head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวียดนาม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้างในเวียดนาม


ตลาดวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้างในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/construction
รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ โดยกำหนดไว้ในแผนการพัฒนาประเทศ เช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ถนน ท่าเรือ ท่าอากาศยาน รถไฟฟ้า โรงไฟฟ้า การพัฒนาธุรกิจตลาดของกิจการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการพัฒนาเมืองบริหารที่จะสร้างเป็นเมืองใหม่อีกหลายเมือง มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎหมายว่าด้วยการก่อสร้าง คศ.2003, กฏหมายที่พักอาศัย คศ.2005, กฏหมายอสังหาริมทรัพย์ คศ.2006 (Retail Market Report, 2009) และยังได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศทั้งในกลุ่มการก่อสร้างที่อยู่อาศัย การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและนิคมอุตสาหกรรม

การแบ่งประเภทอุตสาหกรรมก่อสร้างในงานวิจัยนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 หมวด คือ

1) บริการด้านการก่อสร้าง

ธุรกิจด้านการบริการก่อสร้าง ได้แก่ บริการรับก่อสร้าง บริการออกแบบ บริการที่ปรึกษาโครงการ บริการควบคุมงาน บริการติดตั้งงานระบบ เป็นต้น

2) วัสดุก่อสร้าง

วัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูน เหล็ก สุขภัณฑ์ ไม้แปรรูป ก็อกน้ำ สินค้าทดแทนไม้ สี ฯลฯ

อุปสงค์อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างในประเทศเวียดนาม  
อุตสาหกรรมก่อสร้าง หมายถึง สถานประกอบการที่ดำเนินกิจกรรมตามที่ได้กำหนดไว้ในการจัดประเภทอุตสาหกรรมตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทตามมาตรฐานสากล (ISIC Rev. 3.0) ขององค์การสหประชาชาติ ดังต่อไปนี้


  1. การเตรียมสถานที่ก่อสร้าง
  2. การก่อสร้างอาคาร รวมทั้งงานวิศวกรรมโยธา
  3. การติดตั้งภายในอาคาร
  4. การสร้างอาคารให้สมบูรณ์
  5. การให้เช่าเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างหรือการรื้อถอน โดยมีผู้ควบคุม


บริการด้านการก่อสร้าง

  • การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (Construction of resident building)แบ่งออกเป็น

    1.1 บ้าน (Houses) ประกอบด้วยบ้านทุกชนิด เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว เป็นต้น โดยต้องมีทางเข้าบ้านเป็นของตนเอง
    1.2 อาคารที่พักอาศัยอื่นๆ (Other resident building) คือ สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่นอกเหนือจากบ้านเช่นแฟลตคอร์ทอพาร์ทเมนท์เป็นต้น

  • การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย (Construction of non-resident building) แบ่งเป็น

    2.1 อาคารอุตสาหกรรม (Industrial building) หมายถึง อาคารทุกชนิดที่ใช้เป็นสถานที่ผลิต ประกอบและจัดเก็บสินค้าของสถานประกอบการอุตสาหกรรม
    2.2 อาคารพาณิชย์ (Commercial building) เป็นอาคารสำนักงานหรืออาคารทุกชนิดที่ใช้ประโยชน์หลักเพื่อการค้าส่งค้าปลีกและการบริการทางการค้าเช่นโรงแรมภัตตาคาร ร้านค้าเป็นต้น
    2.3 อาคารการศึกษา (Education building) คือ อาคารทุกชนิดที่ใช้ประโยชน์โดยตรงเพื่อการเรียนการสอน เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมถึง พิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ ห้องสมุด เป็นต้น
    2.4 อาคารด้านสุขภาพ (Health building) คืออาคารทุกชนิดที่ใช้ประโยชน์หลักเพื่อการรักษา พยาบาลเช่นโรงพยาบาลสถานพยาบาลสถานพักฟื้นเป็นต้น
    2.5 อาคารอื่นๆ (Other building) คือ อาคารที่มิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น เช่น ศาสนสถาน สวนสนุกสนามกีฬาเป็นต้น

  • การก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธา (Engineering construction)

    เป็นการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ทางหลวง ถนน สะพาน อุโมงค์ ทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ และโครงการทางน้ำอื่นๆ ระบบชลประทาน ระบบท่อน้ำทิ้ง เครื่องอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรม ท่อส่ง เป็นต้น และยังหมายถึง ข้อมูลการก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธา เช่น มูลค่าการก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธา มูลค่าการก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาของภาครัฐและเอกชน

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจการก่อสร้าง  
ศักยภาพคู่แข่งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

จากสถิติประเทศที่ลงทุนในเวียดนามพบว่า เกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนามทั้งด้านจำนวนโครงการและมูลค่าโครงการ ขณะที่ สิงคโปร์เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากเป็นอันดับ 2 ในด้านจำนวนโครงการและไต้หวัน ซึ่งมีจำนวนโครงการลงทุนน้อยกว่าสิงคโปร์แต่มีมูลค่าลงทุนมากเป็นอันดับ 2 และประเทศที่มีการลงทุนในเวียดนามสูงมากอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น จีน ซึ่งโดยมากเมื่อบริษัทจากประเทศเหล่านี้เข้าไปลงทุน ก็จะนำเอาบริษัทก่อสร้างจากประเทศของตนเองเข้ารับงาน หรือในกรณีงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ บริษัทจากประเทศเหล่านี้ก็มักจะประมูลงานได้ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของตนเองในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถรับงานได้ในราคาที่ต่ำ แต่ด้วยโอกาสทางการตลาดที่เวียดนามกำลังพัฒนาความเจริญของประเทศ ดังนั้นตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศเวียดนามสำหรับประเทศไทย ก็ยังมีโอกาสที่ดี

ประเทศเวียดนามกำลังมีโครงการก่อสร้างตึกสูง เมืองใหม่ ถนน สะพาน และสาธารณูปโภค ต่างๆ มากมาย เช่น Keangnam Hanoi Landmark Tower เป็นอาคารสูง 70 ชั้น 336 เมตร (สูงกว่าตึกใบหยก 2 ของไทย) มูลค่า 1.05 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนจากเกาหลี ก่อสร้างโดยบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ในเวียดนาม และโครงการก่อสร้างเมืองใหม่นอกตัวเมืองฮานอยเดิม ส่วนในเขตเมืองเก่าก็มีการปรับปรุงฟุตบาท นำสายไฟลงใต้ดิน และก่อสร้างสะพานข้ามแยก ลงมาทางใต้อีก1700 กว่ากิโลเมตร สำหรับนครโฮจิมินห์ ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทางตอนใต้ก็มีงานก่อสร้างมากมาย มีโครงการของเวียดนาม จ้างผู้รับเหมาเกาหลี อย่าง Bitexco Financial Center สูง 68 ชั้น 300 เมตร มีอาคารสำนักงานและโรงแรมสูง 40-50 ชั้น อีกหลายแห่ง เมืองใหม่ Phu My Hung โครงการจัดสรรขนาดใหญ่ ที่เน้นลูกค้าต่างชาติกับชาวเวียดนามโพ้นทะเล ด้านอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีการสื่อสารที่ดี มีเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น และมีราคาที่ถูกลง และที่สำคัญบริษัทขนาดใหญ่ในเวียดนามให้ความสนใจเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการก่อสร้างในเวียดนาม มีประเทศต่างๆ เข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ หรือร่วมทุนกับรัฐบาล แต่ทั้งนี้อุตสาหกรรมการบริการก่อสร้างในเวียดนามยังขาดการพัฒนาอย่างมาก เช่น หลักสูตรด้านการเรียนการสอนด้ายวิศวกรรมศาสตร์การก่อสร้าง

สำหรับรูปแบบของสินค้าในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของเวียดนาม ยังมีผู้ผลิตภายในประเทศอีกมาก และมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่บ้าง สำหรับส่วนนวัตกรรมที่ทันสมัยของวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างในเวียดนามนั้นจะเน้นด้านการตกแต่งในส่วนของ อาคาร มากกว่าบ้านเดี่ยว เนื่องจากเวียดนามมีที่ดินราคาสูงประชาชนนิยมอาศัยในรูปแบบของ อพาร์ทเม้นต์ ดั้งนั้นนวัตกรรมที่ทันสมัยยังมีเห็นไม่มากนักในเวียดนาม

ส่วนด้านการบริการก่อสร้างของเวียดนาม เช่น สถาปนิก นักออกแบบภายในฯ ยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากการจัดการหรือบริหารหลักสูตรด้านการศึกษาของเวียดนามยังขาดการพัฒนา ในการศึกษาด้านนี้ และปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องของรัฐบาลภายในประเทศที่มีการควบคุมการก่อสร้างด้วย ส่งผลทำให้ธุรกิจบริการการก่อสร้างของประชาชนในเวียดนามยังไม่อิสระ

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้าง  
(ภาพที่ 3.7 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมก่อสร้าง)

จากห่วงโซ่อุปทาน ในการศึกษานี้จำแนกประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ ธุรกิจบริการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และบริการหลังการขาย สำหรับธุรกิจบริการก่อสร้าง ได้แก่ บริการออกแบบ บริการรับก่อสร้าง บริการงานระบบไฟฟ้า-ประปา บริการควบคุมงาน บริการตกแต่งภายใน-ภายนอก ซึ่งปัจจุบันบุคลากรระดับควบคุมงานจะเป็นกลุ่มที่มาจากต่างประเทศ จากบริษัทที่ได้รับงานต่างๆ อาทิ จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น ด้านการสร้างบุคคลากรในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมนี้ เวียดนามได้มีการให้การศึกษาระดับปริญญาตรีและอาชีวศึกษา แต่วิศวกรที่จบการศึกษาในประเทศยังไม่มีคุณภาพในระดับที่ทำงานควบคุมงานได้ ต้องได้รับการอบรมและสะสมประสบการณ์เพิ่มเติม และปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการสั่งสมประสบการณ์ คนที่มีความรู้ความสามารถระดับที่ทำงานได้จะเป็นที่ต้องการของตลาด และมีค่าจ้างแรงงานที่สูง

สำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จะมีการผลิตภายในประเทศ สำหรับผู้ประกอบการไทย มีบางรายได้เข้าไปตั้งโรงงานแล้ว และบางรายมีการจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย สำหรับการศึกษานี้ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม จำแนกตามประเภทผู้ตัดสินใจซื้อ คือ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าของอาคาร โดยพบว่า สินค้าที่เจ้าของอาคารเลือกเอง ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มองเห็นได้ง่ายและใช้เป็นประจำ อาทิ ก็อกน้ำ สุขภัณฑ์ กระเบื้อง โคมไฟ หลังคา เป็นต้น ในขณะที่สินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าประเภทที่เป็นส่วนของโครงสร้างของบ้าน อาทิ วาว์ลน้ำ ท่อน้ำ เหล็ก อิฐ หิน ปูน ทราย เหล่านี้ ผู้เลือกซื้อคือกลุ่มผู้รับเหมา ซึ่งจะเน้นที่ราคาเป็นหลักจากการศึกษา วัสดุก่อสร้างหลักที่เป็นส่วนของโครงสร้างของบ้าน ประเทศเวียดนามสามารถผลิตได้เอง แต่ก็ยังมีการนำเข้าในปริมาณที่สูง โดยผู้ส่งสินค้าหลักได้แก่ ประเทศจีน ทั้งนี้คุณภาพของสินค้าจะมีคุณภาพต่ำ เน้นราคาถูกเป็นหลัก แต่หากต้องการสินค้าคุณภาพสูง สำหรับตลาดเวียดนามปัจจุบันก็มีสินค้าจากประเทศอื่นๆให้เลือก อาทิ ประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น และด้วยสภาพการณ์ที่มีการก่อสร้างทั้งที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคอีกมาก สินค้าในประเทศมีไม่เพียงพอ ทำให้ตลาดวัสดุก่อสร้างมีโอกาสของสินค้าหลากหลายระดับในปริมาณสูง

อุปสรรคของการบริหารจัดการเรื่องห่วงโซ่อุปทานการก่อสร้างที่สำคัญคือระบบการขนส่งสินค้า (ภาพที่ 3.10)เนื่องจากระบบขนส่งมีต้นทุนที่สูงและยังไม่สะดวก ดังนั้นในการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักปัจจุบันจึงยังมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงต้นทุนค่าขนส่งด้วย

(ภาพที่ 3.8 การเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมการก่อสร้าง)

ศักยภาพตลาดที่เกี่ยวกับธุรกิจก่อสร้างในเวียดนาม  
จากข้อมูลของการลงทุนจากต่างประเทศสะสมจนถึงปี พ.ศ. 2551 เป็นการลงทุนในด้านต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง มีจำนวน 471 โครงการมูลค่าลงทุน 5,917 ล้านเหรียญสหรัฐฯขณะที่ภาคเกษตรกรรม ได้แก่ การประมง มีจำนวน 132 โครงการ มูลค่าลงทุน 451.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯส่วนภาคบริการ ได้แก่สำนักงานและอพาร์ทเมนต์ จำนวน 163 โครงการ มูลค่า 11,785 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาคือโรงแรมและท่องเที่ยว 243 โครงการ มูลค่า 10,046 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยจังหวัดที่นักลงทุนต่างชาตินิยมเข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่


  1. นครโฮจิมินห์มีจำนวนถึง 2,402 โครงการ เงินลงทุนรวม 19,217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 20.7 ของเงินลงทุนทั้งหมด
  2. ฮานอย มีโครงการลงทุน 1,062 โครงการเงินลงทุน 13,224 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  3. ด่องไน 930 โครงการ 11,910 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  4. บินห์เยือง 1,602 โครงการ 8,769 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  5. บาเรีย-หวุงเต่า 160 โครงการ 7,410 ล้านเหรียญ

จะเห็นได้ว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม ประกอบกับการเข้าลงทุนโดยบริษัทต่างชาติ และนโยบายของประเทศเวียดนามที่ต้องการจะพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมจึงทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศเวียดนามเจริญเติบโตมาก เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย เวียดนามจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนท่าเรือ ท่าอากาศยานรถไฟฟ้าโรงไฟฟ้าการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวมถึงโครงการพัฒนาเมืองใหม่อีกหลายแห่งดังนั้นกิจการด้านก่อสร้างสาธารณูปโภค และการสื่อสารขั้นพื้นฐาน จึงจัดเป็นกิจการหลักที่รัฐบาลสนับสนุนให้ต่างชาติมาลงทุน นับว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะศึกษาและรับช่วงสัมปทานได้

ศักยภาพอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างไทยเพื่อการทำตลาดในเวียดนาม  
ประเทศไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ทางการก่อสร้าง และปัจจุบันภาครัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ โดยมีการวางนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขหลักเกณฑ์ ศึกษาช่องทางในการเข้าตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในการเข้าตลาดต่างประเทศ อาทิ การศึกษาโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว., BOI, สำนักงานผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representative: TTR) โดยเฉพาะ TTR ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะให้เอกชนไทยเข้าไปประมูลงานใน 6 ประเทศนำร่องซึ่งประเทศเวียดนาม ก็เป็น 1 ใน 6 ประเทศนำร่องของ TTR โดยจะพิจารณาว่าแต่ละประเทศมีโครงการอะไรบ้าง และ TTR จะประสานงานกับสถาบันการเงิน 3 แห่ง คือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)ในการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ

อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงขณะเดียวกันยังเป็นอุตสาหกรรมภายใต้ข้อตกลงขององค์การค้าโลก (WTO) และข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) และนับเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและมีมาตรการส่งเสริมทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีมูลค่าก่อสร้างในประเทศไทย 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 9 แสนล้านบาทมีการจ้างงาน 3-4 ล้านคน และภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งระยะ 3 ปี ที่มีวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท จะทำให้มูลค่าการก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 7 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี จ้างงานได้ 1.5 ล้านคน ดังนั้นอุตสาหกรรมก่อสร้างจะเป็นเครื่องจักรสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัจจัยที่น่าพิจารณาของการเข้าตลาดประเทศเวียดนามคือปัจจัยเรื่องแรงงาน ซึ่งประเทศเวียดนามมีอัตราค่าจ้างแรงงานที่ถูก โดยเฉลี่ยค่าจ้างแรงงานอยู่ระหว่างเดือนละ 50-62 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,750-2,170 บาทบวกค่าสวัสดิการอีกร้อยละ 22) เนื่องจากประชากรประเทศเวียดนามมีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ประกอบกับชาวเวียดนามมีลักษณะเด่นด้านความขยัน และความอดทน และประเทศเวียดนามก็มีนโยบายเรื่องการจ้างแรงงานที่เอื้อต่อผู้ลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งอุตสาหกรรมบริการก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ดังนั้นด้วยปัจจัยนี้ ทำให้สามารถลดปัญหาด้านแรงงานกรณีรับงานได้

ผลจากการเป็นสมาชิก WTO ของเวียดนาม ประกอบกับนโยบายการพัฒนาประเทศของเวียดนาม ดึงดูดให้มีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ซึ่งสามารถดูได้จากสถิติการเข้าลงทุนในประเทศเวียดนามของประเทศต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ประเทศเวียดนามมีความต้องการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนน ทางด่วน ทางรถไฟ ท่าอากาศยาน รวมถึงท่าเรือ และท่าเรือน้ำลึก, ที่พักอาศัย และการก่อสร้างด้านอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แต่เฉพาะบริการด้านการก่อสร้างเท่านั้น หากแต่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างก็เป็นสิ่งที่ประเทศเวียดนามต้องการมากเช่นเดียวกัน ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจนำร่องของไทยที่ได้เข้าไปทำตลาดในประเทศเวียดนามแล้วและประสบความสำเร็จ ได้แก่ ธุรกิจผลิตสีทาภายในและสีทาภายนอก อาทิบริษัทโฟร์ออเร้นจ์ และบริษัทอุไรพาณิชย์ บริษัททีโอเอ ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตสีที่ประเทศเวียดนามด้วย ดังนั้นจึงถือได้ว่าผู้ประกอบการของไทยยังมีช่องว่างและโอกาสในประเทศเวียดนามอยู่ไม่น้อย


จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย

1. ธุรกิจการบริการการก่อสร้าง เช่น ที่ปรึกษา, การออกแบบ, การรับเหมาก่อสร้าง 

จุดแข็ง

จุดอ่อน

  • การจัดการการศึกษาภายในประเทศมีหลักสูตรด้านการบริการก่อสร้างหลากหลายและได้ มาตรฐานระดับสากล
  • มีการจัดตั้งสภาวิศวกรรมศาสตร์และสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ เพื่อกำกับดูแลให้ได้ มาตรฐาน ระดับสากล
  • คุณภาพและประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริการก่อสร้างภายในประเทศที่ได้ มาตรฐานระดับสากล
  • มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการก่อสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลด การใช้แรงงาน อาทิ การใช้เครื่องฉายแสงเลเซอร์เพื่อวางแนวท่อ การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อควบคุมงบประมาณการก่อสร้าง ฯลฯ
  • ขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ ในด้านการพัฒนาบุคลากรไปปฏิบัติงานยังต่างประเทศ
  • ขาดการสนับสนุนด้านเงินลงทุน ทั้งด้านการลงทุนเพื่อดำเนินงาน และเงินลงทุนเพื่อการค้ำประกันต่างๆ ทำให้บริษัทก่อสร้างขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยไม่สามารถเข้าประมูลงานรวมถึง ไปทำงานในประเทศข้างเคียงได้
  • การขอใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพ มีความซับซ้อน จำแนกตามระดับความยากง่าย
  • ขาดความรู้ทักษะในเทคโนโลยี ในการออกแบบการก่อสร้างในการที่จะวางแผนการก่อสร้าง
  • ขาดการวางแผนทางด้านการเงิน ที่ต้องมีการเตรียมการใช้จ่ายในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ

โอกาส

อุปสรรค

  • การเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาค
  • มีการเกิดขึ้นของโครงการรัฐขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • มีผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญจำนวนมาก
  • การรักษาจรรยาบรรณของผู้ได้รับอนุญาต เช่น การคอรัปชั่น  เป็นต้น
  • การขาดแคลนแรงงานในประเทศทั้งแรงงานมีผีมือ และแรงงานไร้ฝีมือ ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ

2. ธุรกิจการจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง

จุดแข็ง

จุดอ่อน

      • บริษัทฯ ต่างๆ มีฐานการขาย (Network) ที่เป็นร้านค้าตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างของบริษัท ต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ และการรวมกลุ่มระหว่างผู้ประกอบการ การผลิตในหลายๆ จังหวัดของ ตัวแทนการจัดจำหน่าย
      • มีช่องทางในการรับ-จ่าย ผลิตภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศได้ทางเรือ
      • บริษัทต่างๆ หรือโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO9002  ISO14001และ ISO GUIDE25
      • มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า เช่น การผลิตปูนซีเมนต์   กระเบื้อง
      • ผู้ประกอบการไทยมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เช่น การผลิตเหล็กที่มี คุณภาพ มีรูปแบบตรงตามความต้องการของลูกค้า และเป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศ
      • มีความหลากหลายของวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง
              • ต้นทุนของสินค้ามีราคาสูง เนื่องจากมีค่าแรงงาน และค่าขนส่ง
              • ขาดการวิจัยและพัฒนาสินค้าต่างๆ ให้ทันสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
              • การผลิตสินค้าบางอย่างต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง เช่น การผลิตเหล็ก
              • วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจำพวกแร่หินต่างๆภายในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพอยู่ตลอด เวลา เนื่องจากปัจจัยทางด้านโลกร้อน

                  โอกาส

                  อุปสรรค

                      • ลูกค้าต่างประเทศ เปลี่ยนการซื้อเนื่องจากไม่พอใจผู้ผลิตในประเทศ ที่ได้มีการร่วมทุนกับบริษัทคู่แข่ง
                      • แรงผลักดันทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นแรงผลักดันในการผลิต ผลิตภัณฑ์ใหม่ (EGO CEMENT)
                      • การขยายโอกาสการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่ไทยทำข้อเจรจา ตกลงการค้าเสรี
                      • การขยายและการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ทั้งในและต่างประเทศ
                              • ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในวงการก่อสร้าง ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะหันมาสนใจเทค โนโลยีการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป มากขึ้นเพื่อประหยัดเวลา แรงงานและต้นทุนในการก่อสร้าง
                              • ปัญหาของภาครัฐ เช่น การไม่มีเสถียรภาพทางด้านการเมือง ส่งผลการต่อการจับจ่ายใช้สอย ของผู้ซื้อ
                              • ปัญหาทางด้านการกำหนดและการจัดเก็บภาษีของสินค้า
                              • คู่แข่งที่ Joint venture กับผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก มีเทคโนโลยีดีกว่าและมีช่องทางการตลาด ที่ดีกว่า
                              • การแข่งขันด้านราคา หรือที่เรียกว่า “สงครามราคา” (Price War)

                                  3. ธุรกิจดูแลรักษาและซ่อมบำรุง 

                                  จุดแข็ง

                                  จุดอ่อน

                                      • ความหลากหลายของบริษัท ต่างๆ ที่มีความรู้และความชำนาญในเทคโนโลยีเป็นอย่างดี
                                      • บริษัทฯ ต่างๆ มีชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี
                                      • Research & Development ของบริษัทฯ ต่างๆ ได้มีการพัฒนาสินค้าอยู่ตลอดเวลา
                                      • ฝีมือของทรัพยากรบุคคล
                                      • มีความหลากหลายของสินค้า
                                              • ขาดงบประมาณในการสนับสนุนของผู้ประกอบการ เนื่องจากลักษณะของกิจการมีขนาดเล็ก
                                              • มีค่าจ้าง และค่าแรงที่สูง
                                              • สินค้าบางอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

                                                  โอกาส

                                                  อุปสรรค

                                                      • ภาวะทางด้านภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย  มีผลต่อกิจการรักษา ซ่อมบำรุง
                                                      • ภาวะทางด้านกายภาพของพื้นดิน เช่น ปลวก เป็นต้น
                                                      • ค่านิยมของผู้บริโภค
                                                              • สภาพเศรษฐกิจ ของประเทศที่ลดการบริโภค ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจ
                                                              • กฎหมายของภาครัฐ ในการขออนุญาตในการต่อเติม
                                                              • การจ้างแรงงานต่างด้าว ที่ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้


                                                                  กลยุทธ์การตลาดสำหรับสินค้าไทย  
                                                                  ในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดจะพิจารณาองค์ประกอบตามหลักส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) คือ

                                                                  สินค้า : Product

                                                                  สินค้าที่ต้องการทำตลาดในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไปควรเน้นด้านคุณภาพ ความคงทนแข็งแรง รูปลักษณ์ที่สวยงามทันสมัย ควรมีการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามเวลาที่กำหนดควรมีการบริการหลังการขายโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภัณฑ์ต่างๆ สำหรับสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง ปัจจุบันประเทศแหล่งกำเนิดสินค้ายังไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ

                                                                  ราคา : Price

                                                                  นำเสนอราคาระดับกลาง คือ ต่ำกว่าราคาของผู้นำตลาด แต่ต้องสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศจีน หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศ และหากสามารถจำหน่ายในราคาที่ใกล้เคียงกับสินค้าจากประเทศจีน หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศ จะเพิ่มโอกาสให้สินค้ามีโอกาสในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น

                                                                  การจัดจำหน่าย : Place

                                                                  กระจายสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผ่านร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในย่านการค้าวัสดุก่อสร้างในเมืองเป้าหมาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะมีผู้ค้าจากภายในย่านการค้า  ผู้ค้าจากภายนอกย่านการค้า ผู้ค้าจากต่างเมือง และผู้บริโภค ได้รับรู้และพบเห็นสินค้าได้มากกว่า

                                                                  อีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลมาก คือการติดต่อตรงเข้าไปยังโครงการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งวิธีการนี้จะได้ปริมาณการสั่งสินค้าคราวละมากๆ

                                                                  การส่งเสริมการขาย : Promotion

                                                                  การส่งเสริมการขายสำหรับกรณีขายปลีกผ่านร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ควรดำเนินกลยุทธ์ต่อผู้ขายสินค้าเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ ผู้ขายจะต้องมีความรู้และทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำสินค้าแก่ลูกค้าด้วย ดังนั้นกลยุทธ์การส่งเสริมการขายจึงควรให้เกิดผลต่อผู้ขายสินค้าเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เรื่องราคา หรือการให้ความรู้แก่ผู้ขายว่าสินค้าดีอย่างไร เป็นต้น

                                                                  กลยุทธ์ด้านการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อของเวียดนามทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ มีค่าใช้จ่าย แต่ผู้ที่ต้องไปทำตลาดหรือไปประชาสัมพันธ์คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นร้านค้า ข้อแนะนำคือผู้ประกอบการควรลงไปทำตลาดโดยการนำสินค้าเข้าเสนอโดยตรงต่อร้านค้า เข้าไปทำความรู้จักและคลุกคลีกับร้านค้า จะตรงประเด็นมากที่สุด

                                                                  เวียดนาม

                                                                  เวียดนาม


                                                                  http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/overview-vn/geography
                                                                  ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมเป็นการผูกขาดและรวมศูนย์ที่รัฐบาลกลาง นโยบายการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม คือ การส่งเสริมให้มีการค้าเสรีโดยรัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 87.3 ล้านคน มีวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกันระหว่างภาคเหนือและภาคใต้อย่างชัดเจน ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนไทยในเวียดนาม มีแนวโน้มที่จะเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยได้รับความนิยมจากชาวเวียดนามสูงด้วยเพราะคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

                                                                  ประเทศเวียดนามในอดีตจากความรู้สึกเก่าๆ หรือภาพที่ยังติดมากับภาพยนตร์สงครามที่มองประเทศเวียดนามเป็นประเทศล้าหลัง ประเทศเวียดนามในวันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกว่าที่หลายคนคิด บ้านเมืองที่สงบผู้คนที่มีรอยยิ้มและเต็มไปด้วยความหวังจากเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และนี่คือข้อมูลส่วนหนึ่งที่นำเสนอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศเวียดนาม เวียดนามเป็นประเทศที่ถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชียรองจากประเทศจีนและอินเดีย หรือหลายคนมองเวียดนามเป็นมังกรน้อยที่มีศักยภาพในการเติบโตตามประเทศจีนต่อไปในอนาคต หลังการเปิดประเทศและการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ซึ่งเป็นสมาชิกลำดับที่ 150 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยสมาชิกภาพของเวียดนาม มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มกราคม 2550 จะเป็นการเปิดประเทศสู่การค้าโลกและเปิดรับระบบทุนนิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ

                                                                  พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเวียดนาม มาจากการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกวัตถุดิบ (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) สิ่งทอ เครื่องหนัง และสินค้าเกษตร รวมถึงการพัฒนาของภาคบริการ การท่องเที่ยว เวียดนามสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมาก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

                                                                  ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเวียดนาม จึงเป็นที่สนใจของ นักลงทุนไทยในการไปลงทุนประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตามการลงทุนของนักลงทุนไทยในประเทศเวียดนามยังมิได้เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ อันเนื่องมาจากนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในการติดต่อกับหน่วยราชการ ขั้นตอนการเข้าไปจัดตั้งบริษัท ตลอดจนกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ รวมถึงการขาดปัจจัยที่เอื้ออำนวยจากภาครัฐของไทยและอุปสรรคภายในอื่นๆ ทำให้นักลงทุนไทยไม่มั่นใจไปลงทุนเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญและส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง


                                                                  สภาพทางภูมิศาสตร์ของเวียดนาม
                                                                  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) หรือ ที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ประเทศ "เวียดนาม" ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 331,033 ตารางกิโลเมตร เรียงเป็นรูปตัว S ตามแนวฝั่งตะวันตกของทะเลจีนใต้จากเส้นละติจูด 23 ํ 22' เหนือ ถึง 8 ํ 30' เหนือ และลองติจูด 109 ํ 29' ตะวันออก ถึง 102 ํ10' ตะวันออก มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ และ ทิศตะวันตกติดกับ สปป.ลาว และประเทศกัมพูชา พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนาม ประกอบด้วย ภูเขาและป่าไม้ บริเวณแผ่นดินทั้งหมดของเวียดนามมีพื้นที่ราว 328,000 ตารางกิโลเมตร นอกจากนั้นเป็นไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย

                                                                  เวียดนามเป็นประเทศที่มีรูปร่างลักษณะเป็นแนวยาว และมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือและใต้ แม้ในปัจจุบันเวียดนามมีภูเขาที่มีป่าหนาทึบร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามเวียดนามก็เป็นหนึ่งในสิบหกประเทศทั่วโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด อีกทั้งมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย จึงทำให้เวียดนามมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย  มีแม่น้ำไหลผ่านหุบเขาและที่ราบมากกว่า 2,800 สาย โดยเป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากกว่า 10 กิโลเมตร กว่า 2,300 สาย มีพื้นที่ป่าเขตร้อนมากถึงร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ รวมถึงป่าชายเลนที่มีพื้นที่ประมาณ 2 แสนเฮกตาร์ (1.25 ล้านไร่) โดยมีพันธุ์ไม้ 13,000 ชนิด มีรุกขชาติมากกว่า 7,000 ชนิด แบ่งเป็น 239 สายพันธุ์ เป็นแหล่งกำเนิดน้ำมัน ยาง ไม้และพืชสมุนไพรมากมาย ที่ราบสูงเหมาะแก่การปลูกพืชเขตหนาว เช่น กาแฟ ใบชา ปอ และในบริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกพริกไทย ยางพารา ข้าว นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ป่ามากมาย การปลูกพริกไทย ยางพารา 15,000 ชนิด[1] เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 270 ชนิด  สัตว์เลื้อยคลาน 180 ชนิด นก 1,000 ชนิด และปลา 1,000 ชนิด โดยเป็นสายพันธุ์เดียวกับสัตว์ในอ่าวเบงกอล และคาบสมุทรมลายู

                                                                  นอกจากนี้ เวียดนามยังมีสินแร่ที่ค้นพบแล้วมากกว่า 2,000 ชนิด โดยหลายชนิดมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและมีปริมาณมากพอสำหรับการขุดเจาะในเชิงพาณิชย์ เช่น เหล็ก พบมากในจังหวัดท้ายเหวียน (Thai Nguyen) และในบริเวณลุ่มแม่น้ำแดง ถ่านหิน โดยเฉพาะถ่านหินแอนทราไซต์ที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก พบมากในจังหวัด กว๋างนินห์ (Quang Ninh) และบริเวณที่ราบสูง       เตเหงียนในแถบตอนกลางของประเทศ ทองแดง พบในจังหวัด เซินลา (Son La) ทอง พบที่จังหวัด กว๋างนัม (Quang Nam) และหลั่งเซิน (Lang Son) รวมถึงก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่พบมากบริเวณชายฝั่งบาเรีย-หวุงเต่า (Baria - Vung Tau)

                                                                  อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และมีการขุดเจาะแร่ธาตุต่างๆ เพื่อใช้ในเชิงเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้ปริมาณทรัพยากรที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว

                                                                  เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีลักษณะแคบแต่มีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้


                                                                  สภาพทางสังคมของเวียดนาม
                                                                  เวียดนามมีประชากร 87.3 ล้านคน (ข้อมูลปี 2009) โดยร้อยละ 26 มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ร้อยละ 7 มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และร้อยละ 67 มีอายุระหว่าง 15 – 64 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงาน และเกินกว่าร้อยละ 50 เป็นประชากรที่อายุต่ำกว่า 30 ปี แยกเป็นประชากรเพศชาย ร้อยละ 49.16 ประชากรเพศหญิง ร้อยละ 50.84