head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตกต่ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตกต่ำ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างไร

จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างไร

ที่มา http://witayakornclub.wordpress.com/2009/04/10/%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88/
ต้องวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง อย่าแก้ปัญหาเฉพาะอาการภายนอก
ปัญหาเศรษฐกิจทุนนิยมโลกตกต่ำ ไม่ใช่แค่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคในการบริหารจัดการของสถาบันการเงินในก ารปล่อยสินเชื่อให้กู้ซื้อบ้านและการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่เกินตัว จนคนส่งไม่ไหว เกิดปัญหาหนี้เสีย สถาบันการเงินล้มละลาย และธุรกิจอื่น ๆ เสียหายตามมาเท่านั้น แ ต่สาเหตุลึก ๆ ที่เป็นรากเหง้าของปัญหา คือตัวระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด ที่เน้นการแข่งขันกันผลิตสูงสุด กำไรสูงสุดของเอกชนแบบสุดโต่ง ทำให้เกิดการพัฒนาแบบไม่สมดุล การ ที่ความ มั่งคั่งกระจุกตัวในมือคนส่วนน้อยแค่ 10-20% ไม่กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ 80%อย่างเป็นธรรม ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้มากพอจะมีบ้านและมีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีได้

ที่เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหามาก เพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินตามแนวทุนนิยมตะวันตกที่เน้นการส่งออก(และ สั่งเข้า) มากเกินไป พึ่งพาตลาดภายในประเทศน้อยเกินไป เมื่อเศรษฐกิจประเทศอื่นที่เราเคยพึ่งเขาในการส่งสินค้าไปขายตกต่ำลง พวกเขาจะซื้อของไทยลดลง ถ้านักเศรษฐศาสตร์ไทยคิดอยู่แต่ในกรอบตะวันตก ก็จะคิดได้อย่างเดียวว่า เราต้องปรับปรุงความสามารถในการส่งออกของเราให้เก่งกาจสู้กับคนอื่นได้มากขึ ้น ลดต้นทุน หาสินค้าใหม่ หาตลาดใหม่ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องถือว่าไม่ใช่ทางเลือกเดียว ต้องทำอย่างอื่น เช่นการพัฒนาตลาดภายในประเทศด้วย

วิธีการแก้ไขปัญหาตามตำราตะวันตกด้วยการลดดอกเบี้ย ลดภาษี โครงการประชานิยมและปล่อยเงินกู้เพิ่มขึ้น จะแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่จะแก้ไขได้ไม่ยืนยาว เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แล้วนายทุนก็สูบเงินกลับมาเข้ากระเป๋านายทุนอีก ไม่ได้ช่วยให้โลกเกิดความสมดุลและคนจนแข็งแรงจริง ๆ

ต้องคิดนอกกรอบจึงจะแก้ปัญหาได้
ถ้าเรากลับมามองดูที่ตัวเราเอง คือประเทศไทย คนไทย 65 ล้านคนมากขึ้น ดูว่าเราคือใคร เรามีอะไรที่จะแก้ปัญหาจากภายในประเทศได้บ้าง เราน่าจะแก้ปัญหาของเราเองได้ดีกว่าการแก้ตามตำราตะวันตกหรือคอยดูตามโมเดลแก้ปัญหาของรัฐบาลสหรัฐฯหรือประเทศตะวันตกอื่น ๆ
คนไทย 65 ล้านคนในประเทศไทยนั้นมากกว่าคนในประเทศอังกฤษหรือฝรั่งเศสด้วยซ้ำ แต่ที่ตลาดภายในประเทศและขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยเล็ก เพราะคนไทย 80% ยากจน จึงขาดอำนาจซื้อ สินค้าที่ควรจะผลิตมาขายคนไทย(ซึ่งเป็นตลาดที่ใกล้ที่สุด) สัก 50-60 ล้านชิ้นได้ จึงขายไม่ได้ ต้องมุ่งไปที่ตลาดส่งออกซึ่งมีการแข่งขันสูง การส่งออก(และการหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ) จำเป็นสำหรับการหาเงินมาซื้อสินค้าเข้าที่จำเป็นและมีประโยชน์อื่น ๆ ด้วย แต่ต้องเลือกสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และต้องถือว่าการส่งออกและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระ บบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นส่วนเดียวหรือเป็นส่วนหลัก

การที่คนไทยส่วนใหญ่จน ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจน แท้จริงแล้วคนรวยคนชั้นกลาง 20% แรกยังรวยอยู่มาก เงินฝากในธนาคารของไทยก็มีมาก(สักหกล้านล้านบาท) ทรัพยากรที่ดิน การเกษตร ศิลปะหัตถกรรม ทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยว ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาตะวันออกฯลฯ มีอยู่มาก ประเด็นคือ จะรู้จักนำมาสิ่งที่เรามีมาหมุนเวียนใช้ใ ห้เกิดการพัฒนาที่เหมาะสม ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้จับจ่ายใช้สอยที่จำเป็น ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ถ้าคิดอยู่แต่ในกรอบทุนนิยมตะวันตก รัฐบาลก็ต้องลดดอกเบี้ย ลดภาษี เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเอกชนใช้จ่าย และรัฐเองก็ลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นด้วย แต่ในระบบทุนนิยมนั้น ภาคธุรกิจเอกชนจะใช้จ่ายลงทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ อยู่ที่เขาคาดหมายว่าเขาจะทำกำไรได้หรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราภาษีที่ต่ำ(ตามตำรา)เสมอไป ถ้าเขายังไม่แน่ใจว่าลงทุนแล้วจะขายได้คุ้มทุน เขาก็จะไม่ลงทุน แม้ดอกเบี้ยและภาษีจะต่ำลงจากเดิมมากก็ตาม ทั้งการลดภาษีก็จะทำให้รัฐมีรายได้ลดลง แล้วรัฐจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนเพิ่ม

ระบบทุนนิยมผูกขาดไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเอง เพราะไม่ใช่ระบอบที่มีการแข่งขันอย่างเสรีหรือเป็นธรรมจ ริง ในสภาพวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ กลไกตลาดในระบบทุนนิยมที่มีลักษณะผูกขาดกลุ่มอยู่แล้วจะยิ่งทำงานล้มเหลวมาก ขึ้น เพราะคนที่ถูกระบบทุนนิยมสอนให้แข่งขันเพื่อกำไรสูงสุดของตัวเอง จะยิ่งเห็นแก่ตัว ปกป้องตัวเอง มองโลกในแง่ร้าย ลดการลงทุนมากกว่าเพิ่มการลงทุน การแก้ไขปัญหาตามตำรา จึงไม่ค่อยได้ผล

เมื่อคนรวยมีเงินแต่ไม่อยากลงทุน แต่คนจนไม่มีเงิน ไม่มีงาน รัฐบาลต้องใช้ทั้งการแทรกแซงและการกระตุ้นที่มากกว่าที่ตำราเศรษฐศาสตร์ตะวั นตกของฝ่ายนิยมเคนส์บอกไว้ นั่นก็คือต้องทำทั้งภาคบังคับและภาคส่งเสริมให้มีการนำเงินและทรัพยากรในประ เทศมาหมุนเวียนใช้อย่างเหมาะสม เราต้องรู้จักคิดข้ามกรอบคิดของระบบการค้าเสรีแบบตัวใครตัวมันว่า คนไทยทั้งประเทศอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ทีมเดียวกัน ในยามที่คนส่วนใหญ่อ่อนแอ แต่ยังมีคนรวย คนเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอยู่ส่วนหนึ่ง คนรวยต้องเสียสละช่วยคนอื่น ๆ ในทีมให้อยู่ได้ และทำให้ทีมเข้มแข็งขึ้น ประเทศไทยทั้งประเทศถึงจะไปแข่งขันกับคนอื่นได้

รัฐบาลต้องกล้าผ่าตัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้สมดุลมากขึ้น ด้วยการเก็บภาษีคนที่รวยมากมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะภาษี เช่นมรดก ทรัพย์สิน สินค้าและการบริโภคฟุ่มเฟือยต่าง ๆ และแก้ไขกฎหมายหารายได้จากการให้สัมปทานน้ำมัน ก๊าซ ทรัพยากรต่าง ๆ คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์เ ข้ารัฐมากขึ้น ทั้งเพื่อลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยประเภทคนรวยชอบใช้จ่ายเงินไหลออกนอกประเทศ และเพื่อให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มมากพอที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเท ศได้มากขึ้น

การเก็บภาษีบางอย่างสำหรับคนรวย เช่นคนที่มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป จะไม่ทำให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุนลดลง เพราะคนเหล่านี้ถึงอย่างไรเขาก็จะมีเงินเหลือเฟือที่จะบริโภคของเขาได้อยู่แ ล้ว ถ้าคนรวยของไทยใจกว้างพอ พวกเขาควรจะรู้ว่าการปฏิรูประบบภาษีเพื่อมาช่วยคนจนเพิ่มขึ้น คือสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้น พวกคนรวยจะได้ประโยชน์มากกว่าที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจประเทศพัง ซึ่งในระยะยาวพวกคนรวยอาจเสียหายมากกว่าเพราะพวกเขามีสินทรัพย์และการลงทุนม ากกว่าคนอื่น ๆ

นอกจากภาคบังคับแล้ว รัฐบาลควรส่งเสริมกระตุ้นให้คนรวย คนชั้นกลางที่พอมีเงินจับจ่ายใช้สอย จ้างงาน ซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น รัฐบาลอาจจะลดภาษีเพื่อช่วยกิจกรรมที่เน้นการจ้างงาน การผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศเพื่อขายคนภายในประเทศ จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการจ้างงาน ทำงานบ้าน ทำสวน ช่วยดูแลเด็ก คนชรา บัณฑิตอาสาสมัคร การนวดแผนไทย ตลาดนัดขายสินค้าอุปโภคบริโภคฯลฯ แนวคิดคือทั้งรัฐ คนรวย คนชั้นกลางควรช่วยให้คนจนมีงานทำ มีรายได้ โดยเน้นการใช้แรงงาน ทรัพยากรภายในประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศจะได้หมุนเวียน ประคับประคองกันให้ผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจทุนนิยมโลกตกต่ำอย่างน้อย 2-3 ปีนี้ไปให้ได้

โครงการใช้จ่ายของรัฐไม่จำเป็นต้องเป็นเมกะโปรเจ็คแบบก่อสร้างขนาดใหญ่ หากคว รเน้นโครงการที่เพิ่มการจ้างงาน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ลดการใช้พลังงานที่ต้องสั่งเข้า เช่นโครงการปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ การปรับปรุงระบบชลประทานขนาดเล็ก การพัฒนาการเกษตร, อุตสาหกรรมเกษตร ธุรกิจขนาดย่อม การพัฒนาทางการศึกษา สาธารณสุขและสังคมด้านต่าง ๆ โครงการประชานิยมที่ต้องมาปฏิรูปเสียใหม่ ต้องแก้ไขจุดอ่อนที่ปล่อยให้ชาวบ้านกู้เงินไปเพื่อการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภ ค หรือเอาไปลงทุนแบบสะเปะสะปะและขาดทุนไปไม่รอดได้มากเกินไป และส่งเสริมจุดแข็ง ให้ชาวบ้านมีความรู้ในการบริหารจัดการ การตลาด การจัดตั้งองค์กร เช่นสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะมีพลังและใช้แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำได้ จริง ไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้คนรวยประหยัด คนรวยควรประหยัดการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศหรือไปเที่ยวต่างประเ ทศ แต่คนรวยชั้นกลาง ควรบริโภคสินค้าและบริการในประเทศ รวมทั้งการเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น ประเด็นสำคัญคือคนรวยต้องรู้จักแบ่งปันกัน ช่วยให้คนจนได้มีกินมีใช้สิ่งที่จำเป็นอย่างพอเพียงด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรพูดเฉพาะในเชิงปรัชญาเรื่องความพอเพียงสำหรับแต่ละคนแ บบตัวใครตัวมัน ต้องคิดในเชิงเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจพึ่งตนในระดับประเทศได้มากขึ้น และต้องคิดในแง่การให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ผู้ผลิ ต วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น รัฐต้องลงทุนให้คนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างมีคุณภ าพ(ไม่ใช่เรียนฟรีแต่คุณภาพต่ำ จบมาแล้วทำอะไรไม่เป็น) มีงานทำ เน้นการใช้แรงงาน ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในประเทศ ทำให้ชุมชนและประเทศผลิตสินค้าและบริการได้เองเพิ่มขึ้น ซื้อขายกันภายในชุมชนและภายในประเทศกันมากขึ้น กิจกรรมและเงินจึงจะหมุนเวียนในประเทศ ช่วยให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพอย่างพอเพียงโดยทั่วหน้ากัน เศรษฐกิจจะโตจากภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งแต่ต่างประเทศด้า นเดียวแบบที่แล้ว ๆ มา
 โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 26 ธันวาคม 2551 11:37 น.

วิธีการฟื้นเศรษฐกิจตกต่ำ

 หน้าแรก > > บทความ   
  [ ฉบับที่ 781 ประจำวันที่ 4-4-2007 ถึง 6-4-2007 ]

วิธีการฟื้นเศรษฐกิจตกต่ำ 

ที่มา http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=2472
หากจะสรุปเป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำเกิดเนื่องจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ 1. สาเหตุในประเทศ คือ การที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้วิสาหกิจเอกชนในประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้มีการลดจำนวนผลผลิตและการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันลง ทำให้อำนาจซื้อลดลง ประสิทธิภาพการผลิตลดลง และการสะสมทุนก็ลดลงด้วย ทำให้ GDP ลดลงอย่างมาก คนจึงตกงานเอกชนอาจขายของขาดทุน ทำให้ส่วนของทุนของวิสาหกิจเอกชนลดลง จนไม่สามารถใช้หนี้ ทำให้เกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans-NPL) ซึ่งเป็นผลให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมาก และไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเป็นเวลานาน ความจริงแล้ว ถ้าต้นทุนที่แท้จริงสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น การขึ้นราคาน้ำมันมากๆ ก็ทำให้เศณษฐกิจลดลงได้

2.สาเหตุจากต่างประเทศ คือ ประการแรก การที่ระบบเศรษฐกิจถูกถอนเงินทุนออกจากประเทศอย่างฉับพลัน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนลดค่าลง การที่เงินลดค่าอย่างมาก ทำให้ส่วนของทุนในบริษัทธุรกิจติดลบ ล้มละลาย ต้องเลิกกิจการจำนวนมาก ทำให้ GDP ตกลง

ประการที่สอง การที่ธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าและบริการรวมทั้งการท่อง เที่ยวไม่สามารถขายสินค้าได้ เนื่องจากความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ทำให้การนำเข้าของโลกลดลง ก็ทำให้ GDP ของเราลดลงด้วย

อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า เศรษฐกิจตกต่ำนั้น เกิดอันเนื่องมาจากวิสาหกิจเอกชนไม่ทำงานได้ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการลดลง ผลก็คือคนตกงานและราคาทรัพย์สินตกลง ดังนั้น จึงเหลือเพียงภาครัฐบาลเท่านั้นที่สามารถสร้างเงิน มาจ้างงานและซื้อทรัพย์สินจากเอกชนไว้ได้ โดยรัฐบาลอาจจ้างคนที่ตกงานในอัตราค่าจ้างตามวิชาชีพเท่าเดิม มาผลิตสินค้าสาธารณะ เช่น ถนนคอนกรีต แหล่งน้ำ เมื่อจ้างงานได้มากพอแล้ว ระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นขึ้น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงเป็นโอกาสที่ประเทศจะได้ใช้แรงงานที่ว่างงานมาสร้าง สินค้าสาธารณะ เรียกว่าเป็นการสร้างทรัพย์สินของชาติ โดยไม่มีค่าเสียโอกาส ไม่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ไม่แย่งแรงงานจากภาคเอกชน ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่ง รัฐบาลไม่สามารถทำได้

การใช้แรงงานที่ว่างงานในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างสินค้าสาธารณะ จึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตของแรงงาน ซึ่งเก็บไม่ได้และกำลังจะหมดไปในแต่ละวัน ให้เป็นผลผลิต (GDP) ที่เพิ่มขึ้น หากไม่สร้างผลผลิตนี้ก็จะเกิดการสูญเปล่าของแรงงานไปเลย เป้าหมายสำคัญของการสร้างสินค้าสาธารณะในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตของแรงงานให้เป็น GDP ส่วน GDP ที่สร้างขึ้นจะได้ใช้ประโยชน์ในวันนั้นหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงมา

สำหรับเงินที่จะนำมาจ้างแรงงานนั้น รัฐบาลสามารถสร้างขึ้นได้ โดยนำมาจากธนาคารกลาง ซึ่งไม่ทำให้รัฐบาลเป็นหนี้เชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลสามารถใช้เงินที่เพิ่มขึ้นจ้างแรงงานที่ว่างงาน ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น จะเพิ่มมากกว่าเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (Multiplier Effects)

จะเห็นได้ว่า วิธีการนี้ประเทศจะได้ทรัพย์สินจากการสร้างสินค้าสาธารณะเพิ่มขึ้นมากกว่า ปริมาณเงินที่ใช้เพิ่มขึ้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าในเชิงสุทธิแล้วรัฐบาลไม่ได้สร้างหนี้เพิ่มขึ้นในเชิง เศรษฐศาสตร์ และเงินที่นำมาจากธนาคารกลางก็ไม่ต้องคืนทั้งหมด เพราะเมื่อเศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้น ปริมาณเงินก็ต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และภาระหนี้ของรัฐบาลก็จะลดลงไปเอง

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นตัวการที่เร่งให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำเร็วขึ้น เพราะภาคธุรกิจสร้างเงินเองไม่ได้ ขาดทุนไม่ได้ จึงต้องลดขนาดธุรกิจ ลดการจ้างงาน และเร่งขายทรัพย์สินชำระหนี้ ทำให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำไปด้วย

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ภาคธุรกิจจะใช้ความรู้ MBA เพื่อลดขนาด (Downsizing) ธุรกิจของตน แต่เมื่อเกิดการลดขนาดธุรกิจแล้ว จำนวนแรงงานและทรัพย์สินใสนชาติไม่ได้ลดลง เป็นภาระของสังคมที่จะต้องดูแล รัฐบาลจึงมีหนาที่ใช้วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยรัฐบาลต้องทำตรงกันข้ามับภาคธุรกิจคือ (1) รัฐบาลจะต้องจ้างงานเพิ่มขึ้น และ (2) รัฐบาลจะต้องซื้อทรัพย์สินจากภาคธุรกิจ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงต้องทำตรงกันข้ามกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจ เมื่อธุรกิจ Downsize รัฐบาลก็ต้อง Upsize เพราะธุรกิจขาดทุนไม่ได้ แต่รัฐบาลขาดทุนได้ และธุรกิจสร้างเงินไม่ได้ แต่รัฐบาลสร้างเงินโดยไม่เป็นหนี้ได้

คำกล่าวที่ว่าการกู้ยืมเงินของรัฐบาลเป็นการนำเอาอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน จึงไม่เป็นจริงในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การกู้เงินของรัฐบาลจากธนาคารกลางในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาจ้างงานก็ไม่ใช่การ สร้างหนี้เชิงเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นการสร้างทรัพย์สินในปัจจุบันให้มากขึ้น เพื่อสร้างอนาคตของชาติที่ดีขึ้น

เงินที่นำมาจ้างงานและซื้อทรัพย์สินนั้น รัฐบาลควรนำมาจากภายในประเทศและเป็นเงินบาทเท่านั้น ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศมาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจ เพราะเงินต่างประเทศใช้ซื้อของต่างประเทศ จึงเป็นการฟื้นเศรษฐกิจของต่างประเทศ แต่เราต้องการซื้อแรงงานและทรัพย์สินจากคนในชาติ จึงต้องใช้เงินบาท ซึ่งเป็นการฟื้นเศรษฐกิจในชาติ ดังนั้น การจ้างงานและการซื้อทรัพย์สินโดยรัฐบาล จึงเป็นการฟื้นเศรษฐกิจ

อาจกล่าวได้ว่าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะต้องทำตรงกันข้ามกับภาควิสาหกิจเอกชน ซึ่งอาจทำได้อย่างน้อย 7 ประการ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลสร้างงาน โดยรัฐบาลกู้เงินทางบัญชีจากธนาคารกลาง หรือกู้เงินที่ล้นอยู่มากมายในระบบสถาบันการเงิน มาจ้างแรงงานผลิตสินค้าสาธารณะ เช่น การสร้างถนน แหล่งน้ำ หรือให้ประชาชสร้างงานกันเอง โดยรัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้ เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร ธนาคารประชาชน เป็นต้น การทำในลักษณะเช่นนี้ รัฐบาลไม่ได้สร้างหนี้เพิ่มขึ้นในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ประเทศจะได้รายได้ (GDP) เพิ่มขึ้น ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เพราะได้เปลี่ยนแรงงานที่กำลังจะสูญเปล่าไปในแต่ละวัน ให้เป็นทรัพย์สินของชาติ ดังนั้น เศรษฐกิจตกต่ำจึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างทรัพย์สินของชาติ โดยไม่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ

2.รัฐบาลซื้อทรัพย์สิน รัฐบาลควรนำเงินจากธนาคารกลางหรือจากระบบสถาบันการเงินมาซื้อทรัพย์สินที่ เอกชนแย่งกันขาย เพื่อไม่ให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำจนเกินไป เพราะการที่ราคาทรัพย์สินตกต่ำลงอย่างมาก จะทำให้ภาคเอชกนและประชาชนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถฟื้นตัวเองได้ ระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นยาก

3.ลดการกู้เงินตราต่างประเทศแล้วกู้เงินบาทจากในชาติ เศรษฐกิจตกต่ำเกิดเนื่องจากเงินบาทหายไปไม่เพียงพอในระบบเศรษฐกิจก่อให้เกิด ผลผลิตตกต่ำ เกิดการว่างงานของคนในชาติ การจ้างงานคนในชาติจึงใช้เงินบาท ไม่จำเป็นต้องกู้เงินตราต่างประเทศ การกู้เงินตราต่างประเทศ นอกจากจะทำให้เป็นหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ยังนำไปซื้อสินค้าต่างประเทศ เป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างประเทศ

4.ไม่ต้องขายทรัพย์สินให้ต่างประเทศ การขายบริษัทและรัฐวิสาหกิจให้ต่างประเทศเพื่อให้ได้เงินตราต่างประเทสไม่ ใช่วิธีการฟื้นเศรษฐกิจของชาติ และยังจะทำให้ต่างชาติได้ทรัพย์สินของชาติไปในราคาถูกกว่าปกติด้วย การฟื้นเศรษฐกิจของชาติโดยการเพิ่มปริมาณเงินบาทให้เพียงพอ จะทำให้ทรัพย์สินใชาติมีราคาเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินของเอกชนและรัฐบาลก็จะลดลงไปเอง

5.ลดการนำเข้าและเร่งการส่งออก เศรษฐกิจตกต่ำเกิดจากเราส่งออกได้น้อยลง ดังนั้น จึงควรปล่อยให่าเงินบาทอ่อนลงกว่าปกติ เพื่อให้ราคาสินค้าและบริการส่งออกถูกลงและราคาสินค้าและบริการนำเข้าแพง ขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้จากการส่งออกและลดรายจ่ายจากการนำเข้า โดยคนในชาติจะหันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศแทนการนำเข้าเพราะถูกกว่า การเพิ่มการส่งออกและการลดการนำเข้าจะช่วยให้มีการจ้างงานในชาติเพิ่มขึ้น ทำให้ GDP ขยายตัวสูงขึ้น

6.ขยายขนาดเศรษฐกิจไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำเงินบาทไปให้กู้แก่ประเทศเพื่อน้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาว จะทำให้บริษัทก่อสร้างและแรงงานไทยที่ว่างงานอยู่มีงานทำในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของชาติ และเป็นการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กัน ทำให้เพื่อนบ้านมีอำนาจซื้อสูงขึ้น ซื้อสินค้าเรามากขึ้น ทำให้ GDP เราสูงขึ้น

7.สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยรัฐบาลส่งเสริมคนดีที่ได้รวมตัวกันอยู่แล้ว ให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้และมีการออกมากขึ้น ดังนั้น เงินกองทุนหมู่บ้าน จึงควรให้แก่ชุมชนคนดีที่ได้รวมตัวกันและมีความเจริญเติบโตอยู่แล้ว เงินกองทุนหมู่บ้านไม่ควรให้แก่กลุ่มคนที่ไม่ดีที่วิ่งเข้าหาเงิน เพราะในที่สุดก็จะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจรากหญ้า และลดจำนวนคนดีในหมู่บ้านลง

การดำเนินกลยุทธ์ทั้ง 7 ประการนี้ จะต้องทำให้ภาคประชาชนและเอกชนมีความขยันขันแข็งและมีวินัยมากขึ้น จะต้องไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชนและไม่เป็นการแจกเงินให้ ประชาชน มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติในระยะยาว

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929

เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929 (อังกฤษ: Wall Street Crash of 1929) เป็นเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์ตกครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา นำไปสู่การพิจารณาขอบเขตและระยะเวลาของผลกระทบอย่างเต็มตัว เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์ตกครั้งนี้ส่งสัญญาญถึงจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นาน 12 ปี ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกทั้งหมด[2] และยังดำเนินต่อไปในสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งการเริ่มต้นระดมของสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่สอง ในปลาย ค.ศ. 1941


ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ค.ศ. 1928–1930, สีแดงเน้นเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ค.ศ. 1929
คริสต์ทศวรรษ 1920 เป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่งและเกินพอดี ตลาดได้เติบโตต่อเนื่องหกปี โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นห้าเท่า จนระดับสูงสุด 381.17 จุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1929 ไม่นานก่อนเหตุการณ์ นักเศรษฐศาสตร์ เอียร์วิง ฟิชเชอร์ ป่าวประกาศซึ่งมีชื่อเสียงในเวลาต่อมาว่า "มูลค่าหลักทรัพย์ได้ถึงระดับที่ดูเหมือนว่าถึงระดับราบสูงอย่างถาวรแล้ว"

วันที่ 24 ตุลาคม หรือเรียกว่า วันพฤหัสบดีทมิฬ ตลาดเสียมูลค่าไป 11% เมื่อตลาดเปิดทำการ โดยมีการขายอย่างหนัก นายธนาคารวอลล์สตรีทชั้นนำหลายคนประชุมกันเพื่อหาทางแก้ไขความตื่นตระหนกและความโกลาหลบนชั้นซื้อขาย[5] ด้วยทรัพยากรทางการเงินของนายธนาคารอยู่เบื้องหลังเขา ริชาร์ด วิทนี รองประธานตลาดหลักทรัพย์ จัดการประมูลซื้อหลักทรัพย์เหล็กกล้าสหรัฐอเมริกาบล็อกใหญ่ในราคาสูงกว่าตลาดปัจจุบัน ขณะที่เทรดเดอร์เฝ้ามอง วิตนีได้จัดการประมูลที่คล้ายกันกับหลักทรัพย์ "ชิพน้ำเงิน" (blue chip) อื่น ๆ ยุทธวิธีนี้คล้ายกับที่ใช้เพื่อยุติวิกฤตการเงิน ค.ศ. 1907 ซึ่งทำให้หยุดการปรับลดลง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ฟื้นตัว ปิดโดยปรับลดลงเพียง 6.38 จุด วันหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไม่เหมือนกับใน ค.ศ. 1907 มาตรการนี้เกิดผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เหตุการณ์นี้ได้รับรายงานในหนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐอเมริกา เมื่อถึงวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม หรือ "วันจันทร์ทมิฬ" มีนักลงทุนตัดสินใจออกจากตลาดเพิ่ม และการปรับลดลงดำเนินต่อไปโดยทำสถิติการลดลงในดาวโจนส์วันเดียว 38 จุด หรือ 13% วันรุ่งขึ้น "วันอังคารทมิฬ" ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1929 มีการซื้อขายหลักทรัพย์ประมาณ 16 ล้านหลักทรัพย์ และดาวโจนส์ลดลงอีก 30 จุด หรือ 12% มูลค่าของหุ้นที่ซื้อขายกันเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมนั้นเป็นสถิติอยู่นานถึงเกือบ 40 ปี ตลาดเสียมูลค่า 30,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในเวลาเพียงสองวัน

ตลาดยังคงปรับตัวลดลงจนถึงจุดต่ำสุดชั่วคราว (interim bottom) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1929 โดยตลาดปิดที่ 198.60 จุด ตลาดฟื้นตัวเป็นเวลาหลายเดือนและแตะระดับปิดตัวสูงสุดครั้งที่สองที่ 294.07 จุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1930 ก่อนเริ่มลดลงอีกครั้งซึ่งกินเวลานานกว่าครั้งแรก จากเดือนเมษายน ค.ศ. 1931 ถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1932 และตลาดดาวโจนส์ปิดที่ 41.22 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และตลาดไม่กลับคืนสู่ระดับสูงสุดเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1929 จนถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1954