head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พัฒนาการด้านอุตสาหกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประเทศจีน

ที่มา http://vclass.mgt.psu.ac.th/~465-302/2007-1/Assignment-02/BPA_30_72/evalu/china.htm
 แนวคิดของเหมา เจ๋อ ตุง ทำลายพันธนาการศักดินาและขจัด อิทธิพลของจักรวรรดินิยมได้ในปี ค.ศ. 1950  ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1953-1957  จีนอยู่ภายใต้แผนเศรษฐกิจ 5 ปี แผนแรก ในช่วงนี้รายได้ประชาชาติเพิ่มโดยเฉลี่ยปีละ 8.9 เปอร์เซ็นต์ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก อาทิ อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักรไฟฟ้า ถ่านหิน  น้ำมัน และเคมี ต่อมาในปี ค.ศ. 1958-1962 แผนระยะ 5 ปี ฉบับที่ 2 จีนใช้นโยบายกระโดดไปข้างหน้า (Great Leap Forward) การลงทุนยังเป็นอุตสาหกรรมหนักอย่างเดิม แต่ทางเกษตรมีการระดมแรงงานมาสร้างทำนบ เขื่อน  ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 หลังการเสียชีวิตของเหมามีการปรับการบริหารเศรษฐกิจ  จีนหันมาสนใจสั่งเทคโนโลยีเข้าจากต่างประเทศ ยกเลิกการปฏิวัติวัฒนธรรม นำระบบโบนัสมาใช้ใหม่ เพิ่มราคาผลผลิตทางเกษตรและเพิ่มค่าจ้างแรงงาน  ในปัจจุบันจีนได้เข้าเป็นสมาชิกของ WTO ได้ผลักดันให้ประเทศมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศ และดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกเพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตรและปฏิรูปชนบทเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าของสินค้า

การพัฒนาอุตสาหกรรมของจีน
                เมื่อราวๆ กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการวิพากษ์ในหนังสือพิมพ์จีนว่าด้วย การทบทวนและประเมินการพัฒนาอุตสาหกรรมจีนตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 จนปัจจุบัน และเปรียบเทียบกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหลังเปิดประเทศปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งมีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจที่ไทยอาจต้องศึกษา เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ
                เนื่องจากประเทศจีนได้เริ่มพัฒนาตามแบบฉบับอุตสาหกรรมใหม่ (ปฏิวัติอุตสาหกรรม
ครั้งที่ 1) ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย และเกิดการชะงักงันเป็นเวลาหลายสิบปีจวบจนกลางศตวรรษที่ 20 และเกือบหยุดสนิทประมาณ 30 ปี เสร็จแล้วใช้เวลาอีก 20 ปี ในการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนกระทั่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในหลายๆ ด้านของโลก นักวิชาการจีนดังกล่าวมีความเห็นว่า ที่จีนสามารถพัฒนาจนเป็นเช่นนี้ เกิดจากกระแสความคิด 2 กระแส

                กระแสแรก จีนได้วางพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักไว้ตั้งแต่ต้นและไม่เคยละทิ้ง เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักรกล เคมี จึงกลายเป็นพื้นฐานรองรับและประกันการพัฒนา

                กระแสที่สอง ในช่วงที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ ว่าด้วยแนวทางที่จะนำเข้าเทคโนโลยี
สมัยใหม่ มีกลุ่มหนึ่งเห็นคล้อยตามคำแนะนำของประเทศที่พัฒนาแล้วสมัยนั้นว่าควรที่จะพัฒนาตามขั้นตอน เนื่องจากเทคโนโลยีจีนขณะนั้นล้าหลังอยู่มาก จึงเลือกนำเข้าเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับก่อนหน้าสมัยนั้น 5-10 ปี

                ถึงแม้เทคโนโลยีที่จีนใช้ในขณะนั้นจะล้าหลังในสากลโลก แต่ถือว่าทันสมัยมาก
สำหรับจีน ในการผลิตและจำหน่ายในตลาดของจีน ซึ่งรับความนิยมสูงมาก เช่น รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ขณะเดียวกัน ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า พื้นฐานทางวิชาการและเทคโนโลยีจีน พร้อมอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะก้าวกระโดดโดยซื้อเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ณ ขณะ นั้น เช่น ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และการ
สื่อสาร เทคโนโลยีอวกาศ อุตสาหกรรมเหล็ก ปรากฏในภายหลังว่า ทั้งสองกลุ่มได้พบ
จุดบรรจบกันในช่วงสิ้นศตวรรษที่ 20 และนำมาซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยี
และอุตสาหกรรมอีกระลอกดังที่เห็นกันขณะนี้

                ผลและสภาพของการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของจีนที่เราได้เห็นทุกวันนี้ นัก
วิชาการจีนส่วนใหญ่มองว่าเป็นผลเกิดจากการปูพื้นฐานทางวิชาการและการพัฒนา อุตสาหกรรมหนักตั้งแต่สมัยแรก กลายเป็นหลักประกันสนับสนุนให้อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมเบา เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ให้พัฒนาอยู่บนขาของตนเอง ไม่ว่าจะ เป็นวัตถุดิบ เช่น เหล็กและโลหะอื่นๆ พลาสติก และเคมี ที่เป็นพื้นฐานนำไปแปรรูป ต่อจนจีนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับสูงดังที่เป็นอยู่ และเป็นพื้นฐานในการ พัฒนาเทคโนโลยีและสิทธิบัตรตราสินค้าของตนเอง


อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของจีน

ในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge based economy) การสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถูกนำมาเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ได้รับความสนใจในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศจีนด้วย และหากพิจารณาขนาดตลาดโทรคมนาคมในโลก จะเห็นได้ว่า ประเทศจีนจะมีขนาดของตลาดที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น

ส่วนประเทศจีนเพิ่งจะอยู่ในสถานะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เป็นประเทศที่กำลังจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกในอีกไม่นานนี้อันมีแรงผลักดันหลายประการดังนี้

ประการแรก คือ ประเทศจีนมีตลาดท้องถิ่นขนาดใหญ่สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เติบโตอย่างรวดเร็ว

ประการที่สอง คือ ประเทศจีนมีห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่เข้มแข็ง และมีประสบการณ์ที่ดีโดยได้เรียนรู้จากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและบริษัทให้บริการข้อมูล

ประการที่สาม คือ ประเทศจีนมีการส่งเสริมธุรกิจด้านผู้ผลิต และผู้ประกอบการ และ

ประการที่สี่ ภาครัฐบาลมีบทบาทในการออกกฎระเบียบที่สำคัญ ในการก่อสร้าง สนับสนุน บ่มเพาะธุรกิจโทรคมนาคม ที่มีประสิทธิภาพจึงสามารถกล่าวได้ว่ารัฐบาลของประเทศจีน เป็นผู้นำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยใช้กลยุทธ์แบบ Macroscopic strategies และการให้ความสำคัญกับการร่วมกันพัฒนาระหว่างบริษัทผู้ประกอบการโทรคมนาคม (Operator) และบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (Supplier / Manufacturer) อย่างชัดเจนที่สุด โดยเป็นการร่วมกันพัฒนาภายใต้การนำโดยกลยุทธ์ของรัฐบาลเป็นปัจจัยหลัก

                ผู้ประกอบกิจการด้านโทรคมนาคมหลายแห่งจากจีนได้เข้ามาให้บริการกับลูกค้าในประเทศจีน ตัวอย่างเช่น บริษัท SK Telecom และ NTTDoCoMo รวมถึงบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ

ตั้งแต่บริษัท China Unicom ผู้ให้บริการด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศจีน ได้นำระบบ CDMA เข้ามาใช้เป็นเจ้าแรก ทำให้ผู้ให้บริการจากเกาหลีและญี่ปุ่นพยายามที่จะเข้ามาลงทุนในจีน อันเนื่องจากว่า ทั้งคู่สามารถปรับเข้าใช้โครงข่าย CDMA ได้โดยง่าย เพราะมีประสบการณ์ทางเทคโนโลยีด้านนี้อยู่แล้ว โดย CDMA เป็นคู่ต่อสู้กับระบบ GSM ที่มีผู้ใช้อยู่ในจีนแล้วกว่า 130 ล้านราย

จีนได้เข้ามาเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลก (WTO: World Trade Organization) เมื่อปี 2001 ทำให้จีนต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของอุตสาหกรรมด้านโทรคมนาคม โดยรัฐบาลกลางได้พิจารณาส่งเสริมให้มีการเปิดกว้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อันเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนเป็นตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดอันเนื่องมาจากมีประชากรเป็นจำนวนมากนั่นเอง

ผู้นำของจีนก็ตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ได้เข้าสู่ยุคใหม่ โดยเป็นยุคแห่งความร่วมมือกันระหว่างบริษัทต่างชาติกับประเทศจีน และความร่วมมือนี้จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อการก้าวไปเป็นบริษัทระดับนานาชาติได้ในปี 2003 การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศจีน ดำเนินไปอย่างมั่นคง การขยายตัวของความต้องการ และมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ถูกจับตามองจากนานาชาติ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ทั่วประเทศสูงถึง 500 ล้าน จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ มีมากกว่าผู้ใช้โทรศัพท์ Fixed line และยอดผู้ใช้อินเตอร์เน็ต (ไม่รวมโมมายอินเตอร์น็ต) มีจำนวนสูงกว่า 80 ล้าน ซึ่งเป็นอันดับสองของโลก

                จากสถิติพบว่าจะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์รายใหม่อยู่ที่ 90 ล้านรายต่อปี โดยในสิ้นเดือนกันยายนปี 2004 มีจำนวนมากกว่า 626 ล้านราย โดยกว่า 320 ล้านรายจะเป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จนทำให้เกิดรายได้กว่า 386.2 พันล้านหยวน (46.5 พันล้านดอลล่าสหรัฐฯ)



ตัวบ่งชี้ที่จะบอกได้ว่าประเทศจีนมีบางอย่างที่สามารถเป็นเจ้าแห่งโทรคมนาคมได้ คือ

1. จีนมีการจัดตั้งระบบการรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งงานวิจัยและพัฒนา, การดำเนินการ, การให้บริการ ไว้ด้วยกันเป็นห่วงโซ่

2. เครือข่ายโทรคมนาคมถูกวางระบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

3. จีนมีขนาดของตลาดสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

4. จีนมีผู้ประกอบการโทรคมนาคมระดับยักษ์ใหญ่อยู่หลายราย มีการลงทุนสูง มีการแข่งขัน ในระดับนานาชาติ

5. มีการบริการ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการให้ผู้ใช้มีความพึงพอใจ

6. การให้บริการโครงข่าย ทั้งทางเสียงและข้อมูล ในตลาดโทรคมนาคม มีการขยายตัว ไปยังเอเชียและแปซิฟิกอย่างชัดเจน

7. ผู้ประกอบการจีน พุ่งเป้าไปยังการลงทุนและทำธุรกิจระหว่างประเทศ (Global capital market) ด้วยการลงทุนด้วยมูลค่าสูง

8. ตั้งแต่จีนเข้าสู่การเป็นสมาชิก WTO มีผู้ประกอบการรายใหญ่จากนานาชาติเข้าไปยังประเทศจีน ก่อตั้งศูนย์กลาง การทำการวิจัยและพัฒนา อย่างมากมาย



อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศจีนที่ประเทศไทยควรเรียนรู้
        ปัจจุบันสภาพตลาดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศจีนมีการแข่งขันกันสูงขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับมีการกระตุ้นจากภาครัฐบาลในการก้าวไปสู่การสื่อสารยุค "3จี" (3G) โดยให้ไลเซ่นส์ 3จี กับบริษัทผู้ประกอบการทั้ง 4 รายในประเทศจีน อันได้แก่ ไชน่า โมบาย, ไชน่า ยูนิคอม, ไชน่า เทเลคอม และ ไชน่า เน็ตคอม จึงเป็นการกระตุ้นการแข่งขันในตลาดให้สูงขึ้นด้วย(สามารถหารายละเอียดของ3Gได้http://www.xraymobile.com/archives/2005/04/ocoaauenn_3g_kn.html)

      ปลายปี 2004 ประเทศจีนมีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 334 ล้านคน (25.9% ของประชากรทั้งประเทศจีน) และจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์บ้านห่างกัน 22.38 ล้านคน เนื่องมาจากจำนวนผู้ใช้งานใหม่ที่เพิ่มขึ้นของโทรศัพท์เคลื่อนที่ คิดเป็น 1.3 เท่าของผู้ใช้งานใหม่ของโทรศัพท์บ้าน

     จากการวิเคราะห์พบว่า แม้การขยายตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับลดน้อยลงอันเป็นผลเนื่องมาจากการเกิดสงครามราคา (Price war) ระหว่างเทเลคอม โอเปอเรเตอร์ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาดโลว์-เอ็น (Low-End) นั่นเอง ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

         การหาลูกค้าของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงที่ผ่านมา ไชน่า โมบาย มีการแข่งขันโดยทำสงครามราคาที่ดุเดือดมาก โดยเริ่มตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2003 และในครึ่งปีแรกของปี 2004 ก็ลดราคาลงไปถึงราคาต้นทุน (Bottom Line of Cost) ซึ่งทำให้รายได้ลดลงจนไม่เกิดกำไร แม้ว่าจะสวนทางกับจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องจำทนอยู่ในภาวะกดดันนั้นมาตลอด
          จนกระทั่งกระทรวงข้อมูลข่าวสารอุตสาหกรรม (Ministry of Information Industry) ได้เข้ามาดูแลกวดขัน จึงทำให้ปลายปี 2004 สงครามราคาจึงค่อยๆ ลดลง และการแข่งขันเริ่มเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

         ไชน่า โมบาย ได้พยายามใช้โอกาสจากเทคโนโลยีที่มีอยู่ ในการพัฒนาและออกแบบบริการรูปแบบใหม่ ยกตัวอย่างโครงการที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยและพัฒนา เช่น จับมือร่วมกับบริษัท กูเกิลในการพัฒนาช่องทางไร้สาย และอี-คอมเมิร์ซบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอนาคต โดยกูเกิลนั้นเป็นผู้ให้บริการเสิร์ช เอ็นจิ้นกับผู้ใช้บริการของ ไชน่า โมบาย

          โดยปัจจุบันบริการนี้เปิดให้บริการกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสหรัฐอเมริกาแล้ว 6 แห่ง และกำลังจะเริ่มให้บริการกับไชน่า โมบายด้วยเช่นกัน

          ไชน่า โมบายให้บริการดาวน์โหลด เกมผ่านโทรศัพท์มือถือขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีน โดยได้ทำการทดลองในเฟสแรกที่ มณฑล Guangdong ตั้งแต่ต้นปี 2002 และขยายให้บริการในมณฑลเซี่ยงไฮ้เป็นมณฑลต่อมา และขยายออกไปจนครอบคลุมทุกพื้นที่ให้บริการ

            สภาวะปัจจุบันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมภายในประเทศจีน อยู่ในภาวะที่แข่งขันกันสูง จึงมีความเสี่ยงสูงที่กำไรจากการประกอบการจะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งหน่วยงานวางแผนทางเศรษฐกิจระดับชาติของจีน ได้พิจารณาออกกฎข้อบังคับใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานของกระบวนการอนุมัติการลงทุนในด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบการสื่อสารโทรคมนาคมไร้สายในประเทศใหม่ โดยเปิดทางให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในจีนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกทางหนึ่งด้วย

        แม้ว่าช่วงที่ผ่านมานักลงทุนจากต่างประเทศจะยังไม่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศจีนมากนัก แต่บริษัทเหล่านั้นก็กำลังเตรียมตัว และรอดูท่าทีและเวลาที่เหมาะสมสำหรับจะเข้าไปลงทุน ซึ่งคาดว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป จะเริ่มมีการหลั่งไหลของบริษัทข้ามชาติที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดสื่อสารจีนมากขึ้น

      ประกอบกับเทคโนโลยี 3จี ที่สามารถให้บริการด้านโมบาย ดาต้า ที่รัฐบาลจีนผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศ ยิ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มคู่แข่งขันขึ้นในตลาด จึงอาจทำให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมด้านดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทข้ามชาติ โดยมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน

"AEC" กับโอกาสในอุตสาหกรรมอาหาร

ที่มาhttp://www.smi.or.th/index.php/sample-sites-10/sample-sites-10/563-2013-03-04-08-00-23
ผู้ อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตา ว่าเราจะมีการเปิดเสรีอาเซียน หรือ AEC กันในปี 2558 และหลายท่านคงเคยเข้าร่วมประชุม หรือติดตามรายงานการเตรียมความพร้อมในการเปิด AEC กันอยู่เนือง ๆ

แต่ผมเชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการอีก

หลายท่านที่ยังมีคำถามค้างคาใจในอุตสาหกรรมที่ตนประกอบการอยู่ ว่าจะได้เปรียบ เสียเปรียบ หรือต้องปรับตัว

อย่างไรกับเรื่องนี้แน่นอนว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีความพร้อม มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบ

แตกต่างกัน การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ AEC ของแต่ละอุตสาหกรรมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ข้อ สรุปที่เป็นภาพรวมอาจจะยังไม่เป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการเห็นภาพมากนัก จึงอาจเหมาะสมกว่าที่การเตรียมความพร้อมควรดำเนินการในลักษณะ Cluster ซึ่งลองมาดูอุตสาหกรรมอาหารที่คิดว่า

น่าจะมีโอกาสมากกันก่อน

อุตสาหกรรม อาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ปี 2011 มีการขยายตัวก้าวกระโดดถึง 20% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบการส่งออกรวมขยายตัวในระดับ 15.9% โดยปีหนึ่งประเทศไทยส่งออกอาหารกว่า 33 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 14.2 ของการส่งออกทั้งหมด

เนื่อง จากอุปนิสัยการบริโภคอาหารของคนในโลกไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่ประเทศไหนรับประทานขนมปัง ก็รับประทานกันแต่ขนมปัง ประเทศไหน

รับประทานข้าว ก็รับประทานกันแต่ข้าว

ดังนั้น ฐานลูกค้าของเราที่ส่งออกไปยังประเทศท็อปเทน (Top 10) จึงไม่เปลี่ยนแปลง

กี่ปีก็ยังคงเป็นประเทศเดิม ๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีประเทศในอาเซียน + 3 รวม 6 ประเทศ รวมฐานประชากรลูกค้าเรา

เฉพาะ กลุ่มนี้ราว 1,805 ล้านคนเข้าไปแล้ว และเนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ 80% ของวัตถุดิบที่ผลิตอาหารใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ แต่เราทราบกันดีว่าถ้าหากขายในรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร จะได้ราคาที่ไม่ดีนัก แถมตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุหีบห่อของไทยขยายตัวเพื่อรองรับมาอย่างต่อ เนื่อง (ตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุอาหาร หรือ Food processing and packaging equipment : FPPE ของไทยโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ตั้งแต่ปี 1999 โดยในปี 2011 มีมูลค่าการค้า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 61.0%)

จึงเป็นการได้เปรียบที่ประเทศไทยจะมุ่งเน้นในอุตสาหกรรม อาหารแปรรูป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดมูลค่าสินค้าเกษตรที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี

หาก เปิด AEC แล้ว เราจะมีโอกาสมากในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat Food : RTE) โดยสถาบันอาหารคาดการณ์ว่าการเปิด AEC จะช่วยให้ฐานลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 600 ล้านคน นอกเหนือจากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ เรายังมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอีกด้วย

หากไล่ดูทีละประเทศ ไทยเรามีโอกาสอย่างไร ?

เริ่ม ที่ประเทศเวียดนาม มูลค่า Chilled Ready Meals โต 108.8% ใน 5 ปี ตามการพัฒนาของอุตสาหกรรมค้าปลีก : มูลค่า RTE ที่ประเทศเวียดนาม ปี 2011 โต 14.9% โดย RTE แบบกระป๋องเป็น

ที่นิยมที่สุด โดยมีสัดส่วนราว 80% ของ RTE ทั้งหมด แต่หากพิจารณา RTE ประเภท Chilled Pizza, Dinner Mixes, Frozen Pizza, Frozen Ready Meals และ Prepared Salads ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องจัดจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ซึ่งมีตู้เย็นหรือห้องเย็นที่

ทันสมัยในการเก็บรักษา

เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ พบว่า RTE เหล่านี้ไม่มีส่วนแบ่งตลาดเลยในประเทศเวียดนาม ในขณะที่มีเพียง Chilled Ready Meals ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงราว 10.6% แต่หากมีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง 108.8% ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี 2006-2011) (เฉลี่ยปีละ 21.8%) ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 23.4% เป็น 54.0% หรือเพิ่มขึ้น 130.8% (เฉลี่ยปีละ 26.2%) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของร้านโชห่วย (Small Grocery) ลดลง -21.6% และ Non-Grocery Retailers ลดลง -76.6%

ประเทศ เวียดนาม มีผู้ประกอบการ RTE รายใหญ่เพียง 2 ราย ยังมีโอกาสในการเปิดตลาด : นอกจาก Vissan Co.,Ltd และ Hanlong Canned Food JSC ที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่มั่นคงในระดับรวมราว 55.3% แล้ว ผู้ประกอบการรายอื่นจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่สินค้าไม่เป็นที่นิยมมาก นัก (ส่วนแบ่งการตลาดน้อยอย่างสม่ำเสมอ)

การบุกตลาดเวียดนามโดย เฉพาะ RTE ประเภทที่ต้องพึ่งพิงการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ประเภทที่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นของคอนวีเนี่ยนสโตร์ จึงอาจจะยังมีโอกาสอยู่อีกมาก

ต่อมาคือประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง ขยายตัว

ก้าว กระโดด 74.2% ใน 5 ปี : ต่างกับเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซียเขาฮิต RTE แบบแห้ง มูลค่าตลาด RTE ในอินโดนีเซียขยายตัว 38.4% ในช่วง 5 ปี (ปี 2005-2010) โดยอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง (Dried Ready Meals) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปและพาสต้า

กึ่งสำเร็จรูป มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

โดย ในช่วงดังกล่าว มูลค่า RTE แบบแห้งขยายตัว 74.2% ในขณะที่ RTE แบบกระป๋องขยายตัว 7.0% แต่หาก Frozen Pizza จากที่เคยมีส่วนแบ่งในมูลค่าตลาด RTE 2.6% กลับกลายเป็นไม่เหลือส่วนแบ่งในตลาดเลยตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

ประเทศ อินโดนีเซียมีผู้ประกอบการ RTE เพียง 3 ราย กินส่วนแบ่งตลาด 83.1% ขายผลิตภัณฑ์ในวงแคบ : Canning Foods Indonesia PT, SimbaIndosnack Makmur PT และ Indofood Sukses Makmur Tbk PT เป็น 3 ผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2009 มีส่วนแบ่งตลาดอยู่

ในระดับ 83.1% ของมูลค่าขายปลีกในตลาด RTE โดยผลิตภัณฑ์จะมีเพียง RTE แบบกระป๋องและแบบแห้งเท่านั้น

จึง อาจจะยังเป็นโอกาสของไทยที่จะไปเปิดตลาดในผลิตภัณฑ์ RTE ประเภทอื่น ซึ่งการเปิดตลาดในอินโดนีเซียจำเป็นต้องคำนึงถึงการปรุงอาหารตามหลักศาสนา อิสลามเป็นสำคัญ

ประเทศสิงคโปร์บริโภคอาหารกระป๋องราคาสูง ส่วนแบ่งการตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ คงไม่น่าแปลกใจที่คนในประเทศที่ร่ำรวยอย่าง

สิงคโปร์จะบริโภคของแพง

แม้ปริมาณอาหาร RTE ในสิงคโปร์โต

ไม่ มาก คือโตเพียงร้อยละ 2.1% ในปี 2010 แต่หากมูลค่าอาหาร RTE โต 2.6% โดยคนสิงคโปร์บริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 7,129 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่อินโดนีเซียบริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 เพิ่มขึ้นจาก 3,630

รูเปียห์ต่อตัน ในปี 2007

โดย ในประเทศสิงคโปร์อาหาร RTE แบบกระป๋องมีสัดส่วนถึง 90.7% และอาหาร RTE ประเภทแช่แข็งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหาร Italian และ Western โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนการบริโภค 46.0% และ 27.5% ของอาหารแช่แข็งทั้งหมด ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ RTE ในประเทศสิงคโปร์มีหลากหลาย ส่วนแบ่งตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาด โดย Xiamen Jiahua Import & Export Trading Co.,Ltd เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีสัดส่วนการตลาดในช่วง 5 ปี สูงสุดในปี 2006 ที่ 23.2% และต่ำสุดในปี 2008 ที่ 16.2%

ประเทศ คู่แข่ง ซึ่งก็คือประเทศพม่า ยังไม่น่ากลัวนัก โอกาสในอุตสาหกรรม RTE ของไทยเราในอาเซียนมีมากจริง ๆ แต่หลายคนคงอดห่วงคู่แข่งอย่างประเทศพม่า ที่มีค่าแรงถูกแล้วกำลังจะเปิดประเทศไม่ได้

แม้แรงงานพม่าจะมีราคา ถูกและมีประชากรวัยแรงงานที่อายุไม่มากอยู่จำนวนมาก แต่ปัจจุบันยังขาดซึ่งเทคโนโลยีในการผลิตและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เพียง พอ

โดย 75% ของประชากรทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ น้ำประปายังมีราคาสูง ไม่มีระบบการระบายน้ำ หรือการกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ดี พม่าจึงนับเป็นคู่แข่งที่ไม่น่ากลัวนัก (แต่เราก็ประมาทไม่ได้)

นั่น เป็นส่วนของโอกาสครับ...แต่ละประเทศก็มีโอกาสในตลาด RTE ที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าหนทาง RTE ของไทยใน AEC คงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครั้งหน้า

มาดูกันว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะไขว่คว้าโอกาสทองนี้ไว้

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

การปฏิวัติอุตสาหกรรม


การปฏิวัติอุตสาหกรรม
Industrial Revolution (C.18)

ที่มา http://writer.dek-d.com/kunsawat-at-rwb/story
หลังจากที่มีการปฏิวัติการเกษตรไปแล้วนั้น(อาหาร) มนุษย์ก็ต้องการปัจจัย 4 ขั้นต่อไปนั่นคือเครื่องนุ่งห่ม จึงเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นมา


1. เป็นการเปลี่ยนแปลง วิธีระบบการผลิตในครัวเรือน เพื่อการยังชีพ (การใช้แรงงานคน) ไปเป็นการผลิตโดยใช้เครื่องจักร เพื่อการค้าขาย2. สาเหตุของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

- การเพิ่มขึ้นของประชากร   
- การขยายตัวทางการค้า เนื่องจากลัทธิพาณิชยนิยม- ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 
- ระบบธนาคารที่มั่นคง และการค้าที่เพิ่มมากขึ้น


3. จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (เริ่มต้นขึ้นก่อนในประเทศอังกฤษ เกิดในอุตสาหกรรมการทอผ้าก่อนเป็นอันดับแรก)


- มีเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากอังกฤษปฏิวัติก่อนเพื่อนบ้าน มีความมั่นคง 

อังกฤษมีรัฐสภา และคณะรัฐบาลแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นยังโค่นล้มกษัตริย์อยู่

- มีทรัพยากรที่สำคัญคือ เหล็ก กับถ่านหิน

- มีดินแดนอาณานิคมมีจำนวนมาก จำนวนตลาดทางการค้าจึงมากตาม

- รัฐบาลส่งเสริมการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์มีทุนในการศึกษา และค้นคว้าสิ่งใหม่ๆออกมา


4. สมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

- ระยะที่ 1 ยุคเหล็ก และพลังงานไอน้ำ ต้มน้ำให้เดือด การใช้เหล็ก



- ระยะที่ 2 ยุคเหล็กกล้า (ไม่เป็นสนิม) และพลังงานใหม่ (น้ำมันปิโตเลียม และก๊าซธรรมชาติ)

                  เซอร์ เฮนรี เบสเซเมอร์

เซอร์ เฮนรี เบสเซเมอร์ (Sir Henry Bessemer, ค.ศ. 1813 -1893,วิศวกรชาวอังกฤษ) พบวิธีทำเหล็กถลุงให้มีคุณ-สมบัติดีขึ้นเรียกว่า เหล็กกล้า (steel) ซึ่งสามารถชุบเพิ่มความแข็งได้  และมีคุณสมบัติอื่นๆ ดีมากการค้นพบของเซอร์ เฮนรี เบสเซเมอร์ ทำให้สามารถผลิตเหล็กกล้าได้อย่างรวดเร็ว ครั้งละมากๆและประหยัด ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก

- ระยะที่ 3 อิเล็กทรอนิกส์ โลกาภิวัฒน์ นาโน เทคโนโลยีใหม่




5. ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

- ด้านสังคม

ประชากรเพิ่มขึ้น

- การขยายตัวของสังคมเมือง (สลัมของผู้ใช้แรงงานนั้นมีจำนวนมาก ทางรัฐบาลจึงสร้างเฟลชให้พวกสลัมอยู่ เพื่อที่จะจัดระเบียบทางสังคมให้ดูเป็นระเบียบยิ่งขึ้น)
- วิถีชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายขึ้น เพราะมีเครื่องจักรมาทุ่นแรง

- เกิดชนชั้นนายทุน (รวย) และกรรมชีพ (จน) 



- ด้านเศรษฐกิจ

- เกิดการผลิตในระบบโรงงาน


- การผลิตสินค้ารวดเร็ว และมีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
- เกิดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
- เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ

สินค้าเกษตร กำหนดผลผลิตไม่ได้ ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมกำหนดได้



- ด้านการเมือง

- คนชั้นกลาง(ประชาชน)เริ่มมีเงินมากขึ้น และส่งผลให้พวกนี้มีบทบาททางการเมือง

- การต่อสู้ของชนชั้นกรรมชีพ เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม

- การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม


ยิ่งผลิตมากยิ่งต้องการทั้งแรงงาน ทรัพยากรมากขึ้น เพื่อใช้ในการผลิต จึงมีการล่าอาณานิคมเกิดขึ้น เพื่อขยายอาณาเขต แรงงาน และทรัพยากรให้มากขึ้น


- ด้านภูมิปัญญา


                                  อดัม สมิธ

- ลัทธิเสรีนิยม ของ อดัม สมิธ


                              คาร์ล มาร์กซ์

- ลัทธิสังคมนิยม ของ คาร์ล มาร์กซ์

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/tourism-related
ประเทศเวียดนามมีความโดดเด่นเรื่องของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ ฮาลองเบย์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย สงบ และ สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นมิตร จุดขายในเรื่องของการท่องเที่ยวแบบประหยัด และผจญภัย ซึ่งเป็นแนวโน้มของการท่องเที่ยวทั่วโลกในขณะนี้ และเวียดนามพยายามนำเสนอการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค โดยนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา ในคราวเดียว

อุปสงค์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
ธนาคารแห่งประเทศไทย (2551) รายงานว่า World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (2549)รายงานว่ารัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว (Master Plan on Development of Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553

ปี 2549 รัฐบาลเวียดนามกำหนดเป้าหมายการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ 3.6 ล้านคน16 แต่จำนวนตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ประมาณ 3.2 ล้านคน แสดงว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติปี2552 มีจำนวน 3.8 ล้านคน ลดลงจากปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 4.2 ล้านคน

จะเห็นว่าแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศเวียดนามจะมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จากปี 2541 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านคน เป็น 4.2 ล้านคนในปี 2550 และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย จากปี 2541 จำนวน 0.016 ล้านคน เป็น 0.161 ล้านคนในปี 2550

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552


  • ท่องเที่ยว 2.0 ล้านคน ลดลง 16.2% มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาเวียดนามประมาณ 3.4 ล้านคน ลดลง 12.3% โดยแยกตามวัตถุประสงค์การเดินทางเข้ามาได้ ดังนี้
  • ธุรกิจ 0.7 ล้านคน ลดลง 10.2%
  • เยี่ยมญาติ 0.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.8%
  • อื่น ๆ 0.23 ล้านคน ลดลง 8.1%
ทั้งนี้ เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาจาก จีน (14%) สหรัฐอเมริกา (10.8%) เกาหลีใต้ (9.6%) ญี่ปุ่น (9.6%) ไต้หวัน (7.2%) และจากประเทศอื่น ๆ (48.8%)

นอกจากนี้อุปสงค์ของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว มีลักษณะที่ไม่มีเหมือนกันในแต่ละบุคคลเนื่องจากนักท่องเที่ยวแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันทางด้านสภาพแวดล้อม หรือคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งนักท่องเที่ยวมีทั้งกลุ่มที่มาจากยุโรป อเมริกา และแถบเอเซีย พฤติกรรมการท่องเที่ยวจะมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวอาจมีผลทำให้ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มรับรู้หรือเข้าใจหรือคิดนึกถึงมีความแตกต่างกันตามกลุ่มของนักท่องเที่ยวและอาจทำให้คุณค่าที่ได้รับความพึงพอใจ และความภักดีต่อแหล่งท่องเที่ยวมีความแตกต่างกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งภายในประเทศเวียดนามเอง และชาวต่างประเทศ ที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามนับวันจะสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ มีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจการท่องเที่ยว  
ภาวะการแข่งขัน

ในด้านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม จะมีการแข่งขันเป็นไปในลักษณะของการแข่งขันในด้าน Outbound ของต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศเวียดนามเองมีปริมาณไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 มีเพียง 3.8 ล้านคน เนื่องจากในประเทศคู่แข่งหรือคู่ค้า คือ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีบริษัทที่จัดทำทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าไปประเทศตน ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยนั้น บริษัทต่างๆ ก็จะมีการแข่งกันในการลดราคา การซื้อเป็นเพกเกจทัวร์นั้นสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งแพกเกจ 4 วัน 3 คืน ราคาเพียง 300 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกมาก เป็นการแข่งกันตัดราคาของผู้ประกอบการกันเองแต่สำหรับการจัดทัวร์ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามนั้นยังมีราคาสูง ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในแถบเอเซียนี้มองว่าประเทศเวียดนามเป็นตัวเลือกลำดับรองๆ ลงมา

สำหรับการทำธุรกิจด้านการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การก่อสร้างโรงแรมที่พัก หรือการก่อสร้างสถานที่ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ จะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ เช่น

การเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ สามารถทำได้ทั้งการลงทุน 100% และการร่วมลงทุนกับบริษัทท้องถิ่น ซึ่งหากต้องการลงทุน 100 ก็สามารถขอใบอนุญาตได้สะดวก และรวดเร็วอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก การเช่ารถ การนวด สปา ภัตตาคาร เป็นต้น การที่จะเปิดธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น เนื่องด้วยข้อกฎหมายของเวียดนาม การลงทุนของต่างชาติควรที่จะเปิดในรูปแบบของบริษัท หรือการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การประกอบธุรกิจสปา ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยมีฝีมือ และมีความสามารถ อีกทั้งภูมิปัญญาในการนวดแผนไทย การที่จะดำเนินธุรกิจควรจะเข้าไปเปิดเป็นส่วนควบกับกิจการที่เปิดเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างเช่นควรจะไปเปิดอยู่กับโรงแรมที่เปิดกิจการอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ การที่จะไปเปิดเป็นร้านทั่วๆ ไป ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยตรง
ปัจจุบันต่างชาติยังถือครองที่ดินในเวียดนามไม่ได้ ทำได้เพียงทำสัญญาระยะยาว เช่น เช่าที่ดินได้นาน 50 ปี ตารางเมตรละ 20-50 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวนความสะดวกสิ่งที่นักลงทุนควรคำนึงถึงคือ ตามหลักการของเวียดนาม เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า อาจต้องคืนที่ดินให้กับทางการ ขณะที่ในประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ และมูลค่าของที่ดินมีแต่จะเพิ่มขึ้น
การที่จะทำการลงทุนก่อสร้างสถานที่แห่งหนึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก เพราะราคาที่ดินแพง เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยได้มีเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด อีก 2 ส่วนจะเป็นพื้นที่ภูเขา ป่า เกาะแก่ง ซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้
ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวค่อนข้างแพง ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก ค่าที่พัก ค่าโรงแรม ถ้าระดับดี หรือระดับ 5 ดาว ก็จะตกราว 120-150 เหรียญดอลล่าสหรัฐ ต่อห้องต่อวัน นอกจากนี้ค่าอาหารการกินก็มีราคาแพงมาก
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว จะไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยว แหล่งช๊อปปิ้งมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของแต่ละเขตเมือง เพราะสภาพบ้านเมืองยังไม่พัฒนามากนัก การเดินทางระหว่างเมืองยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ถนนหนทางยังเป็นถนนที่แคบอยู่ ซึ่งการเดินทางสัญจรไปมา ส่วนใหญ่จะใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถประจำทางยังมีไม่มาก ที่สำคัญคือ การเดินทางเสียเวลามาก ทำให้ท่องเที่ยวได้น้อย

การขยายตัวของด้านการท่องเที่ยว

จากการคาดหมายของ World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ถึงแม้ว่าเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553 แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ในปี 2552 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในเวียดนามมีแค่ 3.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้ามาลดลงทุกด้าน เช่น การเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การทำธุรกิจ และด้านอื่นๆ ยกเว้นการเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังเวียดนามกว่าร้อยละ 90 ที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพียงครั้งเดียว คือเมื่อมาเที่ยวแล้วจะไม่มาซ้ำอีก เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการบริการด้านสาธารณูปโภค แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งมีไม่มาก

สิ่งที่ควรปรับปรุงเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา คือ การลดราคาสำหรับค่าทัวร์ ค่าตั๋วโดยสารให้ถูกลง สำหรับการจัดทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศเวียดนามนั้น ควรที่จะต้องจัดทำราคาสำหรับค่าเพกเกจการท่องเที่ยวให้ถูกลง เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เลือกจะมาเที่ยวในแถบเอเชีย ลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ให้ถูกลง ปรับปรุงการจัดการบริการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ปรับปรุงขั้นตอนในการให้บริการ มีการพัฒนามัคคุเทศก์ ให้ดีขึ้น อีกทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งด้านสาธารณูปโภค และเส้นทางการคมนาคม

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
(ภาพที่ 3.10 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว)

จากห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะเป็นการเชื่อมโยงกันของธุรกิจที่ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อที่จะให้การบริการต่างๆ นั้นไปถึงมือผู้บริโภค หรือลูกค้า เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้บริโภคนั้นได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากการได้รับการบริการ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้โดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การให้บริการด้านความบันเทิง บริการอาหารการกิน ร้านอาหาร บริการการเดินทาง ตลอดจนโรงแรม ที่พัก นอกจากนี้ในส่วนของการนำเที่ยว โดยมีบริษัทนำเที่ยว หรือตัวแทนจากบริษัท ซึ่งก็คือไกด์นำเที่ยว พาเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ

นอกจากนี้การที่ลูกค้าจะติดต่อกับธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ติดต่อห้องพัก โรงแรม สถานบันเทิง ตลอดจนการขนส่ง หรือหาพาหนะเดินทาง ผู้บริโภคหรือลูกค้าสามารถติดต่อผ่านเอเย่นต์ ตัวแทน หรือบริการทัวร์ แม้กระทั่งสามารถหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ได้

ธุรกิจในอุสาหกรรมท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยตรง ในระบบเศรษฐกิจคำว่า การท่องเที่ยว หมายถึงภาคเศรษฐกิจที่รวมธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม

การประกอบธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งด้วยพาหนะขนส่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการท่องเที่ยว แบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ


  • ธุรกิจขนส่งทางบก (Land transportation) การเดินทางโดยรถไฟ, รถยนต์ส่วนบุคคล รถเช่า รถตู้เพื่อนันทนาการ, รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว
  • ธุรกิจขนส่งทางน้ำ(Water transportation) เรือเดินทะเล, เรือล่องแม่น้ำ, เรือข้ามฟาก
  • ธุรกิจขนส่งทางอากาศ (Air transportation) การบินที่เป็นลักษณะเที่ยวบินประจำ, ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ, และการบินแบบเช่าเหมาลำ
  • นิยมใช้หลายๆ แบบปะปนกัน

ธุรกิจเกี่ยวกับที่พักแรม

เป็นการประกอบธุรกิจการขายบริการที่พักเพื่อคนเดินทางที่ต้องการพักค้าง ซึ่งอาจมีการบริการอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการด้วย อาทิ โรงแรม (Hotel), ที่พักประเภทอื่นๆ เช่น บ้านแบ่งให้เช่า ที่พักสำหรับเยาวชน โมเต็ล โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม กรรมสิทธิ์ร่วม เกสต์เฮ้าส์ สถานที่พักแรมกลางแจ้ง (Accommodation)

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

การประกอบธุรกิจในการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนเดินทาง นักท่องเที่ยว หรือประชาชนทั่วไป โดยจัดเตรียมที่ให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารภายในสถานที่ที่ให้บริการ หรืออาจให้บริการบรรจุอาหารเพื่อให้ผู้บริโภค สามารถนำไปรับประทานที่อื่นได้

ธุรกิจนำเที่ยว

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหรือการให้บริการ หรือการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม ทัศนาจรหรือการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว อาจขายให้แก่นักท่องเที่ยวโดยตรง หรือขายผ่านตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว (Travel Agent) หรือดำเนินการนำเอาบริการอำนวยความสะดวกด้านยานพาหนะ ที่พัก อาหาร และทัศนาจรรวมกัน และขายในลักษณะเหมารวม (Package tour) อาทิการจัดบริการนำเที่ยวภายในประเทศ นำนักท่องเที่ยวต่างประเทศไปยังแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ นำนักท่องเที่ยวไทยไปยังต่างประเทศ, บริการแบบเหมารวม, บริการเฉพาะกลุ่ม

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าธุรกิจของที่ระลึก

เป็นสินค้าช่วยประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวสินค้าบางประเภท และเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบ ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยว อาทิ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านค้าปลอดอากร, ธุรกิจของที่ระลึก อาทิ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่นักท่องสามารถนำกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเองได้

ธุรกิจนันทนาการ

เป็นการประกอบกิจการให้บริการเพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลินสำหรับคนเดินทางหรือนักท่องเที่ยวได้แก่


  • ธุรกิจสวนสนุก อาทิสวนสนุก สวนสนุกรูปแบบเฉพาะ
  • ธุรกิจบันเทิง อาทิไนท์คลับ บาร์ ดิสโก้เธค และคาสิโน
  • ธุรกิจการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว อาทิเป็นผู้ชมกีฬา เป็นผู้เล่นกีฬา

ข้อมูลข่าวสารทางการท่องเที่ยว

การให้ข่าวสารการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการท่องเที่ยว และตัวนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ใช้บริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่คนในท้องถิ่น, ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่นักท่องเที่ยว

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะในฮานอย และนครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญ มีโรงแรมเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 ปี ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมท้องถิ่นของชาวเวียดนามขณะที่โรงแรมของชาวต่างชาติมีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้ ในปี 2549 โรงแรมและบ้านพักตากอากาศในฮานอยมีจำนวน 698 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เป็นของชาวเวียดนาม 683 แห่ง และชาวต่างชาติ 15 แห่งขณะที่ในนครโฮจิมินห์ มีจำนวน 916 แห่ง เป็นของชาวเวียดนาม 897 แห่ง และชาวต่างชาติ 19 แห่ง

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน ขยายเส้นทางการบิน ปรับปรุงโรงแรมและบ้านพักตากอากาศให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้น รวมถึงการมุ่งพัฒนาให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย


จุดแข็ง

จุดอ่อน

    • มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
    • ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีของคนไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น  “Land of Smile” และการให้บริการแบบไทย ซึ่งเป็นจุดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทย เพราะความเป็นกันเอง มีน้ำใจไมตรี ให้บริการเสมือนเป็นคนในครอบครัว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยได้รับจากประเทศไหน
    • ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยว ที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เป็นแหล่งให้ความรู้ทางการศึกษา
    • ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ไม่สูง ทำให้ผู้มาเที่ยวรู้สึกคุ้มค่าในการมา
    • ความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ทั้งด้านการเดินทางและภาษา เพราะคนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และในกรณีสื่อสารไม่ได้ก็มีบริการช่วยเหลือ เช่น บริการของบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ให้บริการแปลภาษาอังกฤษให้กับแท็กซี่ เป็นต้น
    • มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวโดยตรง
    • ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกเหนือจากหน่วยงานปกติแล้ว ก็จะมีตำรวจท่องเที่ยวเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
            • การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพฯ และเมืองหลัก และแออัด ในแหล่งท่องเที่ยว
            • มาตรฐานสินค้าและบริการ รวมถึงคุณภาพของสินค้าทางการท่องเที่ยว
            • การขาดแคลนศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว
            • การขาดการดูแลรักษาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ไม่เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าการ ท่องเที่ยว(Valued Added) ภายในประเทศ
            • การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

                โอกาส

                อุปสรรค

                    • มีจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขงทางอากาศ โดยผู้เดินทางจากนานาประเทศที่เข้าสู่ภูมิภาคส่วนใหญ่จะต้องผ่านประเทศไทย และมีข้อได้เปรียบของระบบการจัดการสินค้าท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มี ประสิทธิภาพมากกว่าประเทศ อื่นในภูมิภาค
                    • การเปิดเสรีสินค้าบริการ และลงทุนในอาเซียน เพื่อการปรับตัวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (AEC) โดยต้นปี 2553 อัตราภาษีเป็นศูนย์ มีการนำร่องลดภาษีสินค้ากว่า 8,000 รายการเป็นศูนย์ หวังให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน ในการเจาะตลาดอาเซียน และอาเซียนกับตลาดโลก
                    • สถานภาพทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในตลาดโลก มีสถานที่จัดงานการท่องเที่ยว ระดับโลก เช่น งานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ จ.เชียงใหม่ ที่จัดไปแล้วในปี 2549 งานชมสวนราชพฤกษ์ เทศกาลดอกไม้ล้านดอก เป็นต้น
                    • การเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และการให้บริการสายการบินราคาถูก (Low cost airline) ทำให้ การท่องเที่ยวในประเทศมีราคาถูกลง และมีความสะดวกมากขึ้น
                          • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีภาวะการแข่งขันสูงและคู่แข่งมีชื่อเสียงที่เข้มแข็ง  ประเทศ คู่แข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม
                          • ต้นทุนผู้ประกอบการด้านอุสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
                          • การระบาดของโรคไข้หวัดนก, ไข้หวัด 2009 และความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ล่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
                          • ผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวซบเซา จำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง

                          กลยุทธ์การตลาดสำหรับสินค้าไทย  
                          ประเทศเวียดนามนอกจากจะเป็นตลาดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงแล้วเวียดนามยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอินโดจีนที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิกระแสการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศมีแนวโน้มเปลี่ยนปลายทางเป้าหมายจากประเทศไทยและอินโดนีเซียไปยังเวียดนามแทน

                          เวียดนามกำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในด้านศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานของหลายเชื้อชาติโบราณสถานที่เก่าแก่กว่าพันปีและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งชายทะเล น้ำตก และป่าเขตร้อนสำหรับการวางแผนการเข้าตลาดด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องในเวียดนาม ทั้ง 3 นคร  สามารถสรุปได้พอสังเขปดังนี้

                          แผนระยะสั้น นักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องได้ที่นครโฮจิมินห์  และนครไฮฟอง เนื่องจากธุรกิจนี้จะเป็นการให้บริการแก่ลูกค้า ในระยะเริ่มต้นนั้นนักธุรกิจจะต้องเน้นที่การให้บริการที่ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพราะการบริการของไทย มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคของชาวเวียดนาม  ลักษณะของสินค้าและบริการต้องมีสิ่งที่เด่นกว่าคู่แข่งขันที่มีอยู่เดิม  อีกทั้งจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือลูกค้ารู้จักมากขึ้น โดยจัดทำแผ่นพับ โบว์ชัวร์ วางไว้ตามโรงแรม ที่พักต่างๆ หรือทำการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซด์ หรือการลงโฆษณาในนิตยสาร

                          ดังนั้นการพิจารณาแผนการตลาดระยะสั้น ควรพิจารณาในด้านการให้บริการเป็นหลัก พร้อมทั้งการทำประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นฐานของกิจการให้มีความมั่นคง และปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากชาวเวียดนาม มีพฤติกรรมชอบการอ่าน การเลือกซื้อสินค้า และบริการที่บอกต่อๆ กัน ทำให้ง่ายต่อการทำตลาดในระยะต่อไป

                          แผนระยะกลาง ช่วงเวลา 3-5 ปี เพื่อที่จะสนับสนุนและทำให้เป็น Long term strategy ในช่วงนี้จะเป็นการทำการตลาดให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน หาจุดที่สำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านราคา หรือการให้บริการ ซึ่งนำมาปรับการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีกว่า โดยร่วมมือกับธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร การให้บริการนวดสปา ฯลฯ มีการจัดรูปแบบการนำเที่ยวให้มีความหลากหลาย เช่น

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการกีฬา โดยนำเที่ยวมาเล่นกอล์ฟ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เมื่อจัดมาเล่นที่เวียดนามแล้ว ในครั้งต่อไปก็อาจจัดไปที่ประเทศไทยบ้างซึ่งค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่า

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการผจญภัย สำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบการผจญภัย มีการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ฯลฯ

                          แผนระยะยาว ช่วงเวลา 6-10 ปี เป็นการทำในช่วง Long term ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นการขยายตลาดออกไปมากขึ้น ขยายไปสู่ตลาดยุโรป อเมริกา เป็นการสร้าง Connection กับบริษัทต่างๆ เนื่องจากแนวโน้มของการท่องเที่ยวจากชาวยุโรป และอเมริกา จะเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น มีการเพิ่มสายการบิน เที่ยวบินเข้ามามาก จึงเป็นโอกาสในการที่จะติดต่อกับบริษัททางยุโรป และอเมริกา เพื่อที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวเวียดนาม และมีการแวะพักท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย อีกทั้งจัดให้มีการทำท่องเที่ยวในเชิงธุรกิจ นำมางาน Exhibition ต่างๆ หรือด้านการศึกษา เพื่อทำการต่อยอดต่อไป

                          ร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานราชการให้มีการโฆษณาการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม โดยให้รัฐบาลจัดทำสื่อโฆษณาโดยใช้คนที่มีชื่อเสียง หรือดาราของเวียดนามมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือมีการสร้างภาพยนตร์ละครที่สร้างขึ้นโดยใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นฉาก เพื่อให้เห็นถึงความสวยงามของประเทศ ทำให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้

                          ในระยะยาวนักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเชื่อมต่อเข้าไปในนครเกิ่นเธอ หรือเมืองอื่นๆ ที่มีการพัฒนาด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น มีการการพัฒนาในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ แล้ว มีถนนหนทางที่มีความสะดวกในการเดินทาง  ก็สามารถหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยว หรือลูกค้าเดิม กลับมาท่องเที่ยวอีกในสถานที่แห่งใหม่





                          ตลาดอะไหล่จักรยานยนต์ในเวียดนาม


                          ตลาดอะไหล่จักรยานยนต์ในเวียดนาม

                          http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/motorcycle-parts
                          ตลาดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในเวียดนามมีมูลค่าตลาดถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (40 ล้านล้านด่อง) มีการคาดการณ์โดยสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรม (Institute for Industry Policy and Strategy) ว่าในปี 2010 จะมีปริมาณรถจักรยานยนต์ถึง 24 ล้านคัน คิดเป็นอัตราส่วนประชากร 4 คนต่อรถจักรยานยนต์ 1 คัน และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของประชาชนเวียดนามนั้นใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลัก

                          รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้มีการผลิตรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ โดยมีการเข้ามาลงทุนของบริษัทรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ทั้งฮอนด้า ยามาฮา ซูซูกิ และอื่นๆ ซึ่งได้รับการส่งเสริมในเขตทางภาคเหนือ บริเวณรอบๆนครฮานอย และภาคใต้บริเวรณรอบๆนครโฮจิมินห์

                          สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 หมวด ตามลักษณะการใช้ คือ


                          1. อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สำหรับการประกอบรถจักรยานยนต์
                          2. อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สำหรับการเป็นอะไหล่ทดแทน
                          3. อุปกรณ์ตกแต่งรถจักยานยนต์

                          อุปสงค์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในเวียดนาม  
                          อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์นั้นมีตลาดขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่นกลุ่มรถจักรยานยนต์ตกแต่งกลุ่มรถจักรยานยนต์สำหรับการแข่งขันนอกจากนี้ยังมีโอกาสทางการตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมายจะให้ความสนใจในคุณภาพสินค้าและบริการค่อนข้างสูง รวมถึงสนใจบริการหลังการขายทำให้ธุรกิจของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ยังมีโอกาสที่จะมีการสร้างสรรค์กระบวนการผลิตใหม่ๆ และนวัตกรรมของสินค้าใหม่ๆเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ตลาดสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในประเทศและในตลาดโลกส่วนใหญ่จะเป็นส่วนตลาดที่ผลิตจำนวนมาก (Mass Market) ดังนั้นปัจจัยด้านราคาจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อปริมาณการบริโภคสินค้าชนิดนี้ และในส่วนผู้บริโภคนั้นจะมีค่านิยมในการใช้สินค้าที่มาจากต่างประเทศ

                          ความต้องการของตลาดในกลุ่มเป้าหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีหลายด้าน ซึ่งจะมีความต้องการมากพอที่จะคุ้มต่อการลงทุนในการผลิต นอกจากนี้ผู้บริโภคจะมีการเน้นบริการหลังการขาย ซึ่งจะช่วยให้มีการสั่งผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางครั้งผู้บริโภคจะมีการใช้ตราสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการพิจารณาเลือกใช้จากคุณภาพ และในบางครั้งผู้บริโภคจะเน้นการใช้สินค้าในราคาถูกมากกว่าที่จะใช้สินค้าที่ได้มาตรฐานแต่มีราคาสูงกว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ความต้องการเพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้นเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในคุณภาพที่ได้มาตรฐานแต่มีราคาต่ำ

                          ทั้งนี้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จัดเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นของความต้องการต่อราคาสูงเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทิศทางตรงกันข้ามปัจจัยทางด้านราคาจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อตลาดในประเทศและตลาดโลก นอกจากนี้เทคโนโลยีรูปแบบความสวยงามของจักรยานยนต์จะทำให้กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เติบโตตามไปด้วย

                          จากข้อมูลสถิติในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีประชากรกว่า 87.3 ล้านคน โดยมีจักรยานยนต์ในตลาดประมาณ 24 ล้านคัน โดยมีมูลค่าของชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์โดยรวมปี 2548 เป็น 1,796 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปี 2549 เป็น 1,894 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2550 เป็น 2,488 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งจะเห็นว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มีการเติบโตขึ้นทุกปี โดยอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงแปรผันตามจำนวนรถจักรยานยนต์ โดยตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศเวียดนามมีอัตราการขยายตัวเฉพาะรถจักรยานยนต์ใหม่ปีละกว่า1ล้านคัน

                          จากตาราง (t3-5 p3-37) ซึ่งสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรม (Institute for Industry Policy and Strategy) ได้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการรถจักรยานยนต์ในเวียดนามจะมีมากถึง 24 ล้านคันในปี 2553 และเพิ่มเป็น 29 ล้านคันในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันนครฮานอยและนครโฮจิมินห์มีอัตราการครอบครองจักรยานยนต์ 1 คันต่อประชากร 2 คนขณะที่ด่องไน บาเรีย-หวุงเต่า และบิ่นเยืองมีอัตราการครอบครองจักรยานยนต์ 1 คันต่อประชากร 3 คน จังหวัดอื่นๆที่เหลือ 1 คันต่อประชากร 6 คนในขณะที่อัตราถัวเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1 คันต่อประชากร 4 คน

                          บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์  
                          ในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีการแข่งขันเป็นไปในลักษณะตราสินค้าเฉพาะค่าย (Brand) จากต่างประเทศ ทำให้การเข้ามาของผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์รายใหญ่ทำได้ค่อนข้างยากโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ที่จะเข้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการประกอบจักรยานยนต์ (Original Equipment Manufacturing: OEM) นั้นจะต้องมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและมีความสัมพันธ์กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จึงจะมีโอกาสในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ แต่สำหรับการแข่งขันของการผลิตชิ้นส่วนเพื่อทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM) จะมีการใช้ราคา คุณภาพของสินค้าและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต เป็นจุดเด่นที่ใช้ในการได้เปรียบทางธุรกิจ

                          มาตรฐานของสินค้า

                          จากการที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เป็นฐานการผลิตของบริษัทจากต่างประเทศ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีจากบริษัทแม่มาใช้และถ่ายทอดให้กับการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ เพื่อที่จะนำมาประกอบรถจักรยานยนต์ได้ตามมาตรฐานของแต่ละค่าย ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีคุณภาพระดับมาตรฐานสากล ซึ่งทางอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์จะมีองค์ความรู้จากบริษัทต่างประเทศ ไปใช้ในการผลิตสินค้าทดแทนได้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับการผลิตให้โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ที่มีตราสินค้าจากต่างประเทศ

                          อัตราขยายตัว

                          ในช่วงปี 2540 จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตกต่ำประชาชนมีรายได้และมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตลดลงส่งผลกระทบให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ลดลงอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจภายในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ต้องใช้ระบบสินเชื่อ ในการดำเนินงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อประกอบรถจักรยานยนต์หรือเพื่อทำเป็นอะไหล่ทดแทน จะมีการขยายตัวที่มีขอบเขตจำกัด แต่สามารถที่จะปรับอัตราการขยายตัวให้สูงขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีการใช้นโยบายด้านการเงินและอัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรน เพื่อสามารถกระตุ้นการสั่งผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้มีการขยายให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นได้

                          ฐานการผลิตรถจักรยานยนต์

                          ในส่วนของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีโครงสร้างและองค์ประกอบในการผลิตที่ค่อนข้างแข็งแรงมีประสิทธิภาพโดยมีชนิดของชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้ผลิตขึ้นหลากหลาย และค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้งมีค่าจ้างแรงงานต่ำ จึงทำให้เหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการประกอบรถจักรยานยนต์จากค่ายต่างๆ ซึ่งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่าย จะมีการใช้เทคโนโลยีในการผลิต และการบริหารที่จะมาซึ่งการควบคุมคุณภาพและการจัดการ อีกทั้งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการควบคุมคุณภาพสำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้มีการติดต่อด้วย แต่สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับทดแทน ส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีในการผลิตอยู่ในขั้นพื้นฐาน ทำให้ยังมีการควบคุมการผลิตได้ไม่ดีพอ ซึ่งจะได้สินค้าที่มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนต่อหน่วยสูง

                          ตราสินค้า

                          โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีการผลิตสินค้าที่ใช้ตราสินค้าของตนเองน้อย โดยส่วนใหญ่จะผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อป้อนให้กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ค่ายต่างๆ ซึ่งมีผลให้ โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไม่สามารถแข่งกับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์โดยตรงได้ แต่ในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการทดแทน จะมีการใช้ตราสินค้าที่สามารถเป็นตัวแสดงถึงคุณภาพของสินค้าที่มาจากแต่ละโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ได้

                          การแข่งขัน

                          การแข่งขันของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จะมีการแข่งขันด้านราคารุนแรง เนื่องจากส่วน มากจะเป็นชิ้นส่วนจักรยานยนต์พื้นฐาน ที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนสามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน มีแหล่งป้อนวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงเหมือนกัน แต่ในส่วนของชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่มีการผลิตที่ซับซ้อน หรือชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่นำไปป้อนให้กับโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์จะมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จึงต้องมีการแข่งขันด้านคุณภาพและมาตรฐานตามที่โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ได้กำหนดไว้ ซึ่งโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เหล่านี้ จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากต่างประเทศเข้ามาแย่งการตลาดที่จะป้อนสินค้าเข้าโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ ทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ต้องมีการขยายฐานการผลิตให้กว้างขึ้น โดยจะต้องสร้างธุรกิจต่อเนื่องในกลุ่มของตัวเองอย่างครบวงจร

                          สรุปภาพรวมได้ว่า ในปัจจุบันมีผู้ประกอบรถจักรยานยนต์ในเวียดนามถึง 52 ราย โดย 22 รายเป็นรัฐวิสาหกิจและ 23 รายเป็นบริษัทเอกชน อีก 7 รายเป็นการลงทุนของต่างชาติ กำลังผลิตรวมกว่า 4 ล้านคัน แต่ปริมาณผลิตจริงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

                          อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์  
                          (ภาพที่ 3.5 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์)

                          จากห่วงโซ่อุปทาน จะแสดงให้เห็นภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ซึ่งจะได้ทราบกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ และการจำแนกธุรกิจที่อยู่ภายในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ รวมไปถึงการกำหนดลูกค้าในแต่ละประเภทของแต่ละธุรกิจ โดยปัจจัยด้านอุปทานจะมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านอุปสงค์ ซึ่งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์นี้ อุปสงค์จะเป็นตัวกำหนดอุปทาน ซึ่งปัจจัยด้านอุปสงค์จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิต ซึ่งการผลิตนั้นจะต้องมีการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนการพัฒนาทางด้านอุปทาน จะทำให้เกิดการกระตุ้นความต้องการให้เพิ่มมากขึ้น

                          นอกจากนี้ ในส่วนของโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นผู้ประกอบการส่วนนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการผลิตจักรยานยนต์แต่ละรุ่น/แบบ ในแต่ละยี่ห้อ ผู้ประกอบรถจักรยานยนต์จะเป็นผู้สำรวจความต้องการของตลาด แล้วจึงประเมินความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนที่ได้ออกแบบจากนั้นจะนำสินค้าออกจัดจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ใช้ในการส่งเข้าโรงงานประกอบจักรยานยนต์มีแนวโน้มที่จะออกแบบร่วมกับผู้ประกอบรถจักยานยนต์มากยิ่งขึ้นซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่ได้รับโอกาสเหล่านี้จะต้องมีความรู้จักอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบรถจักรยานยนต์โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

                          เนื่องจากการผลิตรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจใหญ่ มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การลงทุนใช้เงินจำนวนมาก และเป็นการลงทุนโดยบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ ฮอนด้า ยามาฮ่า ดังนั้นในการตั้งฐานการผลิต กลุ่มบริษัทเหล่านี้จึงจะเข้าไปพร้อมกับกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ดังนั้นอุตสาหกรรมสนับสนุนในกลุ่มนี้จึงไม่มีปัญหา แต่ส่วนมากจะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่แท้ ส่วนใหญ่จะไม่จำหน่ายปลีก เพราะเท่าที่ต้องทำส่งให้โรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ก็ใช้ศักยภาพโรงงานเต็มจำนวนแล้ว ดังนั้นหากได้ลูกค้าเป็นบริษัทผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ก็แทบจะไม่ต้องจำหน่ายปลีกเลย แต่กรณีจำหน่ายปลีก หากมีโรงงานในประเทศเวียดนาม สามารถจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค หรือร้านค้าย่อยได้ แต่หากเป็นการนำเข้าจะต้องจำหน่ายผ่านตัวแทนเท่านั้น


                          จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย


                          จุดแข็ง

                          จุดอ่อน

                            • อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของไทยมีปริมาณทางด้านเศรษฐกิจที่ใหญ่โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานอยู่กว่า 12 ล้านคัน และมีการเชื่อมโยงธุรกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่ในส่วนกระบวนการผลิต ส่วนการจัดจำหน่าย และส่วนบริการหลังการขาย ทำให้ชิ้นส่วนจักรยานยนต์มีความต้องการที่สูงตามไปด้วย ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการประกอบจักรยานยนต์ และการบำรุงรักษาซ่อมแซม
                            • มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่รวมกันในบริเวณเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะเขตภาคตะวันออก ซึ่งมีจำนวนโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ตั้งอยู่มากกว่าร้อยละ 60 ของทั้งประเทศ (180 ราย จากทั่วประเทศ 300 ราย)
                            • มีการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย และมีจำนวนความ ต้องการที่มากพอต่อการลงทุน เช่น กลุ่มรถจักรยานยนต์ตกแต่ง กลุ่มรถจักรยานยนต์สำหรับแข่งขันหรือ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการชิ้นส่วนคุณภาพสูงและมีนวัตกรรม ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในและต่างประเทศ เป็นต้น
                            • ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์ที่มีการผลิตในประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากลูกค้าในภูมิภาค  ทั้งด้านคุณภาพ การออกแบบ และราคา
                            • มีกำลังการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์สูงกว่าปริมาณความต้องการภายในประเทศ จึงมีกำลังการผลิตเหลือสำหรับส่งออกได้
                            • มีบริษัทผลิตรถจักรยานยนต์ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ทำให้ได้รับการถ่ายทอดการบริหารจัดการการผลิตจากบริษัทประกอบรถจักรยานยนต์นั้น
                                  • เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ต้องมีการช่วยเหลือจากต่างประเทศ
                                  • การทำวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมทางด้านผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มีน้อย
                                  • มาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย มีคุณภาพในการผลิตยังต่ำ และไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งต้นทุนต่อหน่วยสูง
                                  • มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบที่มีคุณภาพและศักยภาพได้น้อยกว่าความ ต้องการในการเลือกใช้
                                  • ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปประกอบรถจักรยานยนต์ มีชื่อตราสินค้าของตัวเองน้อย
                                  • ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในประเทศไทย มีข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารกับต่าง ประเทศ ขาดการวางแผนทางธุรกิจ รวมถึงการนำระบบการบริหารการจัดการสมัยใหม่ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กร
                                  • ไม่มีหน่วยงานและ อุปกรณ์ เครื่องมือ ด้านการให้บริการตรวจสอบและทดสอบผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วน จักรยานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนจักรยานยนต์นั้น
                                  • ขาดแรงงานการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในเชิงคุณภาพโดยเฉพาะในส่วนของช่างเทคนิค
                                  • ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ซึ่งการ พัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นของบริษัทต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดทิศทาง การลงทุนการตลาดเองได้ ต้องพึ่งพานโยบายจากบริษัทแม่และผู้ประกอบการที่เป็นของ คนไทยเองต้อง จำยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ดังนั้นผล ประโยชน์ที่ได้จาก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จะตกอยู่กับคนต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

                                      โอกาส

                                      อุปสรรค

                                          • รัฐบาลมีการเปิดนโยบายการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) ทำให้บริษัทประกอบรถจักรยานยนต์มีการย้ายฐานการผลิตมาในประเทศไทยมากขึ้น
                                          • ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ในการให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์เป็นหนึ่งใน อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในเอเชีย ทำให้เกิดโครงการเพื่อการ พัฒนาอุตสาหกรรมด้านยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
                                          • รัฐบาลมีการกำหนดนโยบายที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในภาคการ ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะในส่วนของ SMEs ที่เป็นรากหญ้าของอุตสาหกรรมของประเทศ โดยใช้เครือข่ายวิสาหกิจของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
                                          • มีโอกาส ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไปสู่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศในรูปแบบ ของผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นผู้ลงทุน หรือร่วมลงทุนในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง
                                          • ตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในประเทศมีขนาดใหญ่ และมีอัตราการเติบโตใน ระดับสูง
                                          • ประเทศไทยมีความร่วมมือในโครงการ AICO (Asean Industrial Cooperation) และ AFTA (Asean Free Trade Area) โดยรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้มีขีด ความสามารถใน การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการส่งออกของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนจักรยานยนต์ ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆ จึงมีแนวโน้มสูงขึ้น
                                          • รัฐบาลมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วม ในการเป็นเจ้าของด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรือกองทุนร่วมลงทุนต่าง ๆ
                                          • มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน อินโดจีนและเชื่อมกับเอเชียใต้ด้วย  ทำให้ประเทศไทยเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของภูมิภาค
                                                • อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ทั้งวงจร ตั้งแต่การผลิต การขาย และการบริการอยู่ในการ ครอบครอง และควบคุมของบริษัทจากต่างประเทศ ซึ่งบริษัทแม่ในต่างประเทศ เป็นผู้กำหนดนโยบาย และ มาตรการในการดำเนินกิจการ ทำให้มีโอกาสย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ได้ดำเนินนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยนโยบายที่ เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้นผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทยหรือจะเข้ามาลงทุนใน ประเทศไทย อาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศดังกล่าวได้
                                                • คนไทยมีค่านิยมที่จะใช้สินค้าที่มีตราสินค้าจากต่างประเทศ
                                                • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์การแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น
                                                • จากปัญหาความไม่สงบและไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศของไทย ตั้งแต่ปี 2549 มีการ เปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในเชิงนโยบายจากภาครัฐ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการพาณิชย์ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละสมัย ส่งผลต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

                                                วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

                                                วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 1): เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐแต่ลดภาษี ?

                                                วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 1): เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐแต่ลดภาษี ?


                                                ช่วงที่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์(Herbert Hoover)ออกมาแถลงผลงานประจำปีในปี 1930 นั้น สหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งหายนะครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจมาแล้ว 1 ปี แถลงการณ์ของประธานาธิบดีฮูเวอร์ในวันนั้นฮูเวอร์ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า “เศรษฐกิจตกต่ำนั้นไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายได้ด้วยการออกกฎหมายหรือการ ออกแถลงการณ์ ประกาศหรือคำสั่งต่างๆของฝ่ายบริหาร และบาดแผลที่เกิดจากพิษภัยทางเศรษฐกิจนี้จะสามารถเยียวยารักษาให้หายได้ก็ ด้วยการแสดงบทบาทของตัวเองของแต่ละภาคส่วน องคาพยพ ในระบบเศรษฐกิจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค” ฮูเวอร์แนะนำว่า”แต่ละคนจะต้องคงศรัทธาและความกล้าหาญเอาไว้”และ”แต่ละคนจะ ต้องรักษาความเชื่อมั่นในตนเองเอาไว้ให้ได้”

                                                ขอบคุณสำหรับคำกล่าวเช่นนี้ ฮูเวอร์ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงออกให้เห็นถึงความละเลยเพิกเฉย ไม่แยแสสนใจ ไม่ยอมทำอะไรเลยของภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากไปกว่านั้น และน่าสนใจมากด้วย ในแถลงการณ์ที่เหมือนกันเป็นอย่างมาก ฮูเวอร์ชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายในโครงการสาธารณะต่างๆจะถูกพับเก็บไว้ก่อนใน ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ขาลง ในช่วงเวลาเช่นนี้ฮูเวอร์กล่าวรายงานด้วยความภาคภูมิใจ ชาติ รัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นจะใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างรอบคอบในการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นการให้น้ำหนัก เป็นการดำเนินการที่ผิดพลาด นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความเป็นจริงแล้วฮูเวอร์โวว่า”รัฐบาลกลางจะให้ความอุดหนุนช่วยเหลือใน โครงการขนาดใหญ่อย่างเช่นการทำคลองส่งน้ำ ท่าเรือ การควบคุมน้ำท่วม การก่อสร้างสาธารณะ ทางหลวง และการปรับปรุงการขนส่งทางอากาศในทุกสิ่งทุกอย่างที่สหรัฐมีอยู่” ภายใต้สิ่งนี้ “ไม่ทำอะไรเลย” ประธานาธิบดี รัฐบาลกลางจะใช้จ่ายเงินมากขึ้นเป็น 2 เท่าในแต่ละโครงการ

                                                แม้ฮูเวอร์จะสนับสนุนการใช้จ่ายบ้าง แต่ฮูเวอร์ก็ยังคงเชื่อเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของ ภาครัฐไม่มากนัก ฮูเวอร์แถลงว่า”ช้าพเจ้าไม่สามารถให้การส่งเสริม สนับสนุนอย่างเข้มแข็งเกินไปได้ แต่จำเป็นอย่างถึงที่สุดที่จะต้องคล้อยตามแผนการอื่นๆเพื่อเพิ่มการใช้จ่าย ของภาครัฐ” แต่ฮูเวอร์ก็ยังคงดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐยังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบการจัดทำงบประมาณแบบสม ดุลย์ ข้อความที่ฮูเวอร์บ่งบอกออกมานั้นชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่าเขาจะไม่ยอมให้เกิด การขาดดุลย์งบประมาณอย่างแน่นอน

                                                ฮูเวอร์จอมตืดกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติ ศาสตร์ของวิกฤติเศรษฐกิจ แถลงการณ์ของฮูเวอร์แสดงให้เห็นว่าเขากำลังตกอยู่ภายใต้กับดับหลุมพรางจาก ความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าจะเลือกบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้อย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน 2 วิธีที่มีการนำเสนอขึ้นมานั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หนึ่งคือการมองย้อนกลับไปยังอดีตแล้วสั่งให้ทุกคนอดทนข่มกลั้น ทำงบประมาณแบบสมดุลย์ต่อไป กับอีกหนึ่งวิธีการซึ่งกลายเป็นวิถีแห่งอนาคต คลื่นลูกใหม่กระแสใหม่คือให้ทำงบประมาณแบบขาดดุลและทำโครงการสาธารณะขนาด ใหญ่ ฮูเวอร์มองเห็นแนวโน้มของอนาคตข้างหน้า แต่เขาก็ยังคงยึดติดอยู่กับอดีต เขาต้องการประนีประนอมกับทั้ง 2 วิธีการที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้เพื่อความมั่นใจของตนเอง เพื่อให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลังไปพร้อมๆกัน ซึ่งทั้งหมดนี้มันทำพร้อมกันไม่ได้ มันไปด้วยกันไม่ได้เลย

                                                6 ปีหลังจากฮูเวอร์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ก็ได้บัญญัติหลักการใหม่ที่มีความชัดเจนขึ้นมาว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่จะ เกิดขึ้นครั้งใหม่ในอนาคตนั้น รัฐบาลจะต้องใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือเพื่อลดแรงกระแทกให้กับระบบ เศรษฐกิจด้วยการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ หากเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพียงเล็กน้อยก็จะต้องลดภาษี ซึ่งนโยบายการเงินในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้รัฐต้องทำงบประมาณแบบขาดดุล นโยบายทางเศรษฐกิจแบบเดิมๆที่รอให้เศรษฐกิจเยียวยารักษาตัวเองนั้นก็เท่ากับ ว่าเรายอมให้คนไข้ทนอยู่กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ต้องทนอยู่กับมันโดยที่ไม่มีใครยอมลงไม้ลงมือทำอะไรเลย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาล้วนแต่อาศัยพึ่งพานโยบาย การเงินเป็นเครื่องมือทั้งสิ้นในยามที่เศรษฐกิจเป็นขาลง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมาหรือไม่ก็ตาม

                                                หากฮูเวอร์ยืนอยู่ในช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ของ นโยบายการเงินแล้ว เราเองก็อาศัยอยู่ในโลกอีกยุคหนึ่งเช่นกัน เครื่องมือของเคนส์เติบโตขยายตัวจากเครื่องมือเล็กๆที่เชื่อถือไว้ใจได้กลาย เป็นชุดของเครื่องมือที่มีลำดับกระบวนการในการใช้งานที่สลับซับซ้อนที่ภาค รัฐใช้ในการแทรกแซงเศรษฐกิจ ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆประเทศ ภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้จ่ายเงินในงานสาธารณะเพื่อส่วนรวมเท่านั้น แต่กลับใช้เงินงบประมาณเพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย อย่างเช่น การค้ำประกันเงินกู้ให้กับภาคธนาคาร ค้ำประกันหนี้ ค้ำประกันเงินฝาก นอกจากนี้ภาครัฐยังใช้เงินภาษีของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้นที่มีบทบาทสำค้ญในอุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และธนาคารยักษ์ใหญ่ด้วย นโยบายการเงินค่อยๆพัฒนาความซับซ้อนและวิธีการที่ละเอียดละออในการทำงาน นโยบายการเงินกลายเป็นเทคนิค กลอุบายสำคัญ และมีมูลค่าสูงมากสำหรับภาครัฐ

                                                ผู้กำหนดนโยบายในบุคนี้สมัยนี้พบว่าตัวเองกำลังแก้ไขข้อ บกพร่องต่างๆคล้ายๆกับ ที่ฮูเวอร์ต้องทำ ต้องเผชิญ พวกเขาต้องการที่จะลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อประคับประคองตลาด แรงงานและเพิ่มกำลังซื้อและการการผลิตสินค้า แต่หลายรัฐบาลมาแล้วก็ได้ใช้วิธีการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ไปแล้ว ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนเกินระดับที่ภาครัฐจะสามารถ แบกรับภาระต่อไปได้ พวกเขาจึงต้องอาศัยการบีบบังคับแบบฮูเวอร์ “ผู้ผลิตและผู้บริโภค”ให้ช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็ยังคงให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วยการใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวน มหาศาลยิ่งกว่าที่เคยมีมา และขณะที่พวกเขาต้องการประคับประคองระดับของความเชื่อมั่นเอาไว้ไม่ให้ตกต่ำ จนถึงขีดที่เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจพวกเขาก็ต้องช่วยกันประคับประคองภาค ครัวเรือน สถาบันการเงิน และบรรษัทเอกชนต่างๆด้วยการกระตุ้น จูงใจสารพัดวิธีซึ่งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจขั้นที่ 1

                                                ในระยะสั้นก็มีการโต้เถียงกันบ้างเกี่ยวกับเม็ดเงิน จำนวนมหาศาลที่ใช้ในนโยบาย การเงินแห่งศตวรรษที่ 21 ว่าสถานการณ์อันยากลำบากที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างช่วงเวลา ที่ฮูเวอร์ต้องเผชิญ วิธีการแบบเดิมๆที่เคยทำกันมานั้นใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบันซึ่งมีข้อมูลข้อ เท็จจริงที่กำลังค่อยๆปรากฏขึ้นมาให้เราใด้เห็นกันแล้วทีละเล็กทีละน้อย

                                                วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

                                                1923 บทเรียนเศษฐกิจเยอรมันล่มสลาย

                                                1923 บทเรียนเศษฐกิจเยอรมันล่มสลาย



                                                May 31, '09 4:38 PM
                                                 
                                                      หลัง จากเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่๑ รัฐบาลweimar ของเยอรมันต้องเซ็นพันธสัญญษแวซายน์เพื่อการลงโทษทางเศษฐกิจ คือจ่ายเงินในฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นจำนวนเงินถึง 6 พันล้านปอนด์ นั้นก็หมายความว่าเยอรมันต้องเป็นหนี้ไปจนถึงปี 1987 เยอรมันจ่ายเงินก้อนแรกไปเป็นถ่านหิน ไม้ และ เหล็ก มีค่าเท่ากับ 2 พันล้านมาร์ค

                                                      ปี 1922 เยอรมันกระเป๋าฉีกครับ ไม่สามารถจ่ายเงินก้อนที่สองให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ปัญหาคือฝ่ายสัมพันธมิตรไม่เชื่อ โดยเฉพาะฝรั่งเศส เลยนำทหารฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมบุกเมือง Ruhr ของเยอรมันซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของเยอรมันในขณะนั้น ยึดโรงงานเหล็ก ถ่านหิน และทางรถไฟต่างๆ  ซึ่งเป็นการระเมิด Leaque of nations ที่ตกลงกันไว้หลังสงครามโลกสงบ

                                                      รัฐบาล weimar ของเยอรมันตอบโต้โดยสั่งให้แรงงานในเมือง Ruhr ทำการประท้วงฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองโดยการหยุดทำงาน ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นเป็นผลให้ 132 คนเสียชีวิต 150,000 คนถูกขับออกจากบ้าน



                                                เนื่องจากRuhr เป็นศูนย์อุตสาหกรรมที่สำคัญมากคับของเยอรมันในยุดนั้น การประท้วงหยุดงานหมายความว่าไม่มีผลผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศษฐกิจของเยอรมันอย่างมาก แถมรัฐบาลยังต้องจ่ายเงินช่วยเหลือแรงงานที่หยุดทำงาน และ ประชาชนอีกแสนกว่าชีวิตที่ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเยอรมันเริ่มถังแตกเข้าไปใหญ่ จนไปถึงการทำสิ่งที่แย่ที่สุดคือการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ต่างชาติพากันถอนการลงทุนออกจากเยอรมันไป



                                                      พอความมั่นใจของนักลงทุนหมดไป ราคาอาหารสูงขึ้นเพื่อให้ตรงกับเงินเฟ้อ ทุกอย่างก็เสียการควบคุมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด Hyperinflation คือ เงินเฟ้อขั้นรุนแรงในเยอรมัน ราคาสินค้าต่างๆก็ปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนคนไม่มีเงินพอสามารถซื้ออาหารได้อีกแล้ว

                                                ขนมปังก้อนนึงในขณะนั้นราคาถึง 200,000 ล้าน มาร์ค 

                                                      ผลกระทบของ Hyperinflation ใหญ่มากคับ คนต้องเอาเงินใส่รถเข็นเพื่อมาซื้อขนมปังกันเลยทีเดียว หรือเวลาได้เงินมาแล้วต้องรีบวิ่งไปร้านของของเพื่อเอาเงินไปใช้ก่อนค่าเงิน จะต่ำจนไม่มีค่าอีกแล้ว
                                                เงินถูกโยนลงที่ถนนอย่างไม่มีค่า บางบ้านเอาเงินมาเผาแทนฟืนสะงั้น หรือเด็กเอาเงินมาเล่นเรียงต่อกันเป็นปิรามิด


                                                      คนที่มีผลกระทบน้อยที่สุดคือคนรวย เพราะเป็นมีเส้นสายสามารถหาซื้ออาหารได้ไม่ยาก หรือไม่ก็มีที่ดินเพื่อทำการเพาะปลูกอาหารได้เอง

                                                      คนที่ได้ผลกระทบมากที่สุดคือชนชั้นกลาง ที่หาเช้ากินค่ำ เงินฝากในธนาคารหายไปชั่วข้ามคืน และไม่มีที่ดินเพาะปลูกเหมือนคนร่ำรวย

                                                      รัฐบาล weimar ก็เป็นคนรับบาปไปเต็มๆ เป็นผลให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะคนชนชั้นกลาง ตัดสินใจร่วมกับพรรคนาซีที่นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก





                                                      ในสุดท้ายปี 1923 เยอรมนีได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ Gustav Stresemann เข้ามาแก้ปัญหาโดยการสร้างค่าเงินใหม่ชื่อเรนเท่นมาร์ค (Rentenmark) ซึ่งแบ๊คโดย อเมริกันดอลล่าร์ และกู้เงินจากอเมริกาป็นเงิน 200 ล้านดอลล่าร์ เพื่อแก้ปัญหาเศษฐกิจตามแผนของชาวอเมริกันชื่อ Chales Darwes

                                                      สถานะ การณ์ดูเหมือนจะครี่คลายอย่างรวดเร็วรัฐบาลweimar กลับมาได้ความนิยมอีกครั้ง จนเรียกได้ว่าปี 1924-1929 เป็นปีของweimar เลยทีเดียว


                                                ที่มา:http://apophis99.multiply.com