head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่ (2)

รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ที่มาhttp://www.tanarak.mju.ac.th/index.php/2012-05-31-12-22-57/81-sop?showall=1
ตอนที่ 1 ได้กล่าวถึง ความหมาย ประเภท กลไกการเกิดฟองสบู่ และการเกิดและแตกของฟองสบู่ในปี 2540 ในตอนที่ 2 นี้ จะกล่าวถึง ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก และสถานการณ์ของฟองสบู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน

ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก

คณะอนุกรรมการเกือบทุกชุดได้สรุปคล้ายคลึงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด และการกำกับดูแลระบบการเงินในประเทศหย่อนยาน บกพร่อง ในการยับยั้งธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินกู้เงินเหรียญสหรัฐระยะสั้น เข้ามาใช้ในกิจการในประเทศ และการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศในตลาดหุ้น แล้วถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่สุทธิ 39,000 ล้านเหรียญ ณ สิ้นพฤศจิกายน 2539 ไปเดิมพันรักษาค่าเงินบาทให้คงที่อย่าง ขาดสติ ประมาท ไร้ความรับผิดชอบ และขาดความเชี่ยวชาญ จนกระทั่งสูญเสียเกือบหมด โดยเหลือเพียง 8,000 ล้านเหรียญเมื่อสิ้นสิงหาคม 2540 (9 เดือน) เมื่อบวกกับภาระผูกพันเงินที่ไปทำไว้และต้องจ่ายในอนาคตอีก (swap) ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราไปถึง 33,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นรายได้จากการส่งออกสุทธิทั้งปี (ยังไม่หักต้นทุน) ทำให้ต้องไปกู้เงินจาก IMF และจำยอมรับเงื่อนไขที่มาซ้ำเติมกับระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้สาหัสลงไปอีก

ความเสียหายที่ติดตามมาคือ ความเสียหายภาคอสังหาริมทรัพย์อีก 191,000 ล้านบาท ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เข้าไปแบกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ 56 สถาบันการเงินที่ถูกองค์การการเงินระหว่างประเทศบงการให้ปิดอีก 1,400,000 ล้านบาท

สถานการณ์ฟองสบู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

สถานการณ์ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในปี 2540 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจในหลายด้านได้รับผลกระทบในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดอาจแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้


1. ตลาดหลักทรัพย์

sop4
การปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 9 เท่า ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้น และเป็นการปรับขึ้นในวงกว้าง ครอบคลุมภาคธุรกิจที่มีพื้นฐานดี เช่น สื่อสาร พลังงาน ก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์

มีข้อน่าสังเกตว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2549 สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายสุทธิต่อวันเพิ่มขึ้นมาก โดยนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนการซื้อเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนประเภทสถาบัน อีกทั้งมีการเปิดบัญชีการซื้อขายของนักลงทุนรายใหม่มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรายเดิมที่มีบัญชีอยู่แล้วกลับเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ มีการทำการซื้อขายแบบหักลบราคาค่าซื้อและค่าขาย (Net Settlement) มากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้มูลค่าการซื้อขายและความผันผวนของราคาหลักทรัพย์มีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาค่าความผันผวนหรือ Coefficient of Variance (C.V.) ซึ่งคำนวณจากผลต่างของราคาหลักทรัพย์ที่สูงสุดและต่ำสุดของวัน หารด้วยราคาเฉลี่ยของหลักทรัพย์ พบว่า หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในเดือนกันยายนมี C.V. มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ขณะที่หลักทรัพย์พื้นฐานที่สำคัญ (SET 50) มี C.V. อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด อย่างไรก็ดี หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในแต่ละวัน

โดยรวมแล้ว การปรับตัวของราคาหลักทรัพย์ในประเทศนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนคือ พื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และความมั่นใจของนักลงทุนทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาภาวะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2549 พบว่า การเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณการซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่การซื้อขายหลักทรัพย์บางกลุ่มและการทำ Net Settlement ที่มีมากขึ้นเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของสินเชื่ออย่างรวดเร็ว

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทที่รวดเร็วนี้ ถึงแม้ยังไม่ประทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากความยืดหยุ่นต่อราคา (Price Elasticity) ของการส่งออกสินค้าของไทยต่ำ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาจุดสมดุลระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาให้แนวนโยบายการเงินอยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลาย มิฉะนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดต่ำลงอีก จึงเห็นชอบที่ ธปท.ออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย และมาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน และเห็นควรให้ติดตามผลของมาตรการเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้ จากการติดตามการปรับตัวของตลาดการเงินหลังการประกาศใช้มาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน ปรากฏว่า ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non-resident) พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว โดยการทำธุรกรรมผ่านบัญชี Nosro Account กับสถาบันการเงินในประเทศเพิ่มขึ้น แทนการลงทุนในตลาด Swap ดังนั้นธปท. จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทในเดือนตุลาคม โดยอนุญาตให้ Non-resident เปิดบัญชีเงินบาท Nostro Account ได้เฉพาะกรณี และมีการจำกัดวงเงินและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยตามระยะเวลาฝากเงิน เป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงอีกครั้ง

อนึ่ง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นมากและส่งผลต่อค่าเงินบาทนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า การปรับตัวของดัชนีราคาหลักทรัพย์เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค และภาวะตลาดยังไม่สะท้อนการซื้อขายแบบเก็งกำไร เพราะหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่เห็นควรให้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ และพฤติกรรมการซื้อขายในหลักทรัพย์บางกลุ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมป้องกันมิให้เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ในอนาคต

เสถียรภาพดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นปรับตัวดีขึ้นโดยตลอด ทั้งจากดุลการค้าและดุลบริการที่เกินดุล โดยเฉพาะดุลบริการที่ดีขึ้นเนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวปรับตัวสู่ภาวะปกติหลังจากปัญหา SARS คลี่คลายลง และคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นอีกในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ในขณะที่มีการไหลเข้าของเงินทุนสุทธิต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนหากไม่นับรวมการชำระคืนหนี้ IMF ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเงินในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน

ในด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าทางการได้ชำระหนี้รายงวดแก่ IMF หมด โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 อยู่ที่ระดับ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน สะท้อนเสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยอดค้างหนี้ต่างประเทศปรับตัวลดลงมาโดยตลอด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 ภาระหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 52.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนี้ต่างประเทศระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.9 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ขณะนั้นหนี้ต่างประเทศระยะสั้นลดลง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยอยู่ที่ 3.27 ในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศนี้เพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ


2. ภาคอสังหาริมทรัพย์

sop6
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ครั้งนี้มีเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม และนโยบายของรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับของไทยเป็นอย่างมากอย่างน่าเอามาสังวร ล่าสุดในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้การเก็งกำไรคอนโดมิเนียมราคาสูงที่แม้แต่ยังไม่ได้สร้าง ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหมือนในตอนฟองสบู่กำลังพองคราวที่แล้ว และกำลังมีทีท่าจะไปไกล เพราะการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่โดยรอบกรุงเทพฯ และบางเมืองใหญ่กำลังร้อนแรงอย่างผิดสังเกต ถ้าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก จะทำให้มีคนเจ็บตัวเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่จะรุนแรงแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้างในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานะหนี้ต่างประเทศของเอกชน หนี้สาธารณะของประเทศ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ ฯลฯ

ถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะยังไม่แตก แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ภาระหนี้จากการซื้อที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง ทั้งล่างและบน ที่น่ารื่นแบกกันไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำ ขณะนี้มีสัญญาณในระดับโลกว่า อัตราดอกเบี้ยอาจขยับขึ้น ซึ่งไทยก็ต้องขยับตามในเวลาต่อไป

ผลก็คือ คนเหล่านี้จะต้องแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมากขึ้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน 5 ปีข้างหน้า บางคนอาจต้องสูญเสียบ้าน เพราะไม่สามารถผ่อนได้อีกต่อไปในตอนนั้น เพราะอาจมีของแถมอีกคือหนี้ผ่อนรถยนต์ และผ่อนบัตรเครดิต หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างสมดุลกัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของครัวเรือนนั้นมันมีความเสี่ยงอย่างนี้ แต่ตราบที่ผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไป มันก็ไปของมันได้ แต่ถ้าหากมีอะไรมาทำให้มันสะดุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก การก่อการร้าย เงินเฟ้อ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทไม่คงที่ ฯลฯ ในระดับบุคคลจะเดือดร้อนกันมาก และเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปได้ยาก


3. บัตรเครดิต

sop5
ปี 2547 เอเชียหลายประเทศก้าวสู่ความสดใส อย่างน้อยๆ ก็มีเมืองไทยของเรา ดูเหมือนจะสลัดอาการเจ็บป่วยจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 5 – 6 ปีก่อนได้เกือบหมด ดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มจาก 1.9% ในปี 2544 เป็น 6% ในปี 2546 รายได้ประชาชาติต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 92,036 บาท อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 2% และการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 13% ในปี 2546 ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้นและมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้ประกอบการต่างๆ แข่งขันกันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทั้งทางด้านการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและการบริการที่ดี รวมทั้งกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งเรื่องราคาและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกนำมาใช้สร้างภาพลักษณ์ของสินค้าตัวเองให้อยู่ในใจผู้บริโภค

“บัตรเครดิต” ได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายของประชาชนทั้งเพื่อการบริโภคและการทำธุรกิจ โดยแนวคิดของบัตรเครดิตคือ ผู้ที่ถือบัตรเครดิตสามารถที่จะนำบัตรชำระค่าสินค้าได้ทันที แม้ว่าในขณะนั้นจะไม่มีเงินสด หลังจากนั้นผู้ที่ออกบัตรจึงค่อยเรียกเก็บค่าสินค้าจากผู้ถือบัตร หรือถ้าเมื่อถึงกำหนดชำระและมีเงินไม่เพียงพอ ก็สามารถชำระเพียงส่วนหนึ่งได้ วงเงินของสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งทางผู้ออกบัตรจะเป็นผู้วิเคราะห์ โดยจะพิจารณาจากเงินเดือน อาชีพการงาน และประวัติเครดิตของบุคคลเป็นหลัก เนื่องจากบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักประกัน ทางผู้ออกบัตรจึงคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน

บัตรเครดิตที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ของธนาคารพาณิชย์ไทย เช่น บัตรเครดิตธนาคารกสิกร บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

2. ของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ เช่น VISA, MASTER, AMERICAN EXPRESS (AMES) ฯลฯ

3. ของบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) เช่น บัตร AMEX หรือ DINERs เป็นต้น

และเนื่องจากผลประโยชน์ที่สูงจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จึงทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูงมาก สังเกตได้จากการพยายามที่จะวางกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี โดยไม่มีเงื่อนไข การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย และกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ เช่น บัตรเคทีซี วีซ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของธุรกิจบัตรเครดิตที่ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างหนึ่งที่คนทันสมัยมีระดับต้องถือไว้คนละไม่น้อยกว่า 1 ใบ จะจำเป็นมากน้อยแค่ไหนเอาไว้พูดกันทีหลัง กลยุทธ์ธุรกิจบัตรเครดิตในปัจจุบันของแต่ละธนาคารดูได้จาก ดูจาก 11.1 ???

สถานการณ์บัตรเครดิตในปัจจุบัน อัตราการถือครอ
งบัตรของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 5.37% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ธปท.รายงานตัวเลขให้บริการบัตรเครดิตล่าสุดไตรมาสที่ 4 ปี 2546 ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีการให้บริการบัตรเครดิตกับประชาชนทั้งสิ้น 4,224,362 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 191,938 บัตร ซึ่งถือว่า เป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก โดยเป็นบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ 3,390,297 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 142,098 บัตร เป็นบัตรเครดิตจองธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย 834,065 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 49,840 บัตร แต่หากเทียบกับสิ้นปีก่อน พบว่า ยอดบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 682,885 บัตร และเป็นการเพิ่มขึ้นของบัตรเครดิตธนาคารต่างประเทศ 116,425 บัตร ด้านการใช้บัตรเครดิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธปท.ได้เตรียมออกมาตรการการควบคุมบัตรเครดิต เนื่องจากกลุ่มผู้สมัครใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ทำให้ยอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ และข้อสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ออกบัตรเป็นสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่มีการแข่งขันกันสูง อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะออกเพิ่มเติมเพื่อดูแลและควบคุมการทำธุรกิจบัตรเครดิต รวมทั้งการให้สินเชื่อบัตรเครดิตนั้น สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ.สถาบันการเงินผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน โดยมาตรการเพิ่มเติมนี้จะครอบคลุมถึงบัตรเครดิตที่ออกโดยสถาบันการเงิน และบัตรเครดิตที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน


4. ระดับรากหญ้า

sop7
หนี้ในภาคครัวเรือนสูงขึ้น เพราะประชาชนมีโอกาสในการกู้มากขึ้น โดยในปี 2545 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 83,314 บาท ขณะที่มีรายได้ 13,418 บาท แต่เงินที่กู้มาไม่ได้นำไปใช้ก่อให้เกิดรายได้ แต่นำไปใช้คืนหนี้นอกระบบ นำไปจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ละลายไปกับการจับจ่ายสินค้าที่ไม่สร้างรายได้ แม้นิตยสารนิวส์วีคจะกล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาล ในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงที่สุดในเอเชียรองจากจีน แต่ได้แสดงความห่วงใยปัญหาหนี้ของผู้บริโภคไว้เหมือนกัน เพราะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตครั้งใหม่

ปัญหาหนี้ระดับรากหญ้าถูกจับตามาตลอด เพราะถ้าบริหารจัดการไม่ดี และรัฐบาลยังมุ่งแต่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค วิกฤตการณ์หนี้เสียครั้งใหญ่อาจจะเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ในครั้งแรก เพราะฟองสบู่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง คนระดับรากหญ้าทั่วไปอาจต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลาย และการบูรณะฟื้นฟูแก้ปัญหาจะยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าเก่า เพราะไม่รู้ว่าจะปรับโครงสร้างลูกหนี้ NPLs ระดับรากหญ้าจำนวนนับล้านๆ คนในรูปแบบใด นอกจากนั้น ยังไม่รู้ว่า รัฐบาลจะปั๊มเงินมาจากไหนมาแก้ปัญหาอีก เพราะใช้เงินจมหายไปในระบบมากแล้ว การสนับสนุนให้ประชาชนมีการใช้จ่ายเกินตัวจากรัฐบาลในโครงการเอื้ออาทรต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังทำให้ปัญหาฟองสบู่กลับมาอีกครั้ง

[1] ราวปี ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2543 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เรียกว่า The Great Depression ซึ่งเป็นผลมาจากฟองสบู่แตกในสหรัฐอเมริกา
[2] ภาคเศรษฐกิจสต็อก คือ ภาคเศรษฐกิจที่ราคาเป็นตัวกำหนดมูลค่า เช่น เช่น หุ้น ที่ดิน สมาชิกสนามกอล์ฟ บ้าน รูปภาพ ใบจองสินค้าต่างๆ ฯลฯ

[3] ผลกำไรจากหลักทรัพย์ที่ได้จากการซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แล้วขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตามบัญชีหรือราคาที่ซื้อมา

[4] วัฎจักรเศรษฐกิจประกอบด้วย ห้วงบูม ห้วงปั่นป่วน ห้วงซบเซา (ถดถอย) และห้วงฟื้นตัว (ก่อนที่จะเริ่มห้วงบูมใหม่)

[5] เช่น มูลค่าทางสัญลักษณ์ (Symbol Value) มูลค่าทางวัฒนธรรม (Cultural Value) หรือคาดว่าราจาจะสูงขึ้นไปอีก

[6] เดิมเก็งกำไรในสินค้าที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย ต่อมาเก็งกำไรจากหลักทรัพย์หรือในตลาดหุ้น การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยจึงมีมากขึ้น ทำให้อุปสงค์ต่อภาคเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

[7] ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสต็อกเป็นผลลัพธ์ของพัฒนาการระบบทุนนิยม

[8] เงินกู้ (Loan) ที่ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน (Subprime) เพื่อซื้อบ้าน ด้วยวิธีนำบ้านไปจำนอง (Mortgage) กับผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้เงินกู้มาจ่ายเป็นค่าบ้าน กลุ่มลูกค้าคือ ผู้มีรายได้น้อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือผู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี เช่น ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเคยเฟื่องฟูมากในช่วง 4-5 ปีก่อน

จาก “Subprime” สู่หุ้นกู้ “CDS”

สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine( ตุลาคม 2551)
ที่มาhttp://www.positioningmag.com/magazine/printnews.aspx?id=74542
การกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย และการค้าโลกเสียสมดุล ด้วยมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภคของชาวอเมริกัน จนนำมาสู่การพุ่งขึ้นของยอดสินเชื่อ “ซับไพรม์” ซึ่งแม้จะเป็นหนี้เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เน่า แต่ก็เป็นแหล่งที่นักการเงินมองเห็นหนทางการเก็งกำไร ซึ่งหลายคนร่ำรวยจากเงินก้อนนี้มาแล้ว

“สินเชื่อซับไพรม์” พ่นพิษมาตั้งแต่กลางปี 2007 ที่มีสถาบันการเงินของสหรัฐฯ มีปัญหาจากลูกหนี้กลุ่ม “ซับไพรม์” คือ “นิว เซนจูรี ไฟแนนเชียล คอร์ป” ล้มละลาย

สินเชื่อ “ซับไพรม์” คือการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีประวัติทางการเงินไม่ดี หรือปล่อยสินเชื่อให้บุคคลที่คาดว่าจะผิดนัดชำระหนี้ โดยมีสินเชื่อทั้งประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Subprime Mortgages) สินเชื่อรถยนต์ (Subprime Car Loans) สินเชื่อบัตรเครดิต (Subprime Credit Cards) เมื่อลูกหนี้มีความเสี่ยงสูง การคิดดอกเบี้ยย่อมสูงกว่าลูกหนี้ปกติ หรือหากชำระก่อนกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับสูงกว่า

จากข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด โดย “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการบริหาร และหัวหน้าสำนักวิจัย ระบุว่า สินเชื่อซับไพรม์ในกลุ่มลูกหนี้ที่อยู่อาศัยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งมูลค่าถึง 363,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2005 สูงถึง 465,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2006 จำนวน 449,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14.38 ล้านล้านบาท

14.38 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทยรวมกันประมาณ 7-8 ปี (งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ขณะที่ปี 2000 สินเชื่อซับไพรม์สหรัฐฯ มีมูลค่าเพียง 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น จึงเป็นสินเชื่อที่มีอัตราเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อกลุ่มอื่น โดย 2007 สินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมของสหรัฐฯ หรือรวมลูกหนี้ทุกประเภทแล้วมีมูลค่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2006 เป็นกลุ่มสินเชื่อซับไพรม์ถึง 20% ขณะที่ปี 1994 มีเพียง 5% และหากนับเป็นจำนวนครัวเรือนของสหรัฐฯ แล้ว คนสหรัฐฯ ที่มีบ้านทั้งหมด 109,932,000 บ้าน ในจำนวน 8% หรือ 8,794,560 บ้าน เป็นลูกหนี้ “ซับไพรม์”

แปลงหนี้เป็นทุน ปั่นกำไร

การลงทุนที่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ มาหลายปี คือกระบวนการ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” หรือ Securitization ซึ่งประเทศไทยเคยมีการพูดถึงอย่างหนาหูในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 ที่มีแนวคิดการนำที่ดิน หรืออาคาร หรือโครงการในอนาคตแปลงเป็นสินทรัพย์เพื่อระดมเงินมาลงทุน โดยได้ทำตัวอย่างไว้ในโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการ และมีการตั้งบริษัทลูกสังกัดกรมธนารักษ์ ออกหุ้นกู้ระดมทุน 20,000 ล้านบาทมาก่อสร้างโครงการ

แต่รูปแบบ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มีนวัตกรรมมากกว่า คือการนำ “สินเชื่อที่อยู่อาศัย” มาจัดรวมกันเสนอขายออกมาเป็นตราสารทางการเงินที่มีหลักทรัพย์เหล่านั้นค้ำประกัน เรียกว่า Mortgage-Backed Securities (MBS)

MBS ยังเป็นส่วนหนึ่งของ CDO (Collateralized Debt Obligations) ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่เกิดจากการรวมเข้าด้วยกันของพันธบัตรและสินเชื่อต่างๆ หรือ MBS

CDO จะแบ่งเป็นส่วนๆ (Tranches) ต่างกันในเรื่องเวลาครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยง และอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนที่สูง และง่ายขึ้นทำให้การเก็งกำไรกันมาก จนสินเชื่อซับไพรม์ถูกแปลงออกมาเป็นตราสารทางการเงินในปี 2006 สูงถึง 75% จากปี 2001 มี 54% ขณะที่หนี้เสียในกลุ่มซับไพรม์ หรือการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นมากตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มถดถอย

นอกจากนี้ ยังเกิดตราสารอนุพันธ์ ที่เรียกว่า Credit Default Swaps (CDS) ซึ่งเหมือนกับการซื้อประกันภัยแบบหนึ่ง โดยเป็นการทำสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย โดยผู้ซื้อจะชำระเงินให้กับผู้ขายในอัตราคงที่เป็นระยะๆ แลกกับสิทธิในการรับผลตอบแทน หากเกิดการล้มละลาย หรือหมดความสามารถในการชำระหนี้ของ “บุคคลที่สาม หรือหน่วยอ้างอิง” (Reference Entity)

การลงทุนใน CDS น่าจะหยุดตรงที่การป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น แต่กลายเป็นว่า “ความเสี่ยง” ที่ไม่มีใครอยากเจอ กลับสามารถทำเงินได้มากขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อเก็งกำไร เพราะมีการซื้อและทำสัญญาเป็นทอดๆ โดยมีบริษัทรับจัดอันดับความน่าเชื่อถือร่วมด้วย จนมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมของ CDS ในขณะนี้อยู่ที่ 62 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เอกสารของ บล.ทิสโก้ได้อธิบายไว้ว่ามูลค่าตลาดตราสาร CDS ดูมหาศาล เนื่องจากการทำธุรกิจที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในตลาด กรณีตัวอย่างเช่น
1. บริษัท A ถือตราสาร CDO มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
2. บริษัท A ต้องการประกันความเสี่ยงโดยซื้อตราสาร CDS จากบริษัท B มูลค่าหน้าตั๋ว 10 ล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน
3. ถึงจุดหนึ่งบริษัท A เห็นว่าความเสี่ยงของตราสาร CDO ที่ตัวเองถืออยู่ลดลง แต่อยากเก็งกำไรต่อ
4. บริษัท A หาหรือเก็บส่วนต่าง โดยออกตราสาร CDS ให้บริษัทอื่นต่อไปอีก
5. ขณะเดียวกันบริษัท B อยากป้องกันความเสี่ยงธุรกรรมที่ทำไป ก็ไปซื้อตราสาร CDS จากคู่ค้าอื่น ซึ่งในตลาดนี้นอกจากบริษัท A และ B ยังมีอีกหลายคู่บริษัทไขว้กันไปมา

สถาบันการเงินที่เป็นวาณิชธนกิจหรือสถาบันการเงินเพื่อการลงทุน Investment Banking อย่าง “เลแมน บราเดอร์ส” เข้าไปเกี่ยวพันกับการทำ CDS จำนวนมาก มูลค่าสัญญาที่เข้าไปรับค้ำประกันสูงถึง 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับเอไอจี หรือบริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ที่ถือทั้ง CDO และ CDS เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ เงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอจ่ายเข้าระบบอย่างที่วางแผนไว้ ในที่สุดเลแมน บราเดอร์ส ต้อง “ล้มละลาย” ส่วนเอไอจี ต้องนำเงินรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาอุ้ม เพื่อรอผ่องถ่ายหาผู้ถือหุ้นใหม่

บทสรุปจาก “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) น่าจะชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาหลักของสถาบันการเงินที่เผชิญกับวิกฤตทางการเงินทำให้ต้องล้มละลายเพราะสถาบันการเงินเหล่านี้ ดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ลงทุนอย่างขาดความระมัดระวัง และกู้เงินมาลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยมีทุนของตนเองอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะมั่นใจเกินไป และอยากได้กำไรสูง จะเห็นได้ว่าบริษัทแบร์เติร์นส์ เลแมน เอไอจี และเมอร์ริล ลินช์นั้น ล้วนแต่มีสินทรัพย์ต่อทุนประมาณ 20-30 เท่า หรือลงทุน 1 บาท และกู้เงินมา 29 บาท เพื่อใช้ในการลงทุน ทำให้เมื่อมีปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ ทุนก็จะหมดลงได้อย่างรวดเร็ว และเกิดปัญหาสภาพคล่องได้โดยง่าย ยังมีสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่อีก จึงไม่ควรแปลกใจหากมีสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ล้มละลายอีกหลายแห่งใน 6-12 เดือนข้างหน้า

ปรากฏการณ์ของ “เลแมน บราเดอร์ส” ที่ชัดเจน คือการมีหนี้สินต่อทุนสูงอย่างไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งมีหนี้มากกว่าทุนถึง 23.7 เท่า มาในปี 2007 สูงถึง 30.7 เท่า นั่นเพราะกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการลงทุน โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ ไม่ได้คุมสถาบันการเงินประเภทวาณิชธนกิจเข้มเหมือนกับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คุมธนาคารพาณิชย์ ที่มีหนี้สินต่อทุนเพียงประมาณ 8-10 เท่า หรือหากเป็นเอกชนทั่วไปอย่างในประเทศไทยจะมีหนี้มากกว่าทุนเพียงประมาณ 1.5-2 เท่า

กฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการก่อหนี้ ทำให้เลแมนฯ และเอไอจี ที่ต้องการหมุนทุนให้เกิดรายได้สูงสุดจึงมีปัญหา นี่เป็นเพียงตัวอย่าง 2 สถาบันการเงินในกว่า 25 แห่งที่ล้มระเนระนาดนับตั้งแต่เมษายน 2007 “ข่าวร้าย” นี้ยังไม่จบ และยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน

สรุปสาเหตุวิฤตการเงินสหรัฐฯ
1. นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2001-2004 ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลงถึง 5.5% จากที่เคยอยู่ในระดับ 6.5% ในปี 2000 ทำให้ราคาบ้านในสหรัฐฯ สูงขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 1991 เพิ่มขึ้นถึง 130% ยิ่งราคาสูงขึ้นสถาบันการเงินยิ่งปล่อยกู้ได้มาก แต่ในปี 2006 มีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อจนอยู่ในระดับ 5.25% และลดลงมาอีกครั้งเหลือ 2% ในปี 2007 โดยราคาบ้านปี 2008 ตกลงมาจากปี 2006 จำนวน 15.4%
2. การกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้มาตรการปล่อยกู้หย่อนยาน และสร้างแรงจูงใจในการกู้ ทำให้เกิดการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสินเชื่อ “ซับไพรม์”
3. สถาบันการเงินจำนวนมากปล่อยสินเชื่อ “ซับไพรม์” เพื่อนำไปขายต่อสร้างกำไร
4. มาตรการกำกับดูแลของภาครัฐไม่รัดกุม
5. ผลตอบแทนที่สูงของตราสารทางการเงินประเภท MBS และ CDO ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ “ซับไพรม์” ทำให้เกิดการลงทุนในตราสารเหล่านี้จำนวนมาก
6. ผู้ซื้อตราสารหนี้ประเภท MBS และ CDO ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ “ซับไพรม์” พึ่งพิงกับอันดับความน่าเชื่อถือมากเกินไป การเก็งกำไรใน CDS เริ่มมากขึ้น
7. การประเมินค่าชดเชยความเสี่ยง (Risk Premiun) ที่ผิดพลาดเนื่องจากมีสมมติฐานในเชิงบวกมากเกินไปเกี่ยวกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์
8. มีความขัดแย้งกันในผลประโยชน์ (Conflicts of Interest) ของหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ


เปรียบเทียบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ กับวิกฤตต้มยำกุ้ง ในไทย มาตรการและผลกระทบ

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ ปี 2008
ที่มาของวิกฤต
-ความฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายของประชาชน
-การปล่อยกู้ง่าย และการเก็งกำไรของสถาบันการเงิน
ผล
-สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง -ล้มละลาย
มาตรการกู้วิกฤต
-รัฐบาลสหรัฐอัดฉีดเงินอุ้มสถาบันการเงิน เช่น ให้เอไอจีกู้ 8.5 หมื่นล้านดอลล์,ให้แฟนนี เม และเฟรดดี แมค 2 แสนล้านดอลล์, ให้แบร์สเติร์นส์ 3 หมื่นล้านดอลล์

วิกฤตต้มยำกุ้งในไทย ปี 1997
ที่มาของวิกฤต
-มีการลงทุนโดยกู้เงินจากต่างประเทศมาก ค่าเงินอ่อนรัฐบาลนำทุนสำรองไปอุ้มจนทุนสำรองวูบ
-สถาบันการเงินปล่อยกู้ไม่เหมาะสมจนเกิดหนี้เสีย
ผล
-สถาบันการเงินล้มละลาย
มาตรการกู้วิกฤต
-รัฐบาลไทยทำตามคำแนะนำสหรัฐฯ และไอเอ็มเอฟ ปล่อยให้สถาบันการเงินล้ม และให้ขายสินทรัพย์ให้ต่างชาติ

Read more: http://www.positioningmag.com/magazine/printnews.aspx?id=74542#ixzz2QpZyel4K
Under Creative Commons License: Attribution Non-Commercial No Derivatives

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจไทยปี 2540

เศรษฐกิจไทยปี 2540

ปี 2540 เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเงินการคลัง
สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจ  ปี  2540

1. เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ คือระบบกลไกเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เช่น   วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 อีกสาเหตุหนึ่งคือ การผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในส่วนที่รับผิดชอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่และปล่อยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี โดยขาดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ผลดีของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ คือ ช่วยให้มีการควบคุมเสถียรภาพด้านราคา แต่มีผลเสียต่อดุลบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ในขณะที่ระดับเงินเฟ้อในประเทศปรับตัวสูงขึ้น เท่ากับว่ารัฐบาลช่วยให้ราคาสินค้านำเข้าได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าในประเทศ ทำให้ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในการควบคุมปริมาณเงินด้อยลง กล่าวคือ ตั้งแต่ประเทศไทยเปิด BIBF ในปี 2536 มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามดูดซับปริมาณเงินที่มากเกินไป โดยการขายพันธบัตรการดำเนินนโยบายเช่นนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่สูงอยู่แล้ว ไม่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยให้มีการนำเงินทุนเข้ามามากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดขบวนการเศรษฐกิจฟองสบู่ในที่สุด

2. เกิดจากปัจจัยที่ไม่ใช่ทางเศรษฐศาสตร์
1. พฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
1.1 การจัดหาแหล่งเงินทุนและการบริหารสินเชื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นับตั้งแต่รัฐบาลอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนทำธุรกรรม BIBF (วิเทศธนกิจ) แต่แทนที่สถาบันการเงินจะระดมเงินทุนจากเงินฝากภายในประเทศ กลับนิยมกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในต่างประเทศอยูในระดับต่ำและต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนพฤติกรรมของสถาบันการเงินดังกล่าวทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารสภาพคล่อง และเกิดความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับสถาบันการเงิน ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่มีสภาพฟองสบู่ในระดับสูง คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น จึงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของสถาบันการเงิน รวมทั้งนำไปสู่การสะสมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินในที่สุด

1.2 พฤติกรรมของผู้บริหารสถาบันการเงินที่มีการบริหารงานในลักษณะที่คอร์รัปชั่น
โดยการช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือนักการเมืองด้วยการให้สินเชื่อในกลุ่ม ผู้บริหาร ญาติ ธุรกิจในเครือมากเกินไป หรือให้สินเชื่อในโครงการที่มีผลตอบแทนต่ำ การตกแต่งบัญชี หรือการสร้างลูกหนี้ปลอม

วิกฤตการณ์ค่าเงิน (Currency Crisis)
เป็นวิกฤตการณ์ที่ประเทศถูกโจมตีค่าเงินจากนักเก็งกำไรค่าเงินทำให้ประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ต้องลดค่าเงินลง เป็นเหตุให้ธนาคารกลางต้องพยายามตรึงค่าเงินและต้องเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ และต้องใช้นโยบายปรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศให้อยู่ในระดับสูง เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกและป้องกันการถูกโจมตีค่าเงิน เช่น วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี 2540
ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ผลกระทบโดยรวม
1. เศรษฐกิจประเทศแย่มาก
- คนว่างงานเพิ่ม (ปี 2541 มี 1.13 ล้านคน)
- รายได้ต่อหัวลดลง
2. การพัฒนาประเทศช้ากว่าที่เคยคาดไว้
3. สวัสดิการทางสังคมน้อยลง

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส


เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

http://www.crminaction.com/articles_contents.php?cs=2&ca=7&id=174
ตั้งแต่รายงานแรกของการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือซาร์สในประเทศจีน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 นักวิเคราะห์ทั่วโลกพยายามตั้งประเด็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการระบาดของโรคซาร์สที่มีรายงานออกมาว่ามีประชากรติดเชื้อโรคซาร์สถึง 4,300 รายและเสียชีวิตมากถึง 250 รายทั่วโลก ผลกระทบที่ได้รับจากการระบาดของโรคซาร์สที่เห็นได้ชัดคือ นักธุรกิจเริ่มจำกัดการเดินทาง โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน การลดลงของนักช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้า และการขาดแคลนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม

หากจะมองในแง่ที่ดีแล้ว ผลกระทบที่เกิดจากโรคซาร์สยังสร้างโอกาสบางอย่างได้มากกว่าเมือเปรียบเทียบกับวิกฤตจากสงครามอิรัก หรือ เหตุการณ์ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่าความเสี่ยงจากโรคซาร์สนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤต Y2K เมือ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันจะมีผลกระทบรุนแรงเพียงบางธุรกิจเท่านั้น อย่างการท่องเที่ยวและการบิน หากเรายังไม่สามารถควบคุมโรคซาร์สได้

อย่างไรก็ตามวิกฤตของโรคซาร์สมิได้สร้างความรู้สึกที่เลวร้ายกับทุกธุรกิจ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่มองว่านี่เป็นโอกาสที่ได้สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้

ถึงแม้ว่านักธุรกิจจะจำกัดการเดินทางในแถบภูมิภาคนี้ แต่ธุรกิจยังจะต้องดำเนินต่อไป ธุรกิจบริการประชุมทางไกล (Video Conferencing) จึงได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างงานแสดงสินค้าและการประชุมทางเทเลคอมมิวนิเคชั่นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่าง CommunicAsia ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ต้องเลื่อนกำหนดการออกไปอย่างไม่มีกำหนด เจ้าของสินค้าหรือผู้ให้บริการต่างๆ ก็ไม่ลดความพยายามที่จะนัดประชุมกับลูกค้าคาดหวังด้วยการประชุมผ่านทาง Video Conferencing แทน ทำให้ธุรกิจยังสามารถที่ดำเนินต่อไปได้

ผลกระทบต่อเนื่องจากการจำกัดการเดินทางทำให้ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้น จึงเกิดบริการใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์รายงานสถานการณ์โรคซาร์ส sosick.org ที่สามารถรายงานสถานการณ์ของโรคซาร์สได้อย่างรวดเร็วและเร็วกว่ารายงานที่ออกโดยรัฐบาลเสียอีก หรือ การรายงานการระบาดของโรคซาร์สในสถานที่ที่คุณกำลังอยู่ของเว็บไซต์ Sunday.com ผ่านบริการข้อความสั้นบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพียงท่านสมัครเป็นสมาชิกขอรับบริการ SARS Alert เมื่อใดก็ตามที่ท่านอยู่ใกล้ตึกที่มีการระบาดโรคซาร์ส คุณก็จะได้รับข้อความ (SMS) เตือนทันทีผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่

การเพิ่มขึ้นของยอดขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ อย่างเว็บไซต์ PeralParadise.com ที่ขายไข่มุกผ่านทางออนไลน์ สามารถที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา เจ้าของเว็บไซต์กล่าวว่า เดิมลูกค้านิยมที่จะเดินทางไปยังฟาร์มไข่มุกเพื่อที่จะซื้อไข่มุก แต่หลังจากการระบาดของโรคซาร์ส ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่งดการเดินทางไปยังฟาร์มและซื้อผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน เจ้าของเว็บไซต์ยังสามารถที่จะสร้างกำไรได้มากขึ้นอีกด้วยเพราะราคาไข่มุกที่หน้าฟารม์กลับมีราคาที่ลดลงเนื่องมาจากสถานการณ์โรคซาร์ส

การลดลงของการพบปะกันทำให้การดำเนินการวิจัยด้วยแบบสอบถามแบบบุคคลต่อบุคคลไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เว็บไซต์ iAsiaSurvey.com ผู้ให้บริการวิจัยการตลาดผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตก็ได้พลิกวิกฤตให้เป้นโอกาสจากงานที่เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในการดำเนินวิจัยทางการตลาดผ่านสื่อออนไลน์

ความวิตกกังวลในการติดเชื้อโรคซาร์สก็สร้างโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าป้องกันเชื้อโรค อย่างหน้ากากป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ หรือ อย่างสินค้าผ้ารองเด็กอ่อนที่ป้องกันการติดเชื้อสำหรับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ขายดีไปด้วย เว็บไซต์ CleanShopper.com ที่จำหน่ายผ้ารองเด็กอ่อนสำหรับรถเข็นสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ลูกค้ามากกว่า 6,700 hits ต่อเดือน ที่แวะชมในเว็บไซต์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับผ้ารองเด็กอ่อนสำหรับรถเข็นที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคซาร์สได้
นี่เป็นเพียงโอกาสส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เกิดจากวิกฤต อย่างที่หลายท่านได้กล่าวว่าวิกฤตสามารถสร้างวีรบุรุษได้

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต


วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต

http://www.technologymedia.co.th/article/articleview.asp?id=214
วิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง คือ

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 เกิดหลังสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่ประเทศกลุ่มอาหรับต้องการให้บทเรียนกับประเทศตะวันตกที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล ด้วยการลดกำลังการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่เคยเป็นของถูกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

ผลจากการปรับเปลี่ยนราคาในครั้งนั้น นอกจากจะทำให้สังคมโลกตระหนักว่า “ น้ำมัน” มิใช่ของฟรีแล้ว ยังทำให้เหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งยุโรปและในอเมริกาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของตนเองอย่างจริงจัง มีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านพลังงานทดแทน หรือเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ ๆ มีการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันในราคาแพงเพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาระบบขนส่งมวลชน

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 80 เกิดจากกรณีสงครามอิรัก- อิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่าอิรักในช่วงนั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากอเมริกา ที่สูญเสียอำนาจในประเทศอิหร่านจากการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ของกษัตริย์ชาร์ ให้ต่อสู้กับประเทศอิหร่าน เพื่อล้มล้างอิทธิพลของอโยตลาโคไมนี่ผู้นำการปฏิบัติของอิหร่าน ระยะเวลาที่เกิดสงครามกินเวลานานหลายปีนั้น ได้ทำให้ปริมาณน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศที่ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส มีปริมาณลดลง ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

การขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤติครั้งที่ 2 นั้น ทำให้เกิดความพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ และได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แหล่งคือ ที่อ่าวเม็กซิโก และที่ทะเลเหนือ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ค้นพบ นอกจากทำให้ช่วยลดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 แล้วยังส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาต่ำลงเป็นประวัติการณ์หลังสงครามอิรัก- อิหร่าน ทั้งนี้เพราะปริมาณน้ำมันจาก 2 แหล่งใหม่นี้ ได้ทำให้ปริมาณของน้ำมันดิบที่ผลิตได้เกินความต้องการของตลาดโลก ขณะที่ประเทศกลุ่มอาหรับก็ไม่อยากให้รายได้จากการขายน้ำมันลดลง เพราะยังมีความต้องการเม็ดเงินเข้าไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศ ทำให้ประเทศกลุ่มอาหรับไม่สามารถลดกำลังการผลิตลงมาได้ จนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในช่วงปี 1990 เป็นต้นมามีราคาตกลงมา จนราคาน้ำมันเริ่มเข้าสู่สมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง

วิกฤติการณ์ครั้งที่ 3
ในวิกฤติการณ์ 2 ครั้งแรกนั้น สาเหตุสำคัญเกิดจาก “ สงคราม” ในปี 1990-91 แม้จะมีสงครามบริเวณตะวันออกกลางเกิดขึ้นอีก 1 ครั้งคือ การขับไล่อิรักออกจากคูเวตในสมัยบุชผู้พ่อ แต่ราคาน้ำมันก็จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ และปรับตัวลงหลังจากสงครามไม่นานนัก

ราคาน้ำมันดิบ กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีสงครามระหว่งสหรัฐ- อิรัคอีกหนึ่งครั้งในสมัยบุชผู้ลูก ในเดือนมีนาคม 2003 แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง เลย ( หรือมีน้อยมาก) ซึ่งนักวิเคราะห์มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 5 ประการคือ

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  • การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
  • การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
  • ความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาล
  • สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
ในปี 2003 ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของการใช้น้ำมันมากที่สุดคือประเทศจีนที่ใช้น้ำมันในปีที่แล้ว(2004) เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนอกจากประเทศจีนแล้ว การบริโภคน้ำมันในประเทศอินเดีย และสหรัฐอเมริกา ก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในปริมาณสูงเช่นกัน

การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ (Demand) เช่นนี้ หากเป็นในสมัยก่อน คงจะไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากเรามีการขุดเจาะบ่อน้ำมันใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในปีล่าสุด (2003) นี้ เรามีการพบน้ำมันจากแหล่งขุดเจาะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนักพลังงานหลายท่านวิเคราะห์ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำมันที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้มาถึงจุดสูงสุดของกำลังผลิต และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากไปกว่านี้ และมีแต่จะลดลงในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ อุปสงค์ เริ่มมีตัวเลขใกล้เคียงจนเกือบเท่ากับอุปทาน จนเป็นเหตุสำคัญของการเก็งกำไรน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
แต่เดิม การซื้อขายน้ำมันจะใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นตัวกลางในการซื้อขาย ซึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มรู้สึกว่า ราคาน้ำมันของตนเองนอกจากจะถูกดึงไปเป็นกลไกในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นเจ้าของสกุลเงินแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถควบคุมรายได้หลักของประเทศที่ไปอิงอยู่กับการอ่อนตัวหรือแข็งค่าของเงินเพียงสกุลเดียว

ดังนั้นในช่วงปี 2003 ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง จึงเริ่มมีการนำเงินยูโร มาเป็นสื่อกลางในการสำรองเงินตราของตนอีกหนึ่งสกุล ซึ่งการที่เงินสหรัฐมีค่าอ่อนกว่าเงินยูโร ได้ทำให้การซื้อขายน้ำมันเมื่อเทียบเป็นเงินสกุลดอลลาร์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ภายหลังวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เข้าสู่สมดุล และนำมาซึ่งสถานการณ์น้ำมันล้นตลาดเป็นเวลาหลายปีนั้น ได้ทำให้โรงกลั่นน้ำมันที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมัน อยู่ในภาวะ “ ล้นตลาด” และหลายแห่งประสบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แทบจะไม่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาหรือสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลก ( โดยเฉพาะประเทศจีน) เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความต้องการด้านพลังงานน้ำมันในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่ากำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก อาจไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาคมโลกได้ และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ราคาน้ำมันที่ซื้อขายกันมีราคาเพิ่มสูงขึ้น

 ความต้องการน้ำมันตามฤดูกาล
ในช่วงฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกเหนือจะมีความต้องการน้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น และแม้ความต้องการดังกล่าวจะลดลงหลังจากหมดฤดูหนาว แต่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ก็จะสูงขึ้นในหน้าร้อน ซึ่งนั่นเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลง

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ


ความไม่แน่นอนของสถานการ์ทางการเมืองโลก เช่น การที่สหรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าไปจัดการในอุตสาหกรรมการผลิตและขายน้ำมันของอิรักได้เต็มที่ ซึ่งแม้ผลกระทบที่มีต่อกำลังการผลิตรวมของทั้งโลกจะไม่มากนัก แต่ในแง่จิตวิทยามีผลค่อนข้างรุนแรงต่อตลาดซื้อขาย และยิ่งผสมกับการเก็งกำไรของนักลงทุน ได้ทำให้สถานการณ์น้ำมันยิ่งทวีความผันผวนมากยิ่งขึ้น

ราคาน้ำมันจะมีราคา ณ สมดุลใหม่อยู่ที่ใด

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มิใช่เกิดเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับวิกฤติการณ์เมื่อ 2 ครั้งก่อน ที่เกิดจากความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ( เช่น สงคราม) หากแต่เกิดจากสาเหตุของความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน รวมถึงสาเหตุอีกหลายประการ ที่มีแนวโน้มว่าคงจะเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะปรับราคาลงมาเช่นวิกฤติการณ์น้ำมันเมื่อ 2 ครั้งก่อนหน้า

หากจะคิดว่า เหตุการณ์ใดที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ
  • สภาวะเศรษฐกิจในประเทศจีน หรือสหรัฐ หรือเศรษฐกิจโลก เกิดการชะงักงันอย่างกระทันหัน และฉับพลัน ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้แต่ก็ค่อนข้างน้อยมาก เช่น เกิดสงครามระหว่างจีนกับไต้หวัน
  • การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ คล้าย ๆ กับการค้นพบน้ำมันในทะเลเหนือและอ่าวเม็กซิโก ที่ทำให้อุปทานมากกว่าอุปสงค์อย่างชัดเจน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยและต้องอาศัยโชคพอสมควร
ดังนั้น หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นปัจจุบัน ก็คาดได้ว่า “ สมดุลใหม่ของน้ำมัน” จะเป็นสมดุลที่ราคาน้ำมันมีราคาแพงมากจนทำให้ระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และการดำรงชีวิต ในแบบปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ( ซึ่งนักวิชาการคาดกันว่าอยู่ที่ประมาณบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ขึ้นไป)

 ไทยกับการรับมือ
  • การแก้ไขปัญหาพลังงาน ปกติแล้วต้องใช้เวลายาวนาน ( มากกว่า 3 ปีขึ้นไป) จึงจะเห็นผล ไม่สามารถทำงานแบบไฟไหม้ฟางได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
  • 3 แนวทางการประหยัดพลังงาน
  • การลงทุนและการจัดการเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเปลี่ยนแปลงชนิดเชื้อเพลิงให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกลง และการใช้พลังงานทดแทน
  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและใช้พลังงานที่สำคัญของประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเทียบ สวีเดน เม็กซิโก และไทย

วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเทียบ สวีเดน เม็กซิโก และไทย




คงไม่เชยเกินไป ถ้าเราจะย้อนมองกลับไปศึกษาเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในอดีต และการตัดสินใจแก้ปัญหาในครั้งนั้น รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริประชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ได้ศึกษาเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ เปรียบเทียบสามประเทศคือ สวีเดนเมื่อคราว 1991 เม็กซิโกเมื่อคราว 1995 และประเทศไทยเมื่อคราว 1997

รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริประชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนงานวิจัยเรื่อง "วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในสวีเดน เม็กซิโกและไทย: สาเหตุและการตอบสนองของนโยบาย" และได้นำเสนอประเด็นสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ ในงานสัมมนาวิจัยหัวข้อ "วิกฤตเศรษฐกิจ" ที่จัดโดยคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา

รศ.ดร.สมบูรณ์ออกตัวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นงานที่ใช้เวลาเขียนยาวนานถึง 6 ปี อันเป็นเวลาที่ยาวนานจนเหมือนว่าข้อค้นพบที่ได้อาจจะล้าสมัยไปแล้ว ทว่า การได้ย้อนศึกษาที่มาที่ไปของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ แนวนโยบายที่ใช้แก้ปัญหา ประกอบกับภาวะความไม่น่าเชื่อมั่นของเศรษฐกิจและการเมืองของไทยเวลานี้ ยิ่งเสริมหนุนว่าให้เราต้องย้อนทบทวนไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

ในงานวิจัยเรื่อง "วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในสวีเดน เม็กซิโกและไทย: สาเหตุและการตอบสนองของนโยบาย" รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่า สาเหตุของวิกฤติแต่ละประเทศอาจเกิดแตกต่างกัน แต่ละประเทศมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน แต่ถ้าเราเข้าใจสาเหตุของประเทศหนึ่งแล้วก็อาจจะนำมาป้องกันได้

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับทั้งสามประเทศ ล้วนเกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา นั่นคือ ประเทศสวีเดนในปี 1991 ประเทศเม็กซิโกในปี 1995 และประเทศไทยในปี 1997

"ทำไมวิกฤตเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 20 ทำไมไม่เกิดก่อนหน้านั้น" รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งประเด็นพร้อมกล่าวต่อว่า วิกฤตทั้งสามประเทศ ล้วนเริ่มต้นที่วิกฤตการเงินก่อนทั้งสิ้น และมีมูลเหตุคล้ายๆ กัน คือ ทั้งสามประเทศเปิดเสรีทางการเงินในทศวรรษ 1990 เดินแบบภายใต้สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus)

รศ.ดร.สมบูรณ์ เริ่มต้นมุ่งประเด็นไปที่ประเทศสวีเดน ซึ่งมีมุมให้น่าขบคิดอย่างยิ่ง ความน่าสนใจของประเทศสวีเดน คือ เป็นประเทศที่ถือว่ามีระบบธรรมาภิบาลที่ดี และดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ

โดย สวีเดนเป็นประเทศแรกในกลุ่มนอร์ดิกที่เปิดการเงินเสรี ซึ่งในเวลานั้นก็พบว่า ธนาคารต่างชาติค่อยๆ เข้ามาตั้งสาขาในประเทศ ผลที่น่าสนใจที่ตามมาก็คือ การปล่อยการเงินเสรีทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้อย่างมโหฬาร เป็นการปล่อยกู้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่มีการกำกับที่ดีของสถาบันการเงิน และยังพบว่า เป็นการปล่อยกู้ให้กับความสัมพันธ์ส่วนตัว

แต่ อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมบูรณ์ย้ำว่า ก่อนที่ประเทศสวีเดนจะเปิดการเงินเสรี รัฐบาลได้ควบคุมการเงินอย่างเข้มข้นมาเป็นระยะเวลายาวนานประมาณ 40-50 ปี ทำให้ประเทศสวีเดนมีกำไรส่วนเกินจากการควบคุมการแข่งขันจากภายนอก

หลัง จากการเปิดเสรีทางการเงิน อันนำไปสู่การให้กู้เงินอย่างมโหฬารนั้น แม้เงินที่กู้ในตอนแรกจะกู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่หลังจากนั้น ธนาคารในประเทศสวีเดนก็กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กิจการ อสังหาริมทรัพย์ในประเทศ อันเป็นกิจการที่เฟื่องฟูมาก ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการรัฐสวัสดิการ ที่ต้องการให้ประชาชนมีความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย

เมื่อ เกิดความอ่อนแอทางการควบคุมการเงิน กิจการบางอย่างทีปล่อยกู้ไป โดยเฉพาะกิจการอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เกิดความอิ่มตัว เพราะเป็นกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ทำไม สวีเดนจึงลงทุนเรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมหาศาล รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งประเด็นและกล่าวต่อว่า เพราะนโยบายรัฐที่สนับสนุน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผู้คนก็ไม่มีความต้องการซื้อ ราคาของมันก็ลดลง ส่งผลให้เริ่มมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย และผลถัดมาคือ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปล่อยกู้จำนวนมาก ก็เริ่มล้มละลาย

"วิกฤติของสวีเดน มีเหตุหลักจากการเปิดเสรีทางการเงิน แต่นั่นไม่ใช่เหตุเดียว" รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าว "
สวีเดนเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว"

เมื่อ ปี ๑๙๙๑ ที่เกิดวิกฤตในช่วงปลายปี เพราะขาดความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เวลานั้น รัฐบาลสวีเดนก็มองไม่เห็นว่าจะเกิดวิกฤต เพราะมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาหนุนมากมาย แต่วิกฤตเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ ไม่ใช่แค่ประเทศด้อยพัฒนา

และ น่าสนใจที่ประเทศสวีเดน เริ่มวิกฤติจากสถาบันการเงิน นำมาสู่วิกฤติอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้ต้องลดค่าเงินโครนลง และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่เรารู้กัน

"สวีเดน ดำเนินนโยบายผิดพลาด กดดอกเบี้ยไว้นาน พอแบงค์เสรีก็ปล่อยกู้อย่างไม่ระวัง"

แต่คำถามคือ ทำไมสวีเดนจึงไม่เดินไปหาไอเอ็มเอฟ รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งข้อสังเกต

วิกฤต คราวประเทศสวีเดนเมื่อเทียบกับไทยแล้วต่างกันมาก เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถแก้ปัญหาได้ภายในสองปี โดยสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสวีเดนทำคือ ไม่พยายามอุ้มธนาคารพาณิชย์ ด้วยการแบกหนี้เสียแทน


ประสบการณ์จากเตอกีล่าเอฟเฟคส์
ในส่วนของวิกฤตเศรษฐกิจของเม็กซิโกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1995 นั้น มีนักทฤษฎีวิเคราะห์ออกมาหลายสาเหตุ

ช่วง เวลานั้น เศรษฐกิจมหภาคของเม็กซิโกดูเหมือนไม่น่ามีปัญหา แต่ประเทศเม็กซิโกมีปัญหาเรื่องการกู้เงินของธนาคารพาณิชย์ ที่กู้เงินจากต่างประเทศมาถ่วงดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก คือประมาณร้อยละ ๘

รัฐบาล เจอปัญหาว่า การขาดดุลดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มีคำถามว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นต้นเหตุหรือไม่ บ้างว่าไม่ บ้างว่าเป็น เพราะเป็นการขาดดุลระยะยาว

ทั้ง นี้ ประเทศเม็กซิโกมีเงินทุนไหลเข้ามหาศาล ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเปโซสูงค่าขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเปโซสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีปัญหาขาดดุลสูง นั่นทำให้ต้องเขาต้องนำเงินต่างประเทศมาหนุน

นอก จากนี้ เงินออมของเม็กซิโกก็ลดต่ำลงมาก เกิดภาวะไร้ดุลยภาพภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่า มันอาจไม่วิกฤต หากมีเงินทุนไหลเข้าเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เหตุการณ์ทางการเมืองต่างหาก รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าว

ประเทศเม็กซิโกมีการลอบสังหารองประธานาธิบดี เป็นเหตุการณ์ตอนต้นปี ๑๙๙๔  แต่ ดูเหมือนเม็กซิโกจะไม่กังวลต่อวิกฤต เพราะตอนนั้นเม็กซิโกเพิ่งเข้าสมัครเป็นสมาชิกนาฟตา ซึ่งทำให้เม็กซิโกเชื่อว่า การเป็นสมาชิกจะทำให้การส่งออกดีขึ้น แต่ก็ดีขึ้นเฉพาะกับประเทศชายแดนเท่านั้น ไม่ใช่ดีขึ้นจริง ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น และไปบั่นทอนการส่งออกอื่นๆ

คนต่างชาติก็เริ่มเห็นว่า เสถียรภาพประเทศเม็กซิโกมีปัญหา นับแต่เกิดการลอบสังหาร เงินทุนระยะสั้นเริ่มถอนตัวออกไปจากเม็กซิโก

ปรากฏการณ์นี้เหมือน "สัตว์" นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติมีความเกรงกลัวเกินกว่าเหตุ การถอนตัวในช่วงเวลาไม่กี่วันถึงหลายร้อยพันล้านเหรียญ

ตอนนั้นเม็กซิโกให้ต่างชาติถือพันธบัตรได้เต็มที่ในรูปของเงิน US เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว พอต่างชาติถอนเงินออกจำนวนมหาศาล ก็มีผลต่อเงินกองทุนสำรองที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เม็กซิโกต้องยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในปี ๑๙๙๔ มาเป็นแบบลอยตัว และเม็กซิโกก็เป็นหนี้มหาศาล เพราะเงินกู้ กู้มาในรูปเงินดอลล่าร์ รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ได้ และไม่ขายธนาคาร

ทาง เลือกในการแก้ปัญหานั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ขณะที่ประเทศสวีเดนไม่พยายามอุ้มธนาคารพาณิชย์ ส่วนรัฐบาลประเทศเม็กซิโก ก็เลือกเดินเข้าหาไอเอ็มเอฟ

กรณี ของไทย คล้ายเม็กซิโก คือรัฐบาลไทยเดินตามฉันทามติวอชิงตัน ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นแบบลอยตัว ไม่ทำให้มีความยืดหยุ่น

Jeffrey Sach นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard วิพากษ์ กรณีของไทยเปรียบเทียบกับเม็กซิโกว่า กรณีประเทศไทย มีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเกิดวิกฤตในปี 1997 ขณะที่กรณีของประเทศเม็กซิโกมีปัญหาเงินเฟ้อมาก่อนหน้านั้น และอัตราแลกเปลี่ยนของเม็กซิโกที่ซ่อนเร้นอยู่มีค่าสูงเกินจริง

รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าวว่า "นัก เศรษฐศาสตร์เวลานั้นมองแบบสุขนิยม คือมองว่า เงินทุนที่ไหลเข้า คงไม่ไหลออกไปในแบบทันทีทันใด ถ้าแบงค์ชาติในขณะนั้นได้ศึกษากรณีเม็กซิโกและสวีเดน ก็น่าจะเฉลียวใจ"

แต่ว่า เงินทุนไหลเข้านั้น ไหลออกอย่างรวดเร็วมาก นั่นเป็นความตื่นตระหนกของนักลงทุนอย่างไม่มีเหตุผล

เหล่านี้คือความคล้ายคลึงกันของวิกฤติเศรษฐกิจไทยและเม็กซิโก ต่างเพียงประเทศไทยไม่มีสถานการณ์สังหารผู้นำ

แต่ สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกแบบวิธีแก้ปัญหาวิกฤตของสวีเดน เมื่อย้อนมองเทียบกับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลเลือกที่จะโอนหนี้ของเอกชนมาเป็นของรัฐ แต่ประเทศสวีเดนเลือกที่จะขายธนาคารทิ้ง ไม่แบกหนี้นายทุนเอกชน

สรุป ทั้งสามประเทศดำเนินนโยบายภายใต้สิ่งที่เรียกว่าฉันทามติวอชิงตัน มูลเหตุวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากสถาบันการเงิน ตามด้วยธนาคารพาณิชย์ และเงินทุนระยะสั้น เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์

ทั้งสามประเทศมีอาการร่วมกัน คือมีการใช้เสรีการเงินอย่างรุนแรง โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะถอยกลับดีไหม

"สิ่งที่น่าสนใจคือบทเรียนในการแก้วิกฤต แต่เรากลับไม่เอาบทเรียนนั้นมาใช้" รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว


วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หลักชัยของความพอเพียง


December 6, 2012
Posted by

หลักชัยของความพอเพียง

คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
ท่ามกลางความมืดมิดของวิกฤตเมื่อ 15 ปีที่แล้ว หลายคนคงจำกันได้ ถึงความสิ้นหวังที่เข้าครอบงำเศรษฐกิจไทย ครอบงำเราทุกคน ที่ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะดิ่งลงเหว ลึกไปอีกเท่าไร ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนที่เราจะกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยในเศรษฐกิจโลกได้ อีกครั้ง และไม่รู้ว่าไทยจะยังมีอนาคตหรือไม่
 เพราะมองไปที่ไหนก็เห็นแต่ข่าวร้าย แบงก์ถูกยึด เงินฝากติดอยู่ที่บริษัทเงินทุน ถอนไม่ได้ ธุรกิจนับหมื่นนับพันต้องปิดกิจการ ล้มละลาย ทั้งใหญ่และเล็ก นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมาก นับล้าน ได้รับผลกระทบ ต้องตกงาน แยกย้ายกันกลับถิ่นฐานเดิม

ตอนนั้น หลายคนถามว่า ทำไมเราจึงมาถึงจุดนี้ได้ ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนใครๆ ก็ต้องขอมาดูงาน เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่หลายคนยกย่อง เคยอยากเลียนแบบ แต่ท้ายสุด เราก็จบลงอย่างน่าอเน็จอนาถ เศรษฐกิจล้มระเนระนาด มองไม่เห็นจุดจบ ไม่เห็นทางว่า จะออกจากวิกฤตได้อย่างไร

ผมยังจำวันที่ 4 ธันวาคม เมื่อ 15 ปีที่แล้วได้ดี วันนั้น ทุกคนเฝ้ารอ รอที่จะฟังพระราชดำรัสของในหลวง ว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะออกจากวิกฤตได้ และเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้รู้จักคำว่า “พอเพียง”
ที่เราต้องตกอยู่ในวิกฤต ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เพราะความไม่พอเพียงของทุกคน เรามั่นใจกันเกินไป ทำอะไรเกินตัวเกินไป ลงทุนกู้กันอย่างไม่เกรงกลัว (ประเภทคนเคยสำเร็จ จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เสร็จโครงการหนึ่ง ก็ไปทำอีกโครงการหนึ่ง) ไม่เคยเตรียมใจ เผื่อเหลือ เผื่อขาดเลยว่า ถ้าเศรษฐกิจสะดุดลง จะเอาตัวรอดกันอย่างไร

ช่วงนั้น แบงก์แย่งกันปล่อยสินเชื่อ จนโตปีละ 20-30% หลายปีซ้อน บริษัทแย่งกันลงทุน แข่งกันกู้ แข่งขยายกิจการ กู้ทั้งเงินบาทและเงินดอลลาร์ จนหนี้ท่วมตัว ส่วนต่างชาติก็ชอบเรามาก ปล่อยกู้เราอย่างไม่รู้จักพอ เงินหลั่งไหลเข้าไทยปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ส่วนใหญ่เป็นหนี้สั้นๆ) ซึ่งพอเราหลงเดินไปตามทางนี้กันระยะหนึ่ง เศรษฐกิจก็สะสมความเปราะบางไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหุ้น ภาคแบงก์ ภาคอสังหา ภาคธุรกิจ ต่างสุ่มเสี่ยง รอเกิดเหตุ

พอเริ่มล้มลง ปัญหาก็ประเด ประดัง ถาโถมกันเข้ามา ท้ายสุด ทุกคนก็เจ็บตัวกันถ้วนหน้า
ทางออกของวิกฤต  และทางที่จะทำให้เราไม่กลับไปสู่วิกฤตอีกครั้ง ก็คือ การรู้จัก พอเพียง”
หัวใจสำคัญอยู่ที่ การทำอะไร การใช้จ่าย การทำธุรกิจ ด้วยสติ รู้ฐานะของเรา รู้จักพอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่โลภเกินไป จนหน้ามืดตาลาย มองไม่เห็นถึงความเสี่ยงที่รอเราอยู่ รู้จักมีเหตุมีผล เผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่ทุ่มลงไปหมด เหลือบางส่วนเอาไว้ เผื่อว่าจะมีช่องพอขยับขยายได้ หากการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด โดยในช่วงที่ทุกอย่างไปได้ดี ก็พยายามเก็บออม พยายามลดหนี้ เอาไว้ เป็นช่องทางออก ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

ในประเด็นนี้ หลังปี 40 ทุกคนก็พยายามน้อมนำพระราชดำริเรื่อง “พอเพียง” มาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงบริษัท ขายกิจการที่เราไม่สันทัดออกไป มุ่งเน้นแต่สิ่งที่เราชำนาญ กลับมาสู่ฐานะของตนเอง ไม่เกินตัว ไม่กู้เกินไป เก็บออม เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ การประยุกต์ใช้ของเราเรื่อง “พอเพียง” เกิดเป็นช่วงๆ ในระหว่างที่ชีวิตเราคับขัน เข้าตาจน เราก็จะหยิบยกเรื่อง “พอเพียง” มาใช้ แต่พอครั้นทุกอย่างดีขึ้น เราก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง และเมื่อเศรษฐกิจดีมาก บางคนก็อาจจะลืมหลักยึดเรื่อง ความพอเพียง พอประมาณ ไม่เกินตน เพราะตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่า เรามั่นใจในตนเองกันอีกครั้งหนึ่ง เห็นทุกอย่างเป็นโอกาสที่ต้องหยิบฉวย พยายามขวนขวาย มือยาวสาวได้สาวเอา แม้ต้องเสี่ยง ก็จะทำกันอีกรอบ

มองไปข้างหน้า 5 ปี ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงสำคัญ ที่เศรษฐกิจเอเชียและอาเซียนของเราจะเฟื่องฟู ไปได้ดีอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะหลังจากมรสุมของยุโรปเริ่มสงบลง) ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ เราจะสามารถตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท พอประมาณ ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หรือเราจะกลับไปหลงแสงสี เดินตามกระแสของการวิ่งรุดไปข้างหน้า ตามคู่แข่ง ตามโอกาสที่เปิดออกมา ยิ่งทุกอย่างไปได้ดีเท่าไร เราก็ยิ่งหลงละเลิง สนุกสนานกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในช่วงที่โอกาสรอบใหม่เปิด ขึ้น ก็คือ คนที่รู้จักยึดหลักความพอเพียง พอประมาณ เป็นหลักชัย เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย นำพาให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ สามารถขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรือง บนพื้นฐานที่มั่นคง ไม่ใหญ่นอกแต่กลวงใน สามารถพ้นภัยต่างๆ ในวิกฤตรอบใหม่ที่รอเราอยู่ได้ ส่วนคนที่หลงเพลิดเพลินไปกับแสงสี กับโอกาสรอบใหม่กันเกินไป ช่วงสั้นๆ อาจจะดูว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ท้ายสุดวิกฤตก็อาจมาเยือนเขาอีกรอบก็ได้ ก็ขอเอาข้อคิดเหล่านี้มาฝากทุกคน ขอเอาใจช่วยครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 6 ธ.ค. 55
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่

เศรษฐกิจฟองสบู่


รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย  คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2550
ที่มาhttp://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2011
โอกาส ครบรอบ 10 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ เราควรทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน และไม่เพียงจะไม่ก้าวพลาดอีกครั้ง แต่ช่วยกันปฏิบัติ (ไม่ดีแต่พูด) ในทางนำพาเศรษฐกิจของเราให้แข็งแกร่ง

ถ้านับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 เป็นต้นมา วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540  นับเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของระบบเศรษฐกิจตกต่ำ  สร้างความเสียหายต่อทุกชนชั้น   ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างสูงสุด วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร   สมมติฐานคือ เป็นเรื่องของวัฎจักรเศรษฐกิจ  เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค  หรือเป็นเพราะภาคประชาชน   อย่างไรก็ดี อาจกล่าวในเชิงลักษณะอาการได้ว่า เป็นเพราะ “ฟองสบู่แตก”

ความหมายของเศรษฐกิจฟองสบู่

การที่ เศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ได้ผลตอบแทนมากกว่าสาขาอื่น และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง  เป็นสภาพที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตแบบลวงตา  ซึ่งเฉพาะมูลค่าเท่านั้นสูงขึ้น ไม่ส่งผลให้ปริมาณผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น  ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพื้นฐาน (Real Sector)  เช่น ปรากฏการณ์ที่มูลค่าในทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรถูกดึงไปรวมกัน  เมื่อเศรษฐกิจภาคการเงินการธนาคารพองขึ้นเสมือนลูกโป่งที่ลอยขึ้นไป  สุดท้ายจะแตกและตกลงมาสู่พื้นฐานความจริง

เศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy)  หรือ สินทรัพย์ที่พองตัวขึ้นมา (Inflated Asset) เป็นภาวะบูม (Boom) ของเศรษฐกิจที่เกิดจากมายาภาพของคนที่เชื่อว่า ราคาสินค้าที่อยู่ในเศรษฐกิจสต็อก (Stock Economy) จะมีราคาสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ทุกคนจึงแห่กันมาเล่นเกมเงินตรา (เก็งกำไร) เพื่อแสวงหา Capital Gain สะท้อนถึงเศรษฐกิจขยายตัวเพราะอุปสงค์เทียม


ประเภทของเศรษฐกิจฟองสบู่
ตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 16  ในเมืองการค้าของยุโรปที่มีการขยายตัวของการค้า  เคยเกิดการเก็งกำไร พร้อมๆ กับวิวัฒนาการของเศรษฐกิจทุนนิยม หลังจากนั้นฟองสบู่ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น   เศรษฐกิจฟองสบู่อาจแบ่งตามลักษณะของกลุ่มคนที่ทำให้เกิดออกเป็น 3 ประเภท  ดังนี้

1.  มวลชนทั่วไปที่ไม่รู้ความ เริ่มจากการเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตาของผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาเล่นเก็งกำไร  ไปกระตุ้นความโลภของคนอื่นให้เข้ามาผสมโรง  จนคลั่งไคล้ลุกลามไปทั่วภายในเวลาไม่นาน  เช่น เหตุการณ์คลั่งไคล้ดอกทิวลิปที่ฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 17

2.  มวลชนผู้มีอันจะกิน สร้างกระแสการเก็งกำไรเพื่อให้มีรายได้ที่ทัดเทียม  และการเลียนแบบเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม  เช่น เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อทศวรรษที่ 1920  เนื่องจากภาวะมอเตอร์ไรเซชั่น (ประชายานยนต์) ที่ผู้คนต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง  ทำให้เกิดกระแสการเก็งกำไร  เพื่อนำผลได้มาซื้อรถยนต์เพื่อสร้างความทัดเทียมกันทางสังคม

3.  บริษัทขนาดใหญ่ ระดมเงินจำนวนมหาศาลจากตลาดทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ  แต่ไม่นำเงินไปลงทุนทางการผลิตเช่นในอดีต  กลับหมุนเงินจำนวนมหาศาลนี้มาเล่นเก็งกำไร  ประกอบกับการเปิดเสรีทางการเงิน  ทำให้สร้างผลกำไรได้สูงกว่าจากการผลิต   ต่อมาบริษัทอื่นๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ต่างเอาอย่าง  เช่น เศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่ 1980  

 กลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่

สามารถแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็น 2 ห้วง ดังนี้

(1)  ห้วงศตวรรษที่ 19 (ปี ค.ศ. 1800-1899)

แบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอน ดังนี้

1.  มีการสะสมความมั่งคั่งก่อนที่วัฎจักรเศรษฐกิจหนึ่งๆ จะเริ่มขึ้น ยิ่งถ้าสะสมก่อนห้วงบูม พอถึงห้วงบูม การเก็งกำไรยิ่งมีมากขึ้น  ทำให้ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ (Panic) รุนแรงยิ่งขึ้น

2.  มีปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ   ถ้าหลายๆ ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นปัจจัยที่ทรงพลัง  เช่น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้น  จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตแบบพุ่งโลด  การเก็งกำไรเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงกว่าปกติ

3.  ราคาสินค้าแพงขึ้น   เนื่องจากเศรษฐกิจคึกคัก  เกิดการขยายการผลิต  การนำเข้าวัตถุดิบ  การก่อสร้างโรงงาน  การติดตั้งเครื่องจักร   เศรษฐกิจจริงจะขยายตัวและต้องใช้เงินทุน  การระดมเงินทุนโดยผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาดหลักทรัพย์มีมากขึ้น

4.  เกิดการเก็งกำไร   ยิ่งภาวะเศรษฐกิจบูมนานต่อเนื่อง ราคาสินค้าจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นตาม   ผู้คนแห่กันซื้อคุณสมบัติใหม่ของสินค้า โดยไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าใช้สอย (Use Value)  อันเป็นคุณสมบัติเดิมของสินค้านั้น

5.  การเคลื่อนไหวของเงินรวดเร็วมาก   สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว  การเก็งกำไรขยายไปสู่หุ้นหรือพันธบัตร   ความมั่งคั่งที่สะสมมา (ในขั้นตอนที่ 1) ถูกนำไปใช้เล่นเก็งกำไร

6.  เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมในภาคเศรษฐกิจจริง   โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าฟุ่มเฟือย  เนื่องจากรายได้เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นชั่วคราว

7.  ทางการเข้าแทรกแซงการปล่อยสินเชื่อ   เมื่อเห็นว่า ถึงขีดที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ  การพองตัวออกคล้ายฟองสบู่ของสินเชื่อถูกทำให้แฟบลง

8.  อวสานของการเก็งกำไร   อุปสงค์ในข้อที่ 6 จะสูญสลายไปก่อน  ต่อมาการผลิตในภาคเศรษฐกิจจริงลดลง  เกิดการว่างงาน   ผลกระทบจากฟองสบู่แตกจะแผ่กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยรวม  เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน 

 (2)  ห้วงศตวรรษที่ 20  (ปี ค.ศ. 1900-1999)

เงิน ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก ที่เป็นแค่สื่อกลางแลกเปลี่ยนกับใช้สะสมทรัพย์  แต่เป็นทรัพย์ที่งอกเงยได้โดยตัวมันเอง  เป็นทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่ง   ปรากฏการณ์ที่ทำให้ทฤษฏีมูลค่าเกิดจากแรงงานไม่อาจอธิบายได้มีอยู่ 3 กรณี คือ

1.  แรงงานมนุษย์ถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์
2.  ความเหลื่อมล้ำกันของค่าแรงสูงมาก
3.  ราคามิได้ถูกกำหนดจากต้นทุนที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการ (กฎอุปสงค์) และปริมาณสินค้า (กฎอุปทาน)

ต่อไปอธิบายกลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่  อาจแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็น 4 ขั้น (ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543)

1.  ก่อนจัดตั้งสถาบันการเงินหรือธนาคารออมทรัพย์   การสะสมทรัพย์เกิดขึ้นภายในตัวเศรษฐกิจจริง  ในรูปของ ทองคำ  เหรียญ  อัญมณี  ฯลฯ

2.  มีสถาบันการเงิน   แต่การฝากเงินยังเป็นเพื่อให้ธนาคารดูแลรักษาแทน  ผู้ฝากนอกจากไม่ได้รับดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ธนาคารที่ช่วยดูแลรักษาให้   เมื่อจะนำเงินไปใช้ในการลงทุนจึงค่อยถอนออกมา  

3.  ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้   ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง  สร้างงาน  ผลิตสินค้า  ก่อให้เกิดผลกำไร  แล้วนำเงินมาใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้   ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก เพื่อระดมเงินฝาก  

4.  ปริมาณเงินตราใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   การไหลเวียนของสินค้าและบริการคล่องตัว  ภาคเศรษฐกิจจริงขยายตัว   รายได้ของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราการบริโภค  มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยสัมพัทธ์   ต่อมาผู้ประกอบการกลายเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีกำไรสะสมมากจนไม่ต้องกู้ ยืมจากธนาคาร

ปริมาณเงินที่อยู่ในสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้ต้องดิ้นรน หาทางออก  โดยนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจสต็อก ต่อมาเติบโตอย่างเป็นอิสระโดยสัมพัทธ์จากเศรษฐกิจจริงและมีขนาดใหญ่กว่า   ทำให้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่กลายเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดนไปโดยอัตโนมัติ 

 การเกิดและแตกเศรษฐกิจฟองสบู่

กรณีฟองสบู่แตกในปี 2540  อธิบายได้ 3 ระยะ  ดังนี้

1.  การก่อตัวของฟองสบู่

ใน ห้วงปี 2527-2529  เศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ  เกิดปัญหาสถาบันการเงิน (“ราชาเงินทุน”) ล้ม จนเป็นที่มาของการเกิดโครงการ 4 เมษายน 2527  โดยรัฐบาลต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  และหั่นงบประมาณรายจ่ายในปี 2528 และ 2529  ติดต่อกัน  เพื่อรักษาวินัยการเงินและการคลัง

ก่อนเข้าสู่ปี 2530 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  พอดีกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นหนีพิษเงินเยนที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าตัวในช่วงไม่ กี่ปีก่อนหน้า ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเข้ามา  ตามมาด้วยนักลงทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย  เช่น ไต้หวัน  ฮ่องกง  สิงคโปร์   ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม และภาคบริการ  จนกลายเป็นภาวะ “บูม” ทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา 

 2.  การพองตัวของฟองสบู่

ความ ต้องการที่ดินเพื่อตั้ง โรงงาน  สำนักงาน  สนามกอล์ฟ  รีสอร์ท  ที่อยู่อาศัย  โรงแรม  ฯลฯ   เพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจซื้อขายที่ดินเติบโตขึ้น   พวกนายหน้าค้าที่ดินได้กำไรอย่างงดงามในชั่วข้ามคืน  เกิดเศรษฐีใหม่กว่า 200,000 คนที่ร่ำรวยจากการค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการเล่นหุ้น   มีการปั่นราคาที่ดิน ทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า

สภาพ คล่องทางการเงินมีสูงมาก  เงินนอกประเทศสามารถเข้าง่ายออกง่าย  อัตราดอกเบี้ยเพียง 11.5%   ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนการปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินกันอย่างเต็มที่  แสดงว่า ส่งเสริมพวกนักเก็งกำไรให้เข้ามาสู่ธุรกิจฟองสบู่

ต้นปี 2533  ความเคลื่อนไหวของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มแผ่วลง  เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ตามจำนวนโครงการลงทุนที่เริ่มก่อสร้าง   รัฐบาลโดยผ่าน ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ ก่อประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต  โดยเฉพาะที่นำไปเก็งกำไร  ประจวบกับสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายปี 2533  ทำให้การเก็งกำไรหดหายไป  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา  ราคาที่ดินเข้าสู่ภาวะทรงตัวและหยุดเคลื่อนไหว

ขณะ ที่ฟองสบู่ลูกที่หนึ่งเริ่มแตก  กลับปรากฏว่า มีกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีทันสมัย ได้เข้ามาลงทุนอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2534  เป็นการต่ออายุให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นและฮ่องกงเข้ามา “ร่วมทุน” กับกลุ่มตระกูลดังๆ

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535  ได้กระหน่ำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้หยุดชะงักอีกครั้งหลังจากที่กำลังจะเริ่มฟื้นตัว 

 ต่อมาเกิดปัจจัยกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบ การธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแหล่งเงินทุนใหม่  ดอกเบี้ยต่ำ  มากระตุ้นขยาย “ฟองสบู่” ให้พองโตขึ้นและใหญ่กว่าเดิมได้อีกครั้ง  ดังนี้

1.  ประกาศหลักเกณฑ์มาตรฐานการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536  ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 50%  จากเดิมที่ให้เป็นความเสี่ยง 100%  ยิ่งทำให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้น

2.  การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศสามารถเปิดให้บริการวิเทศธนกิจ (BIBF)  ซึ่งบริการให้กู้เงินและรับฝากเงินตราต่างประเทศได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536

3.  คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้บริษัทสามารถออกตราสารได้   ตั้งแต่ปี 2536 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงกลับมาทุ่มเทลงทุนในโครงการใหม่ๆ อย่างคึกคัก  เกิดภาวการณ์ซื้อที่ดินเพื่อกักตุนไว้เป็นแลนด์แบงก์ (Land Bank)  ตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต.

4.  ปลายปี 2536  กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกัน วินาศภัยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งสินเชื่อรายย่อย  และยังยินยอมให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างๆ ได้ถึง 30% ของสินทรัพย์ในบริษัทประกัน  จากเดิมเพียง 10%

อาจกล่าว ได้ว่า เป็นความผิดพลาดของทางการที่ดำเนินนโยบายสนับสนุนฟองสบู่  แทนที่จะปรามปราบฟองสบู่  ผลจึงเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจในอีก 4 ปีต่อมา  เมื่อฟองสบู่ลูกที่สองแตกอย่างถาวร 

3.  สภาวะฟองสบู่แตก

เมื่อทาง การจำเป็นต้องตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท และดำเนินการปิด 56 สถาบันการเงิน ระบบการเงินจึงเข้าสู่ภาวะวิกฤต  สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง   ทั้งๆ ที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของ ธปท.และกระทรวงการคลัง   ขณะที่อีกด้านหนึ่งมาจาก ขาดความสามารถ  ความโลภ  ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเงิน และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน   ประชาชน นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินไทย

นโยบายการเงินที่เห็นได้ชัด คือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (ตะกร้าเงิน)  อิงกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลานานถึง 10 กว่าปี  โดยไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การส่ง สัญญาณเตือนภัยล่าช้า  วิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด  เช่น  การใช้นโยบายเปิดเสรีทางการเงินเพราะต้องการเร่งระดมทุนจากต่างประเทศเข้า มาขยายการลงทุน เนื่องจากเงินออมในประเทศไม่เพียงพอ   ต่อมาเมื่อเงินทุนไหลเข้ามามากจนกระตุ้นให้เกิด “ฟองสบู่” ลูกใหม่   ธปท.กลับควบคุมสถานการณ์ไม่ได้  และมิได้ตระหนักถึงภัยอันตราย   สถาบันการเงินไทยหันไปพึ่งพาเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ  โดยอาศัยส่วนต่างค่อนข้างมากของอัตราดอกเบี้ยมาทำกำไรจำนวนมหาศาล  ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน”

ปริมาณ เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ ในปี 2530 มีเพียง 27.6 พันล้านบาท  หลังเปิดเสรีทางการเงินในปี 2536  ได้เพิ่มขึ้นเป็น 260.9 พันล้านบาท หรือเกือบ 20 เท่าในช่วงเวลาเพียง 7-8 ปี   และกว่า 90% เป็นการนำเข้าเงินทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์

เงินทุนนำ เข้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อระยะยาวในประเทศ   ส่วนใหญ่กระจุกตัวที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงฟองสบู่พองตัว   เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจุดเริ่มฟองสบู่แตก  จึงลุกลามไปถึงสถาบันการเงิน
 

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง      

รหัส : CMT-5007
21/8/12
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฎีสำหรับคนจน” 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต” 
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รังเกียจกำไร” 
“ปรับชีวิตสู่วิถีพอเพียงคือแนวทางแห่งความยั่งยืน” 
ฯลฯ 
“ผมพูดและบรรยายซ้ำซากอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง 
พูดมา 10 กว่าปี ใครได้ยินแล้วก็ให้ได้ยินอีก” 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา กล่าวประโยคนี้ก่อนนำเข้าสู่สาระของเศรษฐกิจพอเพียง...อีกครั้ง 
ครั้ง นี้เป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การรู้จักคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงแต่เป็นการหยุดกิเลสหรือความอยากของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้โลกที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยมแบบเกิน ตัว ลามไปจนถึงการมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจอย่างคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ รู้จักหยุดคิดและปรับตัวสู่ความพอเพียงเพื่อยืดอายุให้กับโลกใบนี้
คน จำนวนมากนอกจากไม่ยอมรับว่าสร้างมลภาวะต่อโลก บางครั้งถึงกับลืมไปเสียอีกว่า ทุกสิ่งที่ตนกระทำล้วนส่งผลต่อโลก ปัญหาที่เกิดจึงไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ
“เรา อาศัยโลกยังชีวิตเรา แต่เรากิน โลกในทุกลักษณะ กินอากาศ แก๊ส สูดหายใจเข้าไปก็ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ใส่โลก น้ำ ต้นไม้ อาหาร และหนักข้อขึ้นเพราะไม่บริโภคธรรมดาแต่โลภและมักง่าย จะใช้ประโยชน์จากดินแค่จะไถจะพรวนเหนื่อยก็ไม่ทำ ใช้ไฟเผาง่ายดี ทำลายหมด และทำลายเลยไปถึงลูกถึงหลาน” ดร.สุเมธ ยกเหตุการณ์ที่กลายเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้มาเปรียบเปรย 

ปัจจุบันโลกมีประชากร 6,400 ล้านคน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งเร่งให้โลกแตกดับ หรือเกิด Mass Execution หมายถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 90% จะดับสูญเร็วเท่านั้น และคนที่ต้องเผชิญกับมหันตภัยก็คือมนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น เป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าประชากรโลกจะอยู่กันสภาพไหนในภาวะที่ทรัพยากร แทบไม่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเลยทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
ดร.สุเมธ เล่าว่ามีกลุ่มนักวิทยา ศาสตร์ศึกษาย้อนดูประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 4,600 ล้านปีพบว่า โลกนี้เคยแตกมาแล้วถึง 4 หน และในหนหลังๆ มีความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้นจากสัตว์เซลล์เดียวไปเป็นสัตว์มีกระดูก สันหลัง แม้แต่ในปัจจุบันโลกก็ส่งสัญญาณเตือนอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบพายุ สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาญเตือนชีวิตที่มาจาก 4 ธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น 
“ถ้าเรายังอยู่แบบไม่ระมัดระวัง ทำไมมันจะไม่มีหนที่ 5 แต่เมื่อรู้จักว่าโลกเป็นมาอย่างไรเราก็ควรจะรู้จักระมัดระวัง” 

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในรายงาน Living Planet Report 2010 แสดงข้อมูลไว้ว่า จุดสมดุลระหว่างจำนวน ประชากรทั่วโลกกับทรัพยากรที่โลกเหลืออยู่เกิดขึ้นผ่านไปนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 และคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 และปี 2593 การบริโภคที่เพียงพอต่อความต้อง การของประชากรโลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
 “หมาย ความว่าเราต้องมีโลก 2 ใบ หรือเกือบ 3 ใบถึงจะพอให้มนุษย์กินอยู่อาศัย จากข้อมูลตอนนี้มนุษย์เราก็บริโภคเกินจากทรัพยากรที่มีอยู่ 1.5 เท่า อย่าว่าแต่อาหารเลย คนในบางมุมโลกไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดจะดื่ม” 

การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่เป็นอยู่ เข้าหลักการมือใครยาวสาวได้สาวเอา ระดับการบริโภคขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งบริโภค เป็นผลมาจาก พื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตลอด โดยเฉพาะความเชื่อในระบบการค้าการลงทุนที่เน้นกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม 

“พฤติกรรมของคนไม่ว่าที่ไหน ยิ่งรวยยิ่งกินเยอะ ถ้าแบ่งโซนก็จะเห็นว่าประเทศเจริญแล้วอย่างชาติฝรั่งบริโภคมากกว่าเรา 2.8 เท่า ในเอเชียเฉลี่ยออกมายังอยู่ในระดับพอดี แต่ในแอฟริกาทรัพยากรก็ไม่พอบริโภค ถ้าเราเปลี่ยนระบบความเชื่อนี้เสียใหม่ เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ บริหารจัดการให้เกิดภาวะที่สมดุลขึ้น ก็จะช่วยยืดอายุของโลกได้” 

ดร.สุเมธอธิบายว่า ในอดีตถึงปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนพัฒนาโดยใช้ความรู้เพื่อสร้าง อำนาจ สร้างเงินใช้ความร่ำรวยเป็นตัววัด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การบริโภคเกินตัว เกิดการแข่งขันแก่งแย่ง และส่งผลต่อการทำลายและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดมลภาวะ ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม 

“ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มองว่าจะทำอยู่ได้นานเท่าไร คอยแต่ถามว่าวันนี้รวยเท่าไร ใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร ทำลายโลกเสร็จแล้วพอประชุมกันเพื่อหาทางแก้ ประเทศมหาอำนาจก็ไม่เคยลงนามร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง แต่เลี่ยงที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ลดมลพิษนั้นแทน แล้วประเทศเหล่านี้ก็ตื่นเต้นที่ได้เงินมาปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต แต่สำหรับโลกไม่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลก ฝั่งที่ยังเร่งผลิต ก็ยังเผาทำลายกันต่อไปเหมือนเดิม” 
แต่ เมื่อภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์หนักขึ้น ทำให้โลกเกิดกระแสใหม่แทรกเข้ามา เป็นความหวังของการยืดอายุให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักแล้วว่า ต่อให้รวยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีโลกที่สวยงามให้อาศัย ชีวิตมนุษย์ก็คงหาความสุขไม่ได้
ใน เมืองไทยถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงกระแสที่ว่านี้ได้ง่าย มาก เพียงแค่เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจ พอเพียง ที่มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปใช้จนเห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นชีวิตทางเลือกที่พิสูจน์ได้จริงมาแล้วทั้งในระดับบุคคลและในองค์กร ธุรกิจขนาดใหญ่ 

ถ้าจะอธิบายในหลักสากล กระแส แห่งอนาคตที่กำลังมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมให้คนบริโภคเกินตัว คือหลักการที่ใช้ GCK (Goodness Culture Know-ledge) เป็นตัวนำ หรือเปลี่ยนการใช้สติปัญญาความรู้เพื่อสร้างอำนาจและความร่ำรวย ไปใช้สร้างความดีและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแทน
 “GCK ไม่พูดเรื่อง GDP เลย แต่พูดถึง GNH (Gross National Happiness) วัดกันที่ความสุข ใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในเบื้องต้น อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเป็นกระแส เล็กแต่สวย ที่พาเราย้อนกลับไปสู่สมดุลของธรรมชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรามาแล้ว 2,555 ปี จากหลักธรรมะที่ให้มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้ม กัน ไม่ประมาท และรู้จักประมาณตน” 

หากนำการประมาณตนทางธรรมะ มาเทียบกับหลักบริหารก็จะพบว่า การประมาณหรือประเมินตนก็เหมือนกับหลักการเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Corporate Assessment นั่นเอง 

“เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนยากจน เลิกคิดเสียทีเถิด ดวงตาเห็นธรรมบ้าง หลักธรรมะใช้ได้หมดแม้กระทั่งเศรษฐี ถ้าเข้าใจ หลักการนี้ ยังทำให้ลดความอยาก ลดอะไร ต่างๆ รวมทั้งลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ ด้วย เพราะจะเริ่มมีสติรู้ตัวว่า จะสะสมไปทำไม จะบริโภคเกินไปทำไม ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงโรคเศรษฐีที่เป็นกัน ส่วนมากก็เป็นโรคจากบริโภคเกินทั้งนั้น หัวใจ ความดัน เบาหวาน สุดท้ายก็ถูกหมอบังคับ ให้ลดทุกอย่าง มีเงินก็กินไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่เริ่มลดจากตัวเองเสียตั้งแต่ต้น ลดความอยาก ตัดกิเลส ประเมินตน และรู้ที่จะพอเพียง” 
ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี บริษัทที่มีสินทรัพย์กว่า 4 แสนล้านบาท เป็นตัวอย่างองค์กรของไทยที่ปรับเปลี่ยนแนว คิดการบริหารองค์กรจากเดิมใช้หลักทุน นิยมเต็มตัวต้องเติบโตสูงสุด กวาดซื้อทุกบริษัทที่ขวางหน้าเพื่อทำกำไร สุดท้ายปรับมาใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร 

พ.ศ.2539 ก่อนฟองสบู่แตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เอสซีจีขาดทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้าน ดีที่ตั้งสติได้ หันกลับมาตรวจสอบและประเมินองค์กรเสียใหม่ หาความถนัดที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะค่อยๆ ตัดขายบริษัทที่ไม่ถนัดออกไป จาก 200 บริษัท หายไปประมาณ 50 บริษัท เหลือไว้แต่ธุรกิจหลัก 

“เอสซีจีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา เศรษฐกิจ พอเพียงเก่งอะไรทำอย่างนั้น เก่งอย่างทำอีกอย่าง เจ๊ง พอขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไป ผอมลงไป 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าแข็งแรงขึ้น ทำกำไรได้ทุกจุดเลย 4-5 ปีถัดมา ลบตัวแดง 4.8 หมื่นล้านหายไปหมด ถัดมาอีก 7-8 ปี ทำกำไรสูงสุดในรอบ 35 ปี แปลกไหม แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ยังแข็งแรง ไม่ต้องโตสูงสุดแต่โตได้ทุกปี” 

ดร.สุเมธเปรียบเทียบว่า เอสซีจีก็เหมือนกับปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้สินแล้ว ปลดหนี้ได้หลังจากหันมายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่อย่างพอเพียงจนถึงร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ในที่ดิน ซึ่งมีความสมดุลของธาตุ ทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เหมาะกับการ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 

“เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่าพอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ใช่จน ย้ำอีกที แต่มันรวยอย่างยั่งยืนและมีชีวิตสมดุลมั่นคง” 

ถึงบรรทัดนี้ จากตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้ว ภัยธรรมชาติที่หลายคนเห็นมากับตาด้วยตัวเอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อได้ดีว่า การบริโภคเกินพอดีนอกจากไม่ส่งผลดีต่อโลกซึ่งสุดท้ายภัยก็จะย้อนมาถึงมนุษย์ แถมระหว่างทางของความโลภยังเป็นตัวกระตุ้นการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะยิ่งหากินแบบธรรมดาภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงทุกวันยากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ทาง ออกสำหรับปัญหาอาการ “อยากจนเกินพอดี” ถ้าเปลี่ยนมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวแก้ ก็ยังพอเห็นหนทางยืดอายุโลกและมนุษย์ออกไปได้อีก 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณแหล่งข้อมูล : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา  กุมภาพันธ์ 2555  บทความโดย  ปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย