head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผู้ซื้อบ้าน และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์: อ่านข่าวช่วงนี้แล้วต้องฟังหูไว้หู

ผู้ซื้อบ้าน และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์:
อ่านข่าวช่วงนี้แล้วต้องฟังหูไว้หู

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (ข้อมูลบ้าน-ที่ดิน,ฉบับพิเศษ) ปีที่ 23 (1) ฉบับที่ 1,846 (3) เดือนตุลาคม 2546
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market14.htm
          ถ้าเราอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ เพื่อความบันเทิงก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าอ่านเพื่อนำไปคิดประกอบการวางแผนการลงทุนซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์ แล้วไซร้ เราควรเฉลียวใจ/ฉุกคิดบ้าง เดี๋ยวจะเข้าใจไขว้เขว มองผิดทิศทาง นอกจากไม่ได้กำไรจากการลงทุนแล้ว ยังสูญทุนเสียอีก
          การอ่านข่าวก็คือการเก็บข้อมูลประการหนึ่ง ผู้ซื้อบ้านหรือนักลงทุนจึงต้อง “ตรอง” และ “กรอง” ให้ดีก่อนเชื่อ ลองดูจากข่าวเหล่านี้ครับ
ข่าวบางอย่างอาจทำให้ไขว้เขว
          เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าว “นักธุรกิจซื้อสด คฤหาสน์ 129 ล้าน: อสังหาฯ เดือดแข่งผุดบ้านหรูรับลูกค้า สนองตลาดอสังหาฯ ร้อนผุดโครงการเพิ่มต้นปี 47 ถอดแบบที่พักอาศัยแห่งจักรพรรดิ โรมัน สนองลูกค้า” (กรุงเทพธุรกิจ 3 ตุลาคม 2546 หน้า 1) ทำอย่างกับว่าตอนนี้บ้านเมืองเรารวยสุดขีด อสังหาริมทรัพย์ดีมากมายเหลือเกิน
          กรณีข้างต้นนี้ถือเป็นข้อยกเว้น เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ตอนมอเตอร์โชว์ ก็มีเศรษฐีไปซื้อรถคันละ 20-30 ล้านสัก 4-5 คน ผมเองก็มีผู้ใหญ่ผู้มีคุณอยู่ท่านหนึ่ง ท่านสร้างบ้านของท่านเองราคา 500 ล้านบาทแถวเอกมัย อย่างนี้ไม่เป็นข่าวครับ เพราะไม่มีใครให้ข่าว ก็เลยไม่มีใครตื่นเต้น
          ความจริงแล้ว ผู้ประกอบการก็อยากให้มีข่าวดี ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ คนเขาจะได้เข้ามาซื้อ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากให้ข่าวดูดีมากนัก เพราะเดี๋ยวใคร ๆ จะมาแย่งอาชีพเหมือนช่วงก่อนฟองสบู่แตกอีก
ข่าวกระตุ้นให้ซื้อ
          การที่อสังหาริมทรัพย์ดูคึกคักขึ้น บางคนจึงยิ่งบอกว่า “ราคาบ้านจะขึ้นนะ” เพื่อให้คนรีบซื้อ จะได้ขายสินค้าได้หมดเร็ว และราคาจะได้ขยับขึ้นจริง เช่นข่าว “บ้านจัดสรรปรับราคาใหม่ รับมาตรการภาษีหมดอายุ/ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างปัจจัยหนุนให้ปรับราคาเร็วขึ้น” (ฐานเศรษฐกิจ 11 กันยายน 2546 หน้า 33)
          แต่ความจริงแล้ว วัสดุก่อสร้างไม่ได้มีผลต่อราคาบ้านมากมายนัก เพราะต่อมาก็มีข่าว “สถาบันเหล็กเบรกมั่วนิ่มขึ้นราคาบ้าน” (ไทยรัฐ, เสาร์ที่ 13 กันยายน 2546 หน้า 8) เพราะถ้าต่อไปราคาเหล็กเพิ่มขึ้น 10% ก็จะทำให้บ้านเพิ่มราคาเพียง 1% เท่านั้น สังเกตดูจะเห็นว่าข่าวอย่างนี้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ แต่ข่าวบอกราคาบ้านจะขึ้นมักเป็นข่าวใหญ่กว่าเสมอในหน้าหนังสือพิมพ์
ข่าวสร้างภาพพจน์
          จะสังเกตได้ว่า หนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ จะมีข่าวที่เป็นการเสริมสร้างภาพพจน์ของเจ้าของโครงการบ้าง เช่น “อมรพันธ์ ปั้นทายาทลุยโครงการจัดสรรยุคใหม่” (ฐานเศรษฐกิจ 21-24 กันยายน 2546 หน้า 33) หรือสกู๊ป “แม่คือครูธุรกิจ (ของท่านอนันต์ อัศวโภคิน แห่งแลนด์แอนด์เฮาส์)” (ประชาชาติธุรกิจ 2 ตุลาคม 2546 หน้า 36)
          กรณีเช่นนี้นับเป็นเรื่องธรรมดา “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” และข่าวประเภทนี้ต่อไปก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นก่อนยุคฟองสบู่แตก แม้แต่ในละครน้ำเน่ายุคนั้น หน้าตาของเศรษฐีก็มักจะเป็นนักพัฒนาที่ดิน อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ซื้อบ้านและนักลงทุน ถ้าจะทำธุรกรรมกับโครงการจัดสรร ก็คงต้องดูตามสัญญา (ที่เป็นธรรม) มากกว่าภาพพจน์ ยิ่งเมื่อในช่วงนี้ อสังหาริมทรัพย์ดูคึกคัก การขายกระดาษเปล่าก็กลับมาอีก เรายังไม่มีมาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภคเลย แปลกไหม สิ่งนี้ควรทำตั้งแต่มีบทเรียนปี 2540 ก็ไม่ยอมทำ ตอนนี้ดู “บูม” อีกแล้ว ก็ยังไม่ยอมคุ้มครองผู้บริโภคอีก ทำอย่างกับจะให้ผู้ขาย “ฟัน” กำไรให้เต็มที่ก่อนในช่วงนี้อย่างงั้นแหละ
          การคุ้มครองผู้บริโภคด้านเงินดาวน์ก็คือ การป้องกันว่า วันใดผู้ประกอบการเกิด “เจ๊ง” ไป เงินดาวน์ของลูกค้า จะได้รับคืนก่อน (และควรคืนพร้อมดอกเบี้ย) ไม่ใช่รอให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินหรืออื่น ๆ ชำระหนี้เสร็จก่อน ซึ่งมักจะไม่เหลือถึงผู้ซื้อบ้านเช่นที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคนี้ ไม่ใช่ทำให้ผู้ประกอบการเสียหายนะ แต่ทำให้ผู้ประกอบการได้ดี เพราะคนซื้อมั่นใจว่ามีหลักประกัน ทำให้สินค้าบ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเสียอีก
          ในฐานะผู้อ่านหนังสือพิมพ์ เราต้องเข้าใจได้ว่า ถ้าไม่มีโฆษณา หนังสือพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นในแง่หนึ่งหนังสือพิมพ์ก็ต้องเสนอข่าวในเชิงบวกบ้างตามประสาธุรกิจ และถ้าไม่มีอะไรจะเป็นข่าวที่ลบมากเกินไป ก็อาจไม่เป็นข่าว หรือเป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ไม่เตะตา เราคนอ่านหนังสือพิมพ์ก็จึงต้องตรองให้ดี
ข่าวให้สังวรในการลงทุน
          การลงทุนก็เป็นสิ่งดีหรอกครับ ถือเป็นสัมมาอาชีพ ซื้อบ้านไว้อยู่อาศัย ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง วันหน้าจับพลัดจับผลู อาจต้องขายมาเป็นทุนหรือใช้หนี้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้มีทุนคิดออกว่าจะลงทุนทำอะไรก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดไม่ออกว่าจะลงทุนแบบไหน ก็ต้องระวัง เดี๋ยวทุนจะหายกลายเป็นหนี้แทน
          การมีไม่มีหัวลงทุน แต่มีทุน บางทีอาจแปลงเป็นหนี้ได้ ดังเช่นข่าว “หวั่นแปลงสินทรัพย์ไปจบที่มอไซด์” (ไทยรัฐ 4 ตุลาคม 2546 หน้า 7) คือพอได้ทุนมาแทนที่จะเอาไปลงทุน กลับเอาไป “เสพสุข” ซื้อของสิ้นเปลือง ก็จบเห่ เพื่อนผมเป็นครูอยู่ต่างจังหวัด บอกว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านรวยจนน่ากลัว!! รวยมือถือ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ครูเดี๋ยวนี้ไม่เอามอเตอร์ไซค์ห้างแล้ว เอารถกระบะทั้งคันเลย ดังนั้นที่น่ากลัวคือ น่ากลัวว่าจะเป็น NPL กันทั้งบางนั่นเอง
          ยังมีข่าวให้สังวรเพื่อการลงทุนอีกข่าวหนึ่งคือ “ผลวิจัยระบุ "คนกรุง"หนี้อื้อ – ใช้เงินเกินตัว” (กรุงเทพธุรกิจรายวัน, 1 ตุลาคม 2546 หน้า 1) ซึ่งระบุว่า “คนกรุงใช้เงินเกินตัว หนี้อื้อ เฉลี่ย 4.2 แสนบาทต่อคน … ขณะที่ตัวเลขการบริโภคสูงหลอกสายตาผู้ประกอบการให้เร่งขยายการผลิตจนอาจกลาย เป็นโศกนาฏกรรมคูณสอง” เราลองนึกดูนะว่า ถ้าเกิดวิกฤติเช่นนี้จริง โรงงานต่าง ๆ ก็เจ๊งก่อน เศรษฐกิจก็ทรุด คนซื้อบ้านก็จะไม่มี ราคาบ้านที่เราหวังว่าจะขึ้น มันจะตกต่ำลงเพียงใด
คิดมุมกลับเพื่อทำใจบ้าง
          อย่างไรก็ตามตอนนี้คนซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น สาเหตุก็เพราะ ประการแรกดอกเบี้ยถูก ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้คนเช่า ยังได้กำไรต่อปีสูงกว่าดอกเบี้ย และประการที่สอง ไม่มีทางลงทุนทางอื่นที่มั่นใจได้เพียงพอ ในวันหน้า หากมีแนวโน้มว่าราคาจะขึ้น จะยิ่งมีการซื้อกันยกใหญ่อีก เพราะหวังว่าอัตราขึ้นของราคาน่าจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินกู้ ด้วยซ้ำ
          แต่สิ่งที่เราควรคิดในมุมกลับก็คือ หากใน 6 ปีข้างหน้า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นดังหวัง คนจนยังมีและเพิ่มขึ้น (ไม่ได้หมดไป) หนี้เน่าของผู้ประกอบการกลับเพิ่มขึ้น (ไม่ได้หมดไป) ชาวบ้านมากมายเป็น NPL (แทนที่จะแปลงสินทรัพย์เป็นทุน กลับแปลงเป็นหนี้) บ้านเอื้ออาทรที่ว่าจะสร้าง 1 ล้านหน่วย ก็กลายเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่คนลืมไปแล้ว หรือเมืองใหม่ที่กำลังจะ “ฮอต” ก็ไม่ได้สร้าง ฯลฯ อะไรจะเกิดขึ้น
          ในแง่ลบ จะเป็นการดีหรือไม่ถ้าไหน ๆ ก็ไม่รู้จะลงทุนอะไรดีแล้วในขณะนี้ ดอกเบี้ยก็คาดว่าจะไม่ขึ้นอยู่แล้วในอีก 6 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อก็น้อย ก็ทำใจยอมให้ทรัพย์ที่เรามี discount สัก 3% ต่อปีไปสัก 5 ปี ซึ่งก็จะเหลือ 86.3% เช่นถ้าเรามีเงิน 10 ล้านวันนี้ อีก 5 ปีข้างหน้าจะเหลือ 8.63 ล้านบาท แต่แทนที่จะถือเป็นเงิน ก็เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อทองฝังตุ่มไปเลยเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ถึงวันนั้นก็ยังเอาทองมาแลกเป็นเงินได้ 8.63 ล้านบาท แต่ถ้าเศรษฐกิจเสื่อมทรุด กอดเงินหรือสมุดฝากเงินในแบงค์ไว้ อาจเหลือเพียงเศษกระดาษก็ได้!! จะเอาไงดี
          ย่อหน้าข้างต้น เป็นการ “พูดเล่น” เชื่อว่าไม่เป็นอย่างนี้หรอก อย่าห่วงไป (ฮา)

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปิดตำนาน ROYNET หุ้นฉาวแต่งบัญชีลวงโลกแหกตา นลท.

ปิดตำนาน ROYNET หุ้นฉาวแต่งบัญชีลวงโลกแหกตา นลท.

ถือเป็นการปิดตำนาน "รอยเนท" เมื่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย มีคำสั่งเมื่อ วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้เพิกถอนบริษัท รอย เนท จำกัด(มหาชน) (ROYNET) ออกจากการเป็นหลักทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจ ตาม มาตรา 171(4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ . 2535 เนื่องจากบริษัทฝ่าฝืนไม่นำส่งงบการเงินและรายงานตามมาตรา 56 เป็น ระยะเวลานาน
        ถือเป็นการฝ่าฝืนละเลย ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ของตลาดหลักทรัพย์อย่างร้ายแรง

        ส่วนการเปิดให้ทำการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ของรอยแนท ครั้งสุดท้ายจะ อนุญาตให้ซื้อขายในวันที่ 14 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2547 โดยไม่กำหนดราคาสูง สุด หรือต่ำสุด แม้ว่าจะถึงนาทีสุดท้ายของการซื้อขายหุ้นรอยเนทแล้ว นักลง ทุนยังต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นรอยเนท เพราะข้อมูล เกี่ยวกับฐานะการเงินและผลดำเนินงานของรอยเนท ไม่เป็นข้อมูลปัจจุบัน งบการ เงินถูกสั่งให้แก้ไข รวมทั้งความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการและ ดำเนินธุรกิจของ รอยเนท
        สำหรับราคาหุ้น รอยแนท ครั้งสุดท้ายที่มีการซื้อขายอยู่ที่ 0.72 บาทต่อหุ้น

        "รอยเนท" ถือเป็นหุ้นน้องใหม่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตในตลาดหลักทรัพย์ ใหม่ รายแรกที่เข้าไปเทรดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 แต่ไม่นานนักก็ประสบ ปัญหาเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี ที่บริษัทอาศัยช่องโหว่ในการลงบัญชีรับรู้ราย ได้จากการขายชั่วโมงอินเทอร์เน็ต ที่ฝากขายไว้แก่ร้านค้า ซึ่งถือเป็นการให้ เครดิตร้านค้าที่รับชั่วโมงอินเทอร์เน็ตไปขาย แต่ "รอยเนท" บันทึกเป็น การ ขายสินค้าเงินสด ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัทยังไม่ได้รับเงินสดเข้ามา ทันที ทำให้ตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทมีกำไรสูงเกินจริง

        นั่นคือที่มาที่ไป...ในแง่ของการใช้ "ช่องโหว่" ของการลงบันทึก บัญชี จนเป็นที่มาให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้รอยเนทปรับปรุงงบการเงินใหม่ จนท้าย ที่สุดหลังปรับ งบการเงิน ผลการดำเนินงานของรอยเนทก็ปูดขึ้นมา กลับกลายเป็นว่าบริษัทประสบ ปัญหาขาดทุน สร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนรายย่อย ที่เข้าลงทุนเป็นอย่าง มาก รายย่อยจึงกลายเป็นเหยื่อ "ตกหลุมพราง" ที่ผู้บริหารขุดล่อ

        นอกเหนือจากความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นจาก การบันทึกบัญชี ของ " รอยเนท" แล้ว ยังมีประเด็นปัญหาในเรื่องของ "ธรรมาภิบาล" หรือการกำกับดูแล กิจการที่ดีของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องด้วย
        เพราะ "กลุ่มตระกูลเยาวพฤกษ์" ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ใหญ่ของรอยเนท ใน สัดส่วนกว่า 60% มีการเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ใหม่ จนท้ายที่สุดแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 18.03%

        และที่สำคัญลักษณะการเทขายหุ้น รอยเนท ออกมา ของ "กิตติพัฒน์ เยาว พฤกษ์" ประธานกรรมการบริหารของ บริษัทรอยเนท และกลุ่มผู้บริหารรายอื่น ยัง มีเจตนาที่จะปิดบังซ่อนเร้น นักลงทุนซึ่งตามกฎของก.ล.ต.แล้วหากมีการซื้อขาย หุ้นทุก 5% จะต้องแจ้งรายการให้แก่ก.ล.ต.ทราบ แต่...ผู้บริหารรอยเนทไม่ทำ เช่นนั้น

        เพราะ...ในห้วงเวลาที่อยู่ระหว่างการตกแต่งบัญชี ผู้บริหารจะทำการ เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และพร้อมที่จะจ่ายค่าปรับให้ก.ล.ต. เนื่องจากค่า ปรับที่เรียก เก็บต่ำมากเมื่อเทียบกับกำไรส่วนต่าง ที่พวกเขาจะสามารถ "ไซ ฟ่อนเงิน" เข้าพกเข้าห่อ โดยค่าปรับสูงสุดจะไม่เกิน 1 แสนบาท
        นั่นจึงเป็นที่มาที่ไป ซึ่งทำให้ "ประสาร ไตรรัตน์-วรกุล" เลขาธิ การก.ล.ต.ในช่วงนั้น ยื่นกล่าวโทษ "กิตติพัฒน์" ต่อสำนักงานสืบสวนสอบสวนคดี เศรษฐกิจ (สศก.) กรณีเจตนาตกแต่งบัญชีเพื่อลวงบุคคลอื่น เจตนาปกปิดรายงาน การซื้อขายหุ้น ที่ตามกฎต้องมีการ รายงานการซื้อขายทุก 5% และใช้ข้อมูลภาย ในในการขายหุ้น

        คำถามที่ต้องการคำตอบ...จากหน่วยงานกำกับไม่ว่าจะเป็นตลาดหลัก ทรัพย์-ก.ล.ต. เหตุไฉนกลไกการ ตรวจสอบข้อมูลถึงปล่อยให้ลากยาวได้ถึงป่าน นี้ ถ้านับรวมแล้วกระบวนการตรวจสอบ ตั้งแต่ที่ "รอยเนท" เข้ามาจดทะเบียน จะ ต้องมีการทำหนังสือชี้ชวนต่างๆ ต้องมีความครอบคลุมกับแผนการดำเนิน ธุรกิจ และที่สำคัญกระบวนการเข้าตลาดหุ้น จำเป็นที่จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับ ที่ปรึกษาทางการเงิน ในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ ว่า แล้วความรับผิดชอบของที่ปรึกษาทางการเงินอยู่ที่ไหน หรือเป็นเพียงแค่ทำ หน้าที่ในการช่วย "แต่งหน้า ทาแป้ง" ให้บริษัทที่มีเจตนาฉ้อฉล เพื่อดึงเม็ด เงินลงทุนจากบรรดานักลงทุน รายย่อยเข้าพกเข้าห่อเพียงเท่านั้นหรือ

        ขณะเดียวกัน ในแง่ของบทลงโทษ ผู้บริหารที่มีเจตนาทุจริตมีการสร้าง ราคาหุ้นด้วยการปล่อยข่าวผ่านสื่อเพื่อดันราคาหุ้น จากนั้น ตัวผู้ บริหาร หรือกรรมการของบริษัทก็เทขายหุ้นออกมา โดยไม่รายงานข้อมูลให้แก่ก. ล.ต.ได้รับทราบ เพียงแต่ยอมเสียค่าปรับจำนวนน้อยนิด เมื่อเทียบกับการฟัน ส่วนต่างกำไรจากการขายหุ้น

        ไม่แน่ใจว่า ก.ล.ต.จะจัดการอย่างไรกับพฤติกรรม เยี่ยงนี้ เพราะนัก ลงทุนรายย่อยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ขณะที่รายใหญ่ทิ้งหุ้น ส่วนรายย่อยเก็งกำไร ตามข่าว ทาง ออกก.ล.ต.น่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายหุ้นให้มากขึ้น และ ให้เร็วทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้ลากยาวออกไป ท้ายที่สุดแล้ว ความคาดหวังที่ จะให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่สมบูรณ์จะกลายเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน

        บทเรียนที่เกิดขึ้นกับรอยเนทครั้งนี้ ก็ได้แต่คาดหวังว่าจะเป็นบท เรียนราคาแพงสำหรับตลาดหลักทรัพย์-ก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลให้เร่ง รื้อหลักเกณฑ์ การกำกับดูแลต่างๆ ให้มีความเข้มงวด และมีมาตรฐาน ยิ่ง ขึ้น เพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ไม่ให้ตกกลายเป็นเหยื่อของ "โจรเสื้อ สูท" ที่ต้องการนำหุ้นเน่าเข้าตลาดฯ และไซฟ่อนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเพียง เท่านั้น


ที่มา:http://www.google.co.th