head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรัพยากรธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรัพยากรธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยสมัยโบราณ

วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยสมัยโบราณ

http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=23&chap=4&page=t23-4-infodetail01.html
สังคมไทยในสมัยโบราณ มีโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นแบบชุมชนบุพกาลมี "บ้าน" หรือชุมชนหมู่บ้านเป็นรากฐาน มีหลักฐานว่า สภาพสังคมไทยนอกประเทศไทยบางแห่ง หมู่บ้านร่วมกันครอบครองที่นา มีการแบ่งปันที่นาในหมู่สมาชิก โดยปรับเป็นระยะ เพื่อความเท่าเทียมของสมาชิกชุมชนหมู่บ้าน เพราะสมาชิกจะมีการย้ายออกหรือเข้า ตายหรือเกิดใหม่เป็นระยะ การผลิตเป็นแบบพอยังชีพ ทำเองใช้เอง มีความเชื่อในธรรมชาติ และบรรพบุรุษที่แสดงออกด้วยการนับถือผี และมีการปกครองตนเอง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยการปกครองตนเองเหลืออยู่ ในระบบสภาผู้เฒ่าของหมู่บ้านในภาคอีสานบางแห่ง

ต่อมาชุมชนบุพกาลไทยได้วิวัฒนาการเข้าสู่ระบบศักดินา เกิดรัฐ มีเจ้าฟ้าหรือกษัตริย์ดำรงฐานะเป็นตัวแทนชุมชนใหญ่ "เมือง" ซึ่งเป็นที่อยู่ และฐานอำนาจของเจ้าฟ้าเกิดขึ้น ชุมชนไทยได้สร้าง "เมือง" หรือรัฐไทโบราณขึ้นหลายแห่งในภูมิภาคนี้ กระจายอยู่ทางภาคเหนือ และในดินแดนตอนเหนือ นอกอาณาเขตไทย แผ่กระจายเป็นรูปพัด "เมือง" เหล่านี้อาศัยการเรียกเก็บผลิตผลส่วนเกินจากชุมชน หรือ "บ้าน" ผ่านระบบส่งส่วย ทั้งส่วยที่เป็นแรงงาน และสิ่งของ โดยปล่อยให้การทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง และการจัดการความสัมพันธ์ภายในชุมชน เป็นเรื่องภายในของชุมชนเอง

สำหรับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เดิมอยู่ภายใต้การปกครองของขอมและมอญ วัฒนธรรมไทยได้เผยแพร่เข้ามาภายหลัง ก่อนสมัยสุโขทัย ยังไม่ปรากฏหลักฐานการใช้อักษรไทในจารึกต่างๆ ของสังคมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปรากฏร่องรอยคำภาษาไทในจารึกต่างๆ แล้ว ซึ่งแสดงว่า มีกลุ่มคนไทยมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มากจนส่งอิทธิพลทางภาษา ต่อมาเกิดการคิดอักษรไทของสุโขทัย จนกลายเป็นภาษาไทสยาม และแพร่หลายตลอดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงคาบสมุทรทางใต้

อยุธยาเป็นเมืองที่เกิดหลังสุโขทัยเล็กน้อย ด้วยภูมิประเทศที่เหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ กำลังทหารที่เข้มแข็ง และการจัดระเบียบสังคมแบบศักดินาที่รัดกุมเด็ดขาด ผสานกับการที่รัฐผูกขาดการค้ากับต่างประเทศ จึงสามารถพัฒนาขึ้นเป็นทั้งเมืองหลวง เมืองท่า และเมืองการค้านานาชาติ อยุธยา อาศัยแรงงาน ซึ่งเกณฑ์จากไพร่เป็นรากฐานในการสร้างอาณาจักร ไพร่หรือกำลังคน เป็นทรัพยากรสำคัญ สำหรับการพัฒนาความมั่งคั่ง และความมั่นคงของรัฐต่างๆ จึงมีศึกสงครามแย่งชิงไพร่พล ระหว่างอยุธยากับรัฐข้างเคียงเป็นนิจ เกิดการกวาดต้อนครัวเรือนชาวบ้านมาเป็นกำลังให้รัฐตนเสมอ มีการเกณฑ์แรงงานอย่างแข็งขัน คือ ปีละ ๖ เดือน หรือที่เรียกว่า "เข้าเดือนออกเดือน" หญิงไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจชุมชนค่อนข้างสูง เพราะการเกณฑ์แรงงานเน้นที่ชาย นอกจากการเกณฑ์แรงงาน เศรษฐกิจของรัฐสมัยอยุธยายังอยู่ได้ด้วยส่วย ฤชา จังกอบและอากร จากสาเหตุทั้งหมดนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐของคนใช้ภาษาไท-ลาว อื่นๆ ในละแวกนี้ อยุธยาจึงกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญมั่นคั่ง และเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีอิทธิพลเหนืออาณาจักรต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และรักษาความเป็นศูนย์กลางความเจริญได้ต่อเนื่องยาวนาน

ในปลายสมัยอยุธยา การค้ากับต่างประเทศ และภายในประเทศเจริญรุ่งเรืองมาก จนต้องกำหนดที่ทำกินให้ชาวต่างประเทศ ซึ่งมาจากหลายชาติไว้เป็นกลุ่ม เรียกว่า บ้านชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างของตัวเกาะกรุงศรีอยุธยา ในจำนวนนี้ ชาวจีนมีลักษณะเป็นชนชาติพิเศษที่ติดต่อกันมาแต่โบราณ และอพยพเข้ามามาก ไม่เพียงแต่พ่อค้ายังมีแรงงานอิสระมาด้วย ส่วนภายในประเทศมีตลาดสินค้าประเภทต่างๆ กระจายทั่วไป เช่น ตลาดป่าฟูก ตลาดบ้านสมุด ตลาดถุงหมาก ตลาดป่าผ้าเขียว ตลาดป่าขนม ตลาดใหญ่ท้ายพระนคร รวมแล้วในสมัยนั้นมีตลาดขายของชำ ๒๑ แห่ง ตลาดสดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น ๔๐ แห่ง ที่เป็นเช่นนี้ได้ เพราะอยุธยาเป็นนครใหญ่ มีประชากรประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน

สงครามกับพม่า ทำให้อยุธยาล่มสลาย ธนบุรี และกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ยังคงเป็นเมืองหลวงที่เป็นทั้งเมืองท่า และเมืองการค้า สืบต่อจากอยุธยา ภาวะสงครามทำให้การเกณฑ์แรงงานในสมัยธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ลดลงเหลือปีละ ๔ เดือน การขาดแคลนแรงงานโยธาทำให้รัชกาลที่ ๑ ต้องเกณฑ์ไพร่จากประเทศราชมาใช้ในคราวขุดคลองพระนคร และสร้างกำแพงเมือง โดยได้ชาวเขมรมาขุดคลอง ๑๐,๐๐๐ คน และชาวเวียงจันทน์มาช่วยก่อสร้างกำแพงเมือง ๕,๐๐๐ คน ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แรงงานอิสระของชาวจีนเริ่มเข้าสู่การจ้างงานของรัฐเกี่ยวกับการขุดคลองลัด หลังเมืองนครเขื่อนขันธ์ จากนั้นก็ใช้วิธีจ้างแรงงานจีนขุดคลอง และจ้างเกี่ยวกับงานโยธามากขึ้น ระบบเจ้าภาษีนายอากรก็เริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ และขยายตัวอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ การเกณฑ์แรงงานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ลดลงเหลือปีละ ๓ เดือน แต่ภายใต้การหารายได้เข้ารัฐแบบใหม่ คือ การผูกขาดประมูลภาษีอากร และการขยายตัวของการค้า กรุงเทพฯ ได้เจริญเติบโต และมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตามรายงานของจอห์น ครอฟอร์ด ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษเข้ามาเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการค้าในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ กรุงเทพฯ มีประชากรถึง ๖๐๐,๐๐๐ คน นับว่าเติบโตขึ้นทัดเทียม และล้ำหน้าอยุธยาในระยะเวลาสั้นๆ

พัฒนาการสมัยหลังสัญญาบาวริง พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นอย่างไร
สัญญาบาวริง (พ.ศ. ๒๓๙๘) ทำให้การผูกขาดการค้าโดยรัฐสิ้นสุดลง การค้าเสรีกับต่างประเทศได้เริ่มขึ้นและขยายตัวอย่างเร็วมาก โครงสร้างสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยที่เดิมเป็นของป่าจากการเก็บส่วย ได้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสินค้าเกษตรที่ผลิตเพื่อขาย ซึ่งมีข้าวเป็นสินค้าหลักแทนที่ส่วนโครงสร้างสินค้านำเข้าระยะแรกเป็นสินค้าอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอเป็นสำคัญ จนถึงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนเป็นมีสินค้าทุนและปัจจัยการผลิตเข้ามาร่วมด้วยบ้าง

ก่อนหน้านี้ การค้าของป่ากับต่างประเทศไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตแบบพอยังชีพของชุมชนหมู่บ้านไทย ผลิตผลจากป่าเป็นผลิตผลส่วนเสริมของระบบการผลิตแบบพอยังชีพ อันเป็นระบบการผลิตพื้นฐานของหมู่บ้าน แต่การค้ากับต่างประเทศภายใต้แรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก

พื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มจาก ๕.๘ ล้านไร่ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ขยายเป็น ๙.๒ ล้านไร่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยการขุดคลองในที่ลุ่มภาคกลาง แปรเป็นพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งราชวงศ์และขุนนางได้สิทธิจับจองที่นาที่ขยายไปนี้ ก่อให้เกิดระบบเจ้าของที่ดินและผู้เช่านาขึ้น ที่ดินที่เหลือเป็นการถือครองของชาวนาอิสระ การผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก ๒.๔ ล้านหาบในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ เป็น ๘.๑ ล้านหาบในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ขณะเดียวกันไพร่มักหลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงานด้วยวิธีต่างๆ แม้แต่การเกณฑ์ไพร่พลเพื่อสงครามก็ไม่ได้ผลเกิดไพร่หนีนายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับสอดคล้องกับการขยายการผลิตข้าวเพื่อขาย ซึ่งต้องการแรงงานอิสระพอดี ต่อมาแรงงานอิสระยังเพิ่มขึ้นจากการลดภาษีรัชชูปการ (พ.ศ. ๒๔๓๐) และการเลิกทาส (เริ่ม พ.ศ. ๒๔๔๘) หลังจากมีการสร้างทางรถไฟ เนื้อที่เพาะปลูกข้าวได้ขยายไปตามลุ่มน้ำภาคเหนือ และที่ราบฝั่งแม่น้ำมูล-ชีในภาคอีสาน ระบบกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินระดับอาณาจักรที่เดิมเคยถือว่าเป็นของกษัตริย์ และระดับชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ค่อยๆ เปลี่ยนไปเกิดเป็นระบบกรรมสิทธิ์เอกชนขึ้นแทน โดยการริเริ่มของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีที่นา แต่เนื่องจากที่ดินมีอยู่มาก และชาวบ้านต้องการสิทธิทำกินในที่ดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นสำคัญ ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของที่ดิน จนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๕ ระบบกรรมสิทธิ์เอกชนเหนือที่ดินจึงเข้มแข็ง

ในภาคเหนือมีระบบไพร่เช่นกัน แต่ไม่ซับซ้อนและไม่เข้มงวดนัก ชาวบ้านอยู่กันอย่างเสรี บุกเบิกที่ดินหรือเคลื่อนย้ายได้ สัญญาบาวริงแทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเหนือ หลังสัญญาบาวริง มีเพียงการทำไม้สักในภาคเหนือโดยทุนตะวันตก ๓ ใน ๔ บริษัทใหญ่เป็นของอังกฤษ เดิมไม้สักนี้ เป็นของเจ้าเมืองเหนือ ซึ่งได้ "ค่าตอไม้" จากบริษัททำไม้เป็นจำนวนมาก แรงงานที่ทำไม้ส่วนใหญ่เป็นขมุและเงี้ยว จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๙ รัชกาลที่ ๕ ได้โอนกรรมสิทธิ์ในป่าไม้มาเป็นของรัฐบาลกรุงเทพฯ และเก็บค่าภาคหลวง จากระบบสัมปทานแทน แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผู้รับสัมปทาน หากแต่ขยายเพิ่มในเขตอื่น ชุมชนหมู่บ้านภาคเหนือยังคงรักษาเศรษฐกิจแบบพอยังชีพไว้อย่างเหนียวแน่น และรักษาระบบเหมืองฝาย ซึ่งเป็นระบบควบคุมและแบ่งปันการใช้น้ำของชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในลำน้ำเดียวกัน ที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณ และยังใช้การได้มาจนถึงปัจจุบัน

ในภาคใต้หลังสัญญาบาวริง การค้าผูกขาดโดยรัฐจากเจ้าเมืองถูกยกเลิกไป แต่สินค้ายังคงเป็นดีบุกและของป่า ชาวบ้านปลูกข้าวได้น้อยเพราะมีพื้นที่จำกัด แม้การทำเหมืองแร่เป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลไทย แต่การดำเนินงานจะเป็นของชาวจีนทั้งนายเหมืองและแรงงาน หลังจาก พ.ศ. ๒๔๔๓ นายทุนตะวันตกเข้าไปทำเหมืองแร่มากขึ้น จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ นายทุนตะวันตก ได้นำเรือขุดมาใช้ทำเหมืองแร่ด้วย อย่างไรก็ตามการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ เป็นเพียงการขุดวัตถุดิบส่งออก ไม่ได้พัฒนาไปสู่การถลุงแร่ เพราะบริษัทอังกฤษซึ่งผูกขาดการซื้อแร่รายใหญ่ที่สุด ได้ส่งแร่ไปถลุงที่โรงงานของตนในสิงคโปร์และปีนัง ชาวบ้านภาคใต้เริ่มปลูกยางพาราเพื่อขายเมื่อทางรถไฟตัดผ่านเข้าไป แต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยังมีจำนวนน้อย และมีลักษณะเป็นส่วนเสริมของเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงขยายตัวเพิ่มขึ้น

ในภาคอีสานได้รับผลกระทบจากสัญญาบาวริงน้อยที่สุด เพราะการค้ามีน้อย ชาวบ้านได้รับผลกระทบมากจากการเก็บภาษีรัชชูปการ เนื่องจากหาเงินยากมาก ทำให้ชาวบ้านต้องพยายามหาอะไรมาค้าขาย เมื่อมีการสร้างทางรถไฟเข้าไป การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเฉพาะเมืองตามริมทางรถไฟ การผลิตแบบพอยังชีพคงตัวมากที่สุดในภาคนี้ และเกิดกบฎชาวนาสูงสุด เพราะชุมชนหมู่บ้านไม่ยอมรับอำนาจบังคับจากส่วนกลาง

ชาวจีนอพยพมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการค้าจากเดิมที่เป็นเจ้าของภาษีนายอากรจัดเก็บภาษีให้รัฐ ร่วมทุนกับเจ้านายและขุนนาง และทำการค้ากับชาวบ้านก็ได้แตกแขนงเป็นตัวแทนการค้าของทุนตะวันตกอีกด้วย ผู้ที่สะสมทุนได้ยังเปิดกิจการโรงสีและโรงเลื่อยแข่งกับทุนตะวันตก นอกจากนั้นชาวจีนจำนวนมากได้เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างสนองความต้องการแรงงานในเขตเมือง ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นชาวจีน ชาวจีนจึงเป็นกลุ่มคนที่สัมพันธ์ทั้งกับรัฐและทุนตะวันตก จนถึงระดับชาวบ้านในชนบท เป็นความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายที่มีลักษณะพึ่งพาและขัดแย้งกันในตัว ชาวจีนเหล่านี้มักอยู่ใต้สังกัดสมาคมอั้งยี่ อิทธิพลของอั้งยี่มีมากจนทำให้รัฐหวั่นเกรงว่า ชาวจีนจะก่อจลาจลและยึดกรุงเทพฯ บางครั้งความขัดแย้งระหว่างสมาคมอั้งยี่กับรัฐได้ขยายตัวเป็นความรุนแรง ชาวจีนทั้งพ่อค้าและแรงงานเหล่านี้ ระยะแรกเข้ามาทำมาหากินเพื่อส่งเงินกลับประเทศ ต่อมาได้ตั้งรกรากกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และผสมกลมกลืนไปกับคนไทยทั้งทางสายเลือดและวัฒนธรรม

ในส่วนของรัฐ การคุกคามของตะวันตกทำให้รัฐไทยอ่อนแอลงมาก ทางการเมือง ไทยเสียดินแดนจำนวนมากให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศสและเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ประเทศคู่ค้าตะวันตก ทางเศรษฐกิจ รัฐไทยสูญเสียรายได้จากการค้าผูกขาดโดยรัฐ ทางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมเดิมเปลี่ยนแปลงจนราชวงศ์และขุนนางอยู่ในภาวะคลองแคลน รัชกาลที่ ๕ ทรงแก้ปัญหาโดยการปรับปรุงราชสำนักให้เข้มแข็ง เปลี่ยนวิธีการจัดเก็บและควบคุมภาษีให้อยู่ในความควบคุมของราชสำนัก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งยังหารายได้เพิ่มโดยการเร่งส่งออกข้าว จนมีเงินมาปฏิรูปการปกครอง สร้างระบบราชการซึ่งมีรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง สร้างวัฒนธรรมเป็นหนึ่งเดียวโดยใช้ภาษาไทยกลาง สร้างระบบโรงเรียนกระจายการศึกษาจากส่วนกลางไปให้เร็วที่สุด รวมทั้งตกลงกับมหาอำนาจตะวันตกสร้างเส้นเขตแดนที่ชัดเจน และสร้างความหมายเกี่ยวกับความเป็นไทยใหม่โดยถือว่า คนที่มีสัญชาติไทยคือคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยอีกด้วย เปลี่ยนรัฐศักดินาแบบดั้งเดิมเป็นรัฐชาติภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แทน การรวมศูนย์อำนาจนี้ได้รับการต่อต้านทั้งจากเจ้าเมืองในระบบประเทศราชแบบเดิม เจ้าภาษีนายอากรจีน และชาวนาซึ่งก่อกบฎที่ต่างๆ เป็นระยะๆ แต่รัฐบาลกลางสามารถคลี่คลายเหตุการณ์ได้ โดยใช้ทั้งการปราบปรามและการดำเนินกุศโลบายต่างๆ ทำให้สังคมไทยเป็นปึกแผ่นขึ้น แต่ส่งผลให้เกิดระบบข้าราชการและกองทัพที่ใหญ่โตและมีอำนาจมาก

การขยายตัวทางการค้าและการเงินมาจากการขายผลิตผลส่วนเกินที่ได้จากภาคเกษตร การถ่ายเทเงินค่อนข้างเป็นการถ่ายเททางเดียว มีการแจกจ่ายกลับมาทำนุบำรุงชนบทน้อยมาก การเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรมาจากการขยายพื้นที่เป็นสำคัญ เศรษฐกิจของชุมชนชาวนาดำรงรักษาการผลิตแบบพอยังชีพเอาไว้เป็นหลัก และผลิตเพื่อขายเป็นส่วนเสริม ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ชาวบ้านจึงทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน อีกทั้งการผลิต เพื่อขายก็ยังมีจำนวนมาก จนการค้าและการเงินขยายตัวอย่างมาก การพัฒนาอุตสาหกรรมกลับเกิดขึ้นอย่างจำกัด เพราะผลตอบแทนจากการค้าและการเงินมีมากกว่าและรวดเร็วกว่า ทั้งยังมีสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เข้ามาตีตลาดอุตสาหกรรมพื้นเมืองและอุตสาหกรรมภายในประเทศอีกด้วย เช่น น้ำตาลที่ไทยเคยส่งออกมากตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาจนถึงก่อนสัญญาบาวริงค่อยๆ ลดน้อยจนหมดไปเพราะน้ำตาลจากชวาราคาถูกกว่าหัตถกรรมทอผ้า ในภาคกลางก็ค่อยๆ สูญหายไป เพราะผ้าทอจากต่างประเทศมีราคาถูก

พัฒนาการสมัยหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นอย่างไร
หลังจากจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้เลิกนโยบายทุนนิยมแห่งรัฐ เริ่มดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โดยออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ระดมทุนจากต่างประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ยกเว้นภาษีกำไรและตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่ได้รับการส่งเสริม รัฐบาลยังลงทุนสร้างระบบขนส่ง คมนาคม ไฟฟ้า เขื่อน และสาธารณูปการต่างๆ ให้ด้วย ซึ่งคล้ายกับสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่รัฐเคยนำรายได้จากเศรษฐกิจด้านข้าวมาใช้จ่ายในการปฏิรูปสังคม การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคของรัฐในยุคนี้ ก็อาศัยรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมมาใช้เพื่อการนี้เช่นกัน นอกจากนี้ รัฐยังกดราคาข้าวในประเทศให้มีราคาถูก เพื่อให้ค่าจ้างแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำ จูงใจให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันก็ห้ามการรวมตัวจัดตั้งสมาคมแรงงานอย่างเคร่งครัดถึง ๑๔ ปีเต็ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๕ ทั้งยังยกเลิกกฎหมายจำกัดการสะสมที่ดินอีกด้วย

ผลจากการที่จอมพลสฤษดิ์ยกเลิกกฎหมายจำกัดการสะสมที่ดิน ทำให้ระบบเจ้าของที่ดินให้ชาวนาเช่าที่ดินยังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันก็เกิดการกว้านซื้อสะสมที่ดินของผู้มีอิทธิพลและมีเงิน ช่องว่างทางสังคมมีมากขึ้น จอมพลสฤษดิ์ยังฟื้นฟูบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นด้วย กลุ่มเจ้านายและขุนนางเก่าค่อยๆ แปรรูปมาลงทุนในกิจการต่างๆ และกลายเป็นกลุ่มทุนที่สำคัญกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปที่ดินยังคงถูกขัดขวางเรื่อยมา แม้จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดินเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เพราะการเคลื่อนไหวของชาวนา แต่ก็เป็นกฎหมายที่ใช้อย่างจำกัดมากและไม่ค่อยได้ผลนัก

จากสมัยของจอมพลสฤษดิ์ถึงจอมพลถนอม กิตติขจร (พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๖) โลกยุคนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็นและสงครามตัวแทนระหว่างค่ายทุนนิยมและค่ายสังคมนิยม ก่อนที่ไทยจะใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประเทศอาณานิคมเดิมได้รับเอกสารเป็นอันมาก แต่ยังคงมีลักษณะทางเศรษฐกิจคล้ายแบบอาณานิคมอยู่ สำหรับประเทศไทยแม้ไม่ใช่ประเทศอาณานิคม แต่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ถูกดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกแบบกึ่งบังคับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ แล้ว จึงมีลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นแบบกึ่งอาณานิคม ต้องผลิตขั้นปฐมภูมิตามที่ประเทศทุนนิยมศูนย์กลางต้องการ เมื่อประเทศอาณานิคมต่างๆ ในโลกเป็นเอกราช ความสัมพันธ์ทางการผลิตกับเมืองแม่เดิมเปลี่ยนไป การแบ่งงานกันทำในยุคนี้เปลี่ยนไปสู่การลงทุนโดยตรงจากประเทศแม่ เพื่อลดต้นทุนสินค้าจากค่าแรงงานและการขนส่ง เมื่อไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงเจริญเติบโตรวดเร็วมาก โดยการหลั่งไหลเข้ามาของทุนจากต่างประเทศ

เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามา ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเงินช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐอเมริกา อีกส่วนเป็นเงินลงทุนของธุรกิจที่เข้ามาเพื่อผลิตสินค้าขายในประเทศ ภายใต้สิทธิพิเศษต่างๆ ที่รัฐบาลจูงใจ และบางกรณีก็ใช้ไทยเป็นแหล่งถ่ายเทเครื่องจักรที่ล้าสมัยจากประเทศแม่ เพื่อการผลิตที่มีต้นทุนแรงงานต่ำและไม่ต้องแข่งขันกับตลาดโลก ระยะแรกสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงเพราะเสียหายอย่างหนักในสงครามตัวแทน โดยเฉพาะสงครามเวียดนาม ญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้นกลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทยแทน และเมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ญี่ปุ่นก็กลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน แม้ว่ามีพลังการแข่งขันและสิทธิพิเศษเหนือกว่าธุรกิจภายในประเทศ แต่ก็ต้องอาศัยเครือข่ายการค้าของธุรกิจดั้งเดิมเหล่านั้นกระจายสินค้าและบริการ ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกของธุรกิจขนาดใหญ่ จึงขยายตัวตามไปด้วยในช่วงนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอ แก้ว ซีเมนต์ เหล็ก กระดาษ อุปกรณ์ประกอบชิ้นส่วนขยายตัวก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิยังเป็นฐานรายได้ที่สำคัญที่รัฐนำมาพัฒนาประเทศ และรัฐยังมีนโยบายส่งเสริมพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้ธุรกิจการเกษตรขยายตัวจากสินค้าข้าวและยางพาราไปสู่การส่งออกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ฯลฯ โดยมีการแปรรูปสินค้าเกษตรบ้าง เพื่อสะดวกต่อการส่งออก ปศุสัตว์และธุรกิจอาหารสัตว์เริ่มขยายตัวบ้าง การขยายตัวของภาคธุรกิจเอกชนทำให้จำนวนคนชั้นกลางและแรงงานเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในภาครัฐบาล จำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างมากตามหน่วยงานต่างๆ ที่แตกแขนง สิบปีหลังจากแผนพัฒนาฯ คนชั้นกลางจึงขยายตัวขึ้นมากทั้งจากภาคธุรกิจและภาครัฐบาล

ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ผลักดันให้รัฐออก พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ห้ามก่อตั้งธนาคารใหม่ และห้ามเปิดสาขาธนาคารต่างประเทศเพิ่มขึ้น ธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีอยู่ ๑๕ แห่ง จึงดำเนินกิจการในลักษณะผูกขาดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเครือข่ายธุรกิจอุปถัมภ์อื่นๆ ของคณะทหารขยายตัวต่อเนื่องมาจนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ การเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ได้ทำให้จอมพลถนอม สิ้นอำนาจลง เครือข่ายธุรกิจที่มีทหารอุปถัมภ์ค่อยๆ หมดบทบาทไป เปิดทางให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีโอกาสเติบโตมากขึ้น สำหรับธุรกิจธนาคาร การเป็นอิสระจากคณะทหารกลับทำให้สามารถสะสมความมั่งคั่งและขยายบทบาทเพิ่มเพราะคล่องตัวมากขึ้น โดยยังครองความได้เปรียบจากการผูกขาดอยู่ บรรยากาศทางการเมืองที่เกิดหลังเหตุการณ์ "๑๔ ตุลา" ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ ซึ่งคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้โดดเด่นขึ้น ส่วนทุนของกลุ่มเจ้านายก็ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

เวียดนาม

เวียดนาม


http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/overview-vn/geography
ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมเป็นการผูกขาดและรวมศูนย์ที่รัฐบาลกลาง นโยบายการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม คือ การส่งเสริมให้มีการค้าเสรีโดยรัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 87.3 ล้านคน มีวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกันระหว่างภาคเหนือและภาคใต้อย่างชัดเจน ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนไทยในเวียดนาม มีแนวโน้มที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยได้รับความนิยมจากชาวเวียดนามสูงด้วยเพราะคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

ประเทศเวียดนามในอดีตจากความรู้สึกเก่าๆ หรือภาพที่ยังติดมากับภาพยนตร์สงครามที่มองประเทศเวียดนามเป็นประเทศล้าหลัง ประเทศเวียดนามในวันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกว่าที่หลายคนคิด บ้านเมืองที่สงบผู้คนที่มีรอยยิ้มและเต็มไปด้วยความหวังจากเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และนี่คือข้อมูลส่วนหนึ่งที่นำเสนอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศเวียดนาม เวียดนามเป็นประเทศที่ถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชียรองจากประเทศจีนและอินเดีย หรือหลายคนมองเวียดนามเป็นมังกรน้อยที่มีศักยภาพในการเติบโตตามประเทศจีนต่อไปในอนาคต หลังการเปิดประเทศและการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ซึ่งเป็นสมาชิกลำดับที่ 150 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยสมาชิกภาพของเวียดนาม มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มกราคม 2550 จะเป็นการเปิดประเทศสู่การค้าโลกและเปิดรับระบบทุนนิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ

พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเวียดนาม มาจากการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกวัตถุดิบ (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) สิ่งทอ เครื่องหนัง และสินค้าเกษตร รวมถึงการพัฒนาของภาคบริการ การท่องเที่ยว เวียดนามสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมาก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเวียดนาม จึงเป็นที่สนใจของ นักลงทุนไทยในการไปลงทุนประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตามการลงทุนของนักลงทุนไทยในประเทศเวียดนามยังมิได้เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ อันเนื่องมาจากนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในการติดต่อกับหน่วยราชการ ขั้นตอนการเข้าไปจัดตั้งบริษัท ตลอดจนกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ รวมถึงการขาดปัจจัยที่เอื้ออำนวยจากภาครัฐของไทยและอุปสรรคภายในอื่นๆ ทำให้นักลงทุนไทยไม่มั่นใจไปลงทุนเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญและส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง


สภาพทางภูมิศาสตร์ของเวียดนาม
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) หรือ ที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ประเทศ "เวียดนาม" ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 331,033 ตารางกิโลเมตร เรียงเป็นรูปตัว S ตามแนวฝั่งตะวันตกของทะเลจีนใต้จากเส้นละติจูด 23 ํ 22' เหนือ ถึง 8 ํ 30' เหนือ และลองติจูด 109 ํ 29' ตะวันออก ถึง 102 ํ10' ตะวันออก มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ และ ทิศตะวันตกติดกับ สปป.ลาว และประเทศกัมพูชา พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนาม ประกอบด้วย ภูเขาและป่าไม้ บริเวณแผ่นดินทั้งหมดของเวียดนามมีพื้นที่ราว 328,000 ตารางกิโลเมตร นอกจากนั้นเป็นไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย

เวียดนามเป็นประเทศที่มีรูปร่างลักษณะเป็นแนวยาว และมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือและใต้ แม้ในปัจจุบันเวียดนามมีภูเขาที่มีป่าหนาทึบร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามเวียดนามก็เป็นหนึ่งในสิบหกประเทศทั่วโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด อีกทั้งมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย จึงทำให้เวียดนามมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย  มีแม่น้ำไหลผ่านหุบเขาและที่ราบมากกว่า 2,800 สาย โดยเป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากกว่า 10 กิโลเมตร กว่า 2,300 สาย มีพื้นที่ป่าเขตร้อนมากถึงร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ รวมถึงป่าชายเลนที่มีพื้นที่ประมาณ 2 แสนเฮกตาร์ (1.25 ล้านไร่) โดยมีพันธุ์ไม้ 13,000 ชนิด มีรุกขชาติมากกว่า 7,000 ชนิด แบ่งเป็น 239 สายพันธุ์ เป็นแหล่งกำเนิดน้ำมัน ยาง ไม้และพืชสมุนไพรมากมาย ที่ราบสูงเหมาะแก่การปลูกพืชเขตหนาว เช่น กาแฟ ใบชา ปอ และในบริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกพริกไทย ยางพารา ข้าว นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ป่ามากมาย การปลูกพริกไทย ยางพารา 15,000 ชนิด[1] เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 270 ชนิด  สัตว์เลื้อยคลาน 180 ชนิด นก 1,000 ชนิด และปลา 1,000 ชนิด โดยเป็นสายพันธุ์เดียวกับสัตว์ในอ่าวเบงกอล และคาบสมุทรมลายู

นอกจากนี้ เวียดนามยังมีสินแร่ที่ค้นพบแล้วมากกว่า 2,000 ชนิด โดยหลายชนิดมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและมีปริมาณมากพอสำหรับการขุดเจาะในเชิงพาณิชย์ เช่น เหล็ก พบมากในจังหวัดท้ายเหวียน (Thai Nguyen) และในบริเวณลุ่มแม่น้ำแดง ถ่านหิน โดยเฉพาะถ่านหินแอนทราไซต์ที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก พบมากในจังหวัด กว๋างนินห์ (Quang Ninh) และบริเวณที่ราบสูง       เตเหงียนในแถบตอนกลางของประเทศ ทองแดง พบในจังหวัด เซินลา (Son La) ทอง พบที่จังหวัด กว๋างนัม (Quang Nam) และหลั่งเซิน (Lang Son) รวมถึงก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่พบมากบริเวณชายฝั่งบาเรีย-หวุงเต่า (Baria - Vung Tau)

อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และมีการขุดเจาะแร่ธาตุต่างๆ เพื่อใช้ในเชิงเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้ปริมาณทรัพยากรที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีลักษณะแคบแต่มีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้


สภาพทางสังคมของเวียดนาม
เวียดนามมีประชากร 87.3 ล้านคน (ข้อมูลปี 2009) โดยร้อยละ 26 มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ร้อยละ 7 มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และร้อยละ 67 มีอายุระหว่าง 15 – 64 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงาน และเกินกว่าร้อยละ 50 เป็นประชากรที่อายุต่ำกว่า 30 ปี แยกเป็นประชากรเพศชาย ร้อยละ 49.16 ประชากรเพศหญิง ร้อยละ 50.84




วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพรวมของกัมพูชา (1)

สภาพทางภูมิศาสตร์ของกัมพูชา
http://122.155.9.68/talad/index.php/cambodia/overview-kh/geography

ทรัพยากรธรรมชาติ  

กัมพูชามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีสินแร่ชนิดต่าง ๆ อยู่ทั่วไป เช่น ทอง ทองแดง แร่เหล็ก แมงกานิส ถ่านหิน วุลแฟรม ฟอสฟอรัส พลอย เงิน ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี หินอ่อน ฯลฯ

แร่เหล็กพบมากตามเทือกเขาพนมดงรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพระวิหาร สตึงเตรง อุดรมีชัย และพระตะบอง

แมงกานิสมีมากที่จังหวัดพระวิหาร ถ่านหินส่วนมากอยู่ที่จังหวัดสตึงเตรง

พลอย (ทับทิมและไพลินส่วนมากอยู่ที่จังหวัดพระตะบอง พระวิหาร เกาะกง รัตนคีรี และกรุงไพลิน

ทอง ค้นพบที่บ่อซ็อมตร็อบ จังหวัดเสียมเรียบ พนมกำโบร์ จังหวัดอุดรมีชัย พนมแดก จังหวัดพระวิหาร

บอกไซท์ ค้นพบในจังหวัดพระตะบอง และมณฑลคีรี

แร่เงิน มีที่บ่อซ็อมตร็อบ และพนมกำโบร์ จังหวัดอุดรมีชัย และสำโรง จังหวัดกัมปงสะปือ

ทั้งนี้ สินแร่ต่าง ๆ ของกัมพูชามีค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อาณาบริเวณที่มีสินแร่หลากหลายชนิดกระจุกตัวอยู่ คือ ภาคเหนือของจังหวัดสตึงเตรง และเขาพระวิหาร จังหวัดไพลิน จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดโพธิสัต มีพลอย เงิน และทองกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ โดยเฉพาะที่จังหวัดไพลินมีพลอยไพลินกระจุกอยู่หนาแน่น

นอกจากนี้ กัมพูชายังมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยกัมพูชามีแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดประมูลให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้งบนชายฝั่งและนอกชายฝั่งแล้วหลายแห่ง และบางแหล่งอยู่ระหว่างการสำรวจ อีกทั้งยังคาดว่าจะพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนหนึ่งบริเวณโตนเลสาบ

ส่วนทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อาทิ ป่าไม้ (ครอบคลุมพื้นที่ราวร้อยละ 35-62 ของพื้นที่ทั้งประเทศบริเวณที่ป่าไม้หนาแน่น คือ เทือกเขาบรรทัดทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้ชิงชัน ไม้มะค่า ไม้พะยูน ไม้เต็ง ไม้แดง และไม้ยาง

ทั้งนี้กัมพูชามีแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยเป็นระยะทาง 443 กิโลเมตร จึงเป็นแหล่งที่มีสัตว์น้ำชุกชุม นอกจากนี้บริเวณโตนเลสาบ (Tone Sap) หรือทะเลสาบเขมร เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชา และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญซึ่งเชื่อมโยงระหว่างกรุงพนมเปญไปยังจังหวัดเสียมเรียบ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดโพธิสัตว์ จังหวัดกำปงชนัง และจังหวัดกำปงธม ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งโดยรอบโตนเลสาบ ประกอบกับความโดดเด่นของโตนเลสาบในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีพันธุ์ไม้และสัตว์บางชนิดที่พบเห็นได้เฉพาะบริเวณโตนเลสาบเท่านั้น

สภาพทางสังคมของกัมพูชา

ประชากร  

กัมพูชามีประชากร 14.8 ล้านคน มีอัตราการเพิ่มของประชากรเฉลี่ยร้อยละ ต่อปี โดยแบ่งเป็น ประชากรที่มีอายุ 0-14 ปี ร้อยละ 35.8 ประชากรที่มีอายุ 15-64 ปี ร้อยละ 60.9 และประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ร้อยละ 3.3 โดยประชากรราวร้อยละ 85 อาศัยอยู่ในเขตชนบท กัมพูชามีจำนวนแรงงานราว ล้านคน โดยเป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรมราวร้อยละ 80 ของแรงงานทั้งหมด นอกจากนี้กว่าร้อยละ 50 ของประชากร มีอายุน้อยกว่า 21 ปี ทั้งนี้ ประชากรร้อยละ 96 เป็นชาวกัมพูชา และอื่น ๆ ได้แก่ มุสลิมร้อยละ 2.2 เวียดนามร้อยละ 0.4 จีนร้อยละ 0.2 และที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขารวม 17 เผ่า ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม ไทย และจีน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 95 และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 5

โครงสร้างอาชีพหลักของชาวกัมพูชา คือ ภาคเกษตรกรรม ประมาณร้อยละ 70 ภาคบริการประมาณ ร้อยละ 17 ภาคอุตสาหกรรมโรงงานประมาณ ร้อยละ และภาคการก่อสร้างประมาณร้อยละ ทั้งนี้ ชาวกัมพูชาประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก พืชที่ปลูกส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวเจ้า ยางพารา พริกไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกบริเวณที่ราบภาคกลางรอบทะเลสาบกัมพูชา รองลงมาคือ ประมง โดยบริเวณรอบทะเลสาบกัมพูชาเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค มีการทำป่าไม้บริเวณเขตภูเขาทางภาคเหนือโดยล่องมาตามแม่น้ำโขง อุตสาหกรรมในประเทศเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม ส่วนใหญ่เป็นโรงสีข้าว และรองเท้า

การศึกษา  

ประเทศกัมพูชาจัดระบบการศึกษารูปแบบเดียวกับประเทศไทย เริ่มต้นจากระดับปฐมวัย (อายุ 3-5 ปีระดับประถมศึกษา (อายุ 6-11 ปีระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12-14 ปีระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 15-17 ปีและการศึกษาขั้นสูง (อายุ 18 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปแล้วอย่างต่ำเด็กชาวกัมพูชาที่มีอายุ ปี จะต้องเริ่มเข้ารับการศึกษา แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเช่นกันที่อายุล่วงเลยไปมากกว่านั้นกว่าจะเริ่มเข้าโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบท

สำหรับอัตราการอ่านออกเขียนได้ข้อมูลจากการสำรวจเมื่อปี พ.. 2550 พบว่า ประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ในภาพรวมของประเทศ มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ประมาณร้อยละ 75 โดยเพศชาย มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ร้อยละ 85 เพศหญิง ร้อยละ 66 หากพิจารณาตามพื้นที่พบว่ากรุงพนมเปญ มีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงสุด คือ ร้อยละ 93 ขณะที่ในเขตเมืองมีอัตราการอ่านออกเขียนได้ร้อยละ 77 ส่วนในเขตชนบทมีอัตราการอ่านออกเขียนได้ร้อยละ 72

สำหรับการเข้ารับการศึกษาของชาวกัมพูชาอายุระหว่าง 5-24 ปี พบว่าในภาพรวมของประเทศมีประชากรเข้ารับการศึกษาร้อยละ 66 แบ่งเป็นเพศชายเข้ารับการศึกษา ร้อยละ 68 และเพศหญิงเข้ารับการศึกษาร้อยละ 63 ดังข้อมูลในตารางที่ 2.27

เมื่อพิจารณาการเข้ารับการศึกษาในรายละเอียดพบว่าชาวกัมพูชาเข้าศึกษาในระดับต่าง ๆ โดยพบว่า มีการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประมาณ 3.5 ล้านคน หรือ คิดเป็นร้อยละ 66 ของประชากรที่มีอายุระหว่าง 5-24 ปี เป็นเพศชาย 1.8 ล้านคน และเป็นเพศหญิง 1.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นการศึกษาในระดับประถมศึกษา ประมาณ 2.4 ล้านคน ดังข้อมูลในตารางที่ 2.28

โดยในแต่ละระดับการศึกษามีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมของสถานศึกษา ค่าหน่วยกิต ค่าตำรา ค่ายานพาหนะ(สำหรับเด็กที่อยู่ห่างจากสถานศึกษาอื่น ๆ เช่น ค่าบริจาคเข้ากองทุนก่อสร้างอาคาร ซึ่งโดยรวมแล้วมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยประมาณ 170,000 เรียลต่อปี

ระบบสาธารณสุข  

ประเทศกัมพูชาเริ่มต้นปฏิรูประบบสาธารณะสุขในปี พ.. 2534 ภายใต้โครงการ "Strengthening Health Systems Project" โดยมีองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นแม่งานหลัก โดยเริ่มต้นโครงการระยะแรกในปี พ.. 2534-2537 ระยะที่สองในช่วงปี พ.. 2538-2540 และระยะที่สาม ในช่วงปี 2541-2543 ภายใต้โครงการดังกล่าวได้วางแผนการให้มีสถานบริการทางการแพทย์ (Clinic) ประจำทุกตำบล และจะต้องมีโรงพยาบาลประจำตัวอำเภอ แต่ปัญหาของการดำเนินโครงการในช่วงแรก ๆ คือ บุคลากรทางการแพทย์ขาดทักษะทางวิชาชีพ ขณะที่อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค และเครื่องมือในการผ่าตัดฉุกเฉินก็มีการขาดแคลน

สถานบริการทางการแพทย์ในกัมพูชา แบ่งออกเป็น ประเภท ได้แก่

  • Operational District (OD) เป็นสถานบริการทางการแพทย์ที่ให้บริการประชาชนในระดับตำบล มีจำนวนทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ
  • โรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด (Referral hospital) มีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมประชากร ประมาณ 100,000-200,000 คน มีจำนวนทั้งสิ้น 74 แห่งทั่วประเทศ
  • ศูนย์อนามัย (Health center) มีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมประมาณ 8,000-12,000 คน มีจำนวนทั้งสิ้น 957 แห่งทั่วประเทศ
  • Health Post มีจำนวน 95 แห่งทั่วประเทศ
ในช่วงระหว่างปี พ.. 2545-2550 มีผู้ป่วยเข้ารับบริการของสถานพยาบาลของภาครัฐ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2.30

ทางด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข้อมูลจากการสำรวจในปี พ.. 2548 พบว่า ประชากรชาวกัมพูชามีค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลต่อหัวในราว 37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี
ในจำนวนนี้ค่าใช้จ่ายในราว 25 เหรียญสหรัฐฯ หรือร้อยละ 68 ของค่ารักษาพยาบาล เป็นค่าใช้จ่ายที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐและเงินบริจาคขององค์กรระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนชาวกัมพูชายังมีระดับรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีรายได้ต่อหัวเพียง 430 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี จึงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้

สำหรับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศกัมพูชา ได้แก่ อายุขัยโดยเฉลี่ย 62.1 ปี เพศชายมีอายุขัยโดยเฉลี่ย 60.03 ปี เพศหญิง มีอายุขัยโดยเฉลี่ย 64.27 ปี ข้อมูลจากการประมาณการในปี พ.. 2550 พบว่า มีผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังมีชีวิต ประมาณ 75,000 ราย และที่เสียชีวิตแล้วประมาณ 6,900 ราย สถานการณ์ด้านสาธารสุขในภาพรวม มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโรคภัยที่เกี่ยวกับการขาดสุขอนามัยทางอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อน
เชื้อแบคทีเรีย และยังมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไข้หวัดนก (H5N1) ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ปีกทุกชนิด

รสนิยม ความต้องการสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วไป  

สามารถแยกพฤติกรรมผู้บริโภคของกลุ่มบุคคลในสังคมตามกำลังการซื้อออกเป็น กลุ่ม คือ

1.กลุ่มผู้มีกำลังการซื้อสูง ประมาณร้อยละ ของประชากร บุคคลในกลุ่มนี้ ได้แก่
  • นักธุรกิจที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้า เช่น บุหรี่ เบียร์ สุรา ไวน์ วัสดุก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง และยานยนต์ เป็นต้น รวมถึงนักธุรกิจที่มีรายได้จากการซื้อขายที่ดินและการจัดการด้านอสังหาริมทรัพย์
  • นักธุรกิจเจ้าของบ่อนกาสิโน
  • นักการเมืองและข้าราชการระดับบริหาร (โดยผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงทุกส่วนทั้งภูมิภาคและส่วนกลางล้วนมาจากการแต่งตั้งของพรรคการเมือง โดยมีวาระคงอยู่ตามการตัดสินใจของผู้บริหารพรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศในขณะนั้นกลุ่มนี้มีรายได้มาจากการให้เช่าบ้าน ที่ดิน ซึ่งได้รับการจัดสรรขณะดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ขณะใกล้เปิดประเทศ หรือประมาณปี พ.. 2533 และรายรับที่ได้จากการอำนวยความสะดวกในเรื่องกฎระเบียบของรัฐ รวมถึงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในโครงการพัฒนาต่าง ๆ
2.กลุ่มผู้มีกำลังซื้อปานกลาง ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร บุคคลในกลุ่มนี้ ได้แก่
  • กลุ่มนักธุรกิจที่เป็นผู้นำเข้าสินค้า หรือค้าส่งสินค้า รวมถึงผู้ที่รวมหุ้นกับนักธุรกิจต่างชาติ
  • กลุ่มลูกจ้างที่ทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศ สถานทูต และบริษัทต่างชาติ รวมถึงบุคคลสาธารณะ เช่น นักร้อง และนักแสดง เป็นต้น
  • กลุ่มประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขาย
3.กลุ่มผู้มีกำลังซื้อต่ำ ประมาณร้อยละ 85 ของประชากร บุคคลในกลุ่มนี้ ได้แก่
  • บุคคลที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ และ 2
  • ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
  • ลูกจ้างโรงงาน
  • ผู้ได้รับช่วยเหลือจากญาติซึ่งอาศัยอยู่ในต่างประเทศ
อุปนิสัยในการอุปโภคบริโภคของคนกัมพูชา คือ พร้อมที่จะจ่ายเงินเท่าใดก็ตามเท่าที่มี เพื่อบ่งบอกถึงสถานะทางสังคม ทั้งนี้ คนกัมพูชามีรายได้จากการค้าขาย การทำการเกษตร การเข้ามารับจ้างทำงานในโรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร และรายได้ที่สำคัญคือ การขายที่ดินให้กับชาวต่างชาติ ทำให้คนกัมพูชามีฐานะขึ้น เมื่อขายที่ดินได้อันดับแรกก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแม้แต่การซื้อเพชร ซื้อทอง เพื่อเก็บสะสมแทนเงินสด และใช้เป็นเครื่องประดับ นอกจากนี้ ในงานสังคม เช่น งานแต่งงาน งานหมั้น งานวันเกิด หญิงสาวหรือหญิงสูงวัยจะแต่งตัวสวยงามด้วยผ้าไหมตัดเป็นชุดราตรีหรูหรา ทำผมแต่งหน้าที่ร้านเสริมสวย ซึ่งร้านไหนที่มาจากเมืองไทยหรือจบหลักสูตรจากประเทศไทย จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ โดยสังเกตได้ว่าร้านเสริมสวยส่วนใหญ่จะติดรูปดาราไทยไว้ที่หน้าร้าน

อนึ่ง ยังมีชาวกัมพูชาโพ้นทะเลที่ไปตั้งหลักแหล่งในต่างประเทศประมาณ 250,000 คน โดยอยู่ในสหรัฐอเมริกา 175,000 คน ฝรั่งเศส 40,000 คน แคนาดา 13,000 คน ออสเตรเลีย 13,000 คน นิวซีแลนด์ 3,000 คน สวิสเซอร์แลนด์ 1,300 คน และประเทศอื่น ๆ อีกประมาณ 4,700 คน ซึ่งในปัจจุบันมีชาวกัมพูชาโพ้นทะเลอยู่ประมาณ ล้านคน โดยส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้ได้นิยมเข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยบริเวณชานเมืองที่สำคัญ ๆ ทั้งนี้ เมื่อชาวกัมพูชาโพ้นทะเลเหล่านี้เข้ามาอยู่อาศัย ก็นิยมที่จะซื้อยานพาหนะเพื่อใช้ในประเทศกัมพูชาทุกครัวเรือน นอกจากนี้ กระแสหนึ่งที่สำคัญของกัมพูชาก็คือกระแสของการขายที่ดิน ทำให้ในปัจจุบันกัมพูชามีกลุ่มคนที่เรียกว่าเศรษฐีที่ดินเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มเศรษฐีที่ดินเหล่านี้ก็มีฐานคติที่สำคัญก็คือความต้องการอุปโภคสินค้า ยานยนต์ ฯลฯ เป็นลำดับต้น ๆ

อย่างไรก็ดี คนกัมพูชามีทัศนคติต่อสินค้าไทยว่ามีคุณภาพดี และราคาเหมาะสม ถ้าให้เลือกระหว่างสินค้าของไทยและเวียดนามในราคาที่เท่ากันหรือแตกต่างกันไม่มาก คนกัมพูชาจะเลือกสินค้าไทยโดยไม่ลังเล ส่วนสินค้าจากจีน และเกาหลีใต้ได้เข้ามามีส่วนแบ่งตลาดเช่นกัน

2.ความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา  
ในที่นี้จะกล่าวถึงประเด็นทั้งความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพของความขัดแย้งได้อย่างชัดเจน และแม้ว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะมีความขัดแย้งกัน แต่ก็สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้โดยอาศัยกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เป็นพลังขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกัน

การวิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา


1. ความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาบนพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และลัทธิชาตินิยม
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันนั้นมีรากฐานเกิดมาจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และลัทธิชาตินิยมเป็นหลัก ปัญหาประการแรกของประเทศทั้งสองนั้นเกิดจากการขีดแบ่งเส้นแดนโดยจักรวรรดินิยม ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยอีสานใต้และกัมพูชาแล้ว จะเห็นได้ว่าดินแดนทั้งสองต่างก็เป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน มีลักษณะทางชาติพันธุ์เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ดินแดนทั้งสองส่วนต้องแยกจากกันเพราะวิธีคิดการแบ่งเขตแดนแบบรัฐชาติ (Nation State) สมัยใหม่ตามแบบที่จักรวรรดินิยมตะวันตกพึงปรารถนาให้เป็น หรือกล่าวได้ว่าเป็นการแบ่งเขตแดนเพื่อการจัดการผลประโยชน์เหนือดินแดนของจักรวรรดินิยมตะวันตกนั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อมองย้อนไปในอดีตก็จะเห็นถึงความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างไทยอีสานใต้และกัมพูชาบนพื้นที่ความขัดแย้งในปัจจุบัน คือ พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ แห่งอาณาจักรขอมได้สร้างเทวสถานบนเทือกเขาพนมดงรัก (เพี๊ยะนมดงเร็กเพื่อให้ชาวเขมรสูง (อีสานใต้และชาวเขมรต่ำ (กัมพูชาได้สักการะเทวสถานแห่งนี้ร่วมกัน อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลุ่มชนเดียวกัน และความผูกพันทั้งในอดีตและปัจจุบันของดินแดนทั้งสอง ซึ่งในปัจจุบันดินแดนดังกล่าวกลับเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ต่างฝ่ายต่างยึดถือเขตแดนและกฎเกณฑ์ที่ตะวันตกได้กำหนดเอาไว้ มิได้มองถึงวัตถุประสงค์ของผู้สร้างปราสาทเขาพระวิหารที่มีเจตนาให้ดินแดนเขมรทั้งสองฝั่งได้ใช้ประโยชน์ (การสักการบูชาร่วมกันอีกทั้งรัฐไทยและรัฐกัมพูชาสมัยใหม่ยังมองข้ามบริบททางวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมชุดเดียวกันของดินแดนทั้งสอง ทำให้ทั้งสองฝ่ายยึดถือแต่ผลประโยชน์แห่งชาติ(National Interest) บนเส้นแบ่งเขตแดนตามแบบชุมชนในจินตนาการ (Imagine Community) ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอีกประการ คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยได้ถูกหล่อหลอมจากกระบวนการ ตำรา และแบบเรียนภายใต้อุดมการณ์แบบชาตินิยมที่ประกอบสร้างให้เราเกลียดพม่า กลัวญวน และดูหมิ่นเขมรซึ่งหากหันไปมองประวัติศาสตร์ก็จะเห็นได้ว่าสยามในอดีตนั้นก็เป็นเพียงดินแดนของคนเถื่อนเท่านั้นในขณะที่ขอมเป็นดินแดนอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากภาพแกะสลักนูนต่ำ "เสียมกุกหรือ นี่เหล่าคนสยาม (กองทัพสยามบริเวณระเบียงรายรอบปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นภาพที่บรรยายถึงในรัชสมัยของพระเจ้า
สุริยวรมันที่ ได้เกณฑ์ไพร่พลในดินแดนรัฐบรรณาการของพระองค์ที่หนึ่งในนั้น คือ เสียม สยำ หรือ สยาม นั่นเอง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าแบบเรียนที่เน้นศักดิ์ศรีและยิ่งใหญ่ของชาติเกินความเป็นจริงโดยไม่ย้อนไปมองบริบททางประวัติศาสตร์ ย่อมจะเกิดผลเชิงลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน ต้องไม่ลืมนึกถึงกฎเกณฑ์วัฏจักรทางประวัติศาสตร์ที่อาณาจักรใดก็ตามมีจุดสูงสุดก็ย่อมจะต้องตกต่ำลงเป็นธรรมดา ปัจจุบันเราอาจจะเหนือกว่าเขาแต่ในอดีตเขาก็เคยเหนือกว่าเราเช่นกัน

ปัญหาอีกส่วนหนึ่งของความเป็นชาตินิยมแบบคลั่งชาติภายใต้กระบวนการสร้างแบบคู่ตรงข้าม (Binary Opposition) ทำให้ชาติของเราดูดีงาม และเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมแต่ในขณะเดียวกันก็สร้างภาพให้ชาติอื่นกลายเป็นศัตรูถาวรที่มีแต่ความเลวร้ายหรือต่ำต้อยกว่าเรา ดังจะเห็นได้จากรัฐไทยนั้นติดอยู่กับบ่วงวาทะกรรมว่าอยุธยานั้นถูกหงสาวดีเป็นศัตรูถาวรที่รุกรานเผาบ้านเมืองและปล้นสะดมนานหลายร้อยปี แต่หากมองดูที่ประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับกัมพูชา จะเห็นได้ว่าช่วงความรุ่งเรืองของอยุธยานั้นเป็นช่วงที่กัมพูชาหรือกัมโพชเสื่อมถอยลง เมื่ออยุธยามีอำนาจที่เข้มแข็งก็ได้มีการขยายอำนาจรุกรานดินแดนที่อ่อนแอกว่าเช่นกัน ดังเห็นจากการขยายอำนาจครั้งสำคัญในรัชสมัยของพระบรมราชาที่ หรือเจ้าสามพระยา แห่งอาณาจักรอยุธยา ซึ่งการขยายขอบขัณฑสีมารุกรานกัมพูชาในครั้งนั้นอยุธยาได้ทำการเผาและปล้นสะดมอาณาจักรกัมพูชา เช่นเดียวกับที่อยุธยาถูกหงสาวดีกระทำในกาลต่อมา หรือจะเป็นเมื่อครั้งพระนเรศวร ที่พระองค์ทรงพักจากศึกหงสาวดีแล้วไปทำสงครามสั่งสอนกัมพูชา โดยในสงครามครั้งนั้นอยุธยาได้ทำการเทครัวและกวาดต้อนชาวเขมรเพื่อไปเป็นแรงงานให้แก่อยุธยาเป็นจำนวนมาก หรือจะเป็นในรัชสมัยของพระเจ้าตากสินหลังจากการปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติเป็นการสำเร็จ พระองค์ก็มีพระราชประสงค์ที่จะเผยแพร่บุญโพธิสมภารไปสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา ขณะเดียวกันก็ทรงหาหนทางที่จะต้องการนำตัวกษัตริย์กัมพูชามาลงโทษ เนื่องมาจากการปฏิเสธที่จะส่งบรรณาการสู่ธนบุรี ทำให้พระเจ้าตากสินได้ยกทัพเข้าตีกัมพูชาหลายต่อหลายครั้ง จนในปี พ.. 2315 กองทัพสยามได้เผากรุงพนมเปญ และได้สถาปนานักองค์เองให้เป็นกษัตริย์หุ่นเชิดของธนบุรีหลังจากนั้นอีกเจ็ดปี

ในขณะที่ไทยมองกัมพูชาในฐานะที่ต่ำต้อยกว่าและตกเป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอด กัมพูชาเองก็ประกอบสร้างให้ไทยเป็นศัตรูถาวรของกัมพูชาเช่นกัน อันเป็นผลมาจากเมื่อสยามในอดีตมีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นขึ้นมาคราใด สยามก็จะต้องรุกรานกัมพูชาทุกครั้งเช่นกัน เห็นได้ว่าการรุกรานขยายอาณาดินแดนของรัฐจารีต ในอดีตนั้นเป็นกฎของสัจนิยม (Realism) ที่ว่าสถานะของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐนั้นเป็นสภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่ไม่มีกฎเกณฑ์อันใดมาควบคุมพฤติการณ์ระหว่างรัฐ นอกจากนี้ สงครามยังคงเป็นความชอบธรรมที่แต่ละรัฐสามารถนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยไม่ขัดกับหลักประเพณีระหว่างประเทศในอดีต หากไทยและกัมพูชาเข้าใจถึงเกณฑ์ความสัมพันธ์ของรัฐจารีตดั้งเดิมและไม่ใช้ประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือสร้างกระแสชาตินิยมของประเทศทั้งสองความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ คงจะไม่ทวีความรุนแรงอย่างในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าข้อดีของการใช้ความเป็นชาตินิยมสร้างชาติอื่นให้เป็นศัตรูถาวรจะมีอยู่ที่เป็นการสร้างอุดมการณ์ต่อต้านศัตรูเพื่อสร้างความสามัคคีในชาติได้ แต่หากพิจารณาถึงบริบทของการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า สงครามที่เป็นการรบมิใช่สงครามหลักในเวทีระหว่างประเทศอีกต่อไป สงครามเศรษฐกิจกลับเข้ามามีบทบาทหลักที่ผลักให้เกิดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้น ประกอบกับเขตแดนของรัฐแบบเวสต์ฟาเลีย (Westfalia) ที่ชาติตะวันตกเคยแบ่งเขตแดนให้กับทั่วโลก เริ่มจะมีผลสะเทือนจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ตะวันตกสร้างนี้ได้ลดทอนคุณค่าทางเขตแดนแบบรัฐชาติลง นอกจากนี้ ตะวันตกก็ยังผลักกระแสการบูรณาการ (Integration) ระหว่างประเทศที่มีต้นแบบจากสหภาพยุโรป (European Union: EU) กลายมาเป็นสงครามในการรวมกลุ่มประเทศที่เป้าหมายในการรวมกลุ่มประเทศให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายการต่อสู้ในสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างแต่ละกลุ่มประเทศ ซึ่งลักษณะของการบูรณาการในภูมิภาคนั้นจะมีลักษณะที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาคโดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานอย่างเสรี จะเห็นได้ว่าสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะเป็นองค์กรเหนือรัฐ (Supranational Organization) ที่มีความเข้มแข็งมีทั้งสภาแห่งยุโรป (European Parliament) ศาลแห่งยุโรป (European Court) สกุลเงินยุโรป (EURO) และธนาคารกลางแห่งยุโรป (Central Bank of European) โดยมีนโยบายเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่เป็นเอกภาพ และในอนาคตสหภาพยุโรปก็กำลังดำเนินการสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมืองเช่นกัน กล่าวได้ว่าแนวทางการบูรณาการภายในกลุ่มระหว่างประเทศนั้นเป็นการลดทอนอธิปไตย เขตแดน และความเป็นรัฐชาติลงนั่นเอง

ในกรณีของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นทั้งสองประเทศต่างก็เป็นสมาชิกของอาเซียน (ASEAN) ที่กำลังเดินหน้าตามตัวแบบอย่างสหภาพยุโรปโดยที่ในปี พ.. 2558 อาเซียนต้องก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งก็หมายความว่าไทย กัมพูชา และอาเซียนก็กำลังตามกระแสของสงครามทางเศรษฐกิจและการบูรณาการระหว่างประเทศ ดังนั้น เป้าหมายของอาเซียนในอนาคต คือ ไปสู่การสร้างความเป็นเอกภาพของประชาคมอย่างแท้จริง ที่อธิปไตยเขตแดน และความเป็นชาติย่อมจะถูกลดทอนลง เมื่อสถานการณ์ของการเมืองระหว่างประเทศเริ่มเปลี่ยนไป อัตลักษณ์ภายในภาคีของอาเซียนเองก็จะต้องตรียมพร้อมเพื่อไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการลดข้อจำกัดในการสร้างความเป็นศัตรูถาวรภายใต้กระแสชาตินิยม เมื่อใดก็ตามที่ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ และความล้าหลังคลั่งชาติก็ย่อมจะสร้างความขัดแย้งระหว่างกันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อความเป็นหนึ่งเดียวแบบประชาคมกำลังจะเกิดขึ้นในอาเซียน คำถามก็คือ การสร้างกระแสชาตินิยมบนพื้นฐานความแค้นในเชิงประวัติศาสตร์มีความจำเป็นอยู่ไหม ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาต้องทบทวนว่าทั้งสองประเทศจะยินยอมติดอยู่กับกับดักของลัทธิชาตินิยมและประวัติศาสตร์อยู่หรือไม่ หรือจะเลือกเดินไปสู่หนทางของความร่วมมือที่จะเกื้อกูลกันเพื่อต่อสู้ในสงครามทางเศรษฐกิจบนเวทีระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้ผลประโยชน์แห่งชาติและการเมืองระหว่างประเทศ
สำหรับการเมืองในประเทศไทยนั้น หลายปีที่ผ่านมามีความปั่นป่วนและขาดเสถียรภาพอยู่พอสมควรอันมาจาก Colors Politics หากมองถึงปมแห่งปัญหาของการเมืองของไทยนั้นเกิดจากที่ประชาธิปไตยแบบตะวันออกของไทยยังให้ความสำคัญตลอดมาว่าการเลือกตั้ง คือ หัวใจสำคัญของประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วการเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงกระบวนการสรรหาตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ประกอบกับการเลือกตั้งในไทยยังยึดโยงอยู่กับทุน และระบบอุปถัมภ์ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเราต้อง มีความเข้าใจว่าประชาธิปไตยต้องไม่ใช่แค่เพียงการเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยโดยวิถีชีวิตที่ต้องยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และรับฟังเสียงจากคนส่วนน้อย ซึ่งสังคมประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาต้องเป็นสังคมประชาธิปไตยแบบถกแถลง (Deliberate Democracy) ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและการแลกเปลี่ยนความคิดกันกันอย่างสร้างสรรค์ กล่าวได้ว่าประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันจึงเป็นประชาธิปไตยแบบอัตตาธิปไตยผสานกับธนาธิปไตยที่ขับเคลื่อนไปด้วยอวิชชาและมิจฉาทิฐิ

แม้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองของกัมพูชาจะมีอยู่สูง เนื่องมาจากรัฐบาลพรรคประชาชนกัมพูชาที่นำโดยนายกรัฐมนตรีฮุนเซนสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งของกัมพูชาได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พรรคประชาชนกัมพูชาได้เข้าสู่การเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงพรรคเดียว (One Dominant Party System) โดยมีพรรคฟุนซินเปคและพรรคสมรังสีเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ได้รับการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ที่นั่ง กล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรีฮุนเซนสามารถใช้อำนาจและกลไกของรัฐผสานกับการใช้กุศโลบายทางเศรษฐกิจ ในการควบคุมฐานเสียงและการลงคะแนนเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมา หากมองลักษณะทางการเมืองของกัมพูชาถึงแม้ว่ากัมพูชานั้นจะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่จากการควบคุมจากรัฐบาลทุกองคาพยพ ไม่ว่าจะเป็น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ NGO และสื่อมวลชน ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ความเป็นประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Democracy) ของกัมพูชา

จากลักษณะของการเมืองภายในของประเทศทั้งสองเห็นได้ว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นประเทศประชาธิปไตย (แบบเอเชียเคยมีคำกล่าวของฝ่ายเสรีนิยม (Liberalism) ว่าประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามกัน แต่ในกรณีของความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชานั้นทั้งสองต่างก็ตั้งผลประโยชน์หลักแห่งชาติ (National Interest) ไว้ที่เป้าหมายเดียวกัน การนิยามถึงผลประโยชน์หลักแห่งชาติหรือผลประโยชน์ที่จะสูญเสียไปไม่ได้ไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน อาจส่งผลต่อความขัดแย้งหากการเจรจาประนีประนอมนั้นดำเนินการมิได้ ย่อมอาจนำไปสู่ความรุนแรงและสงครามในที่สุด ซึ่งผลประโยชน์หลักของทั้งไทยและกัมพูชาก็คือ ปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่ปัญหาที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสองลุกลามจนไม่มีทีท่าว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะยุติลงได้ ก็คือปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้คุณค่าว่าเป็นผลประโยชน์หลักที่จะสูญเสียไปไม่ได้

หากมองไปที่คำตัดสินศาลโลก (International Court of Justice) ที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีความยินยอม (Consent) เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ดังนั้น คำพิพากษาที่มีความชัดเจนอยู่ว่า ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นดินแดนอธิปไตยของกัมพูชาแน่นอน และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบนเขาพระวิหารก็เป็นดินแดนของไทยอย่างแน่นอนเช่นกัน ซึ่งประเด็นปัญหา เขาพระวิหารจะไม่สามารถสร้างความขัดแย้งอย่างในปัจจุบันได้หากทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ไม่นำการเมืองภายในประเทศไปเกี่ยวโยงกับการเมืองระหว่างประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายได้ใช้ประเด็นปราสาทเขาพระวิหารมาสร้างผลประโยชน์แก่การเมืองภายในประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยนั้นเห็นได้จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใช้กรณีเขาพระวิหารมาปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อปลุกระดมมวลชนในการเข้าร่วมต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น โดยพันธมิตรได้ใช้การรณรงค์ที่ว่า "ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารแทนที่จะเป็น "รักษาดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณเขาพระวิหารอาจเป็นไปได้ว่าคำว่าทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารนั้นง่ายกว่าการสื่อสารกับมวลชนในที่ชุมนุม แต่ก็เป็นการมิควรเป็นอย่างยิ่งที่จะยัดเยียดข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชน เพราะการให้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะมีปัญหาด้านข้อเท็จจริงแล้ว ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างความชิงชังให้แก่ประชาชนชาวไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซ้ำเติมความชิงชังแบบคลั่งชาติให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับในกรณีของกัมพูชาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนนั้น มีความใกล้ชิดกับเวียดนามเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ได้รับเลือกจากเวียดนามเพื่อเป็นผู้นำกองทัพปฏิวัติต่อต้านเขมรแดง จนสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในปี พ.. 2522 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาขึ้น โดยมีเวียดนามหนุนหลัง ซึ่งในตอนนั้นฮุนเซนได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกอบกับภรรยาของฮุนเซนมีเชื้อสายเวียดนาม ยิ่งทำให้ฮุนเซนมีความแนบแน่นกับเวียดนามยิ่งขึ้น ดั้งนั้น จะเห็นได้ว่า ครั้งใดที่ฮุนเซนต้องการใช้กระแสชาตินิยมเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง เขาจะใช้ประเด็นชาตินิยมสร้างไทยให้เป็นศัตรูถาวรขึ้นมาทุกครั้ง ทั้งที่จากประวัติศาสตร์นั้นกัมพูชาก็ถูกเวียดนามรุกรานไม่น้อยไปกว่าไทยหรือสยามในอดีต เห็นได้จากกรณีของกบ สุวนันท์ ที่ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและสื่อมวลชนที่ถูกควบคุมโดยรัฐ ได้โหมกระพือกระแสชาตินิยมว่า นักแสดงไทยกล่าวคำ ดูถูกชาวกัมพูชาจนเกิดความเกลียดชังชาวไทยจนเกิดการเผาสถานเอกอัครทูตไทยในกรุงพนมเปญ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากฮุนเซนและพรรคประชาชนกัมพูชากำลังลงสู่สนามเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชา จึงต้องใช้กระแสชาตินิยมสร้างไทยในภาพของศัตรูถาวรเพื่อต้องการเสียงสนับสนุนฮุนเซนและพรรคประชาชนกัมพูชา

ในประเด็นของเขาพระวิหารที่กลายมาเป็นประเด็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ก็มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา กล่าวคือ บริเวณชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม แถบจังหวัดสวายเรียงของกัมพูชา เวียดนามได้ปักหลักเขตแดนล้ำเข้ามาในเขตแดนของกัมพูชาโดยนายสม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาได้เปิดโปงกรณีดังกล่าว จนนายกรัฐมนตรีฮุนเซนต้องเบี่ยงเบนประเด็นความขัดแย้งกับเวียดนามมาสู่ความต้องการรักษาอธิปไตยเหนือเขตแดนเขาพระวิหารจากไทย พร้อมกับเคลื่อนกองทัพสู่ชายแดน ส่งผลให้กองทัพไทยต้องเพิ่มกำลังพลตรึงชายแดนบริเวณเขาพระวิหารเช่นกัน ทำให้เกิดสภาวะล่อแหลม (Dilemma) ระหว่างไทยและกัมพูชา จนความขัดแย้งบนพื้นฐานความคลั่งชาติของประเทศทั้งสองได้ขยายตัวไปสู่ประชาชนทุกระดับ

กรณีเขาพระวิหารนั้นหากทั้งสองประเทศไม่นำประเด็นการเมืองภายใน ประเทศเชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนไปด้วยความเป็นชาตินิยม แล้วหันมามองถึงผลประโยชน์ของชาติร่วมกันบนพื้นฐานของความร่วมมือของประเทศทั้งสอง ก็จะทำให้ปัญหาเขาพระวิหารจะแปรสภาพจากวิกฤตกลายเป็นโอกาสของทั้งสองฝ่าย เพราะทั้งสองฝ่ายจะได้ผลประโยชน์ร่วมกันจากการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันในบริเวณเขาพระวิหาร ต้องไม่ลืมว่าทางกัมพูชานั้นได้ครอบครองเพียงแค่ตัวปราสาท แต่บริเวณโดยรอบที่ประกอบไปด้วย เทวสถาน ปรางค์คู่ บันไดนาค และสระตราวนั้น อยู่ภายใต้การครอบครองไทย เหมือนกับที่ศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวว่า "ปราสาทพระวิหารที่ไร้องค์ประกอบโดยรอบ ก็เหมือนกับโครงกระดูกที่ไร้เนื้อหนัง"[1] นอกจากนี้หากมองไปที่ทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน ไทยมีปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง ฯลฯ กัมพูชามีพระนคร นครวัด ฯลฯ โดยทั้งสองประเทศได้มีส่วนร่วมในการการจัดการมรดกโลกเขา พระวิหารร่วมกัน หากทั้งสองฝ่ายผลักดันความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้ ทั้งไทยและกัมพูชาจะมี Package การท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมขอมโบราณที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง กลายเป็นผลประโยชน์บนความร่วมมือระหว่างกันที่ประเมินค่ามิได้ ทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์จากการขจัดความขัดแย้งระหว่างกัน

เมื่อมองไปที่ความขัดแย้งของไทยและกัมพูชานั้น ส่วนหนึ่งต้องมองไปที่บทบาทและท่าทีของเวียดนามที่พยามช่วงชิงความเป็นเจ้าในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป (Mainland Southeast Asia) จากไทยโดยการดำเนินนโยบายต่างประเทศของเวียดนามในระดับภูมิภาค ถึงแม้ว่าบทบาทในองค์การภูมิภาค อาทิเช่น อาเซียน ของเวียดนามจะมีบทบาทที่โดดเด่นไม่เท่ากับไทย แต่หากมองแยกไปเฉพาะส่วนย่อยในภูมิภาคอย่างอินโดจีน ก็จะเห็นถึงบทบาทความเป็นผู้นำที่ชัดเจนของเวียดนามที่มีเหนือลาวและกัมพูชา ซึ่งตรงจุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าบทบาทการนำของเวียดนามคือผู้นำของอินโดจีนอย่างแท้จริง

ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับลาวและกัมพูชาอันมีมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น กล่าวได้ว่าเวียดนามได้ดำเนินนโยบายสร้างตนให้เป็น แกนล้อ (Hub) และสร้างให้กัมพูชากับลาวเป็นซี่ล้อ (Spokes) ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ประกอบด้วยความใกล้ชิดและสายสัมพันธ์อันดีของฮุนเซนกับเวียดนามยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเวียดนามนับวันก็ยิ่งจะมีความแนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าในทางกลับกันความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยก็ย่อมจะถดถอยลงจากยุทธศาสตร์การครองความเป็นเจ้าในอินโดจีนของเวียดนาม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ปัจจุบัน ไทย-กัมพูชาแม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ความสัมพันธ์ยังคงดำเนินไปบนพื้นฐานของความเข้าอก เข้าใจกัน โดยมีกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เป็นพลังขับเคลื่อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ทวิภาคีหลายฉบับ ได้แก่

  • คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา (Joint Commission: JC) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์ ทวิภาคีในภาพรวม มีการประชุมประจำปี
  • คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม ทำหน้าที่ดูแลส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ
  • คณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน (Border Keeping Committee: BPKC) มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม ทำหน้าที่กำกับการปฏิบัติให้เป็นตามนโยบายของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป
  • คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee: JBC) ที่ปรึกษาว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานฝ่ายไทย และทำหน้าที่ระดับสูง ตัวแทนนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นประธานฝ่ายกัมพูชา ทำหน้าที่กำกับดูแลภารกิจ การสำรวจ ปักปัน และแก้ปัญหาเขตแดนทางบก
  • คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) มีแม่ทัพภาคในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ปัญหาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน และความร่วมมือระดับท้องถิ่นทั้งสองฝ่าย มีการประชุมปกติปีละ ครั้ง
  • คณะกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Committee: JCT) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน
นอกจากนี้ ไทยกับกัมพูชามีการตกลงร่วมภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา แม่โขง (ACMECS) โดยได้มีการดำเนินโครงการทวิภาคีที่มีโครงการร่วมในสาขาการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุนจำนวนทั้งสิ้น 18 โครงการ เช่น การศึกษาการจัดตั้งตลาดกลางเพื่อค้าส่งและส่งออกในกัมพูชา การจัดงานแสดงสินค้า ความตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้าโดยให้บริการเบ็ดเสร็จที่ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นต้น นอกจากนี้ จากยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS ยังมีแผนปฏิบัติการอื่น ๆ อาทิ โครงการ Contract Farming โดยจังหวัดนำร่องในการจัดทำ Contract Farming ได้แก่ จันทบุรี-พระตะบอง/ไพลิน และยังมีโครงการเมืองคู่แฝด (Sister Cities) ซึ่งเป็นการดำเนินงานเพื่อพัฒนาพื้นที่ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านให้เป็นเมืองเชื่อมโยงระหว่างกัน เป็นรากฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม การค้า การท่องเที่ยว สนับสนุนการย้ายฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมจากไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับกรอบความร่วมมือ GMS (Greater Mekong Subregion) ไทยกับกัมพูชาได้ดำเนินโครงการร่วมกัน ได้แก่ การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) เชื่อมโยงไทย กัมพูชาและเวียดนาม การอำนวยความสะดวกการผ่านแดนของคนและสินค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูป Package Tour โดยจะเน้นตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนดำเนินการ GMS Single Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้าของการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชามีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการนำสินค้าเข้าของไทย ซึ่งการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่จะใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก ทำให้ภาครัฐทั้งไทย-กัมพูชาได้ให้การสนับสนุนการขนส่งทางถนนเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการพัฒนาการขนส่งรูปแบบอื่น โดยมีแนวคิดที่ว่าระบบถนนเป็นบริการขนส่งพื้นฐานที่ให้ความสะดวกรวดเร็วและเป็นการขนส่งให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยตรง อีกทั้งการขนส่งทางถนนเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการขนส่งในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ดี จากกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามแดน (ASEAN Frame work Agreement for the facilitation of Inter-State Transport) และความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Great Mekong Subregion Cross-Border Transport Agreement) ทำให้ภาครัฐทั้งไทยและกัมพูชาได้ประสานงานและร่วมมือกันในการลดอุปสรรคต่างๆ และลดค่าใช้จ่าย ในการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางผ่านแดน และให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการทำงานร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางถนน แก้ไขปัญหาเรื่องรถวิ่งเที่ยวเปล่าเพื่อลดต้นทุนการขนส่งของสินค้า