head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปิดตำนาน ROYNET หุ้นฉาวแต่งบัญชีลวงโลกแหกตา นลท.

ปิดตำนาน ROYNET หุ้นฉาวแต่งบัญชีลวงโลกแหกตา นลท.

ถือเป็นการปิดตำนาน "รอยเนท" เมื่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย มีคำสั่งเมื่อ วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้เพิกถอนบริษัท รอย เนท จำกัด(มหาชน) (ROYNET) ออกจากการเป็นหลักทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจ ตาม มาตรา 171(4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ . 2535 เนื่องจากบริษัทฝ่าฝืนไม่นำส่งงบการเงินและรายงานตามมาตรา 56 เป็น ระยะเวลานาน
        ถือเป็นการฝ่าฝืนละเลย ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ของตลาดหลักทรัพย์อย่างร้ายแรง

        ส่วนการเปิดให้ทำการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ของรอยแนท ครั้งสุดท้ายจะ อนุญาตให้ซื้อขายในวันที่ 14 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2547 โดยไม่กำหนดราคาสูง สุด หรือต่ำสุด แม้ว่าจะถึงนาทีสุดท้ายของการซื้อขายหุ้นรอยเนทแล้ว นักลง ทุนยังต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นรอยเนท เพราะข้อมูล เกี่ยวกับฐานะการเงินและผลดำเนินงานของรอยเนท ไม่เป็นข้อมูลปัจจุบัน งบการ เงินถูกสั่งให้แก้ไข รวมทั้งความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการและ ดำเนินธุรกิจของ รอยเนท
        สำหรับราคาหุ้น รอยแนท ครั้งสุดท้ายที่มีการซื้อขายอยู่ที่ 0.72 บาทต่อหุ้น

        "รอยเนท" ถือเป็นหุ้นน้องใหม่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตในตลาดหลักทรัพย์ ใหม่ รายแรกที่เข้าไปเทรดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 แต่ไม่นานนักก็ประสบ ปัญหาเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี ที่บริษัทอาศัยช่องโหว่ในการลงบัญชีรับรู้ราย ได้จากการขายชั่วโมงอินเทอร์เน็ต ที่ฝากขายไว้แก่ร้านค้า ซึ่งถือเป็นการให้ เครดิตร้านค้าที่รับชั่วโมงอินเทอร์เน็ตไปขาย แต่ "รอยเนท" บันทึกเป็น การ ขายสินค้าเงินสด ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัทยังไม่ได้รับเงินสดเข้ามา ทันที ทำให้ตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทมีกำไรสูงเกินจริง

        นั่นคือที่มาที่ไป...ในแง่ของการใช้ "ช่องโหว่" ของการลงบันทึก บัญชี จนเป็นที่มาให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้รอยเนทปรับปรุงงบการเงินใหม่ จนท้าย ที่สุดหลังปรับ งบการเงิน ผลการดำเนินงานของรอยเนทก็ปูดขึ้นมา กลับกลายเป็นว่าบริษัทประสบ ปัญหาขาดทุน สร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนรายย่อย ที่เข้าลงทุนเป็นอย่าง มาก รายย่อยจึงกลายเป็นเหยื่อ "ตกหลุมพราง" ที่ผู้บริหารขุดล่อ

        นอกเหนือจากความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นจาก การบันทึกบัญชี ของ " รอยเนท" แล้ว ยังมีประเด็นปัญหาในเรื่องของ "ธรรมาภิบาล" หรือการกำกับดูแล กิจการที่ดีของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องด้วย
        เพราะ "กลุ่มตระกูลเยาวพฤกษ์" ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ใหญ่ของรอยเนท ใน สัดส่วนกว่า 60% มีการเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ใหม่ จนท้ายที่สุดแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 18.03%

        และที่สำคัญลักษณะการเทขายหุ้น รอยเนท ออกมา ของ "กิตติพัฒน์ เยาว พฤกษ์" ประธานกรรมการบริหารของ บริษัทรอยเนท และกลุ่มผู้บริหารรายอื่น ยัง มีเจตนาที่จะปิดบังซ่อนเร้น นักลงทุนซึ่งตามกฎของก.ล.ต.แล้วหากมีการซื้อขาย หุ้นทุก 5% จะต้องแจ้งรายการให้แก่ก.ล.ต.ทราบ แต่...ผู้บริหารรอยเนทไม่ทำ เช่นนั้น

        เพราะ...ในห้วงเวลาที่อยู่ระหว่างการตกแต่งบัญชี ผู้บริหารจะทำการ เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และพร้อมที่จะจ่ายค่าปรับให้ก.ล.ต. เนื่องจากค่า ปรับที่เรียก เก็บต่ำมากเมื่อเทียบกับกำไรส่วนต่าง ที่พวกเขาจะสามารถ "ไซ ฟ่อนเงิน" เข้าพกเข้าห่อ โดยค่าปรับสูงสุดจะไม่เกิน 1 แสนบาท
        นั่นจึงเป็นที่มาที่ไป ซึ่งทำให้ "ประสาร ไตรรัตน์-วรกุล" เลขาธิ การก.ล.ต.ในช่วงนั้น ยื่นกล่าวโทษ "กิตติพัฒน์" ต่อสำนักงานสืบสวนสอบสวนคดี เศรษฐกิจ (สศก.) กรณีเจตนาตกแต่งบัญชีเพื่อลวงบุคคลอื่น เจตนาปกปิดรายงาน การซื้อขายหุ้น ที่ตามกฎต้องมีการ รายงานการซื้อขายทุก 5% และใช้ข้อมูลภาย ในในการขายหุ้น

        คำถามที่ต้องการคำตอบ...จากหน่วยงานกำกับไม่ว่าจะเป็นตลาดหลัก ทรัพย์-ก.ล.ต. เหตุไฉนกลไกการ ตรวจสอบข้อมูลถึงปล่อยให้ลากยาวได้ถึงป่าน นี้ ถ้านับรวมแล้วกระบวนการตรวจสอบ ตั้งแต่ที่ "รอยเนท" เข้ามาจดทะเบียน จะ ต้องมีการทำหนังสือชี้ชวนต่างๆ ต้องมีความครอบคลุมกับแผนการดำเนิน ธุรกิจ และที่สำคัญกระบวนการเข้าตลาดหุ้น จำเป็นที่จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับ ที่ปรึกษาทางการเงิน ในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ ว่า แล้วความรับผิดชอบของที่ปรึกษาทางการเงินอยู่ที่ไหน หรือเป็นเพียงแค่ทำ หน้าที่ในการช่วย "แต่งหน้า ทาแป้ง" ให้บริษัทที่มีเจตนาฉ้อฉล เพื่อดึงเม็ด เงินลงทุนจากบรรดานักลงทุน รายย่อยเข้าพกเข้าห่อเพียงเท่านั้นหรือ

        ขณะเดียวกัน ในแง่ของบทลงโทษ ผู้บริหารที่มีเจตนาทุจริตมีการสร้าง ราคาหุ้นด้วยการปล่อยข่าวผ่านสื่อเพื่อดันราคาหุ้น จากนั้น ตัวผู้ บริหาร หรือกรรมการของบริษัทก็เทขายหุ้นออกมา โดยไม่รายงานข้อมูลให้แก่ก. ล.ต.ได้รับทราบ เพียงแต่ยอมเสียค่าปรับจำนวนน้อยนิด เมื่อเทียบกับการฟัน ส่วนต่างกำไรจากการขายหุ้น

        ไม่แน่ใจว่า ก.ล.ต.จะจัดการอย่างไรกับพฤติกรรม เยี่ยงนี้ เพราะนัก ลงทุนรายย่อยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ขณะที่รายใหญ่ทิ้งหุ้น ส่วนรายย่อยเก็งกำไร ตามข่าว ทาง ออกก.ล.ต.น่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายหุ้นให้มากขึ้น และ ให้เร็วทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้ลากยาวออกไป ท้ายที่สุดแล้ว ความคาดหวังที่ จะให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่สมบูรณ์จะกลายเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน

        บทเรียนที่เกิดขึ้นกับรอยเนทครั้งนี้ ก็ได้แต่คาดหวังว่าจะเป็นบท เรียนราคาแพงสำหรับตลาดหลักทรัพย์-ก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลให้เร่ง รื้อหลักเกณฑ์ การกำกับดูแลต่างๆ ให้มีความเข้มงวด และมีมาตรฐาน ยิ่ง ขึ้น เพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ไม่ให้ตกกลายเป็นเหยื่อของ "โจรเสื้อ สูท" ที่ต้องการนำหุ้นเน่าเข้าตลาดฯ และไซฟ่อนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเพียง เท่านั้น


ที่มา:http://www.google.co.th

ย้อนอดีตกับ Black Monday 19 ตุลาคม 1987

 $$... ย้อนอดีตกับ Black Monday 19 ตุลาคม 1987 ...$$ ติดต่อทีมงาน
วันที่ 19 ตุลาคม ปี 1987 หรือเมื่อ 25 ปีก่อนหน้านี้
นักลงทุนในตลาด วันนี้บางคนยังนั่งเล่นหมากเก็บ บางคนยังเป็นวุ้น หรือบางคนก็เคยได้ยินเหตุการณ์ในตลาดหุ้น Wall street ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมาแล้ว ถามเฮียกู (Google) แกก็มีคำตอบให้คุณมากมาย วันนี้ขอย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นในฉบับของ Mr.Messenger นะครับ วันที่ได้ฉายาติดตัวมาว่า “Black Monday”
เหตุการณ์ในวันนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Panic Sell” แบบต้นฉบับดั้งเดิม Original เลย เป็นเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้น Dow Jones ลดลงวันเดียว เป็น % ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ -22.6%

ทำไมถึงเทขายกันมากมายขนาดนี้?
เหตุผล หลักที่คนพูดถึงว่าเป็นสาเหตุของการร่วงลงรุนแรงครั้งนั้นก็คือ “Program Trading” หรือที่รู้จักกันอีกชื่อก็คือ Algorithm Trading คือชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์สำหรับการเสนอซื้อขายได้โดยอัตโนมัติที่นำมาใช้ ซึ่งในตอนนั้นเป็นระบบเทรดที่กำลังบูมมากๆ ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญ (pension funds) กองทุนรวม (mutual funds) และ กองทุนประกันความเสี่ยง (hedge funds) ทั้งหมดต่างก็ใช้เจ้าระบบนี้ในการเทรด และแสวงหากำไร

หากดู เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็ต้องบอกว่า เหมือน Algorithm Trading จะทำงานได้ดี เพราะช่วงครึ่งปีแรกของปี 1987 นั้น ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ได้มีสัญญาณใดบ่งชี้ว่าราคา หุ้นจะลดลง จนสามารถวิ่งขึ้นทำสถิติ new high all time ได้ในวันที่ 25 สิงหาคม หรือเพิ่มขึ้น 43% นับตั้งแต่ต้นปี 1987 ทีเดียว และ ระบบ Algorithm Trading ส่วนใหญ่ สามารถทำกำไร และ Let Profit Run ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตลาดเสียด้วย 

 

แล้วเกิดอะไรขึ้นวันนั้น?
จะ ว่ามีมือที่มองไม่เห็น หรืออะไรก็แล้วแต่ ระบบ Algorithm Trading ถูกส่งคำสั่งด้วยคอมพิวเตอร์ ที่ไม่มีคนเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้เกิด Emotional และลดต้นทุนการใช้โบรกเกอร์ แต่ระบบ Algorithm Trading ไม่ได้คำนวนแรงขายอันอาจจะเกิดจากความผิดพลาดเล็กน้อย หรือเป็น Error ในจุดเล็กๆ จุดเริ่มต้นก็คือ ราคาหุ้น 1 ตัวถูกเทขายออกมา จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ และทำให้ระบบเทรดที่ตั้งขึ้น ไปส่งคำสั่งขายหุ้นตัวอื่นในตลาด และตัวอื่นในตลาด และตัวอื่นในตลาด ต่อๆกันไป จนกลายเป็น พวกกองทุนต่างๆก็เทขายตามๆกันไปอีก รวมถึงพวกดัชนีตลาด (market index) ก็ถูกขายโดยอัตโนมัติจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพวกนี้ และเมื่อนักลงทุนในตลาดเห็นราคาหุ้นดิ่งลงเรื่อยๆ ความกลัวก็แห่เข้ามาครอบงำตลาด โบรกเกอร์ต้องรับโทรศัพท์ฟังคำสั่งขายลูกค้าทุกรายที่โทรเข้ามา แล้วมหันตภัยก็เกิดขึ้น

จริงๆสาเหตุการเกิด Black Monday โทษไปที่ระบบเทรดคอมพิวเตอร์นี้ได้อย่างเดียวเลยหรือเปล่า?
ตาม ความเห็นส่วนตัว Algorithm Trading เป็นแค่ตัวเร่งให้ฟองสบู่ในตลาด ณ ช่วงนั้นแตกเร็วขึ้น เพราะหากเป็นการขายที่ไม่มีเหตุผล ราคาหุ้นควรดีดกลับขึ้นมาได้ภายในระยะสั้น แต่ Dow Jones กว่าจะกลับมา ณ จุดที่ก่อนจะเกิด Black Monday กลับใช้ระยะเวลาถึง 14 เดือนทีเดียว

แล้วสาเหตุอื่น จริงๆแล้วมีอะไร?
สาเหตุอื่นของการเกิด Black Monday  น่าจะมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน
ประเด็น ที่ 1. เกิดจากการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของ Dow Jones จากระดับ 2,000 จุด และขึ้นไปถึง 2,747 จุด ภายในระยะเวลา 3 เดือน หรือเพิ่มขึ้น 43% นับจากต้นปีอย่างที่บอกไป การปรับตัวขึ้นรวดเดียวแบบนี้ เป็นใครก็ต้องนึกได้ว่า มันน่าจะมีการปรับฐานตามมาบ้าง
ประเด็นที่ 2. อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ หรือ CPI ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นสัญญาณการเร่งตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปอยู่แล้ว แต่ผู้คนในตลาดกลับมองว่าภาวะกระทิงน่าจะยังดำเนินต่อไป เพราะจะมีการเลือกตั้งในปี 1988 พร้อมนโยบายใหม่ๆในอนาคตจนลืมตรวจสอบสภาวะปัจจุบัน ณ ตอนนั้น
ประเด็นที่ 3. สาเหตุของเงินเฟ้อ ก็มาจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น 107% จากระดับ $10.80  ในเดือน มี.ค. ปี 1987 ไปสู่ $22.40 ในเดือน ส.ค. ใครเห็นภาพแบบนี้ก็ต้องรู้ว่ามัน Bubble ชัดๆ แต่คนในตลาดตอนนั้นกลับมองแง่ดีเกินไป

สำหรับตลาดหุ้นอื่นๆทั่วโลก ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เช่นกัน ดัชนี SET Index ของไทย ราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับสูงสุดที่ 472.86 จุด มาอยู่ที่ 243.97 จุด ณ วันที่ 11 ธันวาคม ปีนั้น โดยระดับดัชนีลดลงถึง 228.89 จุด หรือ 48.4% ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน 
จริงๆแล้ว เหตุการณ์คล้ายๆกับ Black Monday ก็เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 6 พ.ค. 2010 วันนั้น Wall street เรียกกันว่า “Flash Crash” เรียกเป็นภาษาไทย ก็คงจะเรียกว่า ลงแบบสายฟ้าแลบ!!

เหตุการณ์ในวันนั้น นักลงทุนในตลาดเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้กรีซว่าจะซ้ำรอยวิกฤต Subprime ที่เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 2 ปี ตลาดหุ้นเปิดมาปั๊บก็เทรดในแดนลบ จนผ่านไปครึ่งวันจากลบ 100 จุด Dow Jones ก็ลงไปถึง 300 จุด และเพียงไม่ถึง 10 นาทีหลังงจากนั้น Dow Jones ดิ่งลงไปเกือบถึง 1,000 จุด ไปทำจุดต่ำสุดที่ 9,880 จุด ก่อนเด้งจากจุดนั้นขึ้นมาปิดตลาดที่ 10,517.83 จุด หรือดีดขึ้นมากว่า 600 จุดภายใน 20 นาที แต่หายนะครั้งนั้นไม่รุนแรงเท่า Black Monday ถึงแม้นับเป็นจุดแล้ว ลงมากกว่า แต่เพราะ Dow Jones ในปี 2010 เทรดที่ระดับ 10,000 จุดแล้ว เมื่อนับเป็นเปอเซ็นต์เลยไม่แรงเท่า Black Monday ส่วนสาเหตุก็เกิดจาก Algorithm Trading ที่ต่างแห่กันเทขาย ซึ่งต้นตอก็เกิดจากหุ้น Procter & Gamble เพียงแค่ตัวเดียว ที่ทำให้ระบบเทรดส่งคำสั่งเทขายทั้งตลาดเป็นโดมิโนออกมา

และด้วย เหตุการณ์ Flash Crash ครั้งนั้น Wall street จึงเพิ่งตั้ง Circuit breakers ไว้ที่ -10% ขึ้นมา (จริงๆน่าจะตั้งไว้ตั้งนานแล้วนะเนี่ย) 




เราได้เรียนรู้อะไรจาก Black Monday ในวันนั้นบ้าง?
1. ไม่มีอะไรในโลกแน่นอน – ถึงแม้ระบบเทรดจะถูกทำ Back Test มานับครั้งไม่ถ้วน แต่มันก็แค่อ้างอิงจากสถิติย้อนหลังที่เราเชื่อว่ายิ่งยาวก็ยิ่งดี แต่ในอนาคตปัจจัยที่กระทบภาวะตลาดนั้นแตกต่างออกไปเรื่อยๆตลอดเวลา
2. เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ เมื่อนั้นก็หายนะ – ในช่วงแรกของการลงแรงๆ ผู้ขายไม้แรกๆมักจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันที่เก็บกำไรในระยะ ยาวมาได้แล้ว แต่หลังจากนั้นแรงขายมักจะผสมมาจากนักลงทุนรายย่อยซึ่งทนกับภาวะตลาดดิ่งลง ไม่ได้ ทำให้สุดท้ายไปขายตรงราคาต้ำสุด แล้วมองหุ้นดีดกลับโดยคาดหวังว่ามันคงจะไม่ยั่งยืน สุดท้ายก็เกลียดหุ้นเลิกลงทุนไปโดยปริยาย
3. Super Bull Market มันเกิดหลัง Super Bear Market ทุกครั้ง – หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง จุดสิ้นสุดของ Bear Market ก็คือจุดเริ่มต้นของ Bull Market นั่นเอง หลังจาก Dow Jones ทำจุดต่ำสุดเมื่อปี 1987 ในเหตุการณ์ Black Monday ครั้งนั้น นั้นคือจุดเริ่มต้นของ Asia Miracle ให้ตลาดหุ้นในเอเชีย รวมถึงหุ้นไทย ทะยานขึ้นต่ออีก 10 ปี ไปจนถึงปี 1997 ทำจุดสูงสุดที่ 1,700 จุด ก่อนโดยวิกฤตต้มยำกุ้งจนเละเป็นโจ๊กกันทั้งโลก (แต่ก่อนฟองสบู่ลูกปี 2530 จะแตก ใช้เวลาถึง 10 ปีทีเดียว เห็นไหมครับ)

ที่มา:http://iammrmessenger.com

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บริษัทราชาเงินทุนเขย่าตลาดหุ้นไทยเกือบพัง

     ตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นในปี 2518 แต่ในอีก 2-3 ปีต่อมา ตลาดหลักทรัพย์ได้เกิดความปั่นป่วนอย่างมาก สาเหตุเกิดจากบริษัทราชาเงินทุน จำกัด

     เหตุการณ์ครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประสบกับปัญหารา คาหุ้นตกต่ำอย่างมาก อันเป็นเรื่องที่นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรในประเทศไทยไม่เคยมีปร ะสบการณ์มาก่อน


     บริษัทราชาเงินทุน จำกัด นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 23 กันยายน 2520 โดยเริ่มต้นจากที่มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท และได้เพิ่มทุนมากขึ้นเป็นลำดับ จนเดือน มีนาคม 2522
     
ปัญหาเริ่มขึ้น เมื่อบริษัทด้จดทะเบียนเพิ่มทุน 1,920 ล้านบาทและมีราคาที่เปิดที่ 275 บาท แต่ในระยะเวลาเพียง 1 ปีต่อมาคือ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2521 ราคาหุ้นได้สูงถึง 2,470 บาท โดยไดปลอยสินเชื่อแกบริษัทในเครือโดยไมมีหลักประกันเพื่อจุดประสงคที่จะ ซื้อหรือปนหุนของตนเองในตลท.  ดวยเหตุนี้ความมั่นคงของกิจการบริษัทฯ จึงขึ้นอยูกับราคาหุนของบริษัทฯ เอง เมื่อการบริหารงานของบริษัทฯ ไมมีประสิทธิภาพ เดือนมีนาคม 2522 จึงสงผลใหประชาชนขาดความเชื่อมั่นในบริษัทฯและราคาหุนตกต่ำลงเปนอันมาก จนทั้งบริษัทฯ และบริษัทในเครือประสบภาวะขาดสภาพคลองและขาดทุนอยางรุนแรง
     
     เดือนเมษายน 2522 เช็คที่เป็นบริษัทสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้บางฉบับถูกธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงิน ทำให้บริษัทราชาเงินทุนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องและการขาดเงิน ทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานอย่างมากรวมทั้งปัญหาทางด้านการถอนเ งินฝากอย่างมากเช่นกัน จนเป็นเหตุให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุมบริษัทราชาเงินทุน จำกัด

     วันที่ 20 สิงหาคม 2522 กระทรวงการคลังได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด นายเสรี ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท ราชาเงินทุน ถูกจับกุมดำเนินคดี

     วิกฤตการณ์ครั้งนั้นสร้างความเสียหายค่อนข้างมากแก่ลุกค้าและตล าดหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันการเงินได้เสื่อมคลายลง มีการไถ่ถอนตั๋วสัญญาก่อนกำหนดเป็นอันมาก จนกัดกร่อนฐานการเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำนวนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง

      รวมแล้ววิกฤตการณ์ของบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทำให้บริษัทต่างๆ ถูกถอนใบอนุญาตในช่วงปี 2526-2528 มากถึง 20 บริษัท

      และในเดือนพฤศจิกายน 2527 ได้มีการประกาศลดค่าเงินบาทลงอีก 17.3%
รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลายประการเช่น เสริมสภาพคล่อง ลดอัตรามาร์จินเพื่อฟื้นฟูตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุน ฯลฯ   

     ตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2526-2528 ทรงตัวยาวนานถึง 3 ปีเต็มๆ ดัชนีในปี 2526 ปิดที่ 134.47 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปี 9,323 ล้านบาท ในปี 2527 ดัชนีปิดที่ระดับ 142.29 จุด วอลุ่มการซื้อขายทั้งปีกระเตื้องขึ้นเป็น 10,595 ล้านบาท และในปี 2528 ดัชนีปิดที่ 134.95 จุด มีวอลุ่มทั้งปี 15,333 ล้านบาท

   
http://www.khonkaenmarathon.com
จากหนังสือ 3 ทศวรรษหนังสือพิมพ์มติชน (พ.ศ.2521-2549)