head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ไล่เลียงพัฒนาการของธุรกิจค้าปลีกในญี่ปุ่น


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ามีธุรกิจของประเทศตะวันตกหรือของตะวันออกเช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ  เป็นอันมาก ที่สามารถก่อตั้งและดำเนินกิจการมาได้อย่างยาวนาน

        เท่าที่เป็นอยู่ ยังมีกิจการธุรกิจมากมายในยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ยั่งยืนยงติดต่อกันมาเป็นเวลานับศตวรรษ บางครั้งสามารถสืบสาวประวัติศาสตร์ของตัวเอง คืนกลับไปสู่ยุคที่ไทยยังมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกันเลยทีเดียว

        แม้แต่ธุรกิจประเภท“ซื้อมา ขายไป” เช่น การค้าปลีกเอง ปัจจุบันก็ยังมีเครือข่ายธุรกิจประเภทนี้จำนวนมาก ที่มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งและดำรงอยู่เป็นเวลายาวนานนับเป็นร้อยปีกันเลยทีเดียว แม้ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะถูก”เปลี่ยนมือ” หรือมีการทำ “M&A” (Merger & Acquisition) กับเครืออื่นๆ มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

        ว่าเฉพาะญี่ปุ่นที่เป็นประเทศใกล้บ้านเรือนเคียงของแผ่นดินมังกรเอง ปรากฎว่าธุรกิจการค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้า (Department Stores) เอง ต่างก็มีอายุที่สืบสาวกลับไปได้อย่างยาวไกลในประวัติศาสตร์

        ตัวอย่างเช่น ห้าง “Mitsukoshi” อันโด่งดังในแดนซามูไรนั้น ก่อตั้งในปีค.ศ. 1673 ซึ่งตรงกับช่วงกลางๆ ของรัชสมัยสมเด็พระนารายณ์มหาราช ในยุคกรุงศรีอยุธยาของสยาม โดยตั้งขึ้นมาในรูปของบริษัทการค้า (Trading Company) ก่อน

        เมื่อห้างสรรพสินค้าจำนวนมากก็มีอายุนับร้อยปี  ตัวอย่างเช่น “Mitsukoshi” สาขาที่   นิฮองบาชิ(Nihonbashi)ในใจกลางกรุงโตเกียว  ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตที่สุดของโลกนั้น ก็ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1909 หรือกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว เพราะสาขาเดียวมียอดขายถึง 253,000 ล้านเยนในปี 2009 ที่ผ่านมา

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณทศวรรษเศษ ๆ ที่ผ่านมา ภายในหลังจากที่ญี่ปุ่นถูกฟองสบู่“พลาซ่า แอ็คคอร์ด” (Plaza Accord)  ในปี 1985 ดันขึ้นจนโป่งพองเต็มที่ แล้วแตกตัวออกมาในต้นทศวรรษที่ 1990’s ธุรกิจต่างๆ ต่างประสบกับอาการ “ล้มลุก คลุกคลาน” และต้องหาทางเอาตัวรอด โดยวิธีการต่างๆ โดยที่วิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยม ก็คือการทำ“M&A” ควบรวมกับกิจการในเครืออื่นๆ ที่บางเครือก็เคยเป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่เข้มข้นแหลมคมมาอย่างยาวนาน

        ตัวอย่างเช่น การที่ “Mitsukoshi” ต้องควบรวมกิจการกับ “Isetan” และ “Marui Imai” ในปี 2008 และ 2009 ตามลำดับ ทำให้มีชื่อยาวเฟื้อยว่า “Mitsukoshi Isetan Marui” ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเครือธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่มีมูลค่าการขายสูงสุดในญี่ปุ่น โดยในปี 2009 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 1.43 ล้านล้าน (trillion) เยน

        ท่านที่เคยไปเยือนกรุงโตเกียวและเดินทางไปแถบย่านชินจูกุอันโด่งดัง ก็จะพบห้างหลักของ “Isetan” ตั้งตระหง่านอยู่และสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะตั้งอยู่ข้างๆ สถานีรถไฟชินจูกุซึ่งถือเป็นสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในแดนซามูไร เพราะมีผู้ใช้บริการรถไฟโดยผ่านสถานีนี้นับล้านๆ คนในแต่ละวัน

        ห้าง“Isetan”ในชินจูกุมียอดขายถึง 246,000 ล้านเยนในปี 2009 เรียกได้ว่า“ไม่น้อยหน้า”ห้าง Mitsukoshi ที่นิฮองบาชินัก

        การ“แต่งงาน”ของ “Mitsukoshi” กับ “Isetan”เองในปี 2008 มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาทางการเงินของ “Isetan” เอง แต่ก็นับว่า“ถูกฝาถูกตัว” ไม่ใช่น้อย

        เพราะขณะที่ “Mitsukoshi” ขึ้นชื่อในด้านการเป็นห้างสรรพสินค้าระดับบน (Upper market)ของญี่ปุ่นที่ขาย“ของดี ของแพง” นั้น “Isetan” ก็เลื่องชื่อในด้านผลิตภัณฑ์แฟชั่นทั้งหลาย ซึ่งต่างก็เป็น“Brands” ที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งสิ้น

        ดังนั้น เมื่อทั้งคู่รวมธุรกิจเข้าด้วยกัน ก็ต่างยังชู“แบรนด์”ของตนเอาไว้ทั้งคู่

        ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงและดำรงอยู่อย่างยาวนานเคียงคู่กันมากับ“Mitsukoshi” ก็คือ“Takashimaya” ที่มีประวัติการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1829  ในกรุงเกียวโตอันถือเป็น “อู่อารยธรรม”สำคัญ และเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น อันเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิญี่ปุ่นในอดีต   ที่ปัจจุบันยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ควบรวมกับเครืออื่นๆ

        ส่วนห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อแห่งย่าน“คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลางคือ “Daimaru” ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง และถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1920

        ท่านผู้อ่านบางท่านคงยังพอจำได้ว่า ห้าง“ไดมารู”คือห้างสรรพสินค้าต่างชาติรายแรกๆ ที่เข้ามาก่อตั้งที่ย่านราชดำริของกรุงเทพฯเมื่อหลายทศวรรษก่อน ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวกรุง ในฐานะที่เป็นธุรกิจแห่งแรกๆ ที่นำบันไดเลื่อนมาติดตั้งให้ลูกค้าใช้

        ในปี 2007 “Daimaru” แห่งโอซาก้า ก็ต้องควบรวมกิจการกับ “Matsuzakaya” ซึ่งเป็นห้างขนาดใหญ่ในเมืองนาโกย่า แล้วเปลี่ยน“Head office”มาอยู่ที่กรุงโตเกียวแทน

        กลุ่ม “Daimaru-Matsuzakaya” นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่มียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 2 ของแดนซากุระ โดยในปี 2009 มียอดขายที่ 1.097 ล้านล้านเยน  ตามด้วยห้าง“Takashimaya”ที่มียอดขาย 926,000 ล้านเยนในปีเดียวกันนั้น

        กล่มธุรกิจค้าปลีกที่แม้ว่าจะไม่ได้มียอดขายสูงเท่าสามกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น แต่สร้างผลตอบแทนทางการประกอบการด้านรายได้ (Operating income) ที่สูงกว่ามาก  ก็คือกลุ่ม“Seven and 11 Holdings” (Sogo Seibu)

        ห้างสรรพสินค้า“Seibu” ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ดำเนินธุรกิจเดินรถไฟของเอกชนญี่ปุ่น ก็ได้เริ่มก่อตั้งมาอย่างยาวนาน คือก่อตั้งตั้งทศวรรษที่ 1920’s เช่นกัน

        แต่ด้วยวิบากกรรมหลังช่วงฟองสบู่แตก “Seibu” กับ “Sogo” ห้างใหญ่อีกห้างหนึ่งก็ต้องควบรวมกิจการกันในปี 2000 เพราะห้าง “Sogo” ประสบกับปัญหาทางการเงินมาก

        ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 กลุ่ม “Sogo and Seibu” ก็ต้องรวมตัวเข้ากับกลุ่ม “Seven & 11 Holdings” ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกด้านร้านสะดวกซื้อ(Convenience Stores) และซุปเปอร์มาร์เก็ต อันโด่งดังในญี่ปุ่น นั่นก็คืองาน “7-11” และ “Ito-yokado”

        นอกจากนี้กลุ่ม “Seven & 11 Holdings” ยังมีการกระจายตัวทางธุรกิจไปสู่ธุรกิจการเงิน โดยจัดตั้งธนาคารภายใน (Internal bank) ที่มีชื่อว่า“Seven Bank” เพื่อให้บริการแก่ธุรกิจหลักคือกิจการค้าปลีกด้วย

        ร้าน“7-11”นับเป็นร้านค้าปลีกสะดวกซื้อที่ใหญ่และมีสาขามากที่สุดในแดนซามูไร เพราะมีร้าน “7-11” ในญี่ปุ่นทั่วประเทศกว่า 13,000 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าสาขาในประเทศ“บ้านเกิด” ของ “7-11”เอง คือสหรัฐอเมริกาที่มีประมาณ 7,000 แห่ง ตามด้วยไทยที่ตามหลังสหรัฐฯ มาติดๆ โดยมีสาขาร้านเกือบ 7,000 แห่งในสิ้นปี 2012 นี้

        ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านธุรกิจการค้าปลีกประเภทต่างๆโดยเฉพาะห้าง สรรพสินค้า ซึ่งนอกจากจะมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งอันยาวนานแล้วยังมีพัฒนาการเติบใหญ่อย่างต่อ เนื่อง ก่อนที่จะมาเผชิญกับ“วิบากกรรมฟองสบู่แตก” ในต้นทศวรรษที่ 1990’s เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ยอด ขายและผลประกอบการของธุรกิจนี้ในแดนซามูไรอยู่ในสภาพ“ทรงๆ ทรุดๆ” เช่นปัจจุบันนี้

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)
ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ระลอกที่สามที่กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องย้ายและขยายฐานธุรกิจของตนไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือในช่วงหลังกลางทศวรรษที่ 1980’s เป็นต้นมา

        ในวันที่ 22 กันยายน 1985 มีการปะชุมของกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่ากลุ่ม “G.5” อันประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนีตะวันตก และญี่ปุ่น ในโรงแรมพลาซ่าในกรุงนิวยอร์ค และได้ผลการประชุมออกมาที่เรียกว่า“ข้อตกลงพลาซ่า” (Plaza Accord) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้แต่ละสมาชิกประเทศของ“G.5” ลดทอนการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตน เพื่อให้ค่าเงินของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยกลไกตลาด

        ผลที่ตามมาก็คือการที่ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและได้เปรียบด้านดุลการค้ากับโลกมากๆ ได้มีค่าเงินเยนที่เพิ่มสูงขึ้นชนิด“พุ่งทะยาน” คือแข็งตัวจากที่ระดับ 240-250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเกิด “Plaza Accord” เหลือต่ำกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แล้วยังแข็งค่าต่อเนื่องต่อไปอีก

        ดังนั้น ซามูไรจึงต้อง“แก้เกม”จากปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐาน เศรษฐกิจและธุรกิจออกสู่ต่างประเทศระลอกใหม่ที่มี“พลานุภาพ”มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพราะการที่ค่าเงินเยนแข็งมากๆ ที่แม้ว่าจะสร้างข้อเสียเปรียบให้แก่การผลิตเพื่อ

การส่งออกของญี่ปุ่น แต่ก็สร้างข้อได้เปรียบในการใช้เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากดังกล่าวออกไปลงทุนยังต่างประเทศ พร้อมๆกับต้อง“ผ่องถ่าย”เงินทุนต่างประเทศที่ตนสะสมเก็บไว้มากๆ ออกไปลงทุนยังต่าง ประเทศ “แข่ง”กับการลดลงของค่าดอลลาร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

        กลุ่มประเทศที่ได้อานิสสงฆ์มากๆ จากระลอกที่สามของการย้ายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศของญี่ปุ่น ก็คือสมาชิกกลุ่มมอาเซียน ซึ่งขณะนั้นยังมีเพียง 6 ประเทศ ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว  ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเริ่มทะยอยออกลงทุนยังต่างประเทศในทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่ม“ลูกห่าน” 4 ตัวที่รองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมากๆ ในช่วงหลังต้นทศวรรษที่ 1970’s ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็กลายเป็น“ห่าน”ในวัย “กำยำ” และมีกำลังวังชาที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศตามแนวทางของ“แม่ห่าน” ญี่ปุ่นเช่นกัน

        ภาวะข้างต้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน จึงเฟื่องฟูขยายตัวมากๆในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980’s   อันเป็นช่วงหลังการประชุม “Plaza Accord” (1985) เป็นต้นมา ดังตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยในช่วงสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1888-1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหลักและขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “Eastern Sea Board” ที่ริเริ่มไว้ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

        แต่ไม่มี“งานเลี้ยง”ใดที่ไม่มีวันเลิกลา”  เพราะผลของ“Plaza Accord” ในปลายปี 1985 ได้ดันและกระทุ้งให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในแดนซามูไรให้ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 1980’s ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในช่วงต้น 1990’s ที่สร้างความเสียหายให้แก่แดนซามูไรครั้งประวัติการณ์ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับสภาวะ“สามวันดี สี่วันไข้”และถูกครอบงำด้วยสภาวะเงินฝืด (Deflationary pressure) มาจนถึงทุกวันนี้

        ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในอุษาคเนย์เองนั้น ก็เจริญรอยเส้นทางเดินของซามูไร คือเมื่อโตและโป่งพองด้วยฤทธิ์เดชของ”ฟองสบู่”มากๆ แล้วมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค(Macro-economic policy)ที่ผิดพลาด รวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจชนิด“ลืมตัว” ในที่สุดฟองสบู่ดังกล่าวก็แตกตัวออกมาในกลางปี 1997 โดยมีสยามประเทศเป็นตัว“เขี่ยลูก” ตามที่รู้จักกันในนามวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเซียและนอกเอเซียอื่นๆ

        แต่ในช่วงที่ซามูไรต้องเผชิญกับสภาวะ“อัศดงคต”ทางการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s นั้น พญามังกรที่อยู่ข้างๆ บ้านกลับผงาดตัวเติบใหญ่ขึ้นมาแทน

        แม้ว่าจีนเริ่มต้นเปิดตัวออกมาภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงในปลายทศวรรษที่ 1970’s และมีผลอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ 1980’s แต่ช่วงเวลาดังกล่าว  แผ่นดินมังกรก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่“พัฒนา”ไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 1988 และเหตุการณ์ไม่สงบ“เทียนอันเหมิน”ในกลางปี 1989  อันเป็นช่วงที่ “ฟองสบู่”ในญี่ปุ่นได้ดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในต้นปี 1990’s

        แต่ในช่วง 2-3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศในปลาย 1970’s เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา นั่นก็คือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“ขนานใหญ่” ส่งเสริมการค้าต่างประเทศชนิดขมีขมัน ลงทุนด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน ฯลฯ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด(Socialist market economy) ที่เริ่ม“อิ่มตัว”ภายหลังจากที่จีนผ่านเลยการจัดมหกรรมระดับโลกสองมหกรรม นั่นก็คือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และเวิร์ลเอ็กโปในปี 2010

        “มุข”ใหม่ๆที่จีนต้องนำมาใช้ในการนำพาประเทศของตนให้หลุดออกจาก“กับดัก”ของประเทศที่มีรายได้เพียงปานกลาง (Middle –Income Trap) ก็คือการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เหมือนเช่นที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นเคยทำในช่วง 1-2 ทศวรรษก่อนที่นจะเปิดประเทศในปลาย 1970’s

        ในไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมานี้   การออกไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรง (Outbound Direct Investment - ODI) ของจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปัจจุบัน GDP ของจีน (และของโลก) ได้ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 จีนมี “ODI” คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2011 ถึง 48.2%

        “Ernst & Young” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2020 นี้ “ODI” ของจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

        มังกรและ“ODI” จะมีทิศทางเช่นไรในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆที่เปิด ตัวสู่ออกสู่โลกภายนอกก่อนจีน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจโลกตะวันตก เช่นสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออก เช่นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ  นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3


การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3
ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ความจริงญี่ปุ่นได้ทะยอยออกไปลงทุนยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนค่าเงินเยนลอยตัวแล้ว

        ตัวอย่างเช่น กรณีไทยเอง ภายหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศอย่างกว้างขวางภายใต้การริเริ่มของรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ตั้ง“สภาพัฒน์”และ“BOI” ขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960’s พร้อมกับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 เป็นต้นมา ก็ได้ส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยการให้สิทธิประโยชน์มากมายจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ “BOI” ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่

        ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ขอ“BOI” และเริ่มต้นลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import substitute industries) ที่เป็นอุตสาหกรรมเบา(Light industry) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น(Labor intensive)ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่อง    ใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ อาหารแปรรูป ฯลฯ

        อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก ๆ และได้รับการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มใช้แผน 1 ใหม่ๆ ก็คือการประกอบรถยนต์ เพื่อทดแทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ

        เพื่อจูงใจให้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ทั้งๆที่ขณะนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศยังเล็กมาก ก็คือการใช้สิทธิพิเศษและการปกป้องนักลงทุนจากตางประเทศ ชนิด “ประเคน”ให้กันเลยทีเดียว

        จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครั้งหนึ่งในช่วงก่อน ปี 199 ไทยจึงเคยเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคารถยนต์ในขณะนั้น

        พร้อมกันไปนั้น รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ยังได้ลงทุนสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างประเทศ เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา การสร้างถนนหนทางชนิด“ปูพรม”ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาวิ่ง เพราะถ้าขาดถนนต่อให้มีนโยบายจูงใจมากเพียงไร ก็คงยากต่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ผลิตแล้วขาดตลาดรองรับ เพราะไม่มีถนนให้วิ่งนั่นเอง

        การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ได้สร้างประโยชน์ชนิด“ยิงกระสุนนัดเดียว” แต่ว่าได้”นก”หล่นลงมาเป็นฝูงเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น“นก”ทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง และความมั่นคง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น การตัดถนนสู่ภูมิภาคได้ทำให้เศรษฐกิจแบบตลาด(Market economy) “เบียด”ตัวแย่งชิงพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตของผู้นที่เคยมุ่ง”ทำมาหากิน” เปลี่ยนไปเป็น“ทำมาค้าขาย”มากยิ่งขึ้น

        เพราะถนนที่เชื่อมสู่ชนบท ได้เปลี่ยนพื้นที่ดินสองข้างทางที่ผู้คนเคยมุ่งผลิตเองใช้เองหรือกินเองไปตามมีตามเกิด ให้เป็นการผลิต “ส่วนเกิน”ออกขายสู่ตลาดที่มีทั้ง“ตลาด”ใกล้ๆบ้านที่ใหญ่โตขึ้นตามการขยายตัวของภาคเมือง(Urbanization) ที่ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโอกาสใน ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ตามมากับการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะมีถนนเป็นตัวกลางเชื่อมโยง

        ขณะเดียวกัน ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น ก็มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อเพื่อนำไปขายในเมืองต่อ ทำให้ตลาดรองรับผลผลิตขยายตัว

        ยิ่งถนนหนทางสะดวก  ก็ง่ายต่อการที่“เมือง”จะลำเลียงผลิตภัณฑ์สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ออกไปขายในชนบททำให้อุตสาหกรรมในตัวเมืองหรือที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวเติบใหญ่

        ชาวบ้านผู้คนในชนบทเอง ก็มีแรงจูงใจจากผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่พ่อค้าจากภาคเมืองนำเข้าไปขาย ก็ยิ่งผลิต“ส่วนเกิน”จากภาคการเกษตรของตน เพื่อหา“เงินสด”ไปซื้อหาสินค้าต่างๆ ข้างต้นมาใช้สอย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในการขยายการผลิตในภาคเกษตรของตน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นถนนหนทาง ที่อำนวยให้ยวดยานพาหนะใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Prerequisite) ที่สำคัญในการพัฒนาอื่นๆ ที่จะตามมา

        แต่ระลอกที่สองที่ต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเซียตะวันออกอื่น ๆและในไทยเพิ่มขึ้น ก็คือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก นั่นก็คือการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Economies) ทั้ง หลาย ที่มีส่วนทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมากและอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม ส่งผลให้ซามูไรแปร“วิกฤติ”จากค่าเงินแข็งให้เป็น“โอกาส” โดยการขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศด้วยความหนักหน่วงเข้มข้นกว่าเดิม โดยการใช้“หมัดเด็ด”ที่ย่อออกมาเป็นตัวอักษรสามตัวคือ“MIT”

        “M” นั้นมาจากคำว่า “Marketability” คือผลิตแล้วต้องขายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ญี่ปุ่นคำนึงถึงเวลาตัดสินใจลงทุนทำการผลิต

        “I” มาจากคำว่า “Information” ก็คือความพร้อมมูลครบถ้วนของข่าวสารข้อมูลที่ญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านนี้อย่างมหาศาล ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการ“รู้เขา รู้เรา”ในการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

        เมื่อข่าวสารข้อมูลมีประสิทธิภาพ ก็ทำให้การวางแผนด้านต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถยกระดับขีดขั้นความสามารถทางการแข่งขัน(Competitiveness)ได้มากยิ่งขึ้นตามมา
ส่วน“T”นั้นมาจากคำว่า“Technology” ที่ซามูไรชนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทั้งพัฒนาเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านนวัตรกรรม (Innovation) ของตนเอง และการนำ “R&D” ของผู้อื่นมา“ต่อยอด” จนแปรเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้

        ความได้เปรียบของ“MIT” Model ของญี่ปุ่น ยังมีส่วนทำให้ซามูไรสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อผลิตภัณฑ์สินค้าของตน จนกลายเป็นแบรนด์สากล (International brands) ได้ชนิดไม่แพ้บรรดาประเทศตะวันตกชั้นนำที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อนญี่ปุ่นทั้งหลาย และหลายๆ แบรนด์ของซามูไร ก็ยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของโลกด้วย

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2



การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2
ที่มา  http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
“รูปธรรม”ของความน่ามหัศจรรย์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

        เพราะซามูไรใช้เวลาเพียงทศวรรษเศษ ก็สามารถ“ตั้งหลัก”ใหม่ทางด้านพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น GDP ของแดนซากุระได้ขยายตัวเป็นตัวเลข“สองหลัก”ในแต่ละปี นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1950’s อันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติไปเพียงประมาณทศวรรษเดียวเท่านั้น ภายหลังจากนั้น GDP ของซามูไรก็ได้ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักหรือใกล้สองหลักในแต่ละปีติดต่อกันอีกนับทศวรรษๆ

        “ตัวเลข”ความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดังกล่าว ได้“เข้าตา”คณะกรรมการโอลิมปิคโลกที่ลงมติในปี 1959 ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซียในปี 1964

        “รูปธรรม”ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับการลงมติให้จัดกีฬา“มหากาพย์”โลกดังกล่าว ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงประมาณทศวรรษครึ่งเท่านั้น และสามารถจัดมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ของโลกดังกล่าวในเดือนตุลาคม 1964 อันเป็นช่วงระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีภายหลังการยุติลงของอภิมหาสงครามดังกล่าว

        มหกรรมกีฬากระเดื่องโลกดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยเร่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของแดนซากุระที่ขยายตัวชนิด”ก้าวกระโดด”ในทศวรรษที่ 1960’s เพราะการลงทุนสร้างกิจการสาธารณูป โภคพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิคดังกล่าว ไม่เพียงเอาไว้ใช้ประโยชน์ป่าวประกาศประเทศสู่สากลอย่างเอิกเกริกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน“คันโต่”ที่มีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลาง ให้เข้มแข็งยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

        ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นจัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการกีฬาของมนุษยชาติดังกล่าว ซามูไรก็ได้นำรถไฟด่วน “ลูกกระสุน” หรือ“ชินกังเซน”ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปรากฎสู่สายตาชาวโลกด้วย

        หลังจากเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิได้เพียงไม่กี่ขวบปี  GDP ของญี่ปุ่นก็ได้พุ่งทะยานต่อเนื่องจนมีขนาดใหญ่กว่าเยอรมันตะวันตก ครองตำแหน่งประเทศที่มี GDP ที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา และสามารถครองตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันด้วยระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ กว่าที่จีนจะสามารถแซงหน้าขึ้นมาแทนในปี 2010 เป็นต้นมา

        ภายหลังเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคเพียง 6-7 ปี ซามูไรก็ประกาศศักดาต่อด้วยการเป็นเจ้าภาพจัด“โอซาก้าเวิร์ลเอ็กโป”ในต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีส่วนช่วยสร้างและกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิของย่าน”คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลาง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ชนิด“กระพือปีก”และทะยานบินเช่นกัน

        กล่าวได้ว่า นับตั้งเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และต้องฝ่าข้ามมหาสงครามโลกถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นได้ผ่านเลยการเดินทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้วเป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่สงผลให้สัดส่วนของ GDP ญี่ปุ่นต่อ GDP โลก  มีสูงกว่าสัดส่วนประชากรญี่ปุ่นต่อจำนวนประชากรรวมของโลกเป็นอันมาก ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีมูลค่า GDP ประมาณ 8% ของ GDP โลก แต่มีประชากรไม่ถึง 2% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งโลก

        บนเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซามูไรใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการออกปฏิสัมพันธ์กับโลก โดยไม่ต้องพะวักพะวงกับเรื่องความมั่นคงมากๆ  เพราะหลังการพ่ายแพ้ “สัประยุทธ์”ของสงครามโลกครั้งที่ 2  สหรัฐฯได้ทำหน้าที่“อารักขา”ด้านความมั่นคงแก่ซามูไร และห้ามการมีกองทัพของญี่ปุ่นเอง โดยมีได้เฉพาะกองกำลังป้องกันตัวเองเท่านั้น แม้ว่าได้ผ่อนคลายเงื่อนปมนี้ลงมาระยะ เวลาต่อมาก็ตาม

        รูปธรรมของการ“อารักขา”ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯต่อญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน จากการที่พญาอินทรีมีฐานทัพอยู่ในแผ่นดินซามูไร ด้วยกองกำลังใหญ่โตที่มีกองกำลังพลนับหมื่นๆ คน และแสนยานุภาพด้านความมั่นคงอันใหญ่โตและทันสมัย

        แม้ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯได้มีความ“แนบแน่น”กันมากในด้านมาตรการด้านความมั่นคงนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2)   ถึงกระนั้น ทั้งสองประเทศก็กลายเป็นคู่ขับเคี่ยวสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก

        ซามูไรได้ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนสามารถแซงหน้าเยอรมันนี ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแทนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s

         แต่ในช่วงที่ซามูไรกำลัง“รุ่ง”แบบสุดๆอยู่นั้น เศรษฐกิจของแดนอินทรีกลับ“แผ่ว”ตัวร่วงโรยลง ภายหลังจากพุ่งทะยานทางการพัฒนาในฐานะอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองทศวรรษภายหลังสงครามโลกรั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเป็นต้นมา ที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นจากอาการเสียศูนย์เสื่อมทรุดทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าที่ทะยานตัวพุ่งสูงขึ้น และอาการตกต่ำลงของภาคการเงิน (Financial sector) เช่น อาการผันผวนตกต่ำของตลาดหุ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s อันเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นดังกล่าว

        จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษที่ 1970’s สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันพญาอินทรีก็ได้ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ปลดล็อกค่าเงินดอลลาร์ของตนเองออกจากการผูกติดกับทองคำภายใต้มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) และปล่อยค่าเงินลอยตัว       (Floating Exchange Rate) ในที่สุด ที่ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ ทั้งในฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวตามในราวๆ ปี 1973 เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่เคยมีระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ   (ที่เคยมีระดับที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน) ต้องดีดค่าแข็งตัวขึ้นเป็นอันมาก

        ซามูไรได้“แก้เกม”ปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็น“แม่ห่าน”ที่ทำหน้าที่พาบรรดา“ลูกห่าน”ฝูงแรกๆ ข้างต้นบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ทำให้แนวคิดหรือ“ทฤษฎี”ทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “Flying Geese Model” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะเวลาต่อมา
 พิมห์หน้านี้       ให้คะแนน



การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1


การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1
ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งรายได้เฉลี่ยต่อคนของประชากร“ทะลุ” 5,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสและความสามารถในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างรวดเร็ว

        ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในโลกเช่นจีน ก็ได้มาถึงจุดนั้นแล้วในปัจจุบัน เพราะการลงทุนยังต่างประเทศของมังกรได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Outbound Direct Investment – ODI) หรือการลงทุนในภาคการเงิน (Finance related Investment – FRI)

        แม้ว่าปัจจุบัน จีนได้เผชิญกับกับสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็น“โรค”เดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อันพิจารณาได้จากแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา โดยที่ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง GDP ได้ขยายตัว“เพียง” 8.1% และ 7.6% ตามลำดับ

        ตัวเลข“ขนาด” การขยายตัวของ GDP ดังกล่าว ถ้าเป็นประเทศอื่นๆก็คงจะตบมือเปล่งเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นเมืองลั่นแผ่นดินกันไปแล้ว เพราะประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ทั้งหลาย ไม่เพียงมีแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น หลายๆประเทศยังเผชิญปัญหากับการ“ติดลบ”ของตัวเลขดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศในยูโรโซนที่กำลัง“ร่อแร่” และไม่รู้ว่าจะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย”ในอนาคตอันไม่ไกลข้างหน้านี้

        ดูประหนึ่งว่า โอกาสในการ“ออกก้อย”คือการที่บางประเทศสมาชิกของยูโรโซนที่มีอยู่รวมทั้งหมด 17 ประเทศ อาจจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในยูโรโซนภายใต้การใช้ระบบเงินตราสกุลเดียวกัน(Single currency) ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศแถบยุโรปใต้ และประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ยังมีระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกว่าประเทศแถบฝั่งเหนือ เช่นเยอรมันนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ เป็นอันมาก

        แต่ทันทีที่ GDP ของแดนมังกร ขยายตัวในระดับต่ำกว่า 9% ต่อปี อาการตื่นตระหนกก็ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ว่าการขยายตัวของ GDP ในอัตราไม่ต่ำกว่า 7-8 % ต่อปีเป็นระดับที่สูงมาก ชนิดที่ประเทศมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมีการเติบโตในอัตราดังกล่าว

        มีมูลเหตุหลายประการที่ส่งผลให้ประชากรเศรษฐกิจโลก“คาดหวัง”กับจีนไว้มากในปัจจุบัน

        ประการแรกๆ เกิดจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งตะวันตก   เช่นสหรัฐฯและยุโรป หรือฝั่งตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต่างตกอยู่ในสภาวะซบเซาเสื่อมถอยทางการพัฒนา อันมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ“วัย”ทางเศรษฐกิจที่“ชราภาพ”ลงตามการล่วงผ่านของกาลเวลา เพราะประเทศต่างๆ ข้างต้นได้ “เดินทาง”ทางการพัฒนามาแล้วเนิ่นนาน นับเป็นเวลานับศตวรรษๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Over-potential growth) ไปแล้วเป็นอันมาก

        ตัวอย่างเช่น การที่สหภาพยุโรปที่มีขนาดของมูลค่า GDP กว่าหนึ่งในสี่ของ GDP รวมทั่วโลก แต่มีประชากรเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 7-8% ชองประชากรรวมทั่วทั้งโลกที่มีประมาณ 7,000 ล้านคน (นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา โลกมีประชากร“ทะลุ” 7,000 ล้านคน)

        ทั้งนี้เป็นเพราะสหภาพยุโรปที่นำโดยอังกฤษได้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากๆ และกลาย เป็นผู้นำโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) โดยการนำของ“เมืองผู้ดี”ได้เริ่มสุกงอมและปริดอกออกผลเต็มที่

        เมื่ออังกฤษเริ่มร่วงโรยลงในต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาที่มีเชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรป ก็“รับไม้”ต่อกลายเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้แดนอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP โลก ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 310 กว่าล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก และได้ผ่านเลยการพัฒนาในระดับสูงมากๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาแล้วนับศตวรรษ

        ส่วนญี่ปุ่นเองนั้น พัฒนาการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern economic development) ก็ได้เริ่ม“เปิดฉาก”ขึ้นนับตั้งแต่ต้นสมัยเมจิ (Meiji) เป็นต้นมา ที่แดนซามูไรได้เปิดตัวเองออกปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ภายหลังจากที่“ขัง”ตัวเองอยู่ในดงซากุระติดต่อกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของ“โชกุน” ตระกูลโตกุกาวานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่อิเอยะสุ โตกูกาวา ผู้เป็นต้นตระกูลได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น“โชกุน”คนแรกในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นมา

        กว่า 2  ศตวรรษที่ตระกูลโตกูกาวาเป็นผู้นำในการปกรองแดนซามูไร ญี่ปุ่นได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความระแวดระวังในการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกทั้งหลายที่มีเพียงประเทศเล็กๆ เช่นฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์เท่านั้น  ที่ได้“ไฟเขียว”จากผู้ปกครองประเทศเข้าไปค้าขายกับญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งสถานีการค้าที่นางาซากิ

        การรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1860’s เมื่อจักรพรรดิเมจิ กลับขึ้นปกครองประเทศด้วยระบบจักรพรรดิแทนที่ระบบโชกุน ได้ส่งผลให้แดนซามูไรสามารถพุ่งทะยานทางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเรียนรู้จากตะวันตกไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันนี) หรือสหรัฐฯ ฯลฯ แล้วนำมา“ต่อยอด” ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวเติบใหญ่ จนมีระดับขั้นทาง การพัฒนาที่“ไล่กวด”หลังประเทศตะวันตกที่พัฒนารุดหน้าไปก่อนได้

        ระดับขั้นทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ได้ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นการขยายตัวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ยังเผยออกมาให้เห็นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ที่ส่งผลให้ซามูไรสามารถสร้างเครื่องบินรบ เพื่อใช้ทำสงครามโลกกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้นำโลกอยู่ในขณะนั้นได้

        แม้ว่าญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบอบช้ำ เพราะต้องเผชิญกับพิษสงของระเบิดปรมาณูถึงสองลูกติดต่อกันที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิบนเกาะกิวชิวในเดือนสิงหาคม 1945 โดยที่สัประยุทธ์ในมหาสงครามโหดดังกล่าว ก็ได้คร่าชีวิตหน่อเนื้อชาวซากุระทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนไปหลายล้านคน แต่ด้วยฐานรากขององค์ความรู้ (knowledge) ภูมิปัญญา (Wisdom) ของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษในช่วงก่อนสงคราม รวมตลอดถึงจิตวิญญานของความเป็นคนญี่ปุ่นเอง “ซามูไร”ก็สามารถผงาดตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง




วิเคราะห์ญี่ปุ่น การพัฒนาประเทศอันอัศจรรย์


ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&month=25-03-2008&group=9&gblog=9


การจะวิเคราะห์ความสำเร็จของชนชาติหรือประเทศนั้น ที่จริงจะต้องอาศัยการศึกษาเบื้องลึกถึงประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก แต่ในที่นี้ เพื่อความกระชับของเนื้อหา และการมุ่งเน้นที่ประเด็นสำคัญเพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้และนำมาปรับใช้ของเรา ผมจึงจะค้นคว้าข้อมูลย้อนไปที่ไม่ลึกมากนัก แต่จะจะจับประเด็นที่ปัจจัยที่ทำให้ชาติเหล่านั้นสามารถขึ้นมาประสบความสำเร็จในเวทีโลกได้เท่านั้น

ญี่ปุ่นก็คงเป็นชาติหนึ่งที่พอพูดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศ จะถูกนึกถึงเป็นชาติแรกๆ เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกฟื้นประเทศจากการเป็นประเทศแพ้สงคราม หลังจากโดนสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เพียงในเวลาแค่ 40-50 ปี ให้กลับมาผงาดเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้อีกครั้งหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นแม้เป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่ไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายดินแดนในอดีต แต่ก็กลับมีข้อดีในด้านความเป็นเอกภาพของคนในชาติไม่ได้มีเชื้อสายอื่นมาปนมากนัก ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่เหมาะต่อการปลูกฝังความเป็นชนชาติได้อย่างดียิ่ง ความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณก็คือ พวกเขาเป็นชนชาติเดียวที่สืบเชื่อสายมาจากพระอาทิตย์(ซึ่งเปรียบเหมือนลูกของพระเจ้า) ชาวญี่ปุ่นจึงทะนงตนในความสำคัญของตนเองมาแต่โบราณ และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นอำนาจนิยมและศักดินามากๆ ดูจากการมีการปกครองที่องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์กลางพระองค์เดียว (และมีโชกุน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน) มีการยึดมั่นในลำดับชั้นการปกครอง มีชนชั้นซามูไร(นักรบ) และมีการแบ่งแยกระหว่างชาย-หญิง คือ ผู้หญิงจะต้องเป็นแม่บ้านและไม่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง



ด้วยความเป็นประเทศเกาะดังกล่าว ญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยได้สู้รบกับชาติอื่นๆ เพื่อแก่งแย่งดินแดนมากนัก มีแต่การทำการค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้น และหลังจากมีการแพร่กระจายของศาสนาคริสต์ที่มาพร้อมกับพวกฝรั่ง โชกุนจึงมีนโยบายปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างชาติเพราะกลัวถูกแทรกซึมจากชาติตะวันตก แต่สุดท้ายก็ถูกบีบให้เปิดประเทศค้าขายอีกในภายหลัง โดยต้องทำสนธิสัญญาที่เอื้อประโยชน์ต่อชาติตะวันตกอย่างมาก

ภายหลังจากการแผ่อาณาจักรของรัสเซียที่เอาชนะมองโกเลีย จนมาประชิดติดชายฝั่งตรงข้ามกับญี่ปุ่น และด้วยภาวะกดดันทางด้านต่างชาติหลายๆ ประการ ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นตัดสินใจปลดแอกประเทศออกจากการควบคุมของชาวต่างชาติ และยังตัดสินใจข้ามมาทำสงครามกับประเทศบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ กับญี่ปุ่น เช่น จีน รัสเซีย แมนจูเลีย และเกาหลี ซึ่งสิ่งนี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็น”จุดเปลี่ยน”หนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เพราะพวกเขาได้ลิ้มรสของความสำเร็จระดับนานาชาติ พวกเขาชนะและได้เข้ายึดบางส่วนของประเทศเหล่านี้ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่สร้างความโดดเด่นขึ้นมาในเวทีโลก พวกเขามั่งคั่งขึ้นจากการครอบครองดินแดนของประเทศอื่น คนญี่ปุ่นไม่คิดและรู้สึกว่าตนอ่อนแอกว่าชาติตะวันตกอีกต่อไป

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น ญี่ปุ่นก็ตัดสินใจเข้าสู่สงครามและกลายเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งนี้ พวกเขาเอาชนะชาติมหาอำนาจเก่าอย่างเยอรมันได้ ญี่ปุ่นจึงยิ่งใหญ่ขึ้นอีก ทั้งอำนาจทางทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศ 1 ใน 5 มหาอำนาจใหม่ แต่จากจุดนี้เองที่อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายผิดพลาด อาจเหมือนคนที่เหลิงตัวเอง จากการที่ได้ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ และยังไม่เคยประสบความล้มเหลว จึงทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และโจมตีสหรัฐอเมริกาก่อนที่เพิร์ลฮาเบอร์ โดยในคราวนี้กลับไปจับมือกับเยอรมันเป็นฝ่ายอักษะที่เข้ายึดครองเอเชียแปซิฟิค และเอเชอาคเนย์

แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่อเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายพันธมิตรได้คิดค้นระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์ได้สำเร็จ และนำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ จนทำให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ และนำมาซึ่งการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 ไปพร้อมๆ กับเยอรมันด้วย และการยอมแพ้ครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของอเมริกาและพันธมิตรเป็นระยะเวลาหลายปี

ในปี 1952 หรืออีก 7 ปีต่อมา ญี่ปุ่นจึงถูกปลดปล่อยเป็นอิสระแก่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยคราวนี้อาจเป็นเพราะบทเรียนจากสงครามและความสูญเสีย จึงทำให้ญี่ปุ่นหันหลังให้สงครามแล้วมาพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจแทน โดยในระยะเวลาเกือบ 40 ปี ตั้งแต่ได้รับอิสรภาพ ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองน้อยมาก โดยมีพรรคการเมืองเพียงสองพรรค และมีพรรค Liberal Democratic Party หรือ LDP เป็นพรรคใหญ่ที่บริหารประเทศมาโดยตลอด และในช่วงนี้เองที่ญี่ปุ่นได้สร้างความมหัศจรรย์ขึ้นคือ ก้าวขึ้นจากประเทศแพ้สงครามมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกโดยใช้เวลาเพียง 30-40 ปีเท่านั้น อีกทั้งญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่หรือมีประชากรมากมายที่มักเป็นตัวช่วย(ตามกฎของพื้นที่) อย่างในประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย




Jimmy’s Analysis

จากการมองประวัติศาสตร์ของชนชาติญี่ปุ่นนี้ จึงอาจนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยของความสำเร็จของพวกเขาได้ดังนี้

1.มีพื้นฐานความเป็นชาตินักสู้เป็นเบื้องต้น รวมทั้งการเชื่อว่าตนมีกำเนิดมาจากพระอาทิตย์ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าชาวต่างชาติตะวันตก และเป็นชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนัก

2.ได้รับแรงเสริมจากการทำสงครามกับประเทศข้างเคียงและชนะ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่ขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารอีกชาติหนึ่งในยุคนั้น จึงเท่าไปกับเสริมความคิด ความเชื่อว่าตนเป็นชาติที่มีความสามารถเข้าไปอีกให้มั่นคงยิ่งขึ้น

3.ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ไม่มีชนชาติอื่นปนมากนัก และมีความเชื่อในเรื่องความยึดมั่นต่อชาติ ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เมื่อมีสินค้าก็สนับสนุนสินค้าของคนในประเทศก่อน ญี่ปุ่นจึงสร้างสินค้าของตนเองได้เกือบทุกชนิด และได้รับการสนับสนุน ซึ่งสินค้าหลายๆ ชนิดนอกจากจะกลายเป็นการลดการขาดดุลการค้าแล้วยังนำเงินเข้าประเทศด้วย เช่น รถยนต์ (ซึ่งจะเห็นได้ว่า คนในประเทศเราจะตั้งแง่กับสินค้าของไทยกันเองมากกว่า โดยอ้างว่าไม่ได้คุณภาพ)

4.เนื่องจากญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้ยิ่งใหญ่ที่มาประสบความพ่ายแพ้ของประเทศ ผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนในประเทศร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ(เป็นจิตวิทยาสังคมที่อาจเกิดได้กับทุกประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แล้วกลับมาล้มเหลว) คนรุ่นหลังสงครามที่เรียกว่า baby boomer นั้นเป็นคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก จึงอดทนทำงานหนัก และประหยัด ต่างคนต่างมุ่งที่จะฟื้นฟูฐานะของครอบครัวและประเทศ

5.ช่วงหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นมีนโยบายชัดเจนคือ มุ่งที่เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และถูกบริหารโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว(พรรคLDP)มาตลอดจนถึงช่วงปี 1990 นโยบายจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมา ทำให้เกิดการสานต่อทางนโยบาย

6.อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยด้วยก็คือ ประชากร การที่มีประชากรมากก็เท่ากับมีโอกาสที่จะมีคนเก่งๆ มากขึ้น(หากรัฐสนับสนุนด้านการศึกษาด้วย) ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127 ล้านคน มากกว่าประเทศไทยประมาณหนึ่งเท่าตัว ในขณะที่มีพื้นที่ของประเทศน้อยกว่า และคุณภาพของประชากรนี้สำคัญมาก สำหรับประเทศที่มีโอกาสด้านทรัพยากรน้อย (เช่นเดียวกับประเทศเล็กๆ อื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง)


นิสัยของคนคือปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จในระดับบุคคล และนิสัยของคนส่วนใหญ่ในชนชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จระดับชาติเช่นกัน โดยมีเรื่องขนาดและทำเลของพื้นที่เป็นปัจจัยช่วยที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะเล็กๆ ที่มีคุณภาพของประชากรมาก ทั้งนิสัยการทำงานและทักษะการทำงาน จึงสามารถสร้างประเทศได้รวดเร็ว แม้ว่าในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและอาจทำให้นิสัยของคนรุ่นใหม่นั้นเปลี่ยนไป แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้พวกเขามีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ที่ตามหลังมาเป็นอย่างมาก

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ปาฐกถาเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (เมษายน 2544)
          โดย ศาสตราจารย์อาโล วูเลอรี่ สถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น เรียบเรียงโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
          จากประสบการณ์สอนประเมินค่าทรัพย์สินมาตลอด 30 ปี ผมพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นดูคล้ายแปลกประหลาดประการหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัพย์สินต่ำมาก (เพียงราว 2% ขณะที่ประเทศอื่นประมาณ 6-8%) แต่ราคากลับสูงมาก สูงจนกระทั่งว่าครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เคยมีการประมาณการกันว่า ญี่ปุ่นซี่งมีขนาดที่ดินเพียง 1/33 ของสหรัฐอเมริกา กลับมีมูลค่าที่ดินสูงถึง 2.5 เท่า
          ในช่วงบูมของญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน เราพบว่า ราคาที่ดินสูงถึง 52 ล้านบาทต่อตารางวาในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีการพัฒนาในรูปแบบใดที่จะสะท้อนราคาตลาดที่สูงเช่นนี้ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่ากับราคาที่ดินไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว ถ้าพิจารณาจากกฎของมูลค่าทรัพย์สิน จะพบว่า ราคาตลาดของที่ดินในญี่ปุ่นไม่ได้สอดคล้องกับกฎของความเป็นไปได้ในการใช้ ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดเลย นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับกฎของความคาดหวังที่ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินขึ้นลงตามประโยชน์ใช้สอยที่คาดหวังในอนาคตเลย ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินในญี่ปุ่นขึ้นตามการเก็งกำไรสถานเดียว
          ในปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นลดลงไปกว่า 60% แล้ว และยังมีการคาดการณ์กันอีกว่า ราคาจะลดลงอีกประมาณ 50% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพราะราคาที่เป็นอยู่ยังสูงอยู่มาก เช่น ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นราคาเป็นเงินตารางเมตรละ 240,000 บาท ในขณะที่ในนครลอสแองเจลลิส เป็นเงินเพียงตารางเมตรละ 7,700 บาทเท่านั้น
          ประสบการณ์ของญี่ปุ่นชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังขาดความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ดินที่สูงนั้นมีข้อดีอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการใช้สอยที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถนำภาษีนี้มาพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินในอีกทางหนึ่ง และยังทำให้เกิดฐานภาษีที่แน่นอนจากที่ดิน การลดภาษีที่ดินหรือไม่นำพาที่จะขึ้นภาษีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ ใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง (แต่เป็นการช่วยผู้ประกอบการที่ยังเหลืออยู่เพียงจำนวนไม่มากนัก)
          สำหรับปัญหาในสหรัฐอเมริกานั้น มีรากฐานมาจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกิจการด้านเงินออมและการให้สินเชื่อ โดยในภาวะเศรษฐกิจปกติ อุตสาหกรรมการออมและการให้สินเชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเกิดการ "บูม" ของเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง ต้นทศวรรษ 1980 ภาวะการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะดอกเบี้ยเคลื่อนไหวมากในขณะที่สถาบันการเงิน ต่าง ๆ ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นมาให้สินเชื่อระยะยาว
          จุดหลักที่ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาก็คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร่วมฉ้อฉลหรือ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่") และเจ้าของหรือผู้บริหารสถาบันการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายมากมาย เช่น ให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ให้สินเชื่อแบบแอบแฝงหลายซับหลายซ้อน ทำให้ในภายหลังเมื่อรัฐบาลกลางยื่นมือเข้ามาแก้ไข กลับต้องสูญเสียเงินเพื่อการนี้จำนวนมหาศาล ยิ่งกว่านั้นนักอุตสาหกรรมทางการเงินเหล่านี้ยังสามารถซื้อนักการเมืองใน รัฐสภาได้อีกด้วย ทำให้เกิดการ "ซื้อเวลา" จนการแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไป สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
          และในที่สุดรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงในช่วง ปี 2532 ในครั้งนั้นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าของและผู้จัดการสถาบันการเงินถูกจับดำเนินคดีมากมาย (ของเขาเอาจริง)
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้ง Resolution Trust Corporation (RTC) ซึ่งก็คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เรากำลังจะตั้งขึ้น RTC นี้มีหน้าที่สำคัญคือ การขายทรัพย์สินให้ได้มาก เร็วและได้ราคาดีที่สุดโดยให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และสถาบัน การเงินน้อยที่สุด และส่งเสริมการให้มีที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย (ในขณะที่มีอุปทานเหลืออยู่มากมายในราคาถูก)
          คำถามที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือแล้วนักบัญขีสหรัฐอเมริกาไปไหนกันหมด ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีให้ถูกต้องจนสถาบันการเงินเหล่านี้เอาบัญชีมา "แหกตา" นักลงทุนหรือชาวบ้านกันอย่างทุจริต คำตอบพวกเขาอยู่ และทำงานบัญชีไว้สวยหรู โดยได้รับค่าจ้างอย่างงาม นี่เป็นข้อสังเกตให้เห็นว่าในภาวะที่มีการโกงกันมหาศาลนัก นักวิชาชีพ (ซึ่งแน่นอนย่อมรวมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินด้วย) ก็มักถูกซื้อได้ แต่แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา (แผ่นดินแห่งอารยชน) ก็ไม่มีข้อยกเว้นเลย
          หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า ในญี่ปุ่น การขาดมาตรการด้านภาษีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาลุกลามออกไป ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในญี่ปุ่น ยังประเมินแบบแยกส่วนที่ดินและอาคาร ใช้ข้อมูลการซื้อขายราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง "มืดบอด" โดยไม่นำพาว่าเป็นราคาเก็งกำไร ไม่ใช่มูลค่า การใช้วิธีเปรียบเทีบตลาดแบบ "ตะพึดตะพือ" โดยไม่ใช้วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า โดยเฉพาะสำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เป็นความล้มเหลวของวิชาขีพนี้ในญี่ปุ่น
          ก่อนหน้าการเรียบเรียงนี้ มีผู้บริหารของ Appraisal Institute มาประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ได้แสดงปาฐกถาไว้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ 2532 สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในอเมริกามีหลายสมาคม ขาดการควบคุมคุณภาพนักประเมินเท่าที่ควร ทำให้เพิ่งเกิดการคุมเข้มนักวิชาชีพนี้เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง (ไม่ช้าเกินไปนักที่เราจะเริ่มพัฒนาวิชาชีพอย่างจริงจัง)
          ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในทุก ๆ ตลาดย่อมมี "คนโง่" ใครก็ตามที่ไม่ตระหนักว่ามี "คนโง่" ในตลาดก็อาจตกเป็น "คนโง่" เสียเอง "คนโง่" เหล่านี้มักซื้อของในราคาแพงอย่างไร้เหตุผล และนึกว่าจะมี "คนโง่ (กว่า)" ซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นร่ำไป
          ข้อสรุปสุดท้ายของศาสตราจารย์วูเลอรี่ก็คือ "ความโลภ" คือบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในที่สุด แม้เรามีเครื่องมือที่ทันสมัย มีข้อมูลเพรียบพร้อมที่ดีเพียงใด แต่หากเรามีความละโมบ เราก็อาจ "หลง" ได้ เช่น มีข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินที่กว้างและลึกดีมาก แต่ในการวิเคราะห์ วิเคราะห์ด้วยความละโมบไม่เป็นกลาง โอกาสที่จะวิเคราะห์ผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดความเสียหายในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น
          ในการแก้ไขปัญหา เราจำเป็นที่ต้องสร้างระบบป้องกันการเกินโอกาสการแสดงออกซึ่งความละโมบให้ ได้ เช่น กรณีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็สมควรประเมินโดยผู้ประเมินมากกว่า 2 แห่ง ถ้าเห็นต่างกันก็ต้องหาทางวิเคราะห์ให้ได้ว่าเพราะอะไรโดยพลัน จะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ ที่สำคัญต้องสร้างระบบไม่ให้สักแต่จ้างผู้ประเมินเดิม ๆ เพื่อป้องกันการ "ฮั้ว" การที่ผู้รับผิดชอบแก้ปัญหา แต่ไม่พยายามแก้ให้โปร่งใสอย่างถึงที่สุด ทำให้โปร่งใสแต่เพียงรูปแบบเบื้องต้น สมควรต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้แก้ปัญหาเหล่านั้น ก็คือผู้ฉ้อฉล หรือผู้โกง (ตัวจริง) เอง (ผู้เรียบเรียงสรุป)