head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้าเกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้าเกษตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บาทแข็งส่งออกเสื้อผ้า-เกษตรสาหัส

17 Apr 13 ,  กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.logisticsdigest.com/news/economy/item/9231
"บาทแข็ง"ส่งออกเครื่องนุ่งห่ม-สินค้าเกษตรอาการน่าห่วง หลังผู้นำเข้าหันซื้อจากเวียดนาม-อินโดฯและจีนแทน เหตุสินค้าไทยราคาแพง คำสั่งซื้อลด
นายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่าการส่งออกไตรมาส 2 คาดจะขยายตัวลดลงใกล้เคียงไตรมาสแรก ถ้าเงินบาทแข็งค่าอีกจะทำให้ไตรมาส 2 เป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายว่า ผู้ส่งออกจะต่อสู้กับปัจจัยเสี่ยงได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่ค่าบาท แต่ยังมีค่าแรงงาน 300 บาท ที่ทำให้มีภาระต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่ปรับราคาสินค้าได้ เท่ากับว่าอยู่ในสถานะไม่สามารถแข่งขันได้

"ผู้ซื้อไม่คิดจะขึ้นราคาให้อยู่แล้ว เพราะขายปลีกปลายทางขึ้นไม่ได้ เศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป ยังคลุมเครือ ว่าจะฟื้นได้หรือไม่ ภาครัฐต้องพิจารณาได้แล้วว่าจะช่วยผู้ส่งออกอย่างไร"นายวัลลภ กล่าว

ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.จนถึงขณะนี้เทียบกับปลายปีก่อนแข็งค่าไปแล้ว 5% การที่เงินบาทไทยแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาค ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าลดลงตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกแล้ว คาดจะต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 เพราะผู้ซื้อต่างประเทศจะเทคำสั่งซื้อไปที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน มีค่าเงินสวนทางกับไทย คาดจะได้เห็นเงินบาทที่ 28 บาทต่อดอลลาร์เร็วๆ นี้

"ปัญหาค่าเงินทำให้ไม่สามารถโค้ดราคาขายสินค้าได้ ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย โค้ดราคาสินค้าให้ลูกค้าได้ทันที เมื่อโค้ดราคาไม่ได้รับออร์เดอร์ก็ไม่ได้ ผู้ซื้อก็มีเหตุผลที่ไม่สามารถขึ้นราคาให้ไทยได้ เพราะเศรษฐกิจปลายทางยังไม่แน่นอน ดังนั้นเรื่องปรับราคาขายต้องไม่ต้องพูดถึง"

เตือนตลาดใหม่หายาก

สำหรับการแก้ปัญหาโดยหาตลาดใหม่ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เมื่อประเมินสถานะรายตลาดพบว่า หลายภูมิภาคยังมีเศรษฐกิจไม่แน่นอนรวมทั้งอาเซียน ส่วนจีนและอินเดีย ไม่ใช่ตลาดที่มีอัตราขยายตัวโดดเด่น เหมือนหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐและยุโรปเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

"ถ้าส่งออกเดือนหน้าไม่ถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สถานการณ์ส่งออกปีนี้น่าเป็นห่วง ตอนนี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กำลังจะปรับเป้าส่งออกใหม่ แต่ขอดูตัวเลขเดือนมี.ค.ก่อน คาดส่งออกปีนี้น่าจะไม่เกิน 5.5% ”นายวัลลภ กล่าว และว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ได้รับผลกระทบใน 2 ด้านคือ การส่งออกที่ชะลอตัวลง และการค้าภายในไม่น่าจะขยายตัวได้ เพราะประชาชนมีภาระค่าใช้จ่าย จากโครงการรถยนต์คันแรกไปแล้ว การซื้อสินค้าอื่นๆ จึงมีไม่มาก"

ส่งออกกุ้งอาการน่าห่วงค่าเงิน-ราคา

นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกไตรมาส 2 และทั้งปี ยังน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะการส่งออกกุ้ง ที่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐไม่ถึง 24% จากปีก่อนอยู่ที่ 28% สาเหตุคือไม่มีกุ้ง เพราะไม่มีความชัดเจนว่ากุ้งรอบใหม่จะออกสู่ตลาดเมื่อใดและมีปริมาณเท่าใด ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถรับคำสั่งซื้อได้

"โรงงานในเมืองไทยมีกำลังผลิต 5.5 แสนตันต่อปี แต่ตอนนี้มีกุ้งไม่ถึง 3 แสนตัน แล้วโรงงานจะเอาอะไรทำ จะหยุดผลิตต้องจ่ายค่าแรง 75% ถ้าเลิกจ้างก็ผิดกฎหมาย ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้"
นายผณิศวร กล่าว

นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไตรมาส 2 ยังมีปัญหาเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกแข่งขันลำบาก เพราะราคาสินค้าไทยจะสูงกว่าคู่แข่ง เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ค่าเงินไม่ผันผวน ส่วนอินโดนีเซีย กลับมีแนวโน้มค่าเงินอ่อนตัว การแก้ปัญหาหากจะให้เห็นผลช่วงไตรมาส 2 คงจะไม่ทันการณ์ เพราะการหาตลาดต้องใช้เวลาในการติดต่อเจรจา เชื่อว่าการส่งออกไตรมาส 2 จะยังไม่กระเตื้องเช่นเดียวกับไตรมาสแรก

"ช่วงไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่ามากแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง ไตรมาส 2 ราคาเราแข่งขันเขาไม่ได้ ทำให้การส่งออกปีนี้น่าเป็นห่วง เพราะค่าเงินแข็งกว่าคู่แข่ง"นายสมเกียรติ กล่าว

ลุ้นญี่ปุ่นเปิดตลาดนำเข้าไก่สด

นางฉวีวรรณ คำพา ประธาน บริษัท ฉวีวรรณกรุ๊ป กล่าวว่าจากราคาไก่ที่ปรับเพิ่มขึ้นทำให้ผู้นำเข้าหันไปเจรจาต่อรองนำเข้าไก่จากจีนแทน แต่ระหว่างนั้นได้เกิดปัญหาไข้หวัดนก ทำให้ผู้นำเข้าหันเข้ามาซื้อที่ไทย แต่ก็มีปัญหาเรื่องราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่า ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าไปกว่านี้ ผู้ส่งออกคงไม่สามารถปรับราคาได้อีก

"ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งเงินบาทแข็งค่า ค่าแรง และวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกไม่กล้ารับออเดอร์ครั้งละมากๆ ต้องทำฟอเวิร์ดเงินเป็นครั้งๆ ที่สำคัญภาวะนี้สถาบันการเงิน ก็ไม่มีการปล่อยสินเชื่อเลย ดังนั้นภาครัฐควรจะมีมาตรการช่วยเหลือบ้าง ปีนี้ผู้ส่งออกต้องรับภาระหนักจริงๆ” นางฉวีวรรณ กล่าว และว่าการส่งออกไก่ของไทยในปีนี้จะได้ 6 แสนตัน มูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ส่งออกได้ 5.3 แสนตัน มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท กรณีที่ญี่ปุ่นเปิดตลาดไก่สดให้กับไทยอีกครั้ง จะมีโอกาสส่งออกได้มากกว่าเป้าที่กำหนดไว้"

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สภาพทางภูมิศาสตร์ของพม่า

สภาพทางภูมิศาสตร์ของพม่า

http://122.155.9.68/talad/index.php/myanmar/overview-mm/geography

ที่ตั้ง


สหภาพพม่าอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างที่ราบสูงทิเบต และคาบสมุทรมลายู มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้
  • ทิศตะวันออก ติดกับ สปป. ลาว และไทย (235 กิโลเมตร)
  • ทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับทิเบต และแคว้นยูนนานของจีน (2,185 กิโลเมตร)
  • ทิศใต้ ติดกับอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน และไทย (ความยาวตามแนวฝั่งทะเล 2,832 กิโลเมตร)
  • ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกับอินเดีย (1,463 กิโลเมตร) และบังคลาเทศ (193 กิโลเมตร)
  • ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับไทย (1,800 กิโลเมตร)

พื้นที่


678,500 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 1.3 เท่า) มีพื้นที่น้ำ 20,760 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ดิน 657,740 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ


ร้อยละ 50 เป็นภูเขาปกคลุมด้วยป่าไม้ ร้อยละ 19 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (ประมาณ 80 ล้านไร่) มีเทือกเขายาวจากเหนือจรดใต้ คือเทือกเขา Western Yoma Pegu Yoms และเทือกเขา Shan Plateau ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 3 สายของพม่า ได้แก่ อิระวดี (Irrawaddy) ซิสแตง (Sittang) และ สาละวิน (Salawin) มีพื้นที่ชลประทาน 15,920 ตารางกิโลเมตร

สภาพภูมิอากาศ


ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฝน (พฤษภาคม – กันยายน) หนาว (ตุลาคม – กุมภาพันธ์) ร้อน (มีนาคม – พฤษภาคม)

ทรัพยากรธรรมชาติ


  • ป่าไม้ : ไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่
  • แร่ธาตุ : ทองแดง ตะกั่ว ทองคำ สังกะสี เงิน ดีบุก ทังสเตน พลวง
  • อัญมณี : หยก ไข่มุก ไพลิน นิล อความารีน มรกต บุษราคัม
  • น้ำมันและกาซธรรมชาติ
  • สัตว์น้ำ : ปลา(ปลาดุก ปลาแมคาเรล ปลาทูน่า ปลากะพง ปลาไหล ปลาจาระเม็ด) กุ้ง ปลาหมึก หอยต่างๆ
ประชากร

เชื้อชาติ


ประมาณ 135 เชื้อชาติ ประกอบด้วยเชื้อชาติพม่าประมาณร้อยละ 68 ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 32 เป็นเชื้อชาติอื่น ๆ ได้แก่ ฉาน (Shan) 9% กะเรน (Karen) 7% ละคิ่น (Rakhine) 4% จีน (Chinese) 3% มอญ (Mon) 2% อินเดียน (Indian) 2% และ อื่น ๆ 5%

ศาสนา


ร้อยละ 89.5 นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน หรือเถรวาท
ร้อยละ 4 นับถือศาสนาอิสลาม , ร้อยละ 4 นับถือศาสนาคริสต์
ร้อยละ 1 นับถือ Animist Beliefs และอื่น ๆ อีกร้อยละ 2

ภาษา


ภาษาราชการคือ ภาษาพม่า
ภาษาที่ใช้ติดต่อธุรกิจและการค้าคือ ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษ โดย ร้อยละ 85 ใช้ภาษาพม่า นอกจากนั้นร้อยละ 15 พูดภาษาฉาน กระเหรี่ยง มอญ และจีนกลาง

รูปแบบการปกครอง


คณะทหาร (Military Council) ภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council; SPDC)
  • ประมุข พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Senior General Than Shwe) ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (ตั้งแต่ 23 เมษายน 2535)
  • หัวหน้ารัฐบาล พล.อ. เทียน เส่ง (General Thein Sein)
  • พรรคฝ่ายค้าน พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy : NLD) หัวหน้าพรรคคือ นางอองซาน ซูจี
  • เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง นายบรรสาน บุนนาค
  • เอกอัครราชฑูตพม่า ณ กรุงเทพฯ นายอู อ่อง เทียน (U Aung Thein)

อัตราการรู้หนังสือ


ร้อยละ 85.3 ของจำนวนประชากรทั้งหมด (ปี 2547)

แรงงาน


มีกำลังแรงงาน 27.75 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร (ร้อยละ 70) รองลงมาคือภาคบริการ(ร้อยละ 23) และภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 7) ตามลำดับ มีรายได้ต่อหัว 191 ดอลลาร์สรอ. (อัตราแลกเปลี่ยนทางการ) และมีอัตราการว่างงานร้อยละ 5.2   (ปี 2548)

สภาพเศรษฐกิจของพม่า

สกุลเงิน


จ๊าต (Kyat) แต่การชำระค่าสินค้านิยมใช้เงินดอลลาร์ สรอ.และเงินบาท

อัตราแลกเปลี่ยน


อัตราทางการ : K 5.6758 = 1 US$
อัตราตลาด: ประมาณ 800 – 1,200 จ๊าต ต่อดอลลาร์สรอ.
ปัจจุบันไม่ต้องแลกเงิน FEC (Foreign Exchange Currency)

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ


GDP             26.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณการ ณ ปี 2552)
GDP Growth   1.2% (ประมาณการ ณ ปี 2552)
GDP per capita 442.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณการ ณ ปี 2552)

ศักยภาพด้านการค้าของพม่า

การค้าระหว่างประเทศ


สินค้าส่งออกสำคัญ    
ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์จากไม้ เมล็ดพืช ถั่ว ปลา ข้าว เสื้อผ้า หยก และอัญมณี
สินค้านำเข้าสำคัญ     
สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ปุ๋ย พลาสติก เครื่องจักร อุปกรณ์การขนส่ง ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำมันประเภทที่ใช้รับประทาน
ตลาดนำเข้าสำคัญ     
ไทย (44.3%) อินเดีย (14.5%) จีน (7.1%) ญี่ปุ่น (5.7%) (2551 est.)
ตลาดส่งออกสำคัญ
จีน (33.7%) ไทย (19.1%) สิงคโปร์ (15.5%) เกาหลีใต้ (5.8%) อินโดนีเซีย(5.2%) มาเลเซีย (4.2%) (2551 est.)

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ


  • เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1997 พม่าเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน (ASEAN)
  • พม่าเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1995
  • นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศอีกมากมายอาทิAPT, ARF, AsDB, CP, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, Interpol, IOC, ITU, NAM, opcw(signatory), UN, UNCTAD, UNCTAD, UNESCO, UNIDO, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO
  • ประเทศพัฒนาแล้วอาทิสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่สหภาพพม่า

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กลไกตลาด...หัวใจแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร

กลไกตลาด...หัวใจแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร

 ต้องยอมรับว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติอาหารแพงอย่างถ้วนหน้า รวมถึงราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ล้วนถีบตัวสูงขึ้น
และ ยังคงมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นต่อเนื่องมีผลทำให้เกิดการใช้พืชพลังงานทดแทน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย น้ำมันปาล์ม และข้าวโพด มาผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล มีผลทำให้พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารลดน้อยตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่ง ก็คือ ภาวะโลกร้อน จากสภาพอากาศที่เลวร้ายทั่วโลกอุบัติภัยทางธรรมชาติมากมาย ทำให้การผลิตพืชผลเกษตรเสียหาย รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ หมู และกุ้งก็เสียหายไปทั่วโลก ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรของโลกในปีนี้ลดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อผนวกกับการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนประชากรที่มีมากขึ้น และการลงทุนที่น้อยเกินไปในภาคเกษตรกรรมด้วยแล้ว ผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อาหารของโลกขาดแคลน และระดับราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นสถานการณ์ดังกล่าว นอกเหนือไปจากการที่พืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ถูกแย่งไปผลิตพลังงานทดแทนทำให้ ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์สูงขึ้นแล้ว สภาพอากาศที่แปรปรวนยังส่งผลถึงภาคปศุสัตว์เพราะทำให้สุขภาพสัตว์อ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำและเกิดโรคระบาดได้ง่าย ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าความต้องการบริโภค กระทบเป็นลูกโซ่ถึงราคาขายที่ต้องพุ่งสูงขึ้นเป็นธรรมดาตามหลักอุปสงค์อุป ทาน ยกตัวอย่าง เช่น สถานการณ์สุกรที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ไข่ไก่ก็เริ่มประสบภาวะดังกล่าวเช่นกันเพราะช่วงเปลี่ยนฤดูในขณะนี้ทำ ให้โรคระบาดที่กำลังทุเลากลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง 

ระดับราคาสุกรที่สูงขึ้นในขณะนี้ เป็นที่ทราบดีว่าเกิดจากปัจจัยโรคระบาดเป็นหลัก และไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วเอเชีย ความเสียหายของสุกรราว 30% นี้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้นทันที และปริมาณสุกรก็หายไปจากตลาดทันทีเช่นกัน ทำเอาราคาสุกรพุ่งขึ้นมาก หรือไข่ไก่ที่เจอภาวะสภาพอากาศแปรปรวน ผนวกกับเริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ทำให้แม่ไก่ไข่อ่อนแอ ให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่น้อยลง และราคาเริ่มขยับเพิ่มขึ้นซึ่งก็เป็นไปตามกลไกเช่นกัน  

กลไกตลาดเป็นเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยเรื่องอุปสงค์-อุปทาน หรือดีมานด์-ซัพพลาย หรือจะเรียกกำลังซื้อ-กำลังผลิต ก็สุดแท้แต่ใครจะถนัดใช้คำไหน แต่หลักใหญ่ใจความ ก็คือ เมื่อมีความต้องการซื้อเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น แต่กำลังผลิตเท่าเดิมหรือลดลง ย่อมส่งผลทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นเป็นธรรมดา และเป็นเรื่องรับรู้ได้ในระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่มีการแข่งขันกันระหว่าง ผู้ผลิตแต่ละราย

อันที่จริง การขายสินค้าเกษตรได้ในราคาดี ย่อมทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น หลังจากที่บางช่วงเวลาต้องประสบปัญหาราคาตกต่ำจนขาดทุนกันระเนระนาด ดังที่เคยเกิดขึ้นกับผู้เลี้ยงไก่ไข่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หรือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่ต้องทยอยนำลูกหมูไปทำหมูหันขายในราคาถูกมาก ซึ่งช่วงนั้นก็ไม่เห็นภาครัฐยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่อย่างใด ดังนั้น หากรัฐจะดูแลผู้บริโภคก็ควรจะดูแลเกษตรกรควบคู่ไปด้วยกัน และแนวทางก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่ปล่อย "กลไกตลาด" เป็นตัวควบคุมราคา ทุกฝ่ายก็จะได้รับประโยชน์ที่สมดุลกันถ้วนหน้า แต่ถ้ารัฐบาลเลือกใช้วิธีควบคุมราคาสินค้าเกษตรมากจนเกินพอดี มันเป็นการบิดเบือนตลาด และทำลายระบบ ตลอดจนเป็นการเร่งให้เกษตรกรรายย่อยต้องล้มหายตายจาก...สุดท้ายผู้บริโภคก็ ต้องซื้อสินค้าเกษตรในราคาสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลับเข้ามาที่เรื่องไข่ไก่อีกครั้ง วันนี้ยังมีหลายคนไม่เข้าใจและมองว่าการส่งออกไข่ไก่ออกไปทำให้ปริมาณไข่ไก่ ในประเทศไม่เพียงพอ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง ก็คือ ผู้ที่ส่งออกไข่ไก่จะต้องเสียสละและรับผิดชอบส่วนต่างในการส่งออกเอง เรียกง่ายๆ ก็คือเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ดังนั้น ในขณะที่ราคาในประเทศเริ่มดีขึ้นอยู่แล้ว ผู้ประกอบการก็ต้องยิ่งพากันหลีกเลี่ยงการส่งออกไข่ ข้อกล่าวหาเรื่องส่งออกไข่ทำไข่ในประเทศน้อยลงจึงตกไป 

สำหรับเรื่องของหมูต้องบอกว่าวันนี้ ยิ่งจำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดเข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพราะขณะที่ปริมาณหมูไม่เพียงพออยู่นั้น ในฐานะผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นทดแทน เมื่อปริมาณหมูจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในตลาดจะฉุดราคาให้เข้าสู่ภาวะสมดุลเอง และในฐานะพ่อค้าเขียงหมู ต้องยอมรับว่าอาจมีกำไรน้อยลงจากการที่ไม่มีหมูขาย พ่อค้าคนกลางคือธุรกิจที่ซื้อมาขายไปไม่ต้องรับความเสี่ยงมากนัก หากกำไรน้อยก็หยุดขายสักวันสองวัน แล้วค่อยเริ่มขายใหม่ได้ แตกต่างกับเกษตรกรที่ต้องรับผิดชอบต้นทุนการเลี้ยง และการรับมือกับโรคระบาด กว่าจะได้ผลผลิตหมูมาได้สักตัวใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน สำหรับการส่งออกหมู เพราะมีเหตุจูงใจจากราคาหมูในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าของไทยนั้น รัฐบาลควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยเน้นจัดการกับผู้ลักลอบส่งออกจะดีกว่าการห้ามส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบตลาดในระยะยาว 

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของกลไกตลาดที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ เพียงรัฐไม่เข้าไปแทรกแซงกลไกก็จะทำให้สถานการณ์เข้าที่เข้าทางเอง...ยกเว้น การจัดการกับผู้ลักลอบ กักตุน หรือละเมิดกฎหมายที่รัฐควรวางมาตรการให้ดี ระบุกรอบเวลาให้ชัด ...

อย่าลืมว่า...“กลไกตลาด” คือ หัวใจของการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นหัวใจที่ทั่วโลกเขาใช้กันในระดับสากล