head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มรสุมซัดอุตฯเซรามิก4เด้ง!

ที่มา มรสุมซัดอุตฯเซรามิก4เด้ง!
อุตฯเซรามิก เจอ 4 เด้ง ซัดภาคการผลิตเซ โดยทั้งค่าบาทแข็ง ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา ค่าจ้าง 300 บาท แถมสินค้าจากต่างประเทศได้อานิสงส์ค่าเงินบาทนำเข้าขายราคาถูกทะลักมากขึ้น กระทบกลุ่มเอสเอ็มอีที่ผลิตตามบ้านเรือนปิดกิจการแล้ว 40-50 ราย ยันอยากเห็นค่าเงินที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วงพยุงภาวะขาดทุน จากสต๊อกที่ค้างอยู่ส่งออกไม่ได้

     นายอำนาจ ยะโสธร เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทในปัจจุบันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าใน 3 ประเภท ได้แก่ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ที่มีมูลค่าการส่งออกปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5.346 พันล้านบาท กลุ่มเครื่องสุขภัณฑ์  4.309 พันล้านบาท กระเบื้องปูพื้นและปูผนัง  3.685 พันล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป กำลังจะประสบปัญหากับภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และอาจทำให้ยอดการส่งออกลดลง ซึ่งจะมีผลต่อมูลค่าการส่งออกปีนี้ลดลงด้วย

     "นอกจาก ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากสินค้าเซรามิที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จากปกติที่นำเข้ามาขายในราคาที่ต่ำอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเจอค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีก ยิ่งทำให้สินค้าเซรามิกทะลักเข้ามามากขึ้นกว่าเดิมทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าในราคาต่ำได้"

    ขณะเดียวกันยังจะประสบปัญหาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น จากกรณีที่กระทรวงพลังงานจะปรับราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ อีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม  จากเดิมราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จะส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกขนาดเล็กจริงๆ ต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่ม โดยยังไม่รวมต้นทุนที่เกิดจากการปรับค่าจ้าง 300 บาทต่อวันเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น สิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีต้องเผชิญอยู่ขณะนี้ถือว่าโหดร้ายอย่างมาก

    นายอำนาจ กล่าวอีกว่า จากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปิดกิจการไปแล้วประมาณ 40-50 ราย ที่ส่วนใหญ่มีสายการผลิตอยู่ในบ้าน มีพนักงานระหว่าง 40-50 คน โดยกลุ่มนี้ที่ปิดกิจการลงจะเป็นเรื่องของการแบกภาระต้นทุนและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ไหว ส่วนผู้ผลิตขนาดกลางและรายใหญ่ จะกระทบในเรื่องของค่าเงินบาทและการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ มองว่า ค่าเงินบาทในประเทศไทยสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกควรอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าเหมาะสมมากที่สุด เพราะปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก ยังมีสินค้าค้างสต๊อกอยู่จำนวนมากและไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ เนื่องจากส่งออกไปก็จะประสบภาวะขาดทุน จึงได้ชะลอการส่งออก เพื่อรอให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการพยายามดิ้นรนอยู่ขณะนี้คือจะทำอย่างไร ให้สามารถลดต้นทุนการผลิตให้ได้ต่ำที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลดค่าใช้จ่าย การหาตลาดใหม่ การเพิ่มมูลค่าของสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเน้นคุณภาพในตราสินค้าที่ปัจจุบันเป็นจุดเด่นที่คู่แข่งขันไม่สามารถสู้ได้
    นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มเอสเอ็มอี ควรจับมือกับกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกัน ในเรื่องของการใช้เตาเผาร่วมกัน โดยใช้เตาเผาที่ประหยัดพลังงานใช้งานได้ 24 ชั่วโมง เพราะเตาเผารุ่นเก่าช่วงเปิดและปิดจะทำให้มีการใช้พลังงานที่สูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์หรือทำความเข้าใจกับผู้บริโภคให้มากขึ้น ในเรื่องของคุณภาพสินค้า เพื่อสกัดการไหลเข้าของสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน เพราะเมื่อลูกค้าซื้อสินค้านำเข้ามาใช้ เช่น กระเบื้อง เมื่อปูลงพื้นไปแล้วจะพบว่าเกิดการหลุดลอกของกระเบื้องที่ไม่ได้มาตรฐาน และลูกค้าต้องเสียเงินซื้อสินค้าใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคควรคำนึงคือ เลือกสินค้าที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยคนไทย ถึงแม้ว่าจะราคาแพงกว่าก็ตาม แต่ถือว่าคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการต้องเปลี่ยนสินค้าบ่อยๆ

    "สิ่งที่อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ ในเรื่องของการสนับสนุนเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนในเรื่องของปรัดลดราคาเครื่องจักรหรือลดภาษีในเรื่องต่างๆ ให้เอสเอ็มอี  ถึงแม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานนำเสนอข่าวสารและศึกษาแนวทางในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็อยากให้มีความชัดเจนรวดเร็ว และลงลึกมากกว่านี้"

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,841 วันที่  5-8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

ราคาสินค้าเกิดจากอะไรบ้าง


ที่มาhttp://incquity.com/articles/hidden-cost-business
ในอุตสาหกรรมประเภทสินค้านั้นคงไม่ยากต่อการนิยามต้นทุน เพราะย่อมหมายถึงค่าแรงและวัตถุดิบเป็นสำคัญ แต่มีเพียงแค่นั้นจริงหรือ? และสำหรับบริการล่ะ มีอะไรที่แตกต่างกันออกไปอีกหรือเปล่า?
ในโลกของ SMEs ทั้งในแง่ค้าปลีกและผลิตเพื่อส่งขาย ราคา เป็นตัวตัดสินที่ชัดเจนพอสมควรว่าลูกค้าหรือผู้บริโภคจะสนใจหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ส่งผลสะท้อนจนเกิดเป็นราคาสินค้าหรือบริการนั้นก็คือ ต้นทุนนั่นเอง

ในอุตสาหกรรมประเภทสินค้านั้นคงไม่ยากต่อการนิยามต้นทุน เพราะย่อมหมายถึงค่าแรงและวัตถุดิบเป็นสำคัญ แต่มีเพียงแค่นั้นจริงหรือ? และสำหรับบริการล่ะ มีอะไรที่แตกต่างกันออกไปอีกหรือเปล่า? บทความของ INCquity ตอนนี้จะมุ่งตอบคำถามเรื่องนี้เป็นสำคัญ

ราคาขายของทั้งสินค้าและบริการควรสะท้อนต้นทุนของสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ เราลองมาสำรวจกันว่าในฐานะนักธุรกิจเริ่มต้นที่รอบคอบ เราได้รวมสิ่งเหล่านี้เข้าไปไว้ในต้นทุนแล้วหรือยัง?

ค่าวัตถุดิบ
ข้อนี้คงนิยามได้ไม่ยากว่าหมายถึงวัสดุพื้นฐานทุกอย่างที่ต้องนำมาประกอบ หรือแปรรูปก่อนประกอบจนเกิดเป็นสินค้าหนึ่งชิ้น และวัตถุดิบเหล่านี้โดยมากมักมาเป็นจำนวนมากก่อนนำมาถูกตัดทอนย่อยๆ เพื่อทยอยใช้หรือนำมาใช้ในการผลิตตามคำสั่งซื้อต่อครั้ง

ในการบริการเอง สินค้าที่เป็นส่วนประกอบของบริการหลักๆ ของเราก็ถือว่าเข้าข่ายเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน ตัวอย่างของวัตถุดิบเหล่านี้ก็เช่น ยาทาเล็บในธุรกิจร้านแต่งเล็บ ยาหม่องหรือสมุนไพรในลูกประคบที่เราซื้อมาทำเองในธุรกิจสปา หรือค่าเอกสารที่เราต้องเตรียมให้ผู้เข้าอบรมหรือเด็กที่มาติว ในกรณีติวเตอร์หรือผู้สัมมนา เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงของค่าวัตถุดิบอาจเกิดขึ้นได้สองกรณี คือการใช้วัตถุดิบต่อหน่วยให้คุ้มค่าขึ้น และการได้ราคาวัตถุดิบต่อหน่วยมาต่ำลงไม่ว่าจะด้วยการซื้อครั้งละจำนวนมากๆ หรือการต่อรองราคาก็ตาม

ค่าแรง
แม้ว่าอัตราค่าแรงในประเทศไทยในปัจจุบัน (2556) นั้นจะพุ่งสูงขึ้นจนใกล้เคียงกับค่าแรงงานในประเทศอินเดียแล้ว แต่โดยคุณภาพของงาน (แม้จะยังไม่ได้เทียบกับมาตรฐานใดๆ) เมื่อเทียบกับงานของอินเดีย หรือจีน (ที่เราอาจมีค่าแรงสูงกว่าประมาณ 10-15% ในปัจจุบัน) ก็ยังจัดว่าคุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะในสายตาของผู้บริโภคในยุโรปและทวีปอเมริกาที่ยังคงนิยมสินค้าที่มีตรา Made in Thailand เพราะถือว่างานมีความประณีตอยู่มากกว่า ข้อนี้เป็นความน่าภูมิใจของเราจริงๆ


ฉะนั้นหากจะมองว่าปัญหาค่าแรงในไทยดูจะยากเกินแก้ เราอยากแนะนำว่าที่จริงควรมองว่าหากคุณภาพของเรายังอยู่ในระดับที่นานาชาติให้การยอมรับอยู่ การผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก โดยตั้งราคาราคาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้นก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ

SMEs ของไทยได้เปรียบมากกว่าในแง่ขนาดของออเดอร์ที่สามารถเสนอให้กับลูกค้าของเราได้

ค่าดำเนินการ
ยิ่งขนาดธุรกิจใหญ่มากเท่าไร ค่าดำเนินการซึ่งหมายความรวมถึงค่าบริหารและจัดการเครื่องจักรแต่ละครั้งก็จะสูงขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว และจุดนี้เองที่ SMEs ของไทยได้เปรียบมากกว่าในแง่ขนาดของออเดอร์ที่สามารถเสนอให้กับลูกค้าของเราได้

ถ้าปริมาณการผลิตในจีนต่อล็อตต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5,000 ชิ้น กับลูกค้าที่ต้องการงานประณีตและไม่ได้ต้องการงานต่อล็อตจำนวนมาก (300-2,000 ชิ้น) นั้น โรงงานในไทยจึงได้เปรียบกว่ามากในแง่ความเหมาะสมในแง่ขนาดโรงงานต่อจำนวนผลิต

เราอาจเห็นว่าศักยภาพในการผลิตต่ำของเรานั้นไม่น่าจะใช่จุดขายหรือจุดแข็งของเราได้ แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเรื่องนี้กลายเป็นข้อจำกัดของโรงงานในจีนที่ไม่สามารถผลิตสินค้าจำนวนเล็กๆ ได้เลย การบริหารค่าดำเนินการให้สามารถทำงานต่อล็อตได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุนในส่วนนี้ได้ ก็จะสามารถทำให้ราคาต้นทุนของเราต่ำลงได้อีกเช่นเดียวกัน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
เราทำอะไรกับค่าเงินไม่ได้มากนักนอกจากจับตาดูไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาสินค้า (การคิดเผื่อไว้ตั้งแต่แรกจึงเป็นเรื่องที่ดี) และอีกอย่างที่อาจทำได้คือหากเราต้องเพิ่มกำลังการผลิตโดยอาศัยโรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำได้ทั้งทำให้ต้นทุนของเราเพิ่มขึ้นหรือสมดุล หรือแม้แต่ลดลง

อากรและภาษีที่ประเทศนำเข้าเรียกเก็บ
เป็นการดีกว่าหากเราจะปรึกษาเรื่องนี้กับกรมส่งเสริมการส่งออกหรือหน่วยงานที่ทราบเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ทั้งระเบียบในประเทศและอัตราภาษี/อากรของประเทศต่างๆ ซึ่งมีความซับซ้อนยากง่ายต่างกัน  และควรพิจารณาความได้เปรียบเสียเปรียบในการส่งออกจากแต่ละประเทศด้วย เช่น บางประเทศยอมให้สินค้าจากจีนส่งสินค้าไปขายได้ในอัตราภาษีที่ต่ำกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทั้งต้นทุนและอุปสรรคของการขายสินค้าทั้งสิ้น

ค่าใช้จ่ายที่ไม่น่าจะเสียอื่น ๆ
การที่เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้เราไม่สามารถนำเสนอสินค้าของเราได้ด้วยตัวเอง ซึ่งน่าจะเรียกความมั่นใจจากคู่ค้าได้ หลายครั้งเป็นเหตุผลให้เราต้องใช้ตัวแทนจำหน่ายเพื่อทำหน้าที่ในการนำเสนอสินค้าของเราแทน เพียงตัวแทนจำหน่ายบวกค่านายหน้าในการขายเข้ามาในราคาสินค้าของเรา ก็เป็นเหตุหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนของเราสูงขึ้นได้อย่างน่าใจหาย (บางครั้งตัวแทนจำหน่ายอาจบวกขึ้นไปถึง 25%)

แน่นอน เราอาจไปเรียนภาษาอังกฤษไม่ทันแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร การต่อรองอย่างสมเหตุสมผล และการคิดถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในต้นทุน ก็อาจช่วยเราได้ในแง่ที่ทำให้เราได้ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง และบริหารจัดการได้ดีขึ้นเสียตั้งแต่ก่อนจะถึงเวลาต้องพบกับลูกค้าของเรา

• • •

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่นักธุรกิจเริ่มต้นหลายคนอาจลืมนึกไปบ้าง หรืออาจไม่มองว่าเป็นต้นทุน แต่ขอให้ทำใจไว้ส่วนหนึ่งเลยว่าไม่ว่าเราจะพยายามเลี่ยงขนาดไหน ต้นทุนเหล่านี้ไม่เคยหายไปและสุดท้ายก็จะฟ้องราคาของมันเข้ามาในบัญชีรายจ่ายของเราอยู่ดี

หวังว่าการทบทวนประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คงจะช่วยให้เราบริหารจัดการราคาสินค้าของเราให้สะท้อนค่าที่แท้จริงได้ดียิ่งขึ้น และตราบใดที่ราคาของสินค้าเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณภาพที่แท้จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่ควรรับกำไรในส่วนที่เราควรจะได้แต่อย่างใด

Photo belongs to Candescent

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียดนาม


ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/consumer-products
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค วิเคราะห์ศักยภาพในกลุ่มธุรกิจ อาหาร ขนมขบเคี้ยว สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอางค์ ยารักษาโรค รองเท้าและผลิตภัณฑ์หนัง

อุปสงค์อุตสาหกรรมอาหารในประเทศเวียดนาม
ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารจะพิจารณาในหัวข้อสำคัญ ดังต่อไปนี้


  1. ศักยภาพตลาดของประเทศเวียดนามถ้าพิจารณาในด้านศักยภาพตลาดของเวียดนามนั้นนับว่ามีสูง เพราะเวียดนามมีประชากรประมาณ 87.3 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ มีอัตราการเติบโตของ GDP ของปี 2009 เท่ากับ 5.3% ประชากรมีรายได้ต่อหัว 1,024 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี นับว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจดีประเทศหนึ่ง และประชากรมีรายได้ต่อหัวพอสมควร
  2. นโยบายที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศเวียดนามสำหรับประเทศเวียดนาม การปกครองของประเทศใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มีการส่งเสริมการค้าการลงทุนผ่านองค์กรต่างๆ เช่น ASEAN, FTA นโยบายรัฐบาลประเทศไทยนั้นก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยประเทศไทยได้ประกาศนโยบายด้านอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรในการเป็น "ครัวของโลก" เมื่อปี 2546 รัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดกว้างทางการค้าและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารเรื่อยมาจนปัจจุบัน
  3. ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยประเทศไทยมีรากฐานการผลิตที่เข้มแข็งกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน บริษัทผู้แปรรูปอาหารรายใหญ่เกือบทั้งหมด เป็นผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบสำหรับตลาดส่งออกของไทยในช่วงเดือน ม.ค.- ส.ค.2552 พบว่าการส่งออกไปยังตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และจีน ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยที่ญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 4.66 สินค้าหลักได้แก่ ไก่แปรรูป กุ้งแปรรูป และกุ้งแช่เย็น/แช่แข็ง ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 สินค้าหลัก ได้แก่ กุ้งแช่เย็น/แช่แข็ง กุ้งกระป๋อง และปลาทูน่า และตลาดจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.74 สินค้าหลัก ได้แก่ มันสำปะหลัง ฝานและทุเรียนสด ในขณะที่การส่งออกไปยังตลาดอื่นๆปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนลดลงร้อยละ 25.54 ตลาดตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 18.96 ตลาดสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 15.49 ตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลดลงร้อยละ 6.92 และตลาดแอฟริกาลดลงร้อยละ 7.36 โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน อาเซียน และแอฟริกา
เมื่อพิจารณาในส่วนความต้องการสินค้าประเภทอาหารนั้นนับว่ามีสูงทั้ง 3 เมืองของเวียดนาม เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ส่วนคู่แข่งขันนั้นคือจีน

ภาวะอุตสาหกรรมอาหารทะเลในเวียดนาม

สำหรับอุตสาหกรรมอาหารจะพิจารณาในประเด็น ดังต่อไปนี้


  1. การส่งออกอาหารทะเลของเวียดนามสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 เวียดนามส่งออกสินค้าอาหารทะเลได้เป็นมูลค่า 3.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 โดยในส่วนนี้ เป็นสินค้ากุ้งแช่แข็งถึง 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยปลา Tra (Catfish) และปลา Basa (Catfish) มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรเวียดนามคาดว่า มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลของเวียดนามรวมในปีนี้จะสูงเกินเป้าซึ่งตั้งไว้ที่ 4.2 – 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรายได้จากการส่งออกกุ้งเพียงอย่างเดียว
  2. ตลาดส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของเวียดนามตลาดส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของเวียดนามในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 ได้แก่ ญี่ปุ่น (18.16%) สหรัฐ (16.29%) เกาหลีใต้ (6.68%) รัสเซีย (5.06%) เยอรมนี (4.34%) เป็นต้น
  3. การนำเข้าวัตถุดิบอาหารทะเลของเวียดนาม  สมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (VASEP) ได้เสนอให้รัฐบาลเวียดนาม นำเข้าอาหารทะเลที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปมูลค่า 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกอาหารทะเล และเพื่อให้โรงงานผลิตอาหารทะเลมีวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการผลิตอย่างเต็มกำลัง สมาคมฯ เปิดเผยว่า หากมีการนำเข้าอาหารทะเลมาผลิตเพื่อส่งออกจะทำให้เวียดนามมีรายได้จากส่งออกถึง 6-8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันหากใช้แต่วัตถุดิบในประเทศ จะส่งออกได้เพียง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการสำรวจของสมาคมฯพบว่าในอนาคต แหล่งน้ำเวียดนามจะไม่สามารถให้ผลผลิตสัตว์น้ำได้มากกว่าที่ผลิตได้ในปัจจุบันคือ 3.2 ล้านตัน เนื่องจากการจับปลาชายฝั่งจะมีปริมาณลดลง ส่วนการจับปลาน้ำลึกก็ทำได้จำกัด โรงงานอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทะเลในเวียดนาม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4.5-5.1 ล้านตัน แต่ในปัจจุบันไม่ได้ใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบการผลิตปัจจุบัน อาหารทะเลจำนวนมากถูกส่งไปผ่านการแปรรูปในบางประเทศก่อนส่งออกขายต่อไป อาทิ จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่นำเข้าวัตถุดิบมูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเมื่อนำมาแปรูปแล้วส่งออกได้มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. สมาคมฯ VASEP ได้แนะนำให้รัฐบาลเวียดนาม ลดภาษีการนำเข้าอาหารทะเลจาก 20-30%ให้เหลือเพียง0-0.5 % โดยทาง VASEP ต้องการที่จะให้รัฐบาลอนุมัติแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลระยะยาวถึงปี 2563 โดยรวมการกำหนดมาตรฐานโรงงาน นโยบายภาษี แหล่งเงินทุน แหล่งการนำเข้าอาหารทะเล และมาตรฐานสุขอนามัยซึ่งจะทำให้เวียดนาม อาจมีรายได้จากการส่งออกอาหารทะเลถึง 7.5 - 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563


การผลิตและการค้าผลไม้ในเวียดนาม

การผลิต

อุตสาหกรรมผักและผลไม้แปรรูปของเวียดนามยังค่อนข้างล้าหลังไทย เนื่องจากโรงงานยังไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสูง และเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย จึงมีปัญหาด้านการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพ

จากข้อมูลในปี 2548 เวียดนามมีพื้นที่ปลูกผลไม้ประมาณ 766,900 เฮกตาร์ โดยมีผลผลิตเกือบ 6.5 ล้านเมตริกตัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกล้วย 1.4 ล้านตัน พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong River Delta) ทางตอนล่างของประเทศเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีพื้นที่ 262,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 35.0 % ของพื้นที่ปลูกผลไม้ทั้งหมด และมีผลผลิตมากที่สุด คือ 2.93 ล้านเมตริกตันหรือคิดเป็น 45.0% ของผลผลิตผลไม้ทั้งหมดของประเทศ

เวียดนามสามารถปลูกผลไม้ได้มากกว่า 30 ชนิด โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ


  1. ผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วย มะม่วง และสับปะรด เป็นต้น
  2. ผลไม้กึ่งเมืองร้อน เช่น ส้ม ส้มแมนดาริน ลิ้นจี่ และลำไย เป็นต้น
  3. ผลไม้เมืองหนาว เช่น ลูกพลับ และแพร์ เป็นต้น
ปัจจุบัน ลิ้นจี่ ลำไย และเงาะ ได้มีการพัฒนาอย่างมาก โดยมีพื้นที่เพาะปลูกถึง 26% ส่วนกล้วย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 19% ของพื้นที่ปลูกผลไม้ทั้งหมด นอกจากนี้เวียดนามยังได้กำหนดพื้นที่ปลูกผลไม้ที่เข้มข้น (concentrated fruit free areas) รัฐจะให้การดูแลเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น มีเขตพื้นที่ที่สำคัญ ตามตารางที่ 3.6 (t3-6 p3-44)

การส่งออก

ไตรมาสแรกของปี 2008 เวียดนามมีรายได้จากการส่งออกผักและผลไม้ 76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 28% กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของเวียดนาม (MoTI) คาดว่าการส่งออกผักและผลไม้ทั้งปีจะมีมูลค่าสูงถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 17% และรายได้ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 700 และ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010 และ 2015 ตามลำดับ

เวียดนามส่งออกผักและผลไม้ไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก ลูกค้าสำคัญ คือ จีน (สั่งซื้อถึง 60% ของรายได้จากการส่งออกผักผลไม้ที่เวียดนามได้รับ) ญี่ปุ่น ไต้หวัน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ส่วนลูกค้ารายใหม่ที่สำคัญ คือ ไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป

การนำเข้า

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 เวียดนามนำเข้าผลไม้ประมาณ 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าผลไม้เมืองร้อนถึง 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นเป็นการนำเข้าถั่ว

ผลไม้ที่เวียดนามนำเข้ามากที่สุดในช่วงนี้ คือ มังคุด มูลค่า 0.803 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากไทย (มากกว่า 1,400 เมตริกตัน) ราคาเฉลี่ยตันละ 546.4 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีนำเข้าองุ่น แอปเปิล ส้ม และมะม่วง จากจีน ไทยและออสเตรเลีย

การค้าผลไม้ระหว่างไทยและเวียดนาม

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2548–2550) มูลค่าการค้า(ส่งออกและนำเข้า) ผลไม้ระหว่างไทยและเวียดนามมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2550 หรือเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าผลไม้กับเวียดนามมาโดยตลอด โดยไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มีมูลค่านำเข้าเฉลี่ยปีละ10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลไม้สำคัญที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และแก้วมังกร ส่วนผลไม้ที่ไทยส่งออกไปเวียดนามมาก ได้แก่ มะขามแห้ง / สด ลำไย และมังคุดสำหรับในระยะ 4 เดือนแรก ( ม.ค. – เม.ย.) ของปี 2551 ไทยนำเข้าผลไม้จากเวียดนามปริมาณ 6.200 ตัน มูลค่า 5.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 4.5% และ14.0% ตามลำดับ ไทยนำเข้าผลไม้จากเวียดนามมากเป็นลำดับที่ 4 รองจาก จีน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าผลไม้ในพิกัด H.S. 08109090 other (ซึ่งในที่นี้น่าจะเป็นแก้วมังกร) และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ขณะที่ไทยส่งออกไปเวียดนามปริมาณ4,075 ตัน มูลค่า 0.92 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 145.2% และ 22.7% ตามลำดับโดยมีผลไม้ที่สำคัญ คือ มะม่วง ส้มเขียวหวาน และมะขาม

เนื่องจากเวียดนามตอนใต้มีเขตแดนติดกับกัมพูชาหลายด่าน และไม่ค่อยเข้มงวดนัก ทำให้การนำเข้าผลไม้ไทยมาจำหน่ายในเวียดนามตอนใต้รวมทั้งใน supermarket มักกระทำโดยทางรถยนต์ผ่านชายแดนกัมพูชา เพราะระเบียบพิธีการศุลกากรไม่ยุ่งยากมากขั้นตอนเหมือนการนำเข้าโดยตรง และยังเสียภาษีต่ำกว่าเพราะ เป็นการเสียภาษีแบบเหมาจ่าย และที่สำคัญผู้ค้าส่งในเวียดนามสามารถติดต่อซื้อขายผลไม้ไทยกับ intertrader ที่อยู่ในประเทศไทยได้โดยตรงโดย intertrader เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ติดต่อซื้อขายผลไม้จากผู้ขายผลไม้ไทย จนกระทั่งเช่ารถบรรทุกนำผลไม้เข้าไปส่งให้ในเวียดนาม ผู้ค้าส่ง / ผู้นำเข้าในเวียดนามจึงนิยมวิธีการนำเข้าโดยวิธีการดังกล่าว เพราะไม่ยุ่งยากเรื่องการทำ L/C และขั้นตอนพิธีการศุลกากร

ผลไม้ของไทยที่ได้รับความนิยมในประเทศเวียดนามได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง ลองกอง(เวียดนามมีแต่ลางสาด) มะม่วงเขียวเสวย และมะขามหวาน ปัจจุบันมีผู้นำเข้าไปจำหน่าย แต่ปัจจุบันมีผู้นำพันธ์ทุเรียนหมอนทอง และมะม่วงเขียวเสวยเข้าไปปลูก และเริ่มมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดบ้างแล้ว

เนื่องจากผลไม้ไทยได้รับการยอมรับจากชาวเวียดนามว่ามีคุณภาพดี ทำให้ชาวเวียดนามยินดีซื้อแม้มีราคาสูงกว่าของท้องถิ่น บางครั้งสาลี่หรือลูกแพร หรือเม็ดเกาลัด ก็ยังบอกว่าเป็นของไทย เพื่อให้ขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด

อุปสงค์อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศเวียดนาม  

  1. ศักยภาพตลาดของประเทศเวียดนาม นั้นมีสูงเนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรค่อนข้างมาก มีรายได้ต่อหัวพอสมควร และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
  2. นโยบายที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศเวียดนาม รัฐบาลของประเทศเวียดนามสนับสนุนการค้าการลงทุนของต่างประเทศ เพราะยอมรับระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและมีนโยบายส่งเสริมผ่านองค์กรต่างๆ เช่น ASEAN
  3. ศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าวว่า ศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยนั้นนับว่าได้เปรียบประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ในด้านความเชี่ยวชาญและการลงทุนที่มีมานานเป็นสำคัญ โดยอุตสาหกรรมที่ต้องมีการลงทุนมากยังสามารถแข่งขันได้ ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนน้อยแต่เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพก็สามารถขยายตัวได้เช่นกัน อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยนั้นมีข้อได้เปรียบในหลายด้าน กล่าวคือ มีการผลิตครบวงจรตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งสมาคมเพื่อพัฒนา ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาสิ่งทอไทย เช่น สมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย สมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อม ฯลฯ นอกจากนี้ต่างชาติยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย เพราะมีประสบการณ์ ผลิตมามากกว่า 30 ปี รัฐบาลให้การสนับสนุน อีกทั้งมีการร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนา แก้ไข อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

ความต้องการของเวียดนามนั้นนับว่ามีมาก เพราะรัฐบาลและประชาชนยอมรับระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

อุปสงค์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในประเทศเวียดนาม

  1. ศักยภาพตลาดในประเทศเวียดนามเวียดนามเป็นตลาดเครื่องสำอางที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาสุขภาพและเสริมความงามหลายรายเริ่มให้ความสนใจ ทั้งนี้ จากตลาดที่มีประชากรถึง 87.3 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เกือบ 30% อาศัยในเขตเมือง และอัตราการอพยพเข้าเมืองเพิ่มขึ้น 3.4% ต่อปีเพื่อหางานทำ นอกจากนี้ประชากรกว่า 60% เป็นคนวัยหนุ่ม – สาวที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เมื่อเศรษฐกิจมีการเติบโตขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในเวียดนามที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางและมีรายได้สูงขยับสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดความต้องการเครื่องสำอางแบรนด์เนมในตลาดเวียดนาม
จากการสำรวจของนีลเซน (Nielsen) เมื่อปี 2551 ได้รายงานว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางของเวียดนามเติบโตในอัตรา 16% ต่อปี และมียอดขายประมาณ 52 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้ประมาณการว่าในปี 2551 เวียดนามนำเข้าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามมีมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้บริโภคเวียดนามใช้จ่ายเงินในแต่ละครั้งสำหรับการซื้อสินค้าแบรนด์ดังประมาณ 500–700 เหรียญสหรัฐ ดังจะเห็นได้จากการมีสินค้าเครื่องสำอางชื่อดังจากทั่วโลกกว่า 200 ยี่ห้อที่วางขายในตลาดเวียดนามและเป็นผู้ครองตลาดเครื่องสำอางของเวียดนามเกือบทั้งหมด เช่น เอสเตลอเดอร์ และคลินิคจากสหรัฐฯ ลังโคม และคลาแรงส์จากฝรั่งเศส De Bon จากเกาหลีใต้ ชิเชโด้ และเมนาร์ด จากญี่ปุ่น เป็นต้นส่วนเครื่องสำอางจากประเทศไทยที่เป็นที่นิยมที่เวียดนามคือ นีเวีย
    2. นโยบายที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศเวียดนาม
รัฐบาลของประเทศเวียดนามสนับสนุนการค้าการลงทุนของต่างประเทศ เพราะยอมรับระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและมีนโยบายส่งเสริมผ่านองค์กรต่างๆ เช่น ASEAN FTA

         3.ศักยภาพของอุตสาหกรรมและสินค้า

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของไทย ภายใต้สินค้าไทยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการพัฒนาคุณภาพจนได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทย ได้รับความนิยมมากขึ้นในต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นในด้านรูปลักษณ์และกลิ่น โดยใน 7-8 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทยโดยเฉลี่ยปีละ 25% ความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในเวียดนามนั้นนับว่ามีมากโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตามแนวโน้มของตลาดในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจสินค้าอุปโภคและบริโภค  
ความต้องการการบริโภคของชาวเวียดนาม ปัจจุบันทั้งคนหนุ่มสาว คนชั้นกลาง ล้วนแต่เป็นคนที่มีฐานะดีขึ้น และก็ต้องการที่จะบริโภคแต่สิ่งที่มีสไตล์ทันสมัย ความต้องการบริโภคของดี ของหรูหรากำลังมีมากขึ้นทั้งในฮานอย และโฮจิมินห์ ซิตี้ ชนชั้นกลางของสองเมืองนี้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกับการซื้อหาเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตลอดจนแพกเก็จทัวร์ต่างประเทศชนชั้นสูงยิ่งมีความต้องการบริโภคสิ่งที่ดีๆธุรกิจภาคเอกชนในเวียดนามที่เติบโตในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ครอบครัวคนเมืองต่างร่ำรวยมีเงินทองมากมาย

อุตสาหกรรมอาหาร

การแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเวียดนามมีมาก ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ มีอัตราการเติบโตมากขึ้น เพราะเวียดนามมีประชากรถึง 87.3 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจดีประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศักยภาพของคู่แข่งขัน นับว่าสินค้าไทยได้เปรียบเพราะคนเวียดนามมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย มองว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ

อุตสาหกรรมสิ่งทอ

ศักยภาพคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมคือ จีน อินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ ซึ่งไทยนับว่าได้เปรียบคู่แข่งขันเพราะชาวเวียดนามมองว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าดีมีคุณภาพจึงนิยมสินค้าไทย

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

แม้ตลาดเครื่องสำอางของเวียดนามจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาดต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก เพราะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ครองตลาดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเครื่องสำอางประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิวซึ่งเป็นประเภทสินค้าที่ไทยมีศักยภาพนั้น มีบริษัทข้ามชาติครองตลาดอยู่แล้วถึง57%

ผู้บริโภคชาวเวียดนามมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวที่ผลิตจากประเทศในแถบเอเซียจะเหมาะกับสภาพผิวมากกว่าเครื่องสำอางในแถบอื่น ดังนั้น คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากญี่ปุ่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากจีนนั้น เป็นสินค้าระดับล่าง ราคาถูก ของไทยมีคุณภาพดีกว่า ส่วนสินค้าจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เป็นสินค้าแบรนด์เนม ชั้นนำ ราคาสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเวียดนามยังมีความชื่นชอบในสินค้าบำรุงผิว แชมพูและสบู่ที่ทำจากไทยว่ามีคุณภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์เดียวกันแต่ผลิตในเวียดนาม และมีราคาที่เหมาะสมกว่าเมื่อเทียบกับยี่ห้อทางยุโรป

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค  
ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค จะมีการจัดการด้านห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย เนื่องจากมีรายละเอียดด้านการผลิตสูง แต่มีกระบวนการที่คล้ายคลึงกันในการจัดจำหน่าย ดังภาพที่ 3.9 โดยการศึกษานี้จะแยกพิจารณาเป็น 2 รูปแบบ คือ การตั้งโรงงานผลิต และการส่งสินค้าเข้าจำหน่ายในประเทศ

สำหรับการตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศเวียดนามนั้น อุตสาหกรรมต้นน้ำด้านการผลิตยังมีโอกาสอีกมาก เพราะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผลิตในประเทศ ยังมีการนำเข้าอยู่ อาทิ กระป๋องที่ใช้ผลิตอาหารกระป๋อง เป็นต้น

(ภาพที่ 3.9 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค)

สำหรับการส่งสินค้าเข้าจำหน่ายในประเทศเวียดนาม สินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิดจะต้องมีการขออนุญาต อาทิ ยารักษาโรค อาหารเสริมต่างๆ และการจัดจำหน่ายจะต้องมีการขออนุญาต ไม่สามารถจำหน่ายตรงแก่ผู้บริโภคได้ ดังนั้น สำหรับธุรกิจอุปโภคบริโภค ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจนี้คือ กลุ่มผู้แทนจำหน่ายซึ่งทำหน้าที่กระจายสินค้า หรือกลุ่มพ่อค้าคนกลางนั่นเอง

กลุ่มลูกค้าในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค นอกเหนือจากลูกค้าในประเทศที่มีจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีกลุ่มลูกค้าจากต่างประเทศ อาทิ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาว กัมพูชา จีน และพม่า รวมถึงหากมีการตั้งโรงงานยังสามารถส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศได้ง่ายเนื่องจากมีท่าเรือน้ำลึกจำนวนมาก แต่ต้องพิจารณาถึงเรื่องระบบขนส่งด้วยเนื่องจากอุปสรรคของการบริหารจัดการเรื่องห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญคือระบบการขนส่งสินค้าเช่นเดียวกัน

ธุรกิจที่ห้ามชาวต่างชาติดำเนินกิจการ มีดังนี้


  1. การนำเข้าบุหรี่ ซิการ์
  2. เทป วิดีโอ แผ่นดิสก์ หนังสือพิมพ์ วารสาร
  3. ข้าว
  4. การผลิตยาที่ใช้กับมนุษย์ วัคซีน ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากชีวภาพ สารเคมี ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กำจัดแมลง แบคทีเรีย ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในเวียดนาม
กลยุทธ์การตลาดสำหรับสินค้าไทย  
ในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดจะพิจารณาองค์ประกอบตามหลักส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) คือ

สินค้า : Product

ผลิตภัณฑ์ที่ควรนำเสนอในตลาดเวียดนาม ควรนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาไม่แพงเป็นหลัก โดยคุณภาพที่นำเสนอควรเป็นคุณภาพระดับกลางถึงบน

การบรรจุหีบห่อ ออกแบบหีบห่อให้ใกล้เคียงกับสินค้าที่เป็นผู้นำตลาด ทั้งรูปแบบและสี จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ เนื่องจากคนเวียดนามมีพฤติกรรมที่จะจดจำสินค้าและประเมินคุณภาพสินค้าจากประสบการณ์ และนิยมลอกเลียนแบบผู้นำ

ชื่อสินค้า ด้วยเหตุผลพฤติกรรมที่จะจดจำสินค้าและประเมินคุณภาพสินค้าจากประสบการณ์ ดังนั้นหากยังไม่มีตราสินค้าของตนเอง หรือตราสินค้าจากประเทศไทยยังไม่แข็งแรงและเป็นที่รู้จัก ควรสร้างตราสินค้าใหม่โดยให้ใกล้เคียงกับผู้นำตลาดจะทำให้สินค้าติดตลาดได้ง่าย แต่ต้องระวังเรื่องการลอกเลียนแบบด้วย

ฉลากสินค้าเนื่องจากชาวเวียดนามมั่นใจในสินค้าไทยดังนั้นการมีสลากกำกับที่เป็นภาษาไทย จะช่วยเพิ่มยอดขายได้

ราคา : Price

นำเสนอราคาระดับกลาง คือ ต่ำกว่าราคาของผู้นำตลาด แต่ต้องสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศจีน หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศ และหากสามารถจำหน่ายในราคาที่ใกล้เคียงสินค้าจากประเทศจีน หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศ จะเพิ่มโอกาสให้สินค้ามีโอกาสในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดจำหน่าย : Place

กระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ผ่านทางตัวแทน โดยเลือกตัวแทนที่มีร้านค้ามากจะได้เปรียบ และช่องทางร้านค้าสมัยใหม่ อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาเก็ต, ศูนย์การค้า เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เริ่มมีบทบาทต่อการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทเครื่องสำอาง ที่ถ้าสามารถติดต่อเข้าไปขายได้ก็จะดี แต่ถึงอย่างไร ปัจจุบันร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็ยังมีอิทธิพลในตลาดมากกว่า

การส่งเสริมการขาย : Promotion

การจำหน่ายสินค้าให้แก่กลุ่มผู้บริโภคผ่านช่องทางร้านค้า ผู้ขายสินค้าในเวียดนามค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการประสบความสำเร็จของสินค้า เนื่องจากคนเวียดนามชอบที่จะรับฟังคำแนะนำจากผู้ขาย ดังนั้นผู้ขายจึงต้องมีความรู้และทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำสินค้าแก่ลูกค้าด้วย กลยุทธ์การส่งเสริมการขายจึงควรให้เกิดผลต่อผู้ขายสินค้าเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เรื่องราคา หรือการให้ความรู้แก่ผู้ขายว่าสินค้าดีอย่างไร

ส่วนการสร้างตราสินค้ากับลูกค้าหรือผู้บริโภค กลยุทธ์ด้านการประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จักผ่านสื่อของเวียดนามทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นการตลาดแบบปากต่อปากสำหรับสินค้านี้จึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเวียดนามมีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตที่มากและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มคนทำงานที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ ดังนั้นเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริษัท

การประชาสัมพันธ์อีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลคือ การเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า “ไทยเทรดแฟร์” ซึ่งเป็นช่องทางที่จะทำให้ผู้บริโภครู้จักตราสินค้ามากยิ่งขึ้น และเป็นช่องทางที่ทำให้พบกับกลุ่มผู้ค้าชาวเวียดนาม

นครไฮฟอง 

นครไฮฟองถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตสูง มีการอพยพเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องด้วยพฤติกรรมที่มัธยัถส์ ประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นเนื่องจากอยู่ทางเหนือ ดังนั้นสินค้าที่เหมาะสมคือสินค้าเครื่องสำอางดูแลผิว แต่โอกาสทางการตลาดจะน้อยกว่าเมืองที่อยู่ทางใต้ โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์

นครโฮจิมินห์  

นครโฮจิมินห์เป็นเมืองที่มีโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นเมืองทางการค้า ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมคนโฮจิมินห์ชอบแต่งตัว และดูแลตนเอง มีความสามารถในการจ่ายเงินสูง เคยชินกับการใช้สินคุ่มเฟือย ดังนั้นสินค้าในหมวดนี้จึงมีโอกาสเข้าตลาดนี้ได้มาก

นครเกิ่นเธอ

นครเกิ่นเธอ ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ในเขตภาคใต้ มีโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทเครื่องสำอางเช่นเดียวกัน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคจะใกล้เคียงกับนครโฮจิมินห์ แต่มีกำลังซื้อน้อยกว่า จึงสามารถเข้าตลาดได้ แต่ไม่โดดเด่นนัก

ตลาดอะไหล่จักรยานยนต์ในเวียดนาม


ตลาดอะไหล่จักรยานยนต์ในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/motorcycle-parts
ตลาดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในเวียดนามมีมูลค่าตลาดถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (40 ล้านล้านด่อง) มีการคาดการณ์โดยสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรม (Institute for Industry Policy and Strategy) ว่าในปี 2010 จะมีปริมาณรถจักรยานยนต์ถึง 24 ล้านคัน คิดเป็นอัตราส่วนประชากร 4 คนต่อรถจักรยานยนต์ 1 คัน และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของประชาชนเวียดนามนั้นใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลัก

รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้มีการผลิตรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ โดยมีการเข้ามาลงทุนของบริษัทรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ทั้งฮอนด้า ยามาฮา ซูซูกิ และอื่นๆ ซึ่งได้รับการส่งเสริมในเขตทางภาคเหนือ บริเวณรอบๆนครฮานอย และภาคใต้บริเวรณรอบๆนครโฮจิมินห์

สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 หมวด ตามลักษณะการใช้ คือ


  1. อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สำหรับการประกอบรถจักรยานยนต์
  2. อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สำหรับการเป็นอะไหล่ทดแทน
  3. อุปกรณ์ตกแต่งรถจักยานยนต์

อุปสงค์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในเวียดนาม  
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์นั้นมีตลาดขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่นกลุ่มรถจักรยานยนต์ตกแต่งกลุ่มรถจักรยานยนต์สำหรับการแข่งขันนอกจากนี้ยังมีโอกาสทางการตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมายจะให้ความสนใจในคุณภาพสินค้าและบริการค่อนข้างสูง รวมถึงสนใจบริการหลังการขายทำให้ธุรกิจของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ยังมีโอกาสที่จะมีการสร้างสรรค์กระบวนการผลิตใหม่ๆ และนวัตกรรมของสินค้าใหม่ๆเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ตลาดสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในประเทศและในตลาดโลกส่วนใหญ่จะเป็นส่วนตลาดที่ผลิตจำนวนมาก (Mass Market) ดังนั้นปัจจัยด้านราคาจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อปริมาณการบริโภคสินค้าชนิดนี้ และในส่วนผู้บริโภคนั้นจะมีค่านิยมในการใช้สินค้าที่มาจากต่างประเทศ

ความต้องการของตลาดในกลุ่มเป้าหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีหลายด้าน ซึ่งจะมีความต้องการมากพอที่จะคุ้มต่อการลงทุนในการผลิต นอกจากนี้ผู้บริโภคจะมีการเน้นบริการหลังการขาย ซึ่งจะช่วยให้มีการสั่งผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางครั้งผู้บริโภคจะมีการใช้ตราสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการพิจารณาเลือกใช้จากคุณภาพ และในบางครั้งผู้บริโภคจะเน้นการใช้สินค้าในราคาถูกมากกว่าที่จะใช้สินค้าที่ได้มาตรฐานแต่มีราคาสูงกว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ความต้องการเพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้นเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในคุณภาพที่ได้มาตรฐานแต่มีราคาต่ำ

ทั้งนี้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จัดเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นของความต้องการต่อราคาสูงเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทิศทางตรงกันข้ามปัจจัยทางด้านราคาจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อตลาดในประเทศและตลาดโลก นอกจากนี้เทคโนโลยีรูปแบบความสวยงามของจักรยานยนต์จะทำให้กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เติบโตตามไปด้วย

จากข้อมูลสถิติในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีประชากรกว่า 87.3 ล้านคน โดยมีจักรยานยนต์ในตลาดประมาณ 24 ล้านคัน โดยมีมูลค่าของชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์โดยรวมปี 2548 เป็น 1,796 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปี 2549 เป็น 1,894 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2550 เป็น 2,488 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งจะเห็นว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มีการเติบโตขึ้นทุกปี โดยอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงแปรผันตามจำนวนรถจักรยานยนต์ โดยตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศเวียดนามมีอัตราการขยายตัวเฉพาะรถจักรยานยนต์ใหม่ปีละกว่า1ล้านคัน

จากตาราง (t3-5 p3-37) ซึ่งสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรม (Institute for Industry Policy and Strategy) ได้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการรถจักรยานยนต์ในเวียดนามจะมีมากถึง 24 ล้านคันในปี 2553 และเพิ่มเป็น 29 ล้านคันในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันนครฮานอยและนครโฮจิมินห์มีอัตราการครอบครองจักรยานยนต์ 1 คันต่อประชากร 2 คนขณะที่ด่องไน บาเรีย-หวุงเต่า และบิ่นเยืองมีอัตราการครอบครองจักรยานยนต์ 1 คันต่อประชากร 3 คน จังหวัดอื่นๆที่เหลือ 1 คันต่อประชากร 6 คนในขณะที่อัตราถัวเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1 คันต่อประชากร 4 คน

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์  
ในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีการแข่งขันเป็นไปในลักษณะตราสินค้าเฉพาะค่าย (Brand) จากต่างประเทศ ทำให้การเข้ามาของผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์รายใหญ่ทำได้ค่อนข้างยากโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ที่จะเข้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการประกอบจักรยานยนต์ (Original Equipment Manufacturing: OEM) นั้นจะต้องมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและมีความสัมพันธ์กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จึงจะมีโอกาสในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ แต่สำหรับการแข่งขันของการผลิตชิ้นส่วนเพื่อทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM) จะมีการใช้ราคา คุณภาพของสินค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต เป็นจุดเด่นที่ใช้ในการได้เปรียบทางธุรกิจ

มาตรฐานของสินค้า

จากการที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เป็นฐานการผลิตของบริษัทจากต่างประเทศ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีจากบริษัทแม่มาใช้และถ่ายทอดให้กับการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เพื่อที่จะนำมาประกอบรถจักรยานยนต์ได้ตามมาตรฐานของแต่ละค่าย ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีคุณภาพระดับมาตรฐานสากล ซึ่งทางอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีองค์ความรู้จากบริษัทต่างประเทศ ไปใช้ในการผลิตสินค้าทดแทนได้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับการผลิตให้โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ที่มีตราสินค้าจากต่างประเทศ

อัตราขยายตัว

ในช่วงปี 2540 จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตกต่ำประชาชนมีรายได้และมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตลดลงส่งผลกระทบให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ลดลงอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจภายในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ต้องใช้ระบบสินเชื่อ ในการดำเนินงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อประกอบรถจักรยานยนต์หรือเพื่อทำเป็นอะไหล่ทดแทน จะมีการขยายตัวที่มีขอบเขตจำกัด แต่สามารถที่จะปรับอัตราการขยายตัวให้สูงขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีการใช้นโยบายด้านการเงินและอัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรน เพื่อสามารถกระตุ้นการสั่งผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้มีการขยายให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นได้

ฐานการผลิตรถจักรยานยนต์

ในส่วนของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีโครงสร้างและองค์ประกอบในการผลิตที่ค่อนข้างแข็งแรงมีประสิทธิภาพโดยมีชนิดของชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้ผลิตขึ้นหลากหลาย และค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้งมีค่าจ้างแรงงานต่ำ จึงทำให้เหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการประกอบรถจักรยานยนต์จากค่ายต่างๆ ซึ่งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่าย จะมีการใช้เทคโนโลยีในการผลิต และการบริหารที่จะมาซึ่งการควบคุมคุณภาพและการจัดการ อีกทั้งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการควบคุมคุณภาพสำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้มีการติดต่อด้วย แต่สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับทดแทน ส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีในการผลิตอยู่ในขั้นพื้นฐาน ทำให้ยังมีการควบคุมการผลิตได้ไม่ดีพอ ซึ่งจะได้สินค้าที่มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนต่อหน่วยสูง

ตราสินค้า

โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีการผลิตสินค้าที่ใช้ตราสินค้าของตนเองน้อย โดยส่วนใหญ่จะผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อป้อนให้กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ค่ายต่างๆ ซึ่งมีผลให้ โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไม่สามารถแข่งกับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์โดยตรงได้ แต่ในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการทดแทน จะมีการใช้ตราสินค้าที่สามารถเป็นตัวแสดงถึงคุณภาพของสินค้าที่มาจากแต่ละโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ได้

การแข่งขัน

การแข่งขันของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จะมีการแข่งขันด้านราคารุนแรง เนื่องจากส่วน มากจะเป็นชิ้นส่วนจักรยานยนต์พื้นฐาน ที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนสามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน มีแหล่งป้อนวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงเหมือนกัน แต่ในส่วนของชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่มีการผลิตที่ซับซ้อน หรือชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่นำไปป้อนให้กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จะมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จึงต้องมีการแข่งขันด้านคุณภาพและมาตรฐานตามที่โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ได้กำหนดไว้ ซึ่งโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เหล่านี้ จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากต่างประเทศเข้ามาแย่งการตลาดที่จะป้อนสินค้าเข้าโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ ทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ต้องมีการขยายฐานการผลิตให้กว้างขึ้น โดยจะต้องสร้างธุรกิจต่อเนื่องในกลุ่มของตัวเองอย่างครบวงจร

สรุปภาพรวมได้ว่า ในปัจจุบันมีผู้ประกอบรถจักรยานยนต์ในเวียดนามถึง 52 ราย โดย 22 รายเป็นรัฐวิสาหกิจและ 23 รายเป็นบริษัทเอกชน อีก 7 รายเป็นการลงทุนของต่างชาติ กำลังผลิตรวมกว่า 4 ล้านคัน แต่ปริมาณผลิตจริงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์  
(ภาพที่ 3.5 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์)

จากห่วงโซ่อุปทาน จะแสดงให้เห็นภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ซึ่งจะได้ทราบกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ และการจำแนกธุรกิจที่อยู่ภายในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ รวมไปถึงการกำหนดลูกค้าในแต่ละประเภทของแต่ละธุรกิจ โดยปัจจัยด้านอุปทานจะมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านอุปสงค์ ซึ่งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์นี้ อุปสงค์จะเป็นตัวกำหนดอุปทาน ซึ่งปัจจัยด้านอุปสงค์จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิต ซึ่งการผลิตนั้นจะต้องมีการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนการพัฒนาทางด้านอุปทาน จะทำให้เกิดการกระตุ้นความต้องการให้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นผู้ประกอบการส่วนนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการผลิตจักรยานยนต์แต่ละรุ่น/แบบ ในแต่ละยี่ห้อ ผู้ประกอบรถจักรยานยนต์จะเป็นผู้สำรวจความต้องการของตลาด แล้วจึงประเมินความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนที่ได้ออกแบบจากนั้นจะนำสินค้าออกจัดจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ใช้ในการส่งเข้าโรงงานประกอบจักรยานยนต์มีแนวโน้มที่จะออกแบบร่วมกับผู้ประกอบรถจักยานยนต์มากยิ่งขึ้นซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้รับโอกาสเหล่านี้จะต้องมีความรู้จักอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบรถจักรยานยนต์โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

เนื่องจากการผลิตรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจใหญ่ มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การลงทุนใช้เงินจำนวนมาก และเป็นการลงทุนโดยบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ ฮอนด้า ยามาฮ่า ดังนั้นในการตั้งฐานการผลิต กลุ่มบริษัทเหล่านี้จึงจะเข้าไปพร้อมกับกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ดังนั้นอุตสาหกรรมสนับสนุนในกลุ่มนี้จึงไม่มีปัญหา แต่ส่วนมากจะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่แท้ ส่วนใหญ่จะไม่จำหน่ายปลีก เพราะเท่าที่ต้องทำส่งให้โรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ก็ใช้ศักยภาพโรงงานเต็มจำนวนแล้ว ดังนั้นหากได้ลูกค้าเป็นบริษัทผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ก็แทบจะไม่ต้องจำหน่ายปลีกเลย แต่กรณีจำหน่ายปลีก หากมีโรงงานในประเทศเวียดนาม สามารถจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค หรือร้านค้าย่อยได้ แต่หากเป็นการนำเข้าจะต้องจำหน่ายผ่านตัวแทนเท่านั้น


จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย


จุดแข็ง

จุดอ่อน

    • อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของไทยมีปริมาณทางด้านเศรษฐกิจที่ใหญ่โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานอยู่กว่า 12 ล้านคัน และมีการเชื่อมโยงธุรกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่ในส่วนกระบวนการผลิต ส่วนการจัดจำหน่าย และส่วนบริการหลังการขาย ทำให้ชิ้นส่วนจักรยานยนต์มีความต้องการที่สูงตามไปด้วย ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการประกอบจักรยานยนต์ และการบำรุงรักษาซ่อมแซม
    • มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่รวมกันในบริเวณเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะเขตภาคตะวันออก ซึ่งมีจำนวนโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ตั้งอยู่มากกว่าร้อยละ 60 ของทั้งประเทศ (180 ราย จากทั่วประเทศ 300 ราย)
    • มีการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย และมีจำนวนความ ต้องการที่มากพอต่อการลงทุน เช่น กลุ่มรถจักรยานยนต์ตกแต่ง กลุ่มรถจักรยานยนต์สำหรับแข่งขันหรือ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการชิ้นส่วนคุณภาพสูงและมีนวัตกรรม ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในและต่างประเทศ เป็นต้น
    • ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่มีการผลิตในประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากลูกค้าในภูมิภาค  ทั้งด้านคุณภาพ การออกแบบ และราคา
    • มีกำลังการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สูงกว่าปริมาณความต้องการภายในประเทศ จึงมีกำลังการผลิตเหลือสำหรับส่งออกได้
    • มีบริษัทผลิตรถจักรยานยนต์ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ทำให้ได้รับการถ่ายทอดการบริหารจัดการการผลิตจากบริษัทประกอบรถจักรยานยนต์นั้น
          • เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ต้องมีการช่วยเหลือจากต่างประเทศ
          • การทำวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมทางด้านผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีน้อย
          • มาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย มีคุณภาพในการผลิตยังต่ำ และไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งต้นทุนต่อหน่วยสูง
          • มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบที่มีคุณภาพและศักยภาพได้น้อยกว่าความ ต้องการในการเลือกใช้
          • ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปประกอบรถจักรยานยนต์ มีชื่อตราสินค้าของตัวเองน้อย
          • ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในประเทศไทย มีข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารกับต่าง ประเทศ ขาดการวางแผนทางธุรกิจ รวมถึงการนำระบบการบริหารการจัดการสมัยใหม่ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กร
          • ไม่มีหน่วยงานและ อุปกรณ์ เครื่องมือ ด้านการให้บริการตรวจสอบและทดสอบผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วน จักรยานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์นั้น
          • ขาดแรงงานการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในเชิงคุณภาพโดยเฉพาะในส่วนของช่างเทคนิค
          • ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ซึ่งการ พัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นของบริษัทต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดทิศทาง การลงทุนการตลาดเองได้ ต้องพึ่งพานโยบายจากบริษัทแม่และผู้ประกอบการที่เป็นของ คนไทยเองต้อง จำยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ดังนั้นผล ประโยชน์ที่ได้จาก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จะตกอยู่กับคนต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

              โอกาส

              อุปสรรค

                  • รัฐบาลมีการเปิดนโยบายการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) ทำให้บริษัทประกอบรถจักรยานยนต์มีการย้ายฐานการผลิตมาในประเทศไทยมากขึ้น
                  • ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ในการให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์เป็นหนึ่งใน อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในเอเชีย ทำให้เกิดโครงการเพื่อการ พัฒนาอุตสาหกรรมด้านยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
                  • รัฐบาลมีการกำหนดนโยบายที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในภาคการ ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะในส่วนของ SMEs ที่เป็นรากหญ้าของอุตสาหกรรมของประเทศ โดยใช้เครือข่ายวิสาหกิจของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
                  • มีโอกาส ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไปสู่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศในรูปแบบ ของผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นผู้ลงทุน หรือร่วมลงทุนในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง
                  • ตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในประเทศมีขนาดใหญ่ และมีอัตราการเติบโตใน ระดับสูง
                  • ประเทศไทยมีความร่วมมือในโครงการ AICO (Asean Industrial Cooperation) และ AFTA (Asean Free Trade Area) โดยรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้มีขีด ความสามารถใน การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการส่งออกของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆ จึงมีแนวโน้มสูงขึ้น
                  • รัฐบาลมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วม ในการเป็นเจ้าของด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรือกองทุนร่วมลงทุนต่าง ๆ
                  • มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน อินโดจีนและเชื่อมกับเอเชียใต้ด้วย  ทำให้ประเทศไทยเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของภูมิภาค
                        • อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ทั้งวงจร ตั้งแต่การผลิต การขาย และการบริการอยู่ในการ ครอบครอง และควบคุมของบริษัทจากต่างประเทศ ซึ่งบริษัทแม่ในต่างประเทศ เป็นผู้กำหนดนโยบาย และ มาตรการในการดำเนินกิจการ ทำให้มีโอกาสย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ได้ดำเนินนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยนโยบายที่ เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้นผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทยหรือจะเข้ามาลงทุนใน ประเทศไทย อาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศดังกล่าวได้
                        • คนไทยมีค่านิยมที่จะใช้สินค้าที่มีตราสินค้าจากต่างประเทศ
                        • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์การแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น
                        • จากปัญหาความไม่สงบและไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศของไทย ตั้งแต่ปี 2549 มีการ เปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในเชิงนโยบายจากภาครัฐ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการพาณิชย์ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละสมัย ส่งผลต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

                        วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

                        ภาพรวมของกัมพูชา (4)


                        อุปสงค์ความต้องการกลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร

                        http://122.155.9.68/talad/index.php/cambodia/sector/agro-products
                        ภาพรวมของภาคการเกษตรในกัมพูชา

                        ภาคการเกษตรนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2551 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคการเกษตร (ราคา ณ ปี ปัจจุบันเท่ากับ 13,593.32 พันล้านเรียล หรือมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 32.38 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพีซึ่งมีมูลค่าจีดีพีเท่ากับ 41,977.30 พันล้านเรียล ภาคการเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ รองจากภาคบริการ ที่มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 38.83 ตามด้วยภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับที่ ที่มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 22.37 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกันเป็นปีต่อปีจะพบว่าภาคเกษตรและภาคบริการมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญน้อยลง ดังแผนภาพที่ 2.14 (P2-106)
                        สำหรับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร หรือจีดีพีภาคการเกษตร มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง ปี 2546-2551 โดยเมื่อปี 2546 มีมูลค่าจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับ 5,925.84 พันล้านเรียล และในปี 2551 มีมูลค่าจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับ 13,593.32 พันล้านเรียล นั่นคือในระหว่าง ปี 2546-2551 มีอัตราการขยายตัวของจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับร้อยละ 18.38
                        (แผนภาพที่ 2.15 การขยายตัวของจีดีพีภาคการเกษตร ระหว่าง ปี 2546-2551) (P2-107)
                        เมื่อพิจารณาเฉพาะองค์ประกอบของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร ของปี 2551 พบว่า มีมูลค่าผลผลิตทางด้านพืชเกษตรมากที่สุดเป็นอันดับ โดยมีมูลค่าเท่ากับ 7,500.66 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร รองลงมา ได้แก่ การประมง มีมูลค่าเท่ากับ 2,921.58 พันล้านเรียล หรือ คิดเป็นร้อยละ 22 ตามด้วยการทำฟาร์มปศุสัตว์ มีมูลค่าเท่ากับ 1,810.91 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 13 และองค์ประกอบสุดท้ายคือการทำป่าไม้ มีมูลค่าเท่ากับ 1,360.18 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ตามลำดับ
                        (แผนภาพที่ 2.16 องค์ประกอบของจีดีพีภาคการเกษตร ปี 2551) (P2-108)
                        ทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการเกษตร พบว่า มีระบบการชลประทานครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานร้อยละ 31 และเวียดนามมีพื้นที่ชลประทาน ร้อยละ 45 ในขณะที่เกษตรกรทั่วไปที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองอยู่ร้อยละ 80 หรือเกษตรกรกว่าร้อยละ 20 ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เมื่อพิจารณาถึงองค์ความรู้ด้านการเกษตร พบว่าอยู่ในระดับต่ำมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ที่คอยถ่ายทอดความรู้ทางด้านการเกษตร ให้แก่เกษตรกรทั่วทั้งประเทศเพียง 500 คน ซึ่งมีภาระที่จะต้องดูแลเกษตรกรทั่วประเทศกว่า ล้านครัวเรือน นั่นคือเจ้าหน้าที่ คน ต้องคอยดูแลเกษตรกรถึง 4,000 ครัวเรือน เมื่อเป็นเช่นนี้เกษตรกรจึงต้องเผชิญกับปัญหาปุ๋ยปลอม การใช้สารเคมีทางการเกษตรแบบผิดวิธี รวมถึงการขาดการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต ทำให้ต้นทุนในการทำการเกษตรค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาถึงการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรก็จัดอยู่ในระดับที่ล้าสมัย มีรายงานจำนวนรถไถนาทั่วประเทศ ประมาณ 5,000 คัน นอกจากนี้ การให้สินเชื่อเพื่อการเกษตรก็ยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับที่สูงมาก (Lim, 2006)
                        การทำการเกษตรในประเทศกัมพูชา
                        เมื่อพิจารณาขนาดพื้นที่การทำการเกษตรในกัมพูชา โดยจำแนกตามการจัดหมวดหมู่ประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ซึ่งแบ่งการจัดหมวดหมู่พืชเข้าเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ พืชอาหาร พืชน้ำมัน พืชเส้นใย พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น จะพบว่าพืชอาหารมีความสำคัญมากต่อการทำการเกษตรของกัมพูชา เนื่องจากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกพืชอาหารเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันพืชน้ำมัน ไม้ผล พืชผัก และไม้ยืนต้น ก็มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ในด้านการทำปศุสัตว์ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
                        1. พืชอาหารในหมวดของพืชอาหาร ข้าว ยังคงเป็นพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ โดยมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 2.6 ล้านเฮกตาร์ รองลงมาคือ มันสำปะหลัง มีพื้นที่เพาะปลูก 1.7 แสนเฮกตาร์ ข้าวโพด มีพื้นที่เพาะปลูก 1.6 แสนเฮกตาร์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เพาะปลูก 1.4 แสนเฮกตาร์ ถั่วเขียว มีพื้นที่เพาะปลูก 4.5 หมื่นเฮกตาร์ อ้อยโรงงาน มีพื้นที่เพาะปลูก 1.3 หมื่นเฮกตาร์ และมันเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ข้าวโพดและ มันสำปะหลังอาจมีการเปลี่ยนแปลงลำดับของพื้นที่เพาะปลูก โดยมีปัจจัยสำคัญคือราคาผลผลิตในแต่ละฤดูกาลเพาะปลูก
                          (
                          ตารางที่ 2.43 พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร ระหว่างปี 2549-2551) (P2-110)
                        2. พืชน้ำมันในหมวดพืชน้ำมัน พืชที่มีการเพาะปลูกกันมากคือปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2549 กว่า ล้านเฮกตาร์ รองลงมาได้แก่ถั่วเหลือง มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2551จำนวน 7.4 หมื่นเฮกตาร์ ถั่วลิสง มีพื้นที่เพาะปลูก 1.8 หมื่นเฮกตาร์ มะพร้าว มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2549 จำนวน 2.9 หมื่นเฮกตาร์ และงามีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2551 จำนวน 3.5หมื่นเฮกตาร์ เมื่อพิจารณาในหมวดพืชน้ำมัน จะพบว่า ถั่วเหลืองและงา มีแนวโน้มการเพาะปลูกน้อยลง ในขณะที่ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว เนื่องจากไม่มีรายงานตัวเลขจึงไม่สามารถวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของการเพาะปลูกได้
                          (
                          ตารางที่ 2.44 พื้นที่เพาะปลูกพืชน้ำมัน ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                        3. พืชเส้นใยในหมวดพืชเส้นใย พืชที่มีการรายงานพื้นที่การเพาะปลูกมีอยู่ชนิดเดียวคือปอแก้ว แต่มีขนาดพื้นที่เพาะปลูกน้อยมาก โดยในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 449 เฮกตาร์ ปี 2550 มีพื้นที่เพาะปลูก 461 เฮกตาร์ และปี 2551 มีพื้นที่เพาะปลูกลดลงเป็น 397เฮกตาร์
                          (
                          ตารางที่ 2.45 พื้นที่เพาะปลูกพืชเส้นใย ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                        4. พืชผักในหมวดพืชผัก มีการรายงานพื้นที่เพาะปลูกผักทุกชนิดในภาพรวม โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ หมื่นเฮกตาร์ และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูก ส่วนหนึ่งของพืชผักใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้อนร้านอาหารและโรงแรม
                          (
                          ตารางที่ 2.46 พื้นที่เพาะปลูกพืชผัก ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                        5. ไม้ผลในหมวดไม้ผล มีการรายงานพื้นที่เพาะปลูกเพียงปี 2549 เพียงปีเดียว โดยไม้ผลที่มีความสำคัญ อันดับแรก ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ มีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ รองลงมาคือกล้วยมีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ มะม่วง มีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ ขนุน มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ และน้อยหน่า มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ ดังรายละเอียดในตาราง
                          (
                          ตารางที่ 2.47 พื้นที่เพาะปลูกไม้ผล ระหว่างปี 2549-2551) (P2-112)
                        6. ไม้ยืนต้นในหมวดไม้ยืนต้น เป็นอีกกลุ่มผลผลิตที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยพื้นที่ปลูกมากคือ ยางพารา มีพื้นที่เพาะปลูก ในปี 2549 จำนวน หมื่นเฮกตาร์ ปี 2550 มีพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มเป็น หมื่นเฮกตาร์ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางรัฐบาลกัมพูชา ได้ให้สัมปทานพื้นที่เพาะปลูกระยะยาวแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ สำหรับพืชชนิดอื่นในหมวดเดียวกัน แต่ไม่มีความสำคัญมากนักคือพริกไทย และกาแฟ มีพื้นที่ประมาณ ร้อยเฮกตาร์และ ร้อยเฮกตาร์ ตามลำดับ
                          (
                          ตารางที่ 2.48 พื้นที่เพาะปลูกไม้ยืนต้น ระหว่างปี 2549-2551) (P2-113)
                        7. การปศุสัตว์การทำฟาร์มปศุสัตว์ในประเทศกัมพูชายังเป็นลักษณะการทำฟาร์มแบบครัวเรือน ไม่ใช่ลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยตัวเลขในปี 2551 พบว่า มีการเลี้ยงกระบือจำนวน แสนตัว สัตว์ปีก 16 ล้านตัว โค จำนวน ล้านตัว และสุกร จำนวน ล้านตัว โดย มีแนวโน้มที่การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเกือบทุกชนิด ยกเว้นสุกร ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งคือการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศไทย เข้าไปแย่งตลาด
                          (
                          ตารางที่ 2.49 ปริมาณสัตว์เลี้ยงในช่วงระหว่างปี 2549-2551) (P2-113)


                        ช่องทางและโอกาสของสินค้าเกษตร


                        สินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ประกอบไปด้วยสินค้าจำนวน กลุ่ม คือ

                        1. จักรกลการเกษตร แบบเคลื่อนที่ เช่น รถไถนั่งขับ รถไถเดินตาม รถเก็บเกี่ยว รถตัดหญ้า เครื่องตัดหญ้า และหยอดเมล็ดพันธุ์ แบบไม่เคลื่อนที่ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องคัดแยก และเครื่องปั๊มน้ำ
                        2. เคมีเกษตร เช่น ปุ๋ยต่าง ๆ ฮอร์โมน ยาปราบศัตรูพืช สารป้องกันโรคพืช และสารกำจัดวัชพืช เป็นต้น และ
                        3. เมล็ดพันธุ์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ
                        อาชีพหลักของชาวกัมพูชา คือ การเกษตรกรรม ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 70 ซึ่งส่วนใหญ่จะเพาะปลูกอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบกัมพูชา ทั้งนี้ รายได้หลักของประเทศกัมพูชามาจากภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 32.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ได้แก่ การกสิกรรม การประมง ปศุสัตว์ และป่าไม้ ซึ่งสินค้าเกษตรที่ส่งออก ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์ปลา และยางพารา รองลงมา ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วลิสง สัตว์มีชีวิต ผลไม้ และปลา เป็นต้น
                        ปัจจุบัน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการจากกัมพูชา เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง และไม้ยูคาลิปตัส ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเหล่านี้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำ Contract Farming ระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังช่วยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของกัมพูชา ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากประเทศกัมพูชามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปร่วมส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกับกัมพูชาและรับซื้อสินค้าเกษตรเหล่านั้น ในราคายุติธรรมภายใต้ระบบ Contract Farming และส่งออกสินค้ามาไทย ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากไทย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศ อาทิ คูเวต ญี่ปุ่น เวียดนาม เข้ามาเช่าพื้นที่ในกัมพูชา เพื่อทำการเกษตร เพื่อส่งผลผลิตนั้นกลับประเทศตัวเอง
                        ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในกัมพูชาจะมีลักษณะราบลุ่มเหมาะกับเกษตรกรรมคล้ายกับประเทศไทยและประชากรส่วนใหญ่ของกัมพูชาประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ชาวกัมพูชามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.919 ต่อปี ในขณะที่วิธีการเพาะปลูกยังคงเป็นแบบดั้งเดิมคือผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ กัมพูชาจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้าเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรจากต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
                        อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นที่ต้องการของกัมพูชาทั้งจักรกลแบบเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่นั้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่รายได้น้อยและไม่ได้รับการศึกษามากนัก การพิจารณาสินค้าที่จะทำการส่งเสริมนั้น ควรเป็นสินค้าที่ราคาไม่แพงมากนัก และการใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงสามารถซ่อมบำรุงด้วยตัวเองได้ ขณะที่ในส่วนของปุ๋ยและเคมีภัณฑ์นั้น เนื่องจากการที่พื้นที่โดยรวมของกัมพูชาปลอดจากปุ๋ยเคมีและสารเคมีตกค้าง กัมพูชาจึงมีศักยภาพในการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและกำลังเป็นที่นิยมในตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกัมพูชาจึงส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก ดังนั้น หากต้องการค้าปุ๋ย จึงควรเน้นปุ๋ยอินทรีย์มากกว่าปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีราคาแพง ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดและวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น โรงงานผงชูรส และโรงงานสุราฯ จึงเป็นการสร้างประโยชน์ด้วยการสร้างคุณค่าการตลาดของปุ๋ยให้สูงขึ้น

                        ตลาดด้านการท่องเที่ยวในกัมพูชา

                        รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยได้จัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2544 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว (Tourism Action Plan) โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น ล้านคน โดยการสนับสนุนให้นักลงทุนภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ การขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และน้ำประปา รวมถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อชักจูงให้เข้าไปลงทุนในภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ทำบันทึกความตกลง (MOU) กับสายการบินต่าง ๆ ให้มีการเพิ่มเที่ยวบิน และเปิดเที่ยวบินตรง (Direct Flights) ไปยังประเทศกัมพูชา ภายใต้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี (Open Sky Policy) แต่สิ่งที่อยู่ในแผนการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพของการบริการ การฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว การพัฒนาโรงแรมให้ได้มาตรฐาน และการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศ
                        การหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในกัมพูชาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีผลให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องหรือบริการการท่องเที่ยว เพื่อให้ความสะดวกและความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอุปทานของสินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบไปด้วยสินค้าและบริการ กลุ่มหลัก ได้แก่
                        (1) กลุ่มธุรกิจที่พัก ได้แก่ โรงแรม รีสอร์ท เกสเฮาส์ และโฮมสเตย์ เป็นต้น
                        (2) กลุ่มธุรกิจบริการการท่องเที่ยว ได้แก่ บริการทัวร์และนำเที่ยว รถเช่า เรือเช่า
                        (3) ธุรกิจบริการทั่วไป ได้แก่ บริการสุขภาพ สปา สถานบริการ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ
                        (4) ธุรกิจสนับสนุน ได้แก่ โรงเรียนการท่องเที่ยว โรงเรียนฝึกอบรมมัคคุเทศก์

                        อุปสงค์ความต้องการกลุ่มสินค้า บริการด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง

                        ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา
                        ในปี 2538 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกัมพูชา จำนวน 219,680 คน ล่าสุดจากการรายงานเมื่อปี 2551 มีจำนวน 2,125,465 คน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชา มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการขยายตัวในรอบ 14 ปีโดยเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 20.77 ต่อปี ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าสู่หลักล้านคนครั้งแรกในปี 2547 จากนั้นก็อยู่ในระดับเกินกว่า ล้านคนมาโดยตลอด เฉพาะปี 2551 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ประมาณ 1,595 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นร้อยละ 16 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นับว่าภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็น ใน ภาคธุรกิจ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชา และสามารถจ้างงานในประเทศมากกว่า 250,000 ตำแหน่ง
                        (แผนภาพที่ 2.17 จำนวนนักท่องเที่ยว ระหว่างปี 2538-2551) (P2-116)
                        ในปี 2551 กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกัมพูชา 10 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 266,525 คน คิดเป็นร้อยละ 12.54 เวียดนาม จำนวน 209,516 คน คิดเป็นร้อยละ 9.86 ญี่ปุ่น จำนวน 163,806 คน คิดเป็นร้อยละ 7.71 สหรัฐอเมริกา จำนวน 145,079 คน คิดเป็นร้อยละ 6.83 จีน จำนวน 129,626 คน คิดเป็นร้อยละ 6.10 ไทย จำนวน 109,020 คน คิดเป็นร้อยละ 5.13 สหราชอาณาจักร จำนวน 98,093 คน คิดเป็นร้อยละ 4.62 ฝรั่งเศส จำนวน 97,517 คน คิดเป็นร้อยละ 4.59 ออสเตรเลีย จำนวน 84,957 คน คิดเป็นร้อยละ และไต้หวัน จำนวน 83,000 คน คิดเป็นร้อยละ 3.91
                        เป้าหมายหลักของการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศกัมพูชา คือ จังหวัดเสียมเรียบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก "ประสาทนครวัด (Angkor Wat)-นครธม (Angkor Thom)" โดยกว่าครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีจุดมุ่งหมายที่จะเข้าไปเยี่ยมชม สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ และอีกกว่าครึ่งเดินทางไปยังกรุงพนมเปญและจังหวัดอื่น ๆ ดังสัดส่วนในแผนภาพที่ 2.18 (P2-118)
                        ข้อมูลฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชา จากสถิติการท่องเที่ยวระหว่างปี 2547-2551 ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวคึกคักมาก (High Season) คือช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเบาบาง (Low Season) คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน โดยสถิติเมื่อปี 2551 พบว่า เดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด เดือนแรก ได้แก่ เดือนธันวาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 229,269 คน เดือนมกราคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 223,581 คน และเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนนักท่องเที่ยว 214,902 คน ตามลำดับ ส่วนเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำสุด เดือนแรก ได้แก่ เดือนมิถุนายน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 130,853 คน เดือนกันยายน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 145,146 คน และเดือนกรกฎาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 148,449 คน ตามลำดับ
                        เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในประเทศกัมพูชา พบว่า ในปี 2551 มีอัตราจำนวนวันที่พำนักโดยเฉลี่ย (Average Length of Stay) เท่ากับ 6.65 วัน และมีอัตราการเข้าพักโรงแรม (Hotel Occupancy) เท่ากับ ร้อยละ 62.68 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเข้าพักโรงแรมของประเทศไทยในปีเดียวกัน เท่ากับ ร้อยละ 51.3 โดยนักท่องเที่ยว คน ใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาโดยเฉลี่ย เท่ากับ 750 เหรียญสหรัฐฯ โดยสามารถจัดประเภทของการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ดังแสดงในตารางที่ 2.50 (P2-119)