head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 3): เมื่อความช่วยเหลือทางการเงินเริ่มต้นขึ้น

เมื่อความช่วยเหลือทางการเงินเริ่มต้นขึ้น


รัฐบาล สามารถนำเงินงบประมาณออกมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ/ค้ำประกันทางการเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ กับประชาชนโดยทั่วไปก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องตระหนักด้วยเช่นกันว่าสุดท้ายแล้วคนที่ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเอา ไว้ก็คือผู้เสียภาษี ดังนั้นการใช้นโยบายทางการคลังจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ ให้เกิดความเหมาะสม จัดสมดุลย์ระหว่างการค้ำประกันหนี้เก่ากับหนี้ใหม่ แม้จะสามารถสะกัดยับยั้งวิกฤติครั้งที่ผ่านๆมาให้สงบลงได้ แต่ก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูไปสู่ปัญหาเรื่องความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

โดยมาก แล้วรัฐมักใช้การค้ำประกันเงินฝากให้กับประชาชนที่ฝากเงินได้กับธนาคารต่างๆ เพื่อให้การรับรองว่าเงินฝากในบัญชีธนาคารของประชาชนจะไม่ได้รับความเสียหาย แม้ว่าธนาคารจะถูกปิดกิจการก็ตามแต่ รับรองได้ว่าประชาชนจะยังคงได้รับเงินที่ฝากไว้กับธนาคารที่ถูกปิดกิจการ นั้นๆคืนมาอย่างแน่นอน 

แนวคิดนี้มีที่มาที่ต้องย้อนกลับไปยังศตวรรษที่ 19 ก่อนปี ค.ศ. 1933 คือปี ค.ศ. 1866- 1933 ซึ่งอเมริกายังไม่มีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตราบจนกระทั่งมีสมาชิกสภาคองเกรส 150 คนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายคุ้มครองเงินฝากเข้าสู่สภาคองเกรสโดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ธนาคารซื้อพันธบัตรแบบคุ้มครองเงินต้นของรัฐบาล(surety bond) โดยมีการให้หลักประกันแก่บุคคลที่ 3 ซึ่งบางคนก็เรียกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ให้ การค้ำประกันเงินฝากในธนาคารโดยตรง แต่ก็มีบางคนที่เรียกว่าเป็นการตั้งเงินกองทุนเพื่อค้ำประกันเงินฝากให้แก่ ผู้ฝากเงิน

ในช่วงที่เกิด the Great Depression นั้น ในท้ายที่สุดแล้วอเมริกาก็นำมาตรการค้ำประกันเงินฝากออกมาใช้ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ กองทุนหลักประกัน(insurance fund)และการค้ำประกันของภาครัฐ(a federal guarantee) สัปดาห์แรกที่มีการคิดและถือกำเนิด New Deal ขึ้นมา 

องค์กรที่ต่อมาก็ได้กลายเป็นสถาบันคุ้มครองเงินฝาก(the Federal Deposit Insurance Corporation : FDIC)นั้นไม่ได้มาจากเงินภาษีประชาชน แต่การดำเนินงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้นมีค่าดำเนินการที่มาจากการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของสถาบันคุ้มครองเงิน ฝาก อัตราค่าธรรมเนียมที่ธนาคารสมาชิกจะต้องจ่ายให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก นั้นนั่นเองที่สถาบันฯจะจ่ายคืนให้กับธนาคารในกรณีที่ธนาคารถูกปิดกิจการ 

เจ้าหน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากและผู้บริหารสถาบันจะร่วมกันประเมิน ความเสี่ยง ความมั่นคงในการดำเนินกิจการของธนาคารสมาชิกแต่ละราย และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากธนาคารล้มละลายหรือถูกควบคุม ควบรวมกิจการโดยธนาคารที่มีเงินทุนสูงกว่า สถาบันที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีก 1 แห่งก็คือ สถาบันค้ำประกันเงินฝากและเงินกู้(the Federal Savings and Loan Insurance Corporation : FSLIC)ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1934 เพื่อให้การค้ำประกันเงินฝากและเงินกู้

ทั้ง 2 สถาบันผ่านวันและคืนมาได้อย่างราบรื่น กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงทศวรรษที่ 1980 สถาบันการเงินที่รับฝากเงินและปล่อยกู้หลายพันแห่งล้มละลายพร้อมๆกัน สร้างภาระอันหนักอึ้งให้กับนายประกันอย่าง FSLIC ในทันที การล้มละลายของสถาบันการเงินนับพันทำให้ FDIC เข้าเทคโอเวอร์กิจการของ FSLIC และใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปใหม่ด้วยเงินภาษีของประชาชนจำนวน 153 พันล้านดอลลาร์ 

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เราได้เห็นภาพของความเป็นจริงที่ว่าภาคการเงิน การธนาคารนั้นอ่อนไหว เปราะบางเป็นอย่างมากเมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ หากรัฐบาลเลือกที่จะทำอีกอย่างหนึ่งคือปล่อยให้ผู้ฝากเงินสูญเสียเงินฝากของ ตนเองก็ทำได้ แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดภาพความสับสน โกลาหลจากความแตกตื่นของประชาชนที่แห่กันเข้าคิวถอนเงินออกจากธนาคารอื่นๆ ที่ยังแข็งแรงอยู่เพราะความตื่นตกใจที่เห็นสถาบันการเงินหลายแห่งล้มละลาย จึงเกรงว่าเงินที่ตนฝากไว้จะเบิกถอนไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกที่จะออกมาส่งสัญญานว่าเงินฝากได้รับการคุ้มครองไม่ ว่าจะฝากเงินไว้กับธนาคารที่ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือจะฝากไว้กับ ธนาคารที่ล้มละลายไปแล้วก็ตามแต่

แต่การกระทำเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการปลุกผีที่น่ากลัวตัวอื่นให้ตื่นขึ้นมา อันเนื่องมาจากการใส่เม็ดเงินลงไปเพื่ออุ้มสถาบันการเงิน เมื่อรัฐบาลส่งสัญญานว่าจะรัฐบาลพร้อมที่จะกระโดดเข้ามาอุ้มช่วยสถาบันการ เงินครั้งหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าในอนาคตก็จะต้องมีความจำเป็นครั้งที่ 2, 3, 4,… เกิดขึ้นตามมาอีกอย่างแน่นอน 

ผู้จัดการธนาคารจึงไม่ต้องกังวลกลัวเกรงว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความโกรธแค้น ของผู้ฝากเงิน และผู้ฝากเงินก็อุ่นใจได้เลยว่าเงินทองที่ตนเองฝากไว้กับธนาคารจะไม่ละลาย หายวับไปกับการล้มละลายของธนาคารอย่างแน่นอน ตราบใดที่ FDIC ยังคงค้ำประกันเงินฝากให้กับธนาคารสมาชิกอยู่ เงินฝากในบัญชีธนาคารปลอดภัยแน่นอน เมื่อถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน สถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะออกมาประกาศย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าให้ผู้ฝากเงิน มั่นใจได้ว่าเงินฝากได้รับการคุ้มครอง “ผู้ฝากเงินยังคงเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ จงเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอเมริกัน”

การ ค้ำประกันเงินฝากนั้นกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คนขึ้นมาอีก ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 2008 – 2009 ก่อนเกิดวิกฤิต FDIC คุ้มครองเงินฝากในบัญชีธนาคารสูงถึงบัญชีละ 100,000 ดอลลาร์ ประเทศอื่นๆก็ดำเนินการในลักษณะที่คล้ายคลึงกันต่างกันแค่เพดานเงินฝากที่ ได้รับการคุ้มครองเท่านั้นเอง และการคุ้มครองเงินฝากก็ไม่ได้คุ้มครองทุกบัญชี มีการจำกัดวงเงินสูงสุดเอาไว้ด้วย ดังนั้นจึงมีบัญชีเงินฝากอีกเป็นจำนวนมากที่มีเงินฝากในบัญชีสูงกว่าวงเงิน ที่ได้รับการคุ้มครอง สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้วเงินฝากมากกว่าร้อยละ 40 อยู่ในภาวะล่อแหลมสุ่มเสี่ยง ไม่ได้รับการคุ้มครองจากการปิดกิจการไม่ว่าจะเป็นของธนาคารต่างชาติ IndyMac และ Washington Mutual

และด้วยภัยคุกคามที่มาจาก ภาคส่วนอันเปราะบางนี้นั่นเองที่ทำให้เกิดการออกมาประกาศคุ้มครองเงินฝาก เพิ่มเติมรอบใหม่ในเดือนกันยายน 2008 เพื่อเพิ่มวงเงินคุ้มครองเงินฝากทุกบัญชีใน 6 ธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกา FDIC จึงต้องออกมาขยับเพดานการคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 แสนดอลลาร์ 2 วันต่อมาเยอรมันก็ออกมาประกาศคุ้มครองเงินฝากในธนาคารทุกบัญชี 

 วันต่อมาก็เป็นคิวของสวีเดนบ้างโดยขยายวงเงินที่ได้รับการคุ้มครองเพิ่มขึ้น เป็น 5 แสนโครนาหรือประมาณ 7.5 หมื่นดอลลาร์ หลังจากนั้นก็เป็นการประกาศของสหราชอาณาจักรเพิ่มวงเงินที่ได้รับการคุ้ม ครองเป็น 5 หมื่นปอนด์ สัปดาห์ต่อมาอิตาลีก็ออกมาประกาศว่าจะไม่ยอมให้ภาคธนาคารของประเทศล้มโดด เด็ดขาด ผู้ฝากเงินมั่นใจได้เลยว่าเงินฝากในบัญชีธนาคารจะไม่สูญหายไปไหนอย่างแน่นอน เดือนต่อมาสวิสเซอร์แลนด์ก็เพิ่มเพดานการคุ้มครองเงินฝาก และประเทศอื่นๆก็ทำในลักษณะเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

การ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เปรียบเหมือนกับการแข่งขันกันระหว่างชาติต่างๆใน การใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือออกมาตอบโต้กันว่าใครจะใช้ออกได้อย่างรวดเร็วกว่า กัน เมื่อไอร์แลนด์ออกมาประกาศคุ้มครองเงินฝากก็เท่ากับเป็นการบีบบังคับประเทศ อื่นให้ต้องทำในแบบเดียวกันด้วย อย่างน้อยๆก็ต้องขยับเพดานบนให้เพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ง่ายๆว่าถ้า ไม่ทำเช่นนั้นแล้วเงินทุน เงินฝากก็จะไหลออกจากประเทศที่จำกัดการคุ้มครองเงินฝากไปยังอีกประเทศหนึ่ง ที่สามารถฝากเงินไว้ได้อย่างอุ่นใจมากกว่า ดังนั้นภาครัฐจึงไม่อาจทนนิ่งดูดายให้เกิดเหตุการณ์เงินทุน-เงินออมไหลออก นอกประเทศได้

แนวทางอื่นๆเกี่ยวกับเงินฝากนั้นมาจาก โครงการให้หลักประกันซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานบริหารเครดิตยูเนียนแห่งชาติ(the National Credit Union Administration : NCUA) องค์กรที่ให้ความคุ้มครองแบบเดียวกันกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่เป็นผู้ดูแลในส่วนของเครดิตยูเนียน ได้ควบรวมธุรกิจสมาชิก 2 แห่งเข้าด้วยกันคือ U.S. Central และ WesCorp จากนั้น็ออกมาค้ำประกัน คุ้มครองเงินฝากที่มีอยู่ทั้งหมด 8 หมื่นล้านดอลลาร์ครอบคลุมเงินฝากของเครดิตยูเนียนทุกแห่งในสหรัฐอเมริกา

การ คุ้มครองเงินฝากพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐและยุโรปกู้ยืมเงินเอาไว้มากมายมหาศาลผ่านการออกหุ้น กู้ที่ไม่มีหลักประกันและหนี้ในส่วนนี้นี่เองที่จะกลายเป็นชนวนปัญหาให้เกิด วิกฤติทางการเงินเมื่อวิกฤติดำเนินไปถึงจุดสูงสุด และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะ roll over เงินกู้/หนี้สินก้อนนี้ออกไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดการล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส และเมื่อเราไม่สามารถ renew หนี้เหล่านี้ได้ ธนาคารก็จะพังทลายลงไปเพราะหนี้สูญเหล่านั้น จากนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังบัญชีเงินฝากของธนาคาร สหภาพยุโรปจึงออกมาค้ำประกันหุ้นกู้ของภาคธนาคารในเดือนตุลาคม 2008 เดือนเดียวกับกับที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากของสหรัฐออกหลักเกณฑ์การค้ำประกัน และการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารและธนาคารลูกมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลักประกันทั้งหมดที่ภาครัฐออก มาค้ำประกันก็คือป้ายราคาที่บ่งบอกให้เรารู้ว่าราคาของการค้ำประกันที่รัฐจะ ต้องจ่ายเพื่อคุ้มครองเงินฝาก เงินกู้นั้นมีมูลค่า มีราคาเท่าไหร่ ไตรมาส 3/2009 ฐานะของเงินกองทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากถูกปรับลดความน่าเชื่อถือมาอยู่ ในเชิงลบ นี่คือภาระที่ผู้เสียภาษีต้องร่วมกันแบกรับไว้บนบ่าอย่างที่ไม่อาจหลีก เลี่ยงได้จากการออกมาแสดงบทบาทเป็นผู้ค้ำประกันของรัฐบาล แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้คนจำนวนมากก็ยังไม่ล่วงรู้ถึงเหตุเภทภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในรูปของ วิกฤติเงินออมและเงินกู้ซึ่งวิกฤติที่จะเกิดขึ้นนี้ก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการต่างๆที่ออกมาก่อนหน้า นี้แล้วทำให้เกิดวิกฤติตามมา รวมถึงข้อผูกมัดต่างๆที่ไม่เคยมีมาก่อนที่จะสร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีอีก เช่นเคย

การให้เงินช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินก้อน ใหญ่เริ่มต้นขึ้นที่ แฟนนี่ เม (Fannie Mae) และ เฟรดดี้ แมค(Freddie Mac) 2 ผู้ประกอบการธุรกิจรับจดจำนองยักษ์ใหญ่ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาค้ำประกันเป็นเงินสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และควบรวม 2 กิจการของรัฐเข้าด้วยกันเพราะเหตุจำเป็น หายนะได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าหนี้สินของทั้ง 2 กิจการนั้นได้รับการค้ำประกันเต็มจำนวน “full faith and credit”

เพียง แค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเองเราก็จะได้เห็นกันว่าต้นทุนทางการคลังที่แท้จริงจาก การเข้าไปอุ้มแฟนนี่เมและเฟรดดี้ แมคนั้นรวมเสร็จสรรพแล้วทั้งหมดคิดเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ การแปรสภาพ 2 กิจการเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลนั้น มีพันธะ ภาระที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบอยู่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ในการค้ำประกันทางการเงินแก่ทั้ง 2 บริษัท และมีหนี้สินอื่นๆอีก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ที่ทั้ง 2 กิจการปล่อยออกมา ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมารองรับเม็ดเงินมหาศาล เหล่านี้เลบ แต่หากราคาบ้านยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้จำนองบ้านทิ้งจำนอง ไม่ส่งเงินต่อ รัฐบาลก็จะต้องรับภาระความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเองทั้งหมด

รัฐบาล ก็พยายามที่จะประคับประคองตลาดที่อยู่อาศัยให้เดินต่อไปได้อยู่เหมือนกัน ด้วยการออกกฎหมายที่ชื่อว่า กฎหมายว่าด้วยที่อยู่อาศัยและการพื้นฟูเศรษฐกิจ (the Housing and Economic Recovery Act)ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาไปในเดือนกรกฎาคม 2008 มูลค่า 3.2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ประสบปัญหาให้ได้รับการรีไฟแนนซ์สัญญา จำนองบ้านภายใต้การค้ำประกันของคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ(the Federal Housing Administration) แม้ว่าโปรแกรมฟื้นฟูที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นมานี้จะมีการจัดสรรเงินที่ผิด พลาด ล้มเหลวอยู่บ้างก็ตาม ประธานาธิบดีบารัค โอบามาประกาศเคาะตัวเลขวงเงินออกมา 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อใช้สำหรับแผนการป้องกันการทิ้งจำนอง โปรแกรมต่างๆก็ยังคงดำเนินการต่อไป และแน่นอนว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็คือภาระที่ผู้เสียภาษีจะต้องแบกรับเอาไว้ อีกเช่นเดียวกัน

เงินช่วยเหลือก้อนใหญ่ที่สุดนั้นคือ เม็ดเงินที่นำมาใช้สำหรับให้ความช่วยเหลือและค้ำประกันในส่วนที่เรียกว่า โปรแกรมฟื้นฟูสินทรัพย์เสี่ยง (the trouble Asset Relief Program : TARP) ซึ่งสภาคองเกรสได้อนุมัติให้มีการจัดสรรเงินงบประมาณจำนวน 7 แสนล้านดอลลาร์เพื่อนำมาใช้ซื้อสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เสีย 

แทนที่รัฐบาลจะนำเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือเจ้าของบ้านที่กำลังเดือดร้อนต้อง การความช่วยเหลือจากภาครัฐ และอีกส่วนหนึ่งก็นำไปใช้เพื่ออุ้มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างเจนเนอรัล มอเตอร์สและไครส์เลอร์ เบ็ดเสร็จแล้วอุตสาหกรรมรถยนต์ได้เงินช่วยเหลือไปถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ เงินบางส่วนก็นำไปใช้ในการปล่อยกู้ ส่วนที่เหลือรัฐบาลก็นำไปใช้ในการซื้อหุ้น เข้าไปเป็นเจ้าของกิจการร่วมกับเจ้าของกิจการเดิม ร่วมเดิมพันครั้งใหญ่กับบริษัทที่กำลังร่อแร่ปางตายว่าจะฟื้นกลับคืนมา ประกอบธุรกิจได้ดังเดิมหรือไม่

โชคไม่ดีอีกเช่นกัน ที่บริษัทรถยนต์เหล่านี้เองก็พึ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของภาวะวิกฤติเท่า นั้นเอง เงินกองทุนของ TARP ประมาณ 3.4 แสนล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้สำหรับให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินเกือบ 700 แห่ง บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซิตี้กรุ๊ป แบงค์ออฟอเมริกา และเอไอจี รวมถึงธนาคารขนาดเล็กอื่นๆ เงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเพื่อการอัดฉีดเงินทุนที่น่าฉงนสงสัยซึ่งรัฐบาลจ่ายไป เพื่อแลกกับการเป็นผู้ร่วมถือหุ้นบางส่วนในธนาคารที่ได้รับเงินช่วยเหลือ

หุ้นที่ได้มาจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปนี้คือเดิมพันครั้งใหญ่ของรัฐบาลว่า ธนาคารที่กำลังประสบปัญหาเหล่านั้นจะฟื้นคืนกลับมาได้หรือไม่ รัฐบาลจะได้รับเงินปันผลตอบแทนคืนกลับมามากน้อยแค่ไหน สิ่งต่างๆเหล่านี้คือการใช้จ่ายของภาครัฐที่ยังคงดำเนินต่อไปซึ่งสะท้อนให้ เห็นถึงเม็ดเงินจำนวนเยอะแยะมากมายมหาศาลที่รัฐนำมาใช้ในฐานะที่เป็นส่วน หนึ่งของนโยบายการคลังรูปแบบใหม่ๆในทิศทางที่ผิดแผกแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบ

ที่มา http://seksanpantu.wordpress.com

วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 2): นโยบายทางการคลังที่ภาครัฐนิยมใช้

นโยบายทางการคลังที่ภาครัฐนิยมใช้


จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ คือนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญคนแรกที่เสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจที่มีอยู่ในมืออย่าง เช่นมาตรการทางด้านภาษีและการใช้จ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐมาเป็นเครื่องมือ ที่ใช้สำหรับพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ให้กลับกลายดีขึ้น บทวิเคราะห์ของเคนส์เป็นไปอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาว่าในช่วงที่เศรษฐกิจ เป็นขาลงนั้นความต้องการซื้อสินค้าและบริการนั้นได้ลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำ กว่าปริมาณสินค้า ผู้ประกอบการจึงต้องลดกำลังการผลิตลงส่งผลให้คนตกงานเพิ่มมากขึ้น 

วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเคนส์สรุปว่าวัฎจักรที่ กำลังดำเนินอยู่ในห้วงขณะเวลานั้นภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินไปตาม ยถากรรมได้เพราะวิกฤติจะลุกลามขยายวงกว้างขึ้น สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ และเมื่อสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ดำเนินต่อไปจนถึงจุดๆหนึ่งเศรษฐกิจก็จะพังพินาศ 

ความกลัวที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นในจิตใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะบีบคั้น บังคับจิตใจคนให้รัดเข็มขัด ประหยัดค่าใช้จ่ายจนเกินเหตุไป ต่างคนต่างประหยัดเพราะรายได้มีแต่จะลดลงเรื่อยๆและบรรยากาศทางเศรษฐกิจอัน น่าสลดหดหู่ที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว ดังนั้นจึงเกิดแรงงานส่วนเกินขึ้น โรงงานไร้ซึ่งการผลิต กำลังซื้อที่ลดลงก็ลดลงแล้ว ลดลงอีก สภาพการจ้างงาน การผลิต และราคาสินค้าที่ดำเนินไปนำไปสู่ภาวะเงินฝืดทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะงักงัน อย่างต่อเนื่องยาวนาน

เคนส์เชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ สามารถฟื้นตัวได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจึงต้องเข้ามามีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้น จากกำลังซื้อและกำลังการผลิตที่อ่อนแอทำให้เกิดผลผลิตส่วนเกินขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพและขยายตัวได้อีกครั้งรัฐบาลจำเป็นต้อง ขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศก่อนที่เศรษฐกิจจะต้อง เผชิญกับหายนะ และเมื่อช่วงเวลาอันเลวร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้วรัฐบาลก็จะต้องกลับมาทำงบประมาณ ให้คืนสู่ภาวะสมดุลขึ้นอีกครั้งหนึ่ง 

ในความเป็นจริงนั้นเคนส์เองก็มีความเชื่อว่าหากรัฐบาลกลับมาใช้นโยบายการ เงิน-การคลังที่เข้มงวดอีกครั้งหนึ่งก่อนถึงเวลาอันควรก็เท่ากับว่ารัฐบาล กำลังบีบคั้นภาวะเศรษฐกิจที่กำลังดีวันดีคืนให้สะดุด เกิดภาวะชะงักงันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

เคนส์นำเสนอแนวคิดของเขาเป็นครั้งแรกในปี 1936 โดยแนะนำให้รัฐบาลดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามคำแนะนำของเขา เริ่มจากฮูเวอร์ทดลองทำตามข้อเสนอของเคนส์และสิ้นสุดที่ New Deal ของรูสเวลท์ โครงการสาธารณะทั้งเล็กและใหญ่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนกลับมามีงาทำกันอีก ครั้งหนึ่ง ความต้องการสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง งานก่อสร้างจำนวนมากที่ดำเนินการในช่วงนั้นยังคงดำรงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น คลองส่งน้ำยาว 24,000 ไมล์ สนามบิน 480 แห่ง สะพาน 78,000 สะพาน โรงพยาบาล 780 โรง ทางหลวง 572,000 ไมล์ โรงเรียนอีก 15,000 แห่ง ศาล และอื่นๆอีกมากมาย

ผล ที่เกิดขึ้นจากการนำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของเคนส์มาใช้นั้นราวกับเรื่องราว ปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ใจ จากปี 1933 – 1937 ตัวเลขการว่างงานลดลงจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 15 ปี 1937 เมื่อรัฐบาลตัดสินใจทำงบประมาณแบบสมดุลย์อีกครั้งหนึ่งเศรษฐกิจที่กำลังดี วันดีคืนก็กลับสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงอีกครั้ง รูสเวลท์จึงต้องกลับมาทำงบประมาณแบบขาดดุลกันต่อไป กลับมากระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน New Deal อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่อาจหลีก เลี่ยงได้ สหรัฐอเมริการอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของ the Great Depression อันยืดเยื้อยาวนานไปได้ เศรษฐกิจของสหรัฐกลับมาขยายตัวอีกครั้ง

เคนส์ กลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลในยุคหลังสงครามโลกขึ้นมาทันที ทฤษฎีของเคนส์ไม่เพียงแค่ได้กลายเป็นมาตรฐานการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจของ ภาครัฐเมื่อเผชิญภาวะเศรษฐกิจขาลงเท่านั้น แต่ยังมีการนำทฤษฎีเคนส์มาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างอ่อนแอเปราะบาง ด้วย ทศวรรษที่ 1970 เริ่มมีเสียงคัดค้านทฤษฎีเคนส์ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงต้นทศวรรษที่ 1990 ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นแตก 

ทฤษฎีเคนส์ก็ถูกปัดฝุ่นนำกลับขึ้นมาใช้ใหม่ แล้วก็ยังคงได้ผลสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เพียงแค่กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนับสิบมาตรการเท่านั้น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังทุ่มเงินงบประมาณนับล้านล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจด้วย ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของญี่ปุ่นพุ่งทะยานทุบทำลายสถิติ 

เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเลิกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลายอย่างของญี่ปุ่นก็ดีขึ้น แต่ก็มีอีกหลายมาตรการที่ไปแล้วเกิดความสูญเปล่า ภาคชนบทของญี่ปุ่นเองก็ถูกละเลยมองข้ามไป นักเศรษฐศาสตร์ยังคงถกเถียงกันเรื่องมาตรการอันเลวร้ายและประโยชน์ที่ ญี่ปุ่นได้รับจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนั้น หลายคนเชื่อว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากวิธีคิดของญี่ปุ่น แต่เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในขั้นตอนการเลือกเฟ้นโครงการว่าจะดำเนิน โครงการอะไรบ้าง ตัวเงินจริงๆที่รัฐบาลญี่ปุ่นใส่ลงไปในระบบเศรษฐกิจนั้นก็มีน้อยมาก แล้วเม็ดเงินที่ถูกดึงกลับออกมาหลังจากดำเนินมาตรการไปไม่นานนั้นกลับมี มากกว่าเสียอีก

วิธีการแบบนี้นั้นเป็นเพียงแค่หนึ่ง ในหลายๆวิธีการในการใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือที่ผู้กำหนดนโยบายสามารถ ทำได้ นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อแล้วเครื่องมือทางการคลังที่ สามารถนำมาใช้ได้ยังมีเรื่องการลดภาษีและการคืนภาษีซึ่งเป็นทฤษฏีการส่ง เสริมให้ผู้บริโภคใช้จ่ายด้วยการใส่เม็ดเงินลงไปในมือประชาชนทำให้ประชาชนมี รายได้เพิ่มมากขึ้น หรือจะพูดว่าเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ยของภาคประชาชนก็ว่าได้ 

แต่วิธีการแบบนี้นั้นไม่ได้มีการนำมาใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ซึ่งฮูเวอร์ใช้การเพิ่มภาษีและรูสเวลท์ก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น การลดภาษีและการให้เครดิตสินเชื่อก็กลายมาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับมาตรการทาง การคลังที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ หลากหลายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเกิดการถดถอยและวิกฤติเศรษฐกิจในญี่ปุ่น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้การลดภาษีเป็น่วนหนึ่งของแนวทางตอบสนองหลังเกิด วิกฤติเศรษฐกิจ

ทางเลือกที่ 3 สำหรับมาตรการทางด้านการคลังก็คือการจ่ายเงินโอน (transfer payment) คือรัฐบาลใส่เงินลงไปในมือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น คนจนหรือคนตกงาน มลรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่นที่กำลังประสบปัญหา เงินโอนนี้เป็นอีกหนึ่งนโยบายการคลังที่สำคัญยุคหลังทศวรรษที่ 1930 นับแต่มีการนำ New Deal มาใช้ มีการใส่เงินลงไปเพื่อต่ออายุ ต่อลมหายใจให้กับบรรดากลุ่มเป้าหมาย วิธีการอย่างเช่น การลดภาษีก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของ New Deal ที่มีการนำออกมาใช้รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจและภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินโอนนั้นทำได้หลากหลายรูปบบไม่ว่าจะเป็นการให้เงินช่วยเหลือแก่คนตกงาน การจัดตั้งกองทุนสำหรับการฝึกอบรม พัฒนาทักษะ สร้างงาน สร้างอาชีพ

วิกฤติ เศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอย่างมากใน 3 มาตรการทางด้านการคลังที่ได้รับความนิยม เดือนมกราคม 2008 รัฐสภาสหรัฐอนุมัติกฎหมายมูลค่า 152 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการงดเว้นการจัดเก็บภาษีส่วนบุคคลและนิติบุคคล แล้วกฎหมายว่าด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2008 (the Economic Stimulus Act of 2008) ก็ถูกบดบังด้วยกฎหมายเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการกลับมาลงทุนใหม่ ของอเมริกัน ปี 2009(the American Recovery and Reinvestment Act of 2009)ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 787 พันล้านดอลลาร์ กฎหมายทั้ง 2 ฉบับล้วนมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกันคือการดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการใช้ จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลของภาครัฐเพื่อให้เกิดกำลังซื้อสินค้าและบริการ และการใช้จ่ายโดยตรงในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้าน พลังงาน วงเงินรวมสูงถึง 140 พันล้านดอลลาร์ ทั้งยังมีการใช้จ่ายในโครงการอื่นๆร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นโครงการเกี่ยวกับการประมงไปจนถึงการควบคุมระบบระบายน้ำเพื่อ ป้องกันน้ำท่วมโดยมีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์

กฎหมาย ที่ออกมายังรวมถึงงบพิเศษจำนวนมหาศาลสำหรับการให้เครดิตทางภาษีและโครงการ เงินโอน แท้จริงแล้วเครดิตทางภาษีนั้นกลับเป็นโครงสร้างส่วนใหญ่ของชุดมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจที่กำหนดขึ้นโดยระงับการเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคลมูลค่า 237 พันล้านดอลลาร์ บางส่วนก็ถูกนำไปใช้สำหรับประชาชนบางกลุ่มอย่างเช่น การให้เครดิตทางภาษีแก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรกและรถยนต์คันใหม่ที่เป็นแบบ fuel-efficient cars โดยมีเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงไปยังภาคส่วนทางเศรษฐกิจที่ต้องการเป็นการ เฉพาะ ส่วนสุดท้ายของกฎหมายก็คือการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่คนว่างงาน ผู้สูงอายุ และประชาชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ รวมทั้งเม็ดเงินนับพันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือแก่รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาล มลรัฐ

ประเทศต่างๆทั่วโลกก็นำนโยบายการคลังมาใช้ใน ลักษณะคล้ายๆกันแต่ให้น้ำหนักในการดำเนินโครงการที่น้อยกว่า แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุโรปถูกนำมาใช้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 เม็ดเงินจำนวน 200 พันล้านยูโรถูกนำมาใช้กับสารพัดโครงการ แต่ละประเทศต่างก็ดำเนินการเช่นเดียวกันในขนาดที่เล็กกว่า ญี่ปุ่นก็เริ่มแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ภายใต้ความสับสนวุ่นวายทางการ เมือง รัฐบาลซึ่งเป็นสถาบันการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดใช้เงินจำนวนมากไปกับการลด ภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ จีนกลับทุ่มเทความพยายามที่มากกว่าด้วยวงเงินสูงถึง 586 พันล้านดอลลาร์ในโครงการสาธารณะเช่น ทางรถไฟ การชลประทาน และสนามบิน ขณะที่เม็ดเงินบางส่วนถูกนำไปใช้เพื่อการฟื้นฟูมณฑลเสฉวนหลังเกิดเหตุแผ่น ดินไหวครั้งใหญ่ ประเทศอื่นๆที่เล็กกว่าอย่างเกาหลีใต้และออสเตรเลียก็งัดมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจออกมาใช้เช่นเดียวกัน

การใช้นโยบายการคลัง เข้าแทรกแซงเศรษฐกิจนี้แน่นอนว่าช่วยสกัดยับยั้งภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำได้ แต่การแทรกแซงดังกล่าวก็ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง แรกสุดเลยคือต้องจดจำให้ขึ้นใจว่าการนำนโยบายการคลังออกมาใช้นั้นไม่ใช่ว่า จะทำได้แบบฟรีๆโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรใดๆทั้งสิ้น 

เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้นขณะที่รายได้จากภาษีของภาครัฐกลับลดลงจากภาวะ เศรษฐกิจถดถอยนั้นย่อมส่งผลให้ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องหาเงินมาใช้หนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากรัฐไม่ยอมจ่ายคืนหนี้ การขาดดุลงบประมาณก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปีๆ 

รัฐบาลก็ได้แต่ล่อลวงนักลงทุนกระเป๋าหนักเข้ามาซื้อหนี้ด้วยการเพิ่มอัตราผล ตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลให้สูงขึ้น ภาระหนี้ที่รัฐบาลจะต้องชำระจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งยังต้องแข่งขันกำหนดอัตราผลตอบแทนในตราสารหนี้แข่งกับผู้ออกตราสารหนี้ รายอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยจากการรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อส่วนบุคคล หุ้นกู้ของธุรกิจเอกชน และดอกเบี้ยของลิสซิ่งต่างๆ ต้นทุนการกู้ยืมเงินของผู้ระดมทุนแต่ละรายก็จะเพิ่มสูงขึ้น จากนั้นภาคธุรกิจก็จะต้องตัดสินใจลดต้นทุนทางการเงินของตนเองลงมา ภาคครัวเรือนก็จะปรับลดการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของตนเองลงมาเพราะมีภาระที่ ต้องผ่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้น

เมื่อหนี้สาธารณะเพิ่มสูง ขึ้น รัฐบาลก็จะเริ่มอึดอัด ขยับตัวลำบาก ทำอะไรไม่ได้มากนัก อัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มขยับปรับตัวสูงขึ้นจากความกลัวเรื่องการผิดนัดชำระ หนี้ที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วรัฐบาลมีทางเลือกที่จำกัดมาก ได้แต่โกงความตายด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย มากน้อยแค่ไหนก็สุดแท้แต่ปริมาณหนี้ที่เป็นสกุลเงินท้องถิ่นที่รัฐบาลก่อไว้ ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนซึ่งเราเรียกวิธีการโกงความตายด้วยมาตรการทางการเงิน นี้ว่า “การบริหารหนี้ด้วยมาตรการทางการเงิน” (monetizing the deficit) กลไกนี้ก็คือมาตรการ QE (quantitative easing)ที่สหรัฐกำลังทำอยู่นั่นเอง 

ยกเว้นในเรื่องการซื้อหนี้กลับคืนซึ่งไม่ได้ทำให้เอาชนะเงินฝืดไปได้เลย มันเป็นเพียงแค่การซุกหนี้เอาไว้เท่านั้น มันก็เหมือนกับการโปรยหว่านเม็ดเงินออกไปไล่ซื้อสินค้าและผลักดันระดับราคา สินค้าให้เพิ่มขึ้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และนั่นย่อมหมายความว่าได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นด้วย และด้วยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่ช่วยค้ำยันเศรษฐกิจเอาไว้ไม่ให้ล้ม ครืนลงมา

มีข้อมูลบางอย่างที่บ่งชี้ให้เห็นว่าผูเสีย ภาษีจะต้องจับตา ให้ความสนใจกับความเสี่ยงนี้เป็นพิเศษ บางประเทศที่นำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้นั้นผู้บริโภคจะต้องตระหนัก ว่ามันจะสร้างผลประโยชน์อะไรให้กับเราได้บ้างจากมาตรการบางอย่างที่ภาครัฐ กำหนดออกมานี้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลก็จะต้องขึ้นภาษี และเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เราเองก็จะต้องตระหนักเอาไว้ด้วยว่าเมื่อรัฐขึ้นภาษีนั้นผู้บริโภคก็จะปรับ ลดการใช้จ่ายของตนเองลงมา การใช้จ่ายในระยะสั้นและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวคือสิ่งที่เราสามารถคาด คิดคำนวณได้ล่วงหน้าว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การ ลดภาษีถือเป็นมาตรการหลักรูปแบบหนึ่งเมื่อมีการนำมาตรการทางการคลังออกมาใช้ ในเวลาที่เศรษฐกิจเกิดปัญหา นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการใช้จ่ายเงินภาษีของภาครัฐและการคืนภาษีซึ่งภาค ครัวเรือนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้นี้มาฝากเก็บไว้กินดอกเบี้ยก็ได้หรือจะ นำไปชำระหนี้ก็ได้ 

แล้วในปี 2008 – 2009 นั้นเล่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มาตรการทางด้านภาษีทีเกิดขึ้นจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนั้นส่งผลให้ผู้บริโภคได้เงินภาษีคืนมา 25 – 30 เซ็นต์ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือน ซึ่งดูเผินๆแล้วเหมือนจะเป็นมาตรการที่ดี แต่ช้าก่อน ลองมานึกทบทวนรายละเอียดจากมาตรการ QE กันดูอีกครั้งหนึ่งก็จะพบว่ามาตรการต่างๆเหล่านี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลัง ซื้อให้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดเลย มันเป็นการยักย้ายถ่ายเทหนี้ออกจากกระเป๋าข้างซ้ายไปไว้ในกระเป๋าข้างขวา เท่านั้นเอง หนี้ภาคเอกชนลดลงแต่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชาญฉลาดแต่อย่างใดเลย

แนว ความคิดเรื่องการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จึงเป็นแค่ เพียงภาพลวงตาเท่านั้นเอง ผิดกับนโยบายทางการเงิน(monetary policy)ที่ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดขึ้นมาตามแรงกดดันของรัฐสภาซึ่งเป็น มาตรการที่กำหนดขึ้นโดยไม่ต้องไปซ่อมสร้าง ดำเนินการอะไรใดๆให้สิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรอะไรใดๆทั้งสิ้น 

นโยบายเศรษฐกิจที่สมบูรณ์นั้นจะต้องทำทั้งนโยบายการเงินและการคลังให้สอด คล้องกัน ทำให้เกิดการฟื้นฟูประเทศด้วยการบูรณะ ซ่อมแซม ทำนุบำรุง ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุดทรุดโทรม และเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต หากเราจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของญี่ปุ่นก็จะพบว่าโครงการที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจนอย่างกฎหมายฟื้นฟูและลงทุนใหม่ของอเมริกันนั้นเป็นเพียงนโยบายที่ พูดง่ายทำยาก 

บางทีเราอาจจะต้องเรียนรู้จากจีน รัฐบาลจีนกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล ทำให้จีนฟื้นจากวิกฤติการณ์ครั้งที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี นักการเมืองแต่ละคนมีอิสระที่จะคิดพิจารณาสิ่งต่างๆได้อย่างเป็นตัวของตัว เอง รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการต่างๆได้อย่างรวดเร็วและได้ผลในการปรับปรุงและ เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย แต่ก็มีบ้างบางมาตรการที่ทำไปแล้วเกิดความสูญเปล่าและไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ก็ทำให้เกิดฟองสบู่ขึ้นได้ในอนาคต

มาตรการทาง การคลังที่รัฐบาลนิยมนำมาใช้กันนั้นมีทั้งมาตรการทางด้านภาษีและการใช้จ่าย ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ แต่การปรับลดภาษีและการสร้างงานนั้นพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลยังสามารถดำเนินมาตรการอื่นๆได้อีกหลายอย่างเพื่อต่อสู้กับวิกฤติการ เงินที่กำลังดำเนินอยู่นี้ เส้นทางยังอีกยาวไกล ความเป็นไปนับวันยิ่งสลับซับซ้อน และแน่นอนว่ามีต้นทุนการดำเนินการให้เราต้องจ่ายกันด้วย

วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 1): เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐแต่ลดภาษี ?

วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 1): เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐแต่ลดภาษี ?


ช่วงที่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์(Herbert Hoover)ออกมาแถลงผลงานประจำปีในปี 1930 นั้น สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งหายนะครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจมาแล้ว 1 ปี แถลงการณ์ของประธานาธิบดีฮูเวอร์ในวันนั้นฮูเวอร์ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า “เศรษฐกิจตกต่ำนั้นไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายได้ด้วยการออกกฎหมายหรือการ ออกแถลงการณ์ ประกาศหรือคำสั่งต่างๆของฝ่ายบริหาร และบาดแผลที่เกิดจากพิษภัยทางเศรษฐกิจนี้จะสามารถเยียวยารักษาให้หายได้ก็ ด้วยการแสดงบทบาทของตัวเองของแต่ละภาคส่วน องคาพยพ ในระบบเศรษฐกิจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค” ฮูเวอร์แนะนำว่า”แต่ละคนจะต้องคงศรัทธาและความกล้าหาญเอาไว้”และ”แต่ละคนจะ ต้องรักษาความเชื่อมั่นในตนเองเอาไว้ให้ได้”

ขอบคุณสำหรับคำกล่าวเช่นนี้ ฮูเวอร์ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงออกให้เห็นถึงความละเลยเพิกเฉย ไม่แยแสสนใจ ไม่ยอมทำอะไรเลยของภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากไปกว่านั้น และน่าสนใจมากด้วย ในแถลงการณ์ที่เหมือนกันเป็นอย่างมาก ฮูเวอร์ชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายในโครงการสาธารณะต่างๆจะถูกพับเก็บไว้ก่อนใน ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ขาลง ในช่วงเวลาเช่นนี้ฮูเวอร์กล่าวรายงานด้วยความภาคภูมิใจ ชาติ รัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นจะใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างรอบคอบในการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นการให้น้ำหนัก เป็นการดำเนินการที่ผิดพลาด นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความเป็นจริงแล้วฮูเวอร์โวว่า”รัฐบาลกลางจะให้ความอุดหนุนช่วยเหลือใน โครงการขนาดใหญ่อย่างเช่นการทำคลองส่งน้ำ ท่าเรือ การควบคุมน้ำท่วม การก่อสร้างสาธารณะ ทางหลวง และการปรับปรุงการขนส่งทางอากาศในทุกสิ่งทุกอย่างที่สหรัฐมีอยู่” ภายใต้สิ่งนี้ “ไม่ทำอะไรเลย” ประธานาธิบดี รัฐบาลกลางจะใช้จ่ายเงินมากขึ้นเป็น 2 เท่าในแต่ละโครงการ

แม้ฮูเวอร์จะสนับสนุนการใช้จ่ายบ้าง แต่ฮูเวอร์ก็ยังคงเชื่อเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของ ภาครัฐไม่มากนัก ฮูเวอร์แถลงว่า”ช้าพเจ้าไม่สามารถให้การส่งเสริม สนับสนุนอย่างเข้มแข็งเกินไปได้ แต่จำเป็นอย่างถึงที่สุดที่จะต้องคล้อยตามแผนการอื่นๆเพื่อเพิ่มการใช้จ่าย ของภาครัฐ” แต่ฮูเวอร์ก็ยังคงดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐยังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณแบบสม ดุลย์ ข้อความที่ฮูเวอร์บ่งบอกออกมานั้นชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ยอมให้เกิด การขาดดุลย์งบประมาณอย่างแน่นอน

ฮูเวอร์จอมตืดกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติ ศาสตร์ของวิกฤติเศรษฐกิจ แถลงการณ์ของฮูเวอร์แสดงให้เห็นว่าเขากำลังตกอยู่ภายใต้กับดับหลุมพรางจาก ความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าจะเลือกบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้อย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน 2 วิธีที่มีการนำเสนอขึ้นมานั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หนึ่งคือการมองย้อนกลับไปยังอดีตแล้วสั่งให้ทุกคนอดทนข่มกลั้น ทำงบประมาณแบบสมดุลย์ต่อไป กับอีกหนึ่งวิธีการซึ่งกลายเป็นวิถีแห่งอนาคต คลื่นลูกใหม่กระแสใหม่คือให้ทำงบประมาณแบบขาดดุลและทำโครงการสาธารณะขนาด ใหญ่ ฮูเวอร์มองเห็นแนวโน้มของอนาคตข้างหน้า แต่เขาก็ยังคงยึดติดอยู่กับอดีต เขาต้องการประนีประนอมกับทั้ง 2 วิธีการที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้เพื่อความมั่นใจของตนเอง เพื่อให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลังไปพร้อมๆกัน ซึ่งทั้งหมดนี้มันทำพร้อมกันไม่ได้ มันไปด้วยกันไม่ได้เลย

6 ปีหลังจากฮูเวอร์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ก็ได้บัญญัติหลักการใหม่ที่มีความชัดเจนขึ้นมาว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่จะ เกิดขึ้นครั้งใหม่ในอนาคตนั้น รัฐบาลจะต้องใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือเพื่อลดแรงกระแทกให้กับระบบ เศรษฐกิจด้วยการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ หากเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพียงเล็กน้อยก็จะต้องลดภาษี ซึ่งนโยบายการเงินในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้รัฐต้องทำงบประมาณแบบขาดดุล นโยบายทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆที่รอให้เศรษฐกิจเยียวยารักษาตัวเองนั้นก็เท่ากับ ว่าเรายอมให้คนไข้ทนอยู่กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ต้องทนอยู่กับมันโดยที่ไม่มีใครยอมลงไม้ลงมือทำอะไรเลย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาล้วนแต่อาศัยพึ่งพานโยบาย การเงินเป็นเครื่องมือทั้งสิ้นในยามที่เศรษฐกิจเป็นขาลง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมาหรือไม่ก็ตาม

หากฮูเวอร์ยืนอยู่ในช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ของ นโยบายการเงินแล้ว เราเองก็อาศัยอยู่ในโลกอีกยุคหนึ่งเช่นกัน เครื่องมือของเคนส์เติบโตขยายตัวจากเครื่องมือเล็กๆที่เชื่อถือไว้ใจได้กลาย เป็นชุดของเครื่องมือที่มีลำดับกระบวนการในการใช้งานที่สลับซับซ้อนที่ภาค รัฐใช้ในการแทรกแซงเศรษฐกิจ ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆประเทศ ภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้จ่ายเงินในงานสาธารณะเพื่อส่วนรวมเท่านั้น แต่กลับใช้เงินงบประมาณเพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย อย่างเช่น การค้ำประกันเงินกู้ให้กับภาคธนาคาร ค้ำประกันหนี้ ค้ำประกันเงินฝาก นอกจากนี้ภาครัฐยังใช้เงินภาษีของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้นที่มีบทบาทสำค้ญในอุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และธนาคารยักษ์ใหญ่ด้วย นโยบายการเงินค่อยๆพัฒนาความซับซ้อนและวิธีการที่ละเอียดละออในการทำงาน นโยบายการเงินกลายเป็นเทคนิค กลอุบายสำคัญ และมีมูลค่าสูงมากสำหรับภาครัฐ

ผู้กำหนดนโยบายในบุคนี้สมัยนี้พบว่าตัวเองกำลังแก้ไขข้อ บกพร่องต่างๆคล้ายๆกับ ที่ฮูเวอร์ต้องทำ ต้องเผชิญ พวกเขาต้องการที่จะลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อประคับประคองตลาด แรงงานและเพิ่มกำลังซื้อและการการผลิตสินค้า แต่หลายรัฐบาลมาแล้วก็ได้ใช้วิธีการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ไปแล้ว ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนเกินระดับที่ภาครัฐจะสามารถ แบกรับภาระต่อไปได้ พวกเขาจึงต้องอาศัยการบีบบังคับแบบฮูเวอร์ “ผู้ผลิตและผู้บริโภค”ให้ช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็ยังคงให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วยการใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวน มหาศาลยิ่งกว่าที่เคยมีมา และขณะที่พวกเขาต้องการประคับประคองระดับของความเชื่อมั่นเอาไว้ไม่ให้ตกต่ำ จนถึงขีดที่เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจพวกเขาก็ต้องช่วยกันประคับประคองภาค ครัวเรือน สถาบันการเงิน และบรรษัทเอกชนต่างๆด้วยการกระตุ้น จูงใจสารพัดวิธีซึ่งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจขั้นที่ 1

ในระยะสั้นก็มีการโต้เถียงกันบ้างเกี่ยวกับเม็ดเงิน จำนวนมหาศาลที่ใช้ในนโยบาย การเงินแห่งศตวรรษที่ 21 ว่าสถานการณ์อันยากลำบากที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างช่วงเวลา ที่ฮูเวอร์ต้องเผชิญ วิธีการแบบเดิมๆที่เคยทำกันมานั้นใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบันซึ่งมีข้อมูลข้อ เท็จจริงที่กำลังค่อยๆปรากฏขึ้นมาให้เราใด้เห็นกันแล้วทีละเล็กทีละน้อย