาติเป็นเจ้าของหรือการร่วมทุนในจีนมีประวัติการทำธุรกิจและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ของเขาเป็นเพียงความพยายามของเขาเมื่อเร็วๆนี้ ธุรกิจเหล่านี้มีกองกำลังด้านบุคลากรที่มีประสบการณ์ที่สามารถย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
14) คาดคะเนปัญหาโลจิสติกส์ และวางแผนการส่งสินค้าที่มีประสิทธิผลโลจิสติกส์ในจีนมีความซับซ้อน ผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปใช้จึงควรมีขีดความสามารถในการขนส่งที่มีประสิทธิผลและทันต่อเวลา โรงงานในจีนได้รับการสนับสนุนทางด้านโลจิสติกส์ ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดที่จะมีผลต่อความสำเร็จในการส่งมอบผลิตภัณฑ์
15) นำกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างมาใช้ ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เป็นประเภทไม่มีโรงงานหรือเป็นธุรกิจขนาดเบาอาจพิจารณาการจัดตั้งความสัมพันธ์กับธุรกิจรับจ้างผลิตหนึ่งแห่งหรือมากว่า เพื่อผลในการจัดซื้อจัดจ้างในต้นทุนที่ลดลง

16) ทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลท้องถิ่น กระบวนการการบริหารจัดการในจีนค่อนข้างซับซ้อนและแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการและสิ่งจูงใจเฉพาะของตนเอง ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่มีโรงงานในจีนได้ทำผิดพลาดเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ธุรกิจจึงควรตระหนักเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลส่วนท้องถิ่นในการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานที่จัดตั้ง
.
2. ทฤษฎีเบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน
ประเทศในเอเชียตะวันออกได้ประสบผลสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้กันทั่วหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน ซึ่งใช้วิธีการแบบผสมระหว่างแนวคิดของนักเสรีใหม่ (Neoliberal view) และทฤษฎีของภาครัฐเชิงพัฒนา (Developmental State Theory) ตามมุมมองของนักเสรีใหม่มองผลสำเร็จเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยืมมาอย่างต่อเนื่องจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ผ่านทางใบอนุญาต (licensing) ของธุรกิจข้ามชาติ และใช้ความได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่ามากเพื่อบรรลุการขยายตัวทางการผลิต ซึ่งภาครัฐไม่มี

.
ที่มา : สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ระลอกที่สามที่กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องย้ายและขยายฐานธุรกิจของตนไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือในช่วงหลังกลางทศวรรษที่ 1980’s เป็นต้นมา

        ในวันที่ 22 กันยายน 1985 มีการปะชุมของกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่ากลุ่ม “G.5” อันประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนีตะวันตก และญี่ปุ่น ในโรงแรมพลาซ่าในกรุงนิวยอร์ค และได้ผลการประชุมออกมาที่เรียกว่า“ข้อตกลงพลาซ่า” (Plaza Accord) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้แต่ละสมาชิกประเทศของ“G.5” ลดทอนการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตน เพื่อให้ค่าเงินของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยกลไกตลาด

        ผลที่ตามมาก็คือการที่ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและได้เปรียบด้านดุลการค้ากับโลกมากๆ ได้มีค่าเงินเยนที่เพิ่มสูงขึ้นชนิด“พุ่งทะยาน” คือแข็งตัวจากที่ระดับ 240-250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเกิด “Plaza Accord” เหลือต่ำกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แล้วยังแข็งค่าต่อเนื่องต่อไปอีก

        ดังนั้น ซามูไรจึงต้อง“แก้เกม”จากปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐาน เศรษฐกิจและธุรกิจออกสู่ต่างประเทศระลอกใหม่ที่มี“พลานุภาพ”มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพราะการที่ค่าเงินเยนแข็งมากๆ ที่แม้ว่าจะสร้างข้อเสียเปรียบให้แก่การผลิตเพื่อ

การส่งออกของญี่ปุ่น แต่ก็สร้างข้อได้เปรียบในการใช้เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากดังกล่าวออกไปลงทุนยังต่างประเทศ พร้อมๆกับต้อง“ผ่องถ่าย”เงินทุนต่างประเทศที่ตนสะสมเก็บไว้มากๆ ออกไปลงทุนยังต่าง ประเทศ “แข่ง”กับการลดลงของค่าดอลลาร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

        กลุ่มประเทศที่ได้อานิสสงฆ์มากๆ จากระลอกที่สามของการย้ายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศของญี่ปุ่น ก็คือสมาชิกกลุ่มมอาเซียน ซึ่งขณะนั้นยังมีเพียง 6 ประเทศ ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว  ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเริ่มทะยอยออกลงทุนยังต่างประเทศในทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่ม“ลูกห่าน” 4 ตัวที่รองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมากๆ ในช่วงหลังต้นทศวรรษที่ 1970’s ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็กลายเป็น“ห่าน”ในวัย “กำยำ” และมีกำลังวังชาที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศตามแนวทางของ“แม่ห่าน” ญี่ปุ่นเช่นกัน

        ภาวะข้างต้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน จึงเฟื่องฟูขยายตัวมากๆในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980’s   อันเป็นช่วงหลังการประชุม “Plaza Accord” (1985) เป็นต้นมา ดังตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยในช่วงสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1888-1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหลักและขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “Eastern Sea Board” ที่ริเริ่มไว้ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

        แต่ไม่มี“งานเลี้ยง”ใดที่ไม่มีวันเลิกลา”  เพราะผลของ“Plaza Accord” ในปลายปี 1985 ได้ดันและกระทุ้งให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในแดนซามูไรให้ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 1980’s ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในช่วงต้น 1990’s ที่สร้างความเสียหายให้แก่แดนซามูไรครั้งประวัติการณ์ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับสภาวะ“สามวันดี สี่วันไข้”และถูกครอบงำด้วยสภาวะเงินฝืด (Deflationary pressure) มาจนถึงทุกวันนี้

        ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในอุษาคเนย์เองนั้น ก็เจริญรอยเส้นทางเดินของซามูไร คือเมื่อโตและโป่งพองด้วยฤทธิ์เดชของ”ฟองสบู่”มากๆ แล้วมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค(Macro-economic policy)ที่ผิดพลาด รวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจชนิด“ลืมตัว” ในที่สุดฟองสบู่ดังกล่าวก็แตกตัวออกมาในกลางปี 1997 โดยมีสยามประเทศเป็นตัว“เขี่ยลูก” ตามที่รู้จักกันในนามวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเซียและนอกเอเซียอื่นๆ

        แต่ในช่วงที่ซามูไรต้องเผชิญกับสภาวะ“อัศดงคต”ทางการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s นั้น พญามังกรที่อยู่ข้างๆ บ้านกลับผงาดตัวเติบใหญ่ขึ้นมาแทน

        แม้ว่าจีนเริ่มต้นเปิดตัวออกมาภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงในปลายทศวรรษที่ 1970’s และมีผลอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ 1980’s แต่ช่วงเวลาดังกล่าว  แผ่นดินมังกรก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่“พัฒนา”ไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 1988 และเหตุการณ์ไม่สงบ“เทียนอันเหมิน”ในกลางปี 1989  อันเป็นช่วงที่ “ฟองสบู่”ในญี่ปุ่นได้ดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในต้นปี 1990’s

        แต่ในช่วง 2-3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศในปลาย 1970’s เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา นั่นก็คือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“ขนานใหญ่” ส่งเสริมการค้าต่างประเทศชนิดขมีขมัน ลงทุนด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน ฯลฯ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด(Socialist market economy) ที่เริ่ม“อิ่มตัว”ภายหลังจากที่จีนผ่านเลยการจัดมหกรรมระดับโลกสองมหกรรม นั่นก็คือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และเวิร์ลเอ็กโปในปี 2010

        “มุข”ใหม่ๆที่จีนต้องนำมาใช้ในการนำพาประเทศของตนให้หลุดออกจาก“กับดัก”ของประเทศที่มีรายได้เพียงปานกลาง (Middle –Income Trap) ก็คือการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เหมือนเช่นที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นเคยทำในช่วง 1-2 ทศวรรษก่อนที่นจะเปิดประเทศในปลาย 1970’s

        ในไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมานี้   การออกไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรง (Outbound Direct Investment - ODI) ของจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปัจจุบัน GDP ของจีน (และของโลก) ได้ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 จีนมี “ODI” คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2011 ถึง 48.2%

        “Ernst & Young” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2020 นี้ “ODI” ของจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

        มังกรและ“ODI” จะมีทิศทางเช่นไรในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆที่เปิด ตัวสู่ออกสู่โลกภายนอกก่อนจีน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจโลกตะวันตก เช่นสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออก เช่นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ  นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3

ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
        ความจริงญี่ปุ่นได้ทะยอยออกไปลงทุนยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนค่าเงินเยนลอยตัวแล้ว

        ตัวอย่างเช่น กรณีไทยเอง ภายหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศอย่างกว้างขวางภายใต้การริเริ่มของรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ตั้ง“สภาพัฒน์”และ“BOI” ขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960’s พร้อมกับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 เป็นต้นมา ก็ได้ส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยการให้สิทธิประโยชน์มากมายจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ “BOI” ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่

        ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ขอ“BOI” และเริ่มต้นลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import substitute industries) ที่เป็นอุตสาหกรรมเบา(Light industry) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น(Labor intensive)ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่อง    ใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ อาหารแปรรูป ฯลฯ

        อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก ๆ และได้รับการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มใช้แผน 1 ใหม่ๆ ก็คือการประกอบรถยนต์ เพื่อทดแทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ

        เพื่อจูงใจให้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ทั้งๆที่ขณะนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศยังเล็กมาก ก็คือการใช้สิทธิพิเศษและการปกป้องนักลงทุนจากตางประเทศ ชนิด “ประเคน”ให้กันเลยทีเดียว

        จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครั้งหนึ่งในช่วงก่อน ปี 199 ไทยจึงเคยเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคารถยนต์ในขณะนั้น

        พร้อมกันไปนั้น รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ยังได้ลงทุนสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างประเทศ เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา การสร้างถนนหนทางชนิด“ปูพรม”ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาวิ่ง เพราะถ้าขาดถนนต่อให้มีนโยบายจูงใจมากเพียงไร ก็คงยากต่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ผลิตแล้วขาดตลาดรองรับ เพราะไม่มีถนนให้วิ่งนั่นเอง

        การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ได้สร้างประโยชน์ชนิด“ยิงกระสุนนัดเดียว” แต่ว่าได้”นก”หล่นลงมาเป็นฝูงเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น“นก”ทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง และความมั่นคง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น การตัดถนนสู่ภูมิภาคได้ทำให้เศรษฐกิจแบบตลาด(Market economy) “เบียด”ตัวแย่งชิงพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตของผู้นที่เคยมุ่ง”ทำมาหากิน” เปลี่ยนไปเป็น“ทำมาค้าขาย”มากยิ่งขึ้น

        เพราะถนนที่เชื่อมสู่ชนบท ได้เปลี่ยนพื้นที่ดินสองข้างทางที่ผู้คนเคยมุ่งผลิตเองใช้เองหรือกินเองไปตามมีตามเกิด ให้เป็นการผลิต “ส่วนเกิน”ออกขายสู่ตลาดที่มีทั้ง“ตลาด”ใกล้ๆบ้านที่ใหญ่โตขึ้นตามการขยายตัวของภาคเมือง(Urbanization) ที่ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโอกาสใน ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ตามมากับการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะมีถนนเป็นตัวกลางเชื่อมโยง

        ขณะเดียวกัน ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น ก็มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อเพื่อนำไปขายในเมืองต่อ ทำให้ตลาดรองรับผลผลิตขยายตัว

        ยิ่งถนนหนทางสะดวก  ก็ง่ายต่อการที่“เมือง”จะลำเลียงผลิตภัณฑ์สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ออกไปขายในชนบททำให้อุตสาหกรรมในตัวเมืองหรือที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวเติบใหญ่

        ชาวบ้านผู้คนในชนบทเอง ก็มีแรงจูงใจจากผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่พ่อค้าจากภาคเมืองนำเข้าไปขาย ก็ยิ่งผลิต“ส่วนเกิน”จากภาคการเกษตรของตน เพื่อหา“เงินสด”ไปซื้อหาสินค้าต่างๆ ข้างต้นมาใช้สอย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในการขยายการผลิตในภาคเกษตรของตน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นถนนหนทาง ที่อำนวยให้ยวดยานพาหนะใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Prerequisite) ที่สำคัญในการพัฒนาอื่นๆ ที่จะตามมา

        แต่ระลอกที่สองที่ต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเซียตะวันออกอื่น ๆและในไทยเพิ่มขึ้น ก็คือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก นั่นก็คือการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Economies) ทั้ง หลาย ที่มีส่วนทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมากและอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม ส่งผลให้ซามูไรแปร“วิกฤติ”จากค่าเงินแข็งให้เป็น“โอกาส” โดยการขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศด้วยความหนักหน่วงเข้มข้นกว่าเดิม โดยการใช้“หมัดเด็ด”ที่ย่อออกมาเป็นตัวอักษรสามตัวคือ“MIT”

        “M” นั้นมาจากคำว่า “Marketability” คือผลิตแล้วต้องขายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ญี่ปุ่นคำนึงถึงเวลาตัดสินใจลงทุนทำการผลิต

        “I” มาจากคำว่า “Information” ก็คือความพร้อมมูลครบถ้วนของข่าวสารข้อมูลที่ญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านนี้อย่างมหาศาล ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการ“รู้เขา รู้เรา”ในการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

        เมื่อข่าวสารข้อมูลมีประสิทธิภาพ ก็ทำให้การวางแผนด้านต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถยกระดับขีดขั้นความสามารถทางการแข่งขัน(Competitiveness)ได้มากยิ่งขึ้นตามมา
ส่วน“T”นั้นมาจากคำว่า“Technology” ที่ซามูไรชนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทั้งพัฒนาเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านนวัตรกรรม (Innovation) ของตนเอง และการนำ “R&D” ของผู้อื่นมา“ต่อยอด” จนแปรเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้

        ความได้เปรียบของ“MIT” Model ของญี่ปุ่น ยังมีส่วนทำให้ซามูไรสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อผลิตภัณฑ์สินค้าของตน จนกลายเป็นแบรนด์สากล (International brands) ได้ชนิดไม่แพ้บรรดาประเทศตะวันตกชั้นนำที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อนญี่ปุ่นทั้งหลาย และหลายๆ แบรนด์ของซามูไร ก็ยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของโลกด้วย

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
“รูปธรรม”ของความน่ามหัศจรรย์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

        เพราะซามูไรใช้เวลาเพียงทศวรรษเศษ ก็สามารถ“ตั้งหลัก”ใหม่ทางด้านพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น GDP ของแดนซากุระได้ขยายตัวเป็นตัวเลข“สองหลัก”ในแต่ละปี นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1950’s อันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติไปเพียงประมาณทศวรรษเดียวเท่านั้น ภายหลังจากนั้น GDP ของซามูไรก็ได้ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักหรือใกล้สองหลักในแต่ละปีติดต่อกันอีกนับทศวรรษๆ

        “ตัวเลข”ความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดังกล่าว ได้“เข้าตา”คณะกรรมการโอลิมปิคโลกที่ลงมติในปี 1959 ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซียในปี 1964

        “รูปธรรม”ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับการลงมติให้จัดกีฬา“มหากาพย์”โลกดังกล่าว ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงประมาณทศวรรษครึ่งเท่านั้น และสามารถจัดมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ของโลกดังกล่าวในเดือนตุลาคม 1964 อันเป็นช่วงระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีภายหลังการยุติลงของอภิมหาสงครามดังกล่าว

        มหกรรมกีฬากระเดื่องโลกดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยเร่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของแดนซากุระที่ขยายตัวชนิด”ก้าวกระโดด”ในทศวรรษที่ 1960’s เพราะการลงทุนสร้างกิจการสาธารณูป โภคพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิคดังกล่าว ไม่เพียงเอาไว้ใช้ประโยชน์ป่าวประกาศประเทศสู่สากลอย่างเอิกเกริกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน“คันโต่”ที่มีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลาง ให้เข้มแข็งยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

        ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นจัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการกีฬาของมนุษยชาติดังกล่าว ซามูไรก็ได้นำรถไฟด่วน “ลูกกระสุน” หรือ“ชินกังเซน”ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปรากฎสู่สายตาชาวโลกด้วย

        หลังจากเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิได้เพียงไม่กี่ขวบปี  GDP ของญี่ปุ่นก็ได้พุ่งทะยานต่อเนื่องจนมีขนาดใหญ่กว่าเยอรมันตะวันตก ครองตำแหน่งประเทศที่มี GDP ที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา และสามารถครองตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันด้วยระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ กว่าที่จีนจะสามารถแซงหน้าขึ้นมาแทนในปี 2010 เป็นต้นมา

        ภายหลังเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคเพียง 6-7 ปี ซามูไรก็ประกาศศักดาต่อด้วยการเป็นเจ้าภาพจัด“โอซาก้าเวิร์ลเอ็กโป”ในต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีส่วนช่วยสร้างและกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิของย่าน”คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลาง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ชนิด“กระพือปีก”และทะยานบินเช่นกัน

        กล่าวได้ว่า นับตั้งเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และต้องฝ่าข้ามมหาสงครามโลกถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นได้ผ่านเลยการเดินทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้วเป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่สงผลให้สัดส่วนของ GDP ญี่ปุ่นต่อ GDP โลก  มีสูงกว่าสัดส่วนประชากรญี่ปุ่นต่อจำนวนประชากรรวมของโลกเป็นอันมาก ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีมูลค่า GDP ประมาณ 8% ของ GDP โลก แต่มีประชากรไม่ถึง 2% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งโลก

        บนเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซามูไรใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการออกปฏิสัมพันธ์กับโลก โดยไม่ต้องพะวักพะวงกับเรื่องความมั่นคงมากๆ  เพราะหลังการพ่ายแพ้ “สัประยุทธ์”ของสงครามโลกครั้งที่ 2  สหรัฐฯได้ทำหน้าที่“อารักขา”ด้านความมั่นคงแก่ซามูไร และห้ามการมีกองทัพของญี่ปุ่นเอง โดยมีได้เฉพาะกองกำลังป้องกันตัวเองเท่านั้น แม้ว่าได้ผ่อนคลายเงื่อนปมนี้ลงมาระยะ เวลาต่อมาก็ตาม

        รูปธรรมของการ“อารักขา”ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯต่อญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน จากการที่พญาอินทรีมีฐานทัพอยู่ในแผ่นดินซามูไร ด้วยกองกำลังใหญ่โตที่มีกองกำลังพลนับหมื่นๆ คน และแสนยานุภาพด้านความมั่นคงอันใหญ่โตและทันสมัย

        แม้ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯได้มีความ“แนบแน่น”กันมากในด้านมาตรการด้านความมั่นคงนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2)   ถึงกระนั้น ทั้งสองประเทศก็กลายเป็นคู่ขับเคี่ยวสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก

        ซามูไรได้ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนสามารถแซงหน้าเยอรมันนี ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแทนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s

         แต่ในช่วงที่ซามูไรกำลัง“รุ่ง”แบบสุดๆอยู่นั้น เศรษฐกิจของแดนอินทรีกลับ“แผ่ว”ตัวร่วงโรยลง ภายหลังจากพุ่งทะยานทางการพัฒนาในฐานะอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองทศวรรษภายหลังสงครามโลกรั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเป็นต้นมา ที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นจากอาการเสียศูนย์เสื่อมทรุดทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าที่ทะยานตัวพุ่งสูงขึ้น และอาการตกต่ำลงของภาคการเงิน (Financial sector) เช่น อาการผันผวนตกต่ำของตลาดหุ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s อันเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นดังกล่าว

        จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษที่ 1970’s สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันพญาอินทรีก็ได้ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ปลดล็อกค่าเงินดอลลาร์ของตนเองออกจากการผูกติดกับทองคำภายใต้มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) และปล่อยค่าเงินลอยตัว       (Floating Exchange Rate) ในที่สุด ที่ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ ทั้งในฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวตามในราวๆ ปี 1973 เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่เคยมีระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ   (ที่เคยมีระดับที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน) ต้องดีดค่าแข็งตัวขึ้นเป็นอันมาก

        ซามูไรได้“แก้เกม”ปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็น“แม่ห่าน”ที่ทำหน้าที่พาบรรดา“ลูกห่าน”ฝูงแรกๆ ข้างต้นบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ทำให้แนวคิดหรือ“ทฤษฎี”ทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “Flying Geese Model” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะเวลาต่อมา

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งรายได้เฉลี่ยต่อคนของประชากร“ทะลุ” 5,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสและความสามารถในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างรวดเร็ว
        ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในโลกเช่นจีน ก็ได้มาถึงจุดนั้นแล้วในปัจจุบัน เพราะการลงทุนยังต่างประเทศของมังกรได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Outbound Direct Investment – ODI) หรือการลงทุนในภาคการเงิน (Finance related Investment – FRI)

        แม้ว่าปัจจุบัน จีนได้เผชิญกับกับสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็น“โรค”เดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อันพิจารณาได้จากแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา โดยที่ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง GDP ได้ขยายตัว“เพียง” 8.1% และ 7.6% ตามลำดับ

        ตัวเลข“ขนาด” การขยายตัวของ GDP ดังกล่าว ถ้าเป็นประเทศอื่นๆก็คงจะตบมือเปล่งเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นเมืองลั่นแผ่นดินกันไปแล้ว เพราะประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ทั้งหลาย ไม่เพียงมีแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น หลายๆประเทศยังเผชิญปัญหากับการ“ติดลบ”ของตัวเลขดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศในยูโรโซนที่กำลัง“ร่อแร่” และไม่รู้ว่าจะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย”ในอนาคตอันไม่ไกลข้างหน้านี้

        ดูประหนึ่งว่า โอกาสในการ“ออกก้อย”คือการที่บางประเทศสมาชิกของยูโรโซนที่มีอยู่รวมทั้งหมด 17 ประเทศ อาจจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในยูโรโซนภายใต้การใช้ระบบเงินตราสกุลเดียวกัน(Single currency) ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศแถบยุโรปใต้ และประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ยังมีระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกว่าประเทศแถบฝั่งเหนือ เช่นเยอรมันนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ เป็นอันมาก

        แต่ทันทีที่ GDP ของแดนมังกร ขยายตัวในระดับต่ำกว่า 9% ต่อปี อาการตื่นตระหนกก็ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ว่าการขยายตัวของ GDP ในอัตราไม่ต่ำกว่า 7-8 % ต่อปีเป็นระดับที่สูงมาก ชนิดที่ประเทศมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมีการเติบโตในอัตราดังกล่าว

        มีมูลเหตุหลายประการที่ส่งผลให้ประชากรเศรษฐกิจโลก“คาดหวัง”กับจีนไว้มากในปัจจุบัน

        ประการแรกๆ เกิดจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งตะวันตก   เช่นสหรัฐฯและยุโรป หรือฝั่งตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต่างตกอยู่ในสภาวะซบเซาเสื่อมถอยทางการพัฒนา อันมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ“วัย”ทางเศรษฐกิจที่“ชราภาพ”ลงตามการล่วงผ่านของกาลเวลา เพราะประเทศต่างๆ ข้างต้นได้ “เดินทาง”ทางการพัฒนามาแล้วเนิ่นนาน นับเป็นเวลานับศตวรรษๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Over-potential growth) ไปแล้วเป็นอันมาก

        ตัวอย่างเช่น การที่สหภาพยุโรปที่มีขนาดของมูลค่า GDP กว่าหนึ่งในสี่ของ GDP รวมทั่วโลก แต่มีประชากรเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 7-8% ชองประชากรรวมทั่วทั้งโลกที่มีประมาณ 7,000 ล้านคน (นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา โลกมีประชากร“ทะลุ” 7,000 ล้านคน)

        ทั้งนี้เป็นเพราะสหภาพยุโรปที่นำโดยอังกฤษได้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากๆ และกลาย เป็นผู้นำโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) โดยการนำของ“เมืองผู้ดี”ได้เริ่มสุกงอมและปริดอกออกผลเต็มที่

        เมื่ออังกฤษเริ่มร่วงโรยลงในต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาที่มีเชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรป ก็“รับไม้”ต่อกลายเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้แดนอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP โลก ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 310 กว่าล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก และได้ผ่านเลยการพัฒนาในระดับสูงมากๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาแล้วนับศตวรรษ

        ส่วนญี่ปุ่นเองนั้น พัฒนาการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern economic development) ก็ได้เริ่ม“เปิดฉาก”ขึ้นนับตั้งแต่ต้นสมัยเมจิ (Meiji) เป็นต้นมา ที่แดนซามูไรได้เปิดตัวเองออกปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ภายหลังจากที่“ขัง”ตัวเองอยู่ในดงซากุระติดต่อกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของ“โชกุน” ตระกูลโตกุกาวานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่อิเอยะสุ โตกูกาวา ผู้เป็นต้นตระกูลได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น“โชกุน”คนแรกในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นมา

        กว่า 2  ศตวรรษที่ตระกูลโตกูกาวาเป็นผู้นำในการปกรองแดนซามูไร ญี่ปุ่นได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความระแวดระวังในการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกทั้งหลายที่มีเพียงประเทศเล็กๆ เช่นฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์เท่านั้น  ที่ได้“ไฟเขียว”จากผู้ปกครองประเทศเข้าไปค้าขายกับญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งสถานีการค้าที่นางาซากิ

        การรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1860’s เมื่อจักรพรรดิเมจิ กลับขึ้นปกครองประเทศด้วยระบบจักรพรรดิแทนที่ระบบโชกุน ได้ส่งผลให้แดนซามูไรสามารถพุ่งทะยานทางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเรียนรู้จากตะวันตกไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันนี) หรือสหรัฐฯ ฯลฯ แล้วนำมา“ต่อยอด” ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวเติบใหญ่ จนมีระดับขั้นทาง การพัฒนาที่“ไล่กวด”หลังประเทศตะวันตกที่พัฒนารุดหน้าไปก่อนได้

        ระดับขั้นทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ได้ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นการขยายตัวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ยังเผยออกมาให้เห็นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ที่ส่งผลให้ซามูไรสามารถสร้างเครื่องบินรบ เพื่อใช้ทำสงครามโลกกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้นำโลกอยู่ในขณะนั้นได้

        แม้ว่าญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบอบช้ำ เพราะต้องเผชิญกับพิษสงของระเบิดปรมาณูถึงสองลูกติดต่อกันที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิบนเกาะกิวชิวในเดือนสิงหาคม 1945 โดยที่สัประยุทธ์ในมหาสงครามโหดดังกล่าว ก็ได้คร่าชีวิตหน่อเนื้อชาวซากุระทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนไปหลายล้านคน แต่ด้วยฐานรากขององค์ความรู้ (knowledge) ภูมิปัญญา (Wisdom) ของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษในช่วงก่อนสงคราม รวมตลอดถึงจิตวิญญานของความเป็นคนญี่ปุ่นเอง “ซามูไร”ก็สามารถผงาดตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง

จีนกับการบริหารเศรษฐกิจขาลง


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ในหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ จีนมีเศรษฐกิจ“ขาขึ้น”มาตลอด  ดังที่ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวของตัวเลข GDP ที่กว่า 9% ต่อปี ติดต่อกันมาเป็นเวลาประมาณ 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่ที่มังกรเปิดตัวสู่โลกภายนอกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970’s เป็นต้นมา

        การที่จีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ปิดตัวจากโลกภายนอก  (Closed economy) ติดต่อ กันมายาวนาน และปิดตัวมากเป็นพิเศษในช่วงที่มังกรเปลี่ยนแปลงตัวเองจากระบบ“ขุนศึกศักดินา” เป็นสังคมนิยมในปลายทศวรรษที่ 1940’s เป็นต้นมาได้ส่งผลให้ GDP มังกรมีการขยายตัวค่อนข้างน้อยในช่วงประมาณสามทศวรรษแรกภายหลังเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองดังกล่าว

        ดังนั้น เมื่อเริ่มเปิดตัวปฏิสัมพันธ์กับโลกในปลายทศวรรษที่ 1970’s ดังกล่าว มูลค่าของ GDP จีนจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ

        โดยในปี 1979 อันเป็นปีแรกๆ ที่จีนเริ่มเปิดประเทศนั้น GDP ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น “คู่แข่ง”สำคัญของมังกรในปัจจุบัน มีขนาดของ GDP ที่ใหญ่กว่าจีนถึงประมาณ 15 เท่าตัว ทั้งๆ ที่จีนมีประชากรมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า ขณะที่มีพื้นที่ประเทศพอๆ กันคือกว่า 9 ล้านตร.กิโลเมตรในแต่ละประเทศ

        การที่ตอนเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ เมื่อกว่าสามทศวรรษที่แล้ว GDP จีนยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อดำเนินโยบายเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด (Market friendly economic system)  ก็ได้ส่งผลให้มังกรมีการเติบใหญ่ขยายตัวชนิด“พุ่งทะยาน”ติดต่อกันถึงประมาณ 3 ทศวรรษ ที่ส่งผลให้ปี 2011 ที่ผ่านมา GDP ของจีนได้ไล่กวดสหรัฐฯขึ้นมาจนมีมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่ง โดยในปีดังกล่าว GDP ของจีนมีมูลค่า 7.26 ล้านล้าน (trillion) ดอลลาร์สหรัฐฯ  เทียบกับที่ประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ

        แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกว่าสามทศวรรษ ดูประหนึ่งว่ามังกรจะไม่สามารถใช้“มุข”เก่าๆ ในการนำพาเศรษฐกิจของตนให้สามารถเคลื่อนรุดไปข้างหน้าได้เช่นที่ผ่านมา

        “มุข”หลักๆที่จีนเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวได้สูงมากๆ และสูงเป็นระยะ เวลาติดต่อกันถึงสามทศวรรษ ก็คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตัวของการค้าต่างประเทศ เสริมด้วยการลงทุนอย่างมากมายของภาครัฐในด้านการก่อสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้น ฐาน(Infrastructure)ต่างๆ และการส่งเสริมการประกอบการของกิจการรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ (Big State Owned Enterprises – SOE’s)ต่างๆ   ที่กลายเป็น“ทัพหลวง”ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแดนมังกรในปัจจุบัน

        ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศนั้น จีนเคย“ใจกว้าง”ชนิดที่หาประเทศอื่นเทียบเคียงได้ยาก เพราะตอนที่เริ่มเปิดประเทศใหม่เมื่อประมาณสามทศวรรษที่แล้ว ทางการที่เกี่ยวข้องของจีนเคยให้สิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“สุดๆ”และให้สิทธิพิเศษต่างๆแก่กิจการของต่างแดนดังกล่าว  มากกว่าที่นักลงทุนท้องถิ่นของจีนเองจะได้รับด้วยซ้ำ

        สภาวการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้ธุรกิจของจีนจำนวนไม่น้อย ที่หาทางไปจดทะเบียน “แปลงตัว”ให้เป็นบริษัทสัญชาติต่างประเทศ แล้วค่อยกลับไปลงทุนยังแดนมังกร เพื่อให้ตนสามารถได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่มีมากกว่าที่บริษัทท้องถิ่นของจีนเองได้รับ

        ส่วนในด้านการค้าต่างประเทศนั้น การส่งออกและการนำเข้าของจีนก็ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่สินค้าส่วนใหญ่ที่จีนส่งออกนั้น มาจากการผลิตของบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็ร่วมทุนกับต่างชาติ

        การลงทุนและการค้าต่างประเทศที่ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานดังกล่าว  ได้ส่งผลให้มังกรได้รับฉายาเป็นโรงงานแห่งโลก (The Global Workshop) เช่นเดียวกับที่อังกฤษเคยถูกเรียกขานในศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงที่“เมืองผู้ดี”ภายใต้การเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ได้ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก

        ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20  สหรัฐฯ ก็ได้ผงาดขึ้นมาเป็น “หมายเลข 1”แทนที่อังกฤษ   แทน และกลายเป็นเป็นโรงงานแห่งโลกในช่วงระหว่างรอยต่อระหว่างสงครามครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

        เมื่อมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงในกลางทศวรรษที่ 1940’s  สหรัฐฯ ที่ “แพง”ขึ้นมาก ก็ต้องพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ (Service based economy โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานโลกแทน ก็คือญี่ปุ่นและเยอรมนีตะวันตก  ก่อนที่จะส่ง“ไม้”ต่อไปให้จีนที่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา

        ปัจจุบัน จีนคือผู้ที่ส่งออกมากที่สุดในโลกขณะที่นำเข้ามีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ที่ส่งผลให้มังกรกลายเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก (The center of global supply chain) เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านไปกว่าสามทศวรรษ พร้อมกับการพัฒนาสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (Middle-income country)  ได้ทำให้จีนใช้ “มุข”เดิมๆ คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการค้าต่างประเทศให้เป็น“หัวหอก”สำคัญในการพัฒนาประเทศได้ยากลำบากขึ้น

        ยิ่งเศรษฐกิจโลกโดยการนำของมหาอำนาจตะวันตกเช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป      มีปัญหาผันผวนถดถอยเช่นที่เป็นอยู่ ก็ยิ่งสร้างความยากลำบากแก่จีนในการใช้มาตรการเดิมๆ ใน
การกระตุ้นเศรษฐกิจของตน

        ตัวอย่างเช่น ในช่วงล่า ๆ มานี้ เศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคของจีน ได้ตกต่ำถดถอยลง เช่น ในกรณีส่งออกและนำเข้านั้น อันเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนมากๆ นั้น ได้ถอยร่นลงอย่างชัดเจนในช่วง 6-7 เดือนแรกของปี 2012 นี้

        ตัวอย่างเช่น การส่งออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ขยายตัวเพียง 11.3% ขณะที่

การนำเข้าขยายตัวเพียง 6.3% (ในปี 2011การส่งออก และนำเข้าของจีนขยายตัวประมาณ 20.5% และ 24.5% ตามลำดับ)

        แต่พอถึงเดือนกรกฎาคม  การส่งออกของมังกรยิ่งถอยร่นโดยขยายตัวเพียง 1% ขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพียง 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

        ยิ่งถ้าเป็นดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index – PPI) ด้วยแล้วได้ติดลบ 2.1% และ 2.9% ในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมตามลำดับ

        ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีส่วนสำคัญต่อ GDP จีนมากๆ นั้น ปรากฎว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ติดลบถึง 13.4%

        ที่ค่อนข้างน่าตกใจก็คือ การที่การปล่อยกู้สินเชื่อระยะยาวให้แก่ธุรกิจ (Long term loan to business) ของสถาบันการเงินในจีน ได้ติดลบถึง 26.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา

        สภาวการณ์ข้าต้น ได้ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อที่เคยคุกคามเศรษฐกิจจีนติดต่อมาป็นเวลานับปี ได้ผ่อนคลายลงมาก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยายตัวเพียง 2.2% และ 1.8% ตามลำดับในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้ทางการมังกรต้องหาทาง“แก้เกม”ขาลงทางเศรษฐกิจดังกล่าว

มาตรการ “Q.E” ของสหรัฐฯ กับจีน


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ประเทศที่ช่วยการดำเนินมาตรการ “Q.E” ของสหรัฐฯโดยทางอ้อม ก็คือบรรดาประเทศที่แทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของตนทั้งหลาย โดยการไล่ซื้อ US ดอลลาร์มาเก็บ เพราะเกรงว่าค่าเงินของตนจะแข็ง แล้วกระทบต่อการส่งออก ฯลฯ

        เมื่อได้ US$ ประเทศข้างต้นก็จะทำหน้าที่ “Dollarize” โดยการทำให้ US$ แผ่กระจายไปทั่วโลก เช่นนำไปซื้อสินค้า ลงทุน ฯลฯ

        ผลที่ตามมาก็คือ การทำให้ US$ กลายเป็นเงินตราสกุลโลก (Global Key Currency) มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนยากที่จะมีเงินตราสกุลอื่นมาเทียบเคียงหรือแข่งขันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินหยวนของจีนที่หวังจะ     “โกอินเตอร์” โดยการบริหารจัดการแบบ“ทวิภาคี” เช่นที่เป็นอยู่

        การที่จีนเกรงว่า ค่าเงินหยวนของตนจะถูกโจมตี จึงยังคง“ปิด”ตลาดเงินตราของตน โดยยังไม่ยอมเปิดเสรีบัญชีทุน (Capital account) เพื่อให้ต่างชาติสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินหยวนได้อย่างเสรี

        จีนเลือกที่ทำ“Swap”ค่าหยวนของตนกับเงินตราสกุลอื่นแบบทวิภาคี(Bilateral agreement) เช่น การตั้งวงเงินเพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราของตนกับประเทศอื่นๆ ตามวงเงินที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งจะดำเนินไปได้เชื่องช้ากว่ามาก

        ในทางตรงกันข้าม เมื่อได้ US$ เก็บเข้าสู่ทุนสำรองต่างประเทศ (Foreign reserves) ของตนเองมากๆ ผู้ที่เก็บ US$ ตัวอย่างเช่น จีน (ที่มีสำรอง US$ มากที่สุด) ก็ต้องหาทางนำ US$ เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ เพราะการเก็บ US$ ไว้มากๆ และนานๆ ก็อาจนำมาซึ่งความสุ่มเสี่ยงต่อการถือดอลลาร์เอาไว้มากๆ และนานๆ ดังกล่าว

        ยิ่งสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Expansionary Monetary Policy) มากๆ และนานๆ ตัวอย่างเช่นมาตรการ “Q.E”  ก็ยิ่งส่งผลให้อุปทานของ US$ ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นมากๆ และอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความสุ่มเสี่ยงต่อการถือดอลลาร์เอาไว้มากๆ และนานๆ ดังกล่าวยิ่งขึ้นไปอีก

        ดังนั้น ประเทศที่เก็บดอลลาร์มากๆ ตัวอย่างเช่นจีน จึงต้องนำดอลลาร์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ยังนอกประเทศ เพราะถ้าใช้ประโยชน์ภายในประเทศ ก็อาจทำให้อุปทานของเงินหยวนเพิ่มสูงขึ้น อันอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อได้

        การ“พา”เงินดอลลาร์ออกไปใช้ประโยน์ยังต่างประเทศ เช่น การลงทุนยังต่างประเทศ ฯลฯ ก็เท่ากับการเพิ่มความเป็น“สากล”ยิ่งขึ้นให้แก่เงินดอลลาร์ และส่งผลให้ US$ แผ่กระจายไปทั่วโลก

        ปฏิบัติการดังกล่าว จะยิ่งสร้างความคล่องตัวและความ“ย่ามใจ”ให้แก่สหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเช่น มาตรการ “Q.E” ต่อไปอีก และเท่ากับเป็นการ“ต่ออายุ”ให้แก่มาตรการ “Q.E”ดังกล่าว ที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และทั้งในทางตรงและทางงอ้อมอย่างต่อเนื่องกันไป

        ในช่วงระยะสั้นนั้น มาตรการ “Q.E” โดยการที่ธนาคารกลาง (The Federal Reserve) ของสหรัฐฯ ได้อัดฉีดเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง  ตัวอย่างเช่น ในกรณี “Q.E3”นั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแผนที่จะ“ปั๊ม”เงินออกมาเรื่อยๆ จนกว่าการว่างงานในสหรัฐฯ จะลดลงในระดับที่น่าพอใจ

        ดังนั้น ในช่วงระยะสั้น มาตรการ “Q.E”ดังกล่าว จึงมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านตัวทวีคูณ (Multiplier effects) ที่จะตามมาจากการกระตุ้นกิจการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

        ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นภายหลังจากที่ตกต่ำมาตั้งแต่ตอนเกิดวิกฤตการณ์ซัปไพร์ม (Subppirme crisis) ก็จะส่งผลให้ความมั่งคั่ง (wealth) ของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการเพิ่มโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค(Consumption) ในแดนอินทรี ซึ่งเป็น “ตัวแปร”ที่สำคัญมากๆ ในการกระตุ้น GDP ที่เซื่องซึมหงอยเหงามานานปีให้มีโอกาสที่จะกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น

        การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจการก่อสร้างและกิจการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อื่นๆขยับขยายตัวตาม ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน (Employment opportunity) เพื่อลดแรงคุกคามของปัญหาการว่างงานอันสูงลิบลิ่วคือเกือบ 10% ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ซัปไพรม์ ให้มีโอกาสกระเตื้องตัวขึ้น ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ต้อง“ติดกับ”ปัญหาดังกล่าวมาเนิ่นนานปี

        มาตรการ “Q.E” ที่สาด“กระสุน”การเงินออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นภาคการเงินอันเป็น“องคาพยพ”สำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้คึกคักกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะผ่านตลาดเงิน (Money market) และตลาดทุน (Capital markets) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นที่มีขนาดของมูลค่าตลาด (Market Capitalization)อันมหาศาล เช่นของสหรัฐฯ อันจะมีผลช่วยนำพา GDP ของแดนอินทรีให้กระเตืองตัวยิ่งขึ้นไปอีก

        อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงิน (Money supply) อันมากมายที่ถูก“ปั๊ม”ออกมาจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผ่อนคลายมากๆ (Mega Expansionary Macro-economic Policy) อาจจะถูกดูดซับ (Absorption) ไม่ได้หมดโดยเศรษฐกิจของสหรัฐฯเอง ส่งผลให้บางส่วนของปริมาณเงินมูลค่ามหาศาลเหล่านั้น ถูกยักย้ายถ่ายเทออกไปหาประโยชน์จากเศรษฐกิจโลก ก่อให้เกิดขบวนการไหลออกของเงินทุน (Capital outflows) จากสหรัฐฯมากมาย

        ประเทศใดที่มีความน่าเชื่อถือกว่า เงินทุนอันมหาศาลดังกล่าว ก็มีโอกาสที่จะไหลเข้าไปมากยิ่งขึ้น อันจะมีผลทำให้เงินตราสกุลท้องถิ่น (Local currencies) ของประเทศเหล่านั้น มีโอกาสที่ขยับตัวแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งอาจสร้างความกริ่งเกรงแก่ประเทศเหล่านั้นในด้านผลกระทบด้านลบที่จะตามมา เช่นการทำให้ส่งออกได้ยากขึ้นเพราะการแข็งตัวของค่าเงิน ส่งผลให้ประเทศเหล่านั้น ต้องแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยปฏิบัติการ“เกลือจิ้มเกลือ” ซึ่งก็คือการ“ปั๊ม”เงินตราสกุลท้องถิ่นออกมาไล่ซื้อดอลลาร์สหรัฐฯมาเก็บเอาไว้ เพื่อลดทอนแรงกดดันต่อค่าเงินของตน แล้วค่อยหาทาง“รีไซเคิล”(Recycle) ดอลลาร์เหล่านั้นออกไปหาประโยชน์ในต่างประเทศ

        ผลที่ตามมา ก็คือขบวนการแผ่สยายบทบาทของดอลลาร์สหรัฐฯหรือการเกิด “Dollarization”    ทำให้เงินดอลลาร์กระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยในที่สุดเงินดอลลาร์เหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สินทรัพย์”ในรูปแบบต่างๆ ในประเทศที่มีดอลลาร์ไหลเข้าไปเหล่านั้น

        ประเทศที่จะมีบทบาทสำคัญมากๆ ในการ“พา”ดอลลาร์สหรัฐฯออกไปท่อง“ยุทธจักร”เศรษฐกิจโลก และเร่งกระแส “Dollarization” ก็คือจีนนั่นเอง เพราะ“มังกร”เป็นประเทศที่มีดอลลาร์เก็บสะสมไว้เป็น“ฟ่อนๆ”และมากกว่าประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะดูจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่ธนาคารกลางจีน (The People’s Bank of China) หรือเงินดอลลาร์ที่บรรดาวิสาหกิจอุตสาหกรรมจีน รวมตลอดถึงรัฐบาลแดนมังกรเอง ที่ได้เก็บสะสมเอาไว้เป็นอันมาก

        เมื่อดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นเงินตราสกุลหลักและแทบจะเงินตราสกุลหลักสกุลเดียวในโลก ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในอนาคต และส่งผลให้ “Wall Street” ของแดนอินทรี ยิ่งเพิ่มบทบาทของการเป็น“เมืองหลวง” หรือศูนย์กลางของภาคการเงินโลกมากยิ่งขึ้นไปอีก ส่งผลให้  ”ลุงแซม” สามารถแสวงหาประโยชน์จากระบบการเงินโลกได้มากยิ่งขึ้นไป

        ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีดอลลาร์สหรัฐฯ เก็บเอาไว้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์ที่ได้จากการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศ เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ การส่งออกที่มีมากกว่าการนำเข้า การเข้ามาใช้บริการของภาคบริการ (Service sectors) ต่างๆ เช่นการท่องเที่ยว ฯลฯ ดอลลาร์เหล่านั้นก็จะกลายเป็น“สินทรัพย์”ที่สำคัญของประเทศ ที่ทำให้ประเทศต่างๆเหล่านั้น ต้องหา ทางปกปักรักษามูลค่าของสินทรัพย์ (Assets value) ของตน ซึ่งก็เท่ากับการปกปักรักษาค่าและบทบาทของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทางอ้อมนั่นเอง

        ในที่สุดดอลลาร์สหรัฐฯที่มีจำนวนมาก และเก็บอยู่ในทุนสำรองต่างประเทศ (Foreign reserves) ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็จะต้องถูกนำมาใช้แสวงหาผลประโยชน์

        ตัวอย่างเช่น การนำบางส่วน “Recycle” กลับไปลงทุนในตลาดเงิน (Money market) และตลาดทุน (Capital market) ของสหรัฐฯ ผ่านบรรดาผู้จัดการกองทุน (Fund managers) ที่รวมศูนย์อยู่ใน “Wall Street”เอง ที่ส่งผลให้แดนอินทรีสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากภาคการเงิน (Financial sector)มากยิ่งขึ้น แม้ว่าภาคเศรษฐกิจจริง(Real sector) ของตนจะมีความอ่อนแอและขาดขีดความ สามารถทางการแข่งขันก็ตาม