head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การผลิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การผลิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดผูกขาดที่คุณอาจจะไม่เห็น


ที่มา http://www.learners.in.th/blogs/posts/281077
   สวัสดีครับ วันนี้ผมอยากจะมาเล่าเรื่อง “ตลาดผูกขาด” ครับ ตลาดผูกขาดหรือการผูกขาดอย่างที่หลายๆคนเข้าใจมักจะหมายถึงการที่มีผู้ผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆเพียงรายเดียว ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆไม่มีทางเลือกไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นเลย โดยที่ผู้ผลิตที่มีอำนาจผูกขาดนั้นสามารถควบคุมราคาได้ตามต้องการ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆในไทยเลยก็คือ ไฟฟ้า ครับ เพราะไฟฟ้านั้นเป็นสินค้าและบริการของการไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวเลย หากการไฟฟ้าประกาศขึ้นราคาค่าไฟฟ้าขึ้นมา ผู้บริโภคอย่างเราๆก็ต้องก้มหน้าก้มตายอมรับไปเพราะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวเราจะบอกว่าแพงแล้วไม่ใช้ไปใช้ของผู้ผลิตรายอื่นก็ไม่มีจริงมั้ยครับ

                นอกจากกรณีที่มีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในกรณีการไฟฟ้าข้างต้นแล้ว การที่มีผู้ผลิตหลายรายก็สามารถเกิดการผูกขาดได้ ถ้าผู้ผลิตรายใหญ่รวมกันและสามารถควบคุมปริมาณสินค้าส่วนใหญ่ในตลาดได้ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆคือน้ำมันไงครับ น้ำมันถูกควบคุมปริมาณโดยกลุ่มโอเปคซึ่งทำให้ราคาสูงต่ำได้ตามต้องการ เห็นมั้ยครับว่าแม้มีผู้ผลิตหลายรายก็ตาม แต่ถ้าผู้ผลิตหลายรายนั้นสามารถรวมกลุ่มกันควบคุมปริมาณสินค้าส่วนใหญ่ได้ก็สามารถทำให้เกิดการผูกขาดได้เหมือนกัน

                ในการผูกขาดที่ปลายน้ำหรือที่ตลาดสินค้าบริการข้างต้นเป็นสิ่งที่เราพบเห็นและรับรู้กันได้ทั่วไปเนื่องจากเราได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะผู้บริโภค แต่ในครั้งนี้ผมอยากจะพูดถึงประเด็นการผูกขาดในตลาดปัจจัยโดยผู้ซื้อปัจจัยเป็นผู้ผูกขาดในขณะที่ตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งในกรณีนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆอาจจะไม่ค่อยสนใจเนื่องจากไม่ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าในตลาดสินค้าที่เราซื้อกัน ผมขอพูดถึงตัวแนวคิดของการผูกขาดแบบนี้ก่อนที่จะยกตัวอย่างเรื่องจริงในสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นะครับ

                การผูกขาดในตลาดปัจจัยโดยผู้ซื้อปัจจัยในขณะที่ตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ นักเศรษฐศาสตร์เรียกโครงสร้างตลาดแบบนี้ว่า Monopsony ครับ ในตลาดนี้ครับผู้ซื้อปัจจัยมีอำนาจผูกขาดในการซื้อปัจจัยจากผู้ขายปัจจัยหลายรายครับ แต่ในตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ผมจะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆนะครับให้เข้าใจตัวโครงสร้างก่อนนะครับ สมมติว่าประเทศไทยมีโรงงานประกอบรถยนต์เพียงรายเดียว แต่มีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อป้อนให้โรงงานนี้มากมายแต่ละรายล้วนเป็นรายเล็กๆและห้ามส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ออกไปต่างประเทศด้วย ในขณะที่ตลาดรถยนต์เองมีการแข่งขันสมบูรณ์ เนื่องจากทั่วโลกมีโรงงานผลิตรถยนต์มากมายและสามารถนำเข้าส่งออกรถยนต์ประกอบเสร็จได้โดยเสรี

                ในกรณีข้างต้นโรงงานประกอบรถยนต์ดังกล่าวจะมีสิทธิ์ในการผูกขาดการซื้อชิ้นส่วนรถยนต์จากผู้ผลิตหลายรายส่งผลให้เป็นผู้กำหนดราคาปัจจัยการผลิตได้ แต่ในขณะที่ตลาดรถยนต์เป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์เนื่องจากมีรถยนต์ประกอบสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศได้ทำให้เวลาขายรถยนต์ประกอบเสร็จมีฐานะเป็นผู้รับราคา ทีนี้ลองนึกภาพตามนะครับ ผมจะพยายามไม่ใช่ศัพท์หรือสมการทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายให้วุ่นวายแต่จะเอาแค่แนวคิดและไอเดียมาพูดกันเท่านั้น ถ้าคุณเป็นหน่วยผลิตนี้และราคาตลาดของรถยนต์ประเภทเดียวกันนี้ อยู่ที่หนึ่งล้านบาท อีกทั้งคุณสามารถควบคุมต้นทุนของคุณก็คือราคาปัจจัยได้คุณจะทำอย่างไรครับ แน่นอนคุณก็ต้องพยายามกดราคาปัจจัยให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ถูกมั้ยครับ สมมติว่าต้นทุนในการบริหารและจัดการทุกอย่างยกเว้นราคาปัจจัยอยู่ที่สองแสนบาทเนี่ย ถ้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรปกตินั่นหมายถึงส่วนที่เหลือแปดแสนบาทจะตกไปเป็นของผู้ผลิตชิ้นส่วนแน่ๆ แต่ผู้ซื้อปัจจัยรายนี้มีอำนาจผูกขาดโดยอาจจะใช้วิธีกดราคาปัจจัยการผลิตทำให้ปริมาณการเสนอขายปัจจัยการผลิตลดลง อาจจะลดเหลือแค่หกแสนบาท ต้นทุนการจัดการเท่าเดิมคือสองแสนบาท ขายได้ราคาเท่าเดิมหนึ่งล้านบาท จะทำให้มีกำไรส่วนเกินถึงคันละสองแสนบาท ซึ่งสองแสนบาทเป็นกำไรที่ได้จากการเอารัดเอาเปรียบผู้ขายปัจจัยทั้งสิ้น

                ตัวอย่างต่อไปอันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ ไอเดียนี้มาจากการเข้าฟังบรรยายจากอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ที่จำไม่ได้ว่าเป็นใครและวิชาอะไร ทุกวันนี้ทุกๆท่านบริโภคไก่กันเป็นปกติใช่มั้ยครับ ผู้ผลิตไก่สดรายใหญ่อย่างที่เราทราบกันก็คือซีพี ในตลาดไก่สดที่เราบริโภคกัน มีโครงสร้างคล้ายกับตลาดสมบูรณ์ครับ เพราะมีหลายยี่ห้อหลายฟาร์มให้เลือก แต่ไก่ซีพี ที่ว่าเลี้ยงในระบบฟาร์มปิด ไม่ได้เลี้ยงโดยบริษัทเองนะครับ แต่เลี้ยงโดยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ โดยเกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ไก่จากซีพี โดยมีสัญญาว่าซีพีจะรับซื้อกลับเมื่อโตพอและมีข้อจำกัดต่างๆนาๆ เช่น อัตราการตายต้องเท่าไหร่ น้ำหนักต้องเท่าไหร่ ต้องใช้อาหารไก่ที่ซีพีผลิตและขายให้เกษตรกรโดยตรง และพอเลี้ยงเสร็จแล้วต้องขายให้ซีพี ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงต่างๆ ราคาที่กำหนดไว้ก็จะลดลง จนเกษตรกรอาจจะไม่คุ้ม ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเกษตรกรดูสิครับ คุณไม่ต่างจากลูกจ้างซีพีเลยนะครับ คุณต้องเลี้ยงไก่ที่เค้าสั่ง ตามวิธีของเค้า เสร็จแล้วต้องขายให้เค้าอีก แถมอีกอย่างยังต้องแบกรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเองอีกถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลง ในกรณีอย่างนี้เราสามารถเรียกว่าเกิดอำนาจผูกขาดได้มั้ยครับ ถามว่าทำไมเกษตรกรไม่ไปเลี้ยงไก่พันธุ์อื่น เนื่องจากปัญหาคือเลี้ยงมาแล้วไม่มีตลาดที่จะรองรับไก่พันธุ์อื่นครับ

                เห็นมั้ยครับว่าในตลาดสินค้าและบริการที่มีโครงสร้างแข่งสมบูรณ์แม้ผู้บริโภคอย่างเราๆ บริโภคกันเป็นปกติทุกวันอย่างไก่สด อาจจะมีเบื้องหลังที่เป็นตลาดผูกขาด อยากให้ทุกๆคนลองมองไปยังหลายๆสิ่งรอบตัวอาจจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่ก็ได้นะครับ สิ่งที่เป็นคำถามต่อไปก็คือปัญหาอย่างนี้เราควรจะหาทางแก้กันอย่างไร ขอทิ้งไว้ให้ทุกคนลองคิดต่อดูนะครับ ในตอนนี้ขอลาไปก่อนครับ ขอบคุณครับ



เอกสารอ้างอิง

เศรษฐศาสตร์จุลภาค:ทฤฎีและการประยุกต์ ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ

http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0180

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/news2003/news2003jan27p3.htm

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีการฟื้นเศรษฐกิจตกต่ำ

 หน้าแรก > > บทความ   
  [ ฉบับที่ 781 ประจำวันที่ 4-4-2007 ถึง 6-4-2007 ]

วิธีการฟื้นเศรษฐกิจตกต่ำ 

ที่มา http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=2472
หากจะสรุปเป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำเกิดเนื่องจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ 1. สาเหตุในประเทศ คือ การที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้วิสาหกิจเอกชนในประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้มีการลดจำนวนผลผลิตและการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันลง ทำให้อำนาจซื้อลดลง ประสิทธิภาพการผลิตลดลง และการสะสมทุนก็ลดลงด้วย ทำให้ GDP ลดลงอย่างมาก คนจึงตกงานเอกชนอาจขายของขาดทุน ทำให้ส่วนของทุนของวิสาหกิจเอกชนลดลง จนไม่สามารถใช้หนี้ ทำให้เกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans-NPL) ซึ่งเป็นผลให้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมาก และไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเป็นเวลานาน ความจริงแล้ว ถ้าต้นทุนที่แท้จริงสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น การขึ้นราคาน้ำมันมากๆ ก็ทำให้เศณษฐกิจลดลงได้

2.สาเหตุจากต่างประเทศ คือ ประการแรก การที่ระบบเศรษฐกิจถูกถอนเงินทุนออกจากประเทศอย่างฉับพลัน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนลดค่าลง การที่เงินลดค่าอย่างมาก ทำให้ส่วนของทุนในบริษัทธุรกิจติดลบ ล้มละลาย ต้องเลิกกิจการจำนวนมาก ทำให้ GDP ตกลง

ประการที่สอง การที่ธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าและบริการรวมทั้งการท่อง เที่ยวไม่สามารถขายสินค้าได้ เนื่องจากความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ทำให้การนำเข้าของโลกลดลง ก็ทำให้ GDP ของเราลดลงด้วย

อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า เศรษฐกิจตกต่ำนั้น เกิดอันเนื่องมาจากวิสาหกิจเอกชนไม่ทำงานได้ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการลดลง ผลก็คือคนตกงานและราคาทรัพย์สินตกลง ดังนั้น จึงเหลือเพียงภาครัฐบาลเท่านั้นที่สามารถสร้างเงิน มาจ้างงานและซื้อทรัพย์สินจากเอกชนไว้ได้ โดยรัฐบาลอาจจ้างคนที่ตกงานในอัตราค่าจ้างตามวิชาชีพเท่าเดิม มาผลิตสินค้าสาธารณะ เช่น ถนนคอนกรีต แหล่งน้ำ เมื่อจ้างงานได้มากพอแล้ว ระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นขึ้น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงเป็นโอกาสที่ประเทศจะได้ใช้แรงงานที่ว่างงานมาสร้าง สินค้าสาธารณะ เรียกว่าเป็นการสร้างทรัพย์สินของชาติ โดยไม่มีค่าเสียโอกาส ไม่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ไม่แย่งแรงงานจากภาคเอกชน ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่ง รัฐบาลไม่สามารถทำได้

การใช้แรงงานที่ว่างงานในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างสินค้าสาธารณะ จึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตของแรงงาน ซึ่งเก็บไม่ได้และกำลังจะหมดไปในแต่ละวัน ให้เป็นผลผลิต (GDP) ที่เพิ่มขึ้น หากไม่สร้างผลผลิตนี้ก็จะเกิดการสูญเปล่าของแรงงานไปเลย เป้าหมายสำคัญของการสร้างสินค้าสาธารณะในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตของแรงงานให้เป็น GDP ส่วน GDP ที่สร้างขึ้นจะได้ใช้ประโยชน์ในวันนั้นหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงมา

สำหรับเงินที่จะนำมาจ้างแรงงานนั้น รัฐบาลสามารถสร้างขึ้นได้ โดยนำมาจากธนาคารกลาง ซึ่งไม่ทำให้รัฐบาลเป็นหนี้เชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลสามารถใช้เงินที่เพิ่มขึ้นจ้างแรงงานที่ว่างงาน ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น จะเพิ่มมากกว่าเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (Multiplier Effects)

จะเห็นได้ว่า วิธีการนี้ประเทศจะได้ทรัพย์สินจากการสร้างสินค้าสาธารณะเพิ่มขึ้นมากกว่า ปริมาณเงินที่ใช้เพิ่มขึ้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าในเชิงสุทธิแล้วรัฐบาลไม่ได้สร้างหนี้เพิ่มขึ้นในเชิง เศรษฐศาสตร์ และเงินที่นำมาจากธนาคารกลางก็ไม่ต้องคืนทั้งหมด เพราะเมื่อเศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้น ปริมาณเงินก็ต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และภาระหนี้ของรัฐบาลก็จะลดลงไปเอง

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นตัวการที่เร่งให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำเร็วขึ้น เพราะภาคธุรกิจสร้างเงินเองไม่ได้ ขาดทุนไม่ได้ จึงต้องลดขนาดธุรกิจ ลดการจ้างงาน และเร่งขายทรัพย์สินชำระหนี้ ทำให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำไปด้วย

อาจกล่าวได้ว่าเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ ภาคธุรกิจจะใช้ความรู้ MBA เพื่อลดขนาด (Downsizing) ธุรกิจของตน แต่เมื่อเกิดการลดขนาดธุรกิจแล้ว จำนวนแรงงานและทรัพย์สินใสนชาติไม่ได้ลดลง เป็นภาระของสังคมที่จะต้องดูแล รัฐบาลจึงมีหนาที่ใช้วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยรัฐบาลต้องทำตรงกันข้ามับภาคธุรกิจคือ (1) รัฐบาลจะต้องจ้างงานเพิ่มขึ้น และ (2) รัฐบาลจะต้องซื้อทรัพย์สินจากภาคธุรกิจ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงต้องทำตรงกันข้ามกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจ เมื่อธุรกิจ Downsize รัฐบาลก็ต้อง Upsize เพราะธุรกิจขาดทุนไม่ได้ แต่รัฐบาลขาดทุนได้ และธุรกิจสร้างเงินไม่ได้ แต่รัฐบาลสร้างเงินโดยไม่เป็นหนี้ได้

คำกล่าวที่ว่าการกู้ยืมเงินของรัฐบาลเป็นการนำเอาอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน จึงไม่เป็นจริงในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การกู้เงินของรัฐบาลจากธนาคารกลางในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาจ้างงานก็ไม่ใช่การ สร้างหนี้เชิงเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นการสร้างทรัพย์สินในปัจจุบันให้มากขึ้น เพื่อสร้างอนาคตของชาติที่ดีขึ้น

เงินที่นำมาจ้างงานและซื้อทรัพย์สินนั้น รัฐบาลควรนำมาจากภายในประเทศและเป็นเงินบาทเท่านั้น ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศมาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจ เพราะเงินต่างประเทศใช้ซื้อของต่างประเทศ จึงเป็นการฟื้นเศรษฐกิจของต่างประเทศ แต่เราต้องการซื้อแรงงานและทรัพย์สินจากคนในชาติ จึงต้องใช้เงินบาท ซึ่งเป็นการฟื้นเศรษฐกิจในชาติ ดังนั้น การจ้างงานและการซื้อทรัพย์สินโดยรัฐบาล จึงเป็นการฟื้นเศรษฐกิจ

อาจกล่าวได้ว่าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะต้องทำตรงกันข้ามกับภาควิสาหกิจเอกชน ซึ่งอาจทำได้อย่างน้อย 7 ประการ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลสร้างงาน โดยรัฐบาลกู้เงินทางบัญชีจากธนาคารกลาง หรือกู้เงินที่ล้นอยู่มากมายในระบบสถาบันการเงิน มาจ้างแรงงานผลิตสินค้าสาธารณะ เช่น การสร้างถนน แหล่งน้ำ หรือให้ประชาชสร้างงานกันเอง โดยรัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้ เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร ธนาคารประชาชน เป็นต้น การทำในลักษณะเช่นนี้ รัฐบาลไม่ได้สร้างหนี้เพิ่มขึ้นในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ประเทศจะได้รายได้ (GDP) เพิ่มขึ้น ได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เพราะได้เปลี่ยนแรงงานที่กำลังจะสูญเปล่าไปในแต่ละวัน ให้เป็นทรัพย์สินของชาติ ดังนั้น เศรษฐกิจตกต่ำจึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างทรัพย์สินของชาติ โดยไม่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ

2.รัฐบาลซื้อทรัพย์สิน รัฐบาลควรนำเงินจากธนาคารกลางหรือจากระบบสถาบันการเงินมาซื้อทรัพย์สินที่ เอกชนแย่งกันขาย เพื่อไม่ให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำจนเกินไป เพราะการที่ราคาทรัพย์สินตกต่ำลงอย่างมาก จะทำให้ภาคเอชกนและประชาชนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถฟื้นตัวเองได้ ระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นยาก

3.ลดการกู้เงินตราต่างประเทศแล้วกู้เงินบาทจากในชาติ เศรษฐกิจตกต่ำเกิดเนื่องจากเงินบาทหายไปไม่เพียงพอในระบบเศรษฐกิจก่อให้เกิด ผลผลิตตกต่ำ เกิดการว่างงานของคนในชาติ การจ้างงานคนในชาติจึงใช้เงินบาท ไม่จำเป็นต้องกู้เงินตราต่างประเทศ การกู้เงินตราต่างประเทศ นอกจากจะทำให้เป็นหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ยังนำไปซื้อสินค้าต่างประเทศ เป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างประเทศ

4.ไม่ต้องขายทรัพย์สินให้ต่างประเทศ การขายบริษัทและรัฐวิสาหกิจให้ต่างประเทศเพื่อให้ได้เงินตราต่างประเทสไม่ ใช่วิธีการฟื้นเศรษฐกิจของชาติ และยังจะทำให้ต่างชาติได้ทรัพย์สินของชาติไปในราคาถูกกว่าปกติด้วย การฟื้นเศรษฐกิจของชาติโดยการเพิ่มปริมาณเงินบาทให้เพียงพอ จะทำให้ทรัพย์สินใชาติมีราคาเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินของเอกชนและรัฐบาลก็จะลดลงไปเอง

5.ลดการนำเข้าและเร่งการส่งออก เศรษฐกิจตกต่ำเกิดจากเราส่งออกได้น้อยลง ดังนั้น จึงควรปล่อยให่าเงินบาทอ่อนลงกว่าปกติ เพื่อให้ราคาสินค้าและบริการส่งออกถูกลงและราคาสินค้าและบริการนำเข้าแพง ขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้จากการส่งออกและลดรายจ่ายจากการนำเข้า โดยคนในชาติจะหันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศแทนการนำเข้าเพราะถูกกว่า การเพิ่มการส่งออกและการลดการนำเข้าจะช่วยให้มีการจ้างงานในชาติเพิ่มขึ้น ทำให้ GDP ขยายตัวสูงขึ้น

6.ขยายขนาดเศรษฐกิจไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำเงินบาทไปให้กู้แก่ประเทศเพื่อน้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาว จะทำให้บริษัทก่อสร้างและแรงงานไทยที่ว่างงานอยู่มีงานทำในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของชาติ และเป็นการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กัน ทำให้เพื่อนบ้านมีอำนาจซื้อสูงขึ้น ซื้อสินค้าเรามากขึ้น ทำให้ GDP เราสูงขึ้น

7.สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยรัฐบาลส่งเสริมคนดีที่ได้รวมตัวกันอยู่แล้ว ให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้และมีการออกมากขึ้น ดังนั้น เงินกองทุนหมู่บ้าน จึงควรให้แก่ชุมชนคนดีที่ได้รวมตัวกันและมีความเจริญเติบโตอยู่แล้ว เงินกองทุนหมู่บ้านไม่ควรให้แก่กลุ่มคนที่ไม่ดีที่วิ่งเข้าหาเงิน เพราะในที่สุดก็จะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจรากหญ้า และลดจำนวนคนดีในหมู่บ้านลง

การดำเนินกลยุทธ์ทั้ง 7 ประการนี้ จะต้องทำให้ภาคประชาชนและเอกชนมีความขยันขันแข็งและมีวินัยมากขึ้น จะต้องไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชนและไม่เป็นการแจกเงินให้ ประชาชน มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติในระยะยาว

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นโยบายด้านราคา กับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

 นโยบายด้านราคา กับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย


ภาคการเกษตรนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเศรษฐกิจชนบทไทย เพราะครัวเรือนในชนบทจำนวนมากมีอาชีพทำการเกษตร

นอก จากนี้การเกษตรยังเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน เป็นแหล่งของการจ้างงาน และการเป็นแหล่งรายได้ของประเทศจากการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งกลับพบว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่สร้างแรงกดดันในทางการเมืองได้ อย่างมีนัยสำคัญ  ทั้งนี้เพราะภาคการเกษตรประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรขนาดเล็กจำนวนมาก มีขนาดพื้นที่ถือครองจำกัด ระบบการผลิตต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงภัยจากธรรมชาติและราคาที่ผันผวน ซึ่งส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้ต่ำตกอยู่ในภาวะยากจน และมีจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียที่ดินทำกินจากการเป็นหนี้สิน อย่างไรก็ตามทุกรัฐบาลได้ถือนโยบายสนับสนุนเกษตรกรเป็นพันธกิจสำคัญ

การสนองตอบสนองเชิงนโยบายของภาครัฐในอดีต ได้ให้ความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งในด้านของการลงทุนเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทาน การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดหาที่ดินทำกินให้กับผู้ไม่มีที่ดินทำกินและการจัดหาแหล่งสิน เชื่อเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่ได้มากขึ้น นโยบายดังกล่าวนับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งในด้านการผลิตให้กับเกษตรกร เพราะการมีผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้นย่อมจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ให้ลดต่ำลง นอกจากนี้หากรวมเข้ากับการสนองตอบในด้านการปรับปรุงระบบการขนส่งและการเก็บ รักษา การปรับปรุงโครงสร้างทางการตลาดทั้งตลาดภายในและตลาดส่งออก นับได้ว่าเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ให้เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรของไทยอย่างต่อเนื่องมา

การให้ความช่วยเหลือเชิงนโยบายด้านราคาสินค้าเกษตร เป็นอีกกลไกหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อรักษาระดับรายได้ของชาวนาไม่ให้ตกต่ำลง เช่น การใช้นโยบายแทรกแซงราคาหรือการพยุงราคา ซึ่งรัฐจะเข้าไปรับซื้อสินค้าเกษตรที่มีราคาตกต่ำเพื่อเพิ่มอุปสงค์ในระยะ เวลาสั้นๆ เช่นในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว หรือการใช้นโยบายจำนำเพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ต้องการใช้เงินสดได้นำผลิตผลมา จำนำกับหน่วยงานของรัฐ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าระดับราคาตลาดแล้วนำเงินไปใช้จ่ายก่อน อีกทั้งยังเป็นกลไกที่ช่วยชะลออุปทานสินค้าในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวให้เข้าสู่ ตลาดลดลง และเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไปและสินค้าเกษตรนั้นๆ ปรับตัวในระดับราคาที่สูงขึ้น เกษตรกรก็สามารถไถ่ถอนและนำผลผลิตไปขายในระดับราคาที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตามมา

การใช้นโยบายด้านราคาต้องคำนึงถึงภาพรวมของนโยบายว่า จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดของสินค้านั้นๆ แต่จะเป็นการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรขนาดเล็กที่ได้รับความเดือดร้อนในระยะ สั้นๆ และเมื่อสถานการณ์อุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้นเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐก็ควรจะถอนตัวออกมา เพื่อให้กลไกตลาดปกติดำเนินการได้ต่อไปและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการใน โครงสร้างตลาด ในขณะเดียวกันรัฐก็ควรเข้าไปสนับสนุนในการเสริมสร้างศักยภาพทางการตลาดในแต่ ละจุดให้เข้มแข็ง และเสริมสร้างในส่วนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้เกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

การดำเนินนโยบายยกระดับราคาพืชหลายชนิดให้สูงกว่าราคาตลาด โดยเฉพาะนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกในระดับราคาสูงและไม่จำกัดจำนวน ในระยะสั้นแม้จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือชาวนาโดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาส ได้เข้าโครงการรับจำนำซึ่งมีประมาณ 1 ใน 3 ของเกษตรกรทำนาทั้งหมด หรือ 3.7 ล้านครัวเรือน ได้รับประโยชน์จากโครงการและได้รับรายได้สูงขึ้นเพราะนำข้าวไปขายราคาสูงใน จุดที่รัฐรับซื้อ  แต่นโยบายดังกล่าวไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เพราะมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีนโยบายในด้านการลดต้นทุนในการผลิต ก็จะเป็นผลให้เกิดการปรับตัวของต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นตามมาและ ท้ายที่สุดเกษตรกรก็จะมีกำไรลดลงหรือมีรายได้สุทธิลดลง การใช้นโยบายยกระดับราคาสูงและรัฐเป็นผู้ครอบครองสินค้ารายใหญ่ทั้งในตลาด ข้าวเปลือกและตลาดข้าวสารส่งออก จึงไม่ใช่กลไกสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทย แต่จะเป็นการสร้างอำนาจผูกขาดทางการค้าโดยรัฐ ซึ่งมักจะขาดประสิทธิภาพในการจัดการ 

ผลจากการใช้นโยบายราคาดังกล่าวนอกจากจะทำให้สินค้าข้าวไทย ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดการค้าโลกแล้ว ยังจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของข้าวทั้งในระดับไร่นาซึ่งเกษตรกรจะเร่งปลูกและ เก็บเกี่ยวให้เร็ว โดยไม่ใส่ใจในเรื่องคุณภาพ เพราะอย่างไรเสียก็ขายได้ในราคาเดียวกัน อีกทั้งกลไกตลาดที่เคยเป็นกลไกที่สำคัญในการแยกเกรดและคุณภาพข้าวก็ถูกทำลาย นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังทำให้ความเข้มแข็งและค่าพรีเมียมหรือค่าความ จำเพาะของเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และรวมถึงเกษตรปลอดภัยที่หายไป