head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ธ.กลางเกาหลีใต้"สุดอ่วม"ส่อขาดทุนยับ 2.3 หมื่นล้านบ.

ธ.กลางเกาหลีใต้"สุดอ่วม"ส่อขาดทุนยับ 2.3 หมื่นล้านบ. ลงทุน"ทองคำ"ราคาดิ่งฮวบเป็นประวัติการณ์
วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 17:00:40 น.

   
 ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1366185640&grpid=03&catid=03
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ถูกวิจารณ์โจมตี หลังบริหารลงทุนผิดพลาด ด้วยการลงทุนถือครองทองคำเป็นจำนวนมากในสภาพต้องขาดทุนหนัก โดยประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้อาจต้องขาดทุนจากการซื้อทองคำเป็นจำนวนกว่า 800 ล้านดอลลาร์ (23,200 ล้านบาท) หลังจากเกิดภาวะราคาทองคำตกฮวบในตลาดโลก

รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ลงทุนถือครองทองคำเป็นจำนวน 104.4 ตัน และสถานการณ์ราคาทองคำตก ทำให้เกิดความวิตกและเสียงวิจารณ์ว่า ธนาคารกลางฯอาจประเมินสถานการณ์ลงทุนทองคำผิดพลาด ซื้่อทองคำไม่ถูกช่วงเวลาและทำให้ต้องขาดทุนเป็นเงินจำนวนสูงมาก โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า หลังจากที่ราคาทองคำปิดที่ 1,361 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือตกลงกว่า 9.3 เปอร์เซนต์ ซึ่งถือว่าตกหนักที่สุดในรอบ 33 ปี ถือเป็นสถานการณ์ที่นักค้าทองคำแตกตื่นอย่างหนัก และเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นราคาทองดิ่งตกฮวบขนาดนี้มาก่อน

ที่ผ่านมา ราคาทองคำถือว่าปรบตัวสูงขึ้นอย่างมากเป็นเกือบ 10 ปีที่ผานมา โดยเมื่อปี 2011 ราคาทองคำได้พุ่งเกินกว่าระดับ 1,920 ดอลลาร์ จากเหตุปัจจัยที่นักลงทุนใช้ทองคำเป็นแหล่งพักทรัพย์สินลงทุน หลังเกิดวิกฤตการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม จากราคาทองคำที่ตกฮวบ ทำให้ขณะนี้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ได้ขาดทุนจากการลงทุนถือครองทองคำไปแล้วเป็นมูลค่ากว่า 761 ล้านดอลลาร์ หลังจากซื้อทองคำมาถือครองที่ราคา 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นับตั้งแต่ปี 2011 ซี่งนักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ลงทุนซื้อทองคำผิดช่วงจังหวะ โดยถือในช่วงที่ราคาทองคำถึงจุดสูงสุดไปแล้ว

ทว่า ด้านเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ได้ออกโรงพยายามลดกระแสวิตกต่อผลกระทบจากการขาดทุนในการซื้อทองคำ ระบุว่า การลงทุนนี้ไม่ได้กระทบต่อแผนการถือครองทุนสำรองต่างประเทศของธนาคารกลางเกาหลีใต้ในระยะยาวแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ขาดทุนยับบาทละ6พัน โรงตึงประกาศลดวงเงินจำนำเหลือ65%ฟันธงทองร่วงต่อ


วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013 เวลา 10:10 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - คอลัมน์ : BIG
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
เผยเบื้องหลังโปรแกรมตัดขายอัตโนมัติของกองทุนขาใหญ่เป็นเหตุ ราคาลงถึงจุดกระหน่ำขายทองท่วมโลก ฉุดราคาดิ่งเหว  วงการฟันธง"ฟองสบู่ทองคำ"แตกแล้ว ยังผันผวนแรงต่อเนื่อง ไทยโชคร้ายเจอช่วงหยุดยาวสงกรานต์โดดหนีไม่ทัน กระอักกันถ้วนหน้า ชาวบ้านขาดทุนจากราคาที่ลดลงไปแล้วบาทละ 6 พันบาท ด้านโรงรับจำนำอ่วมลูกค้าจ่อปล่อยหลุด เพราะราคาไถ่ถอนสูงเกินราคาทองในตลาดแล้ว ประกาศลดวงเงินรับจำนำเหลือ 65-70 %

       ความปั่นป่วนในตลาดค้าทองคำล่าสุด เมื่อวันที่  12 และ15 เมษายน ที่ผ่านมา ที่เกิดอุบัติการณ์ตื่นตระหนกขายทอง หรือ Panic Sell  ซึ่งนำโดยนักลงทุนขาใหญ่ของโลก อย่างกองทุนSPDR  ที่เทขายอย่างหนัก จนทำให้ราคาทองตกลงมาต่ำสุดที่ 1,321 ดอลลลาร์สหรัฐฯ  ส่วนทองในประเทศหลุด 20,000 บาท มาที่ 18,000 บาทปลาย  ๆ หรือลดลงเกือบ 14 % เรียกได้ว่าเป็นภาวะราคาดิ่งเหว   จากที่ราคาทองเคยไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์  ส่วนราคาทองในประเทศเงินบาทที่พุ่งพรวดไปแตะที่น้ำหนักทองบาทละ 27,000 บาท ก่อนจะปรับตัวลงและผันผวนต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง สร้างความโกลาหลและส่งผลกระทบต่อเนื่องถ้วนหน้าเวลานี้

***ชัดเจน"ฟองสบู่ทองแตก"
    นางพวรรณ์  นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลียนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  ซึ่งเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกทองคำรายอันดับหนึ่งของไทย ให้ความเห็นกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาวะฟองสบู่ทองคำแตก โดยเมื่ออิงจากราคาทองคำหน้าเหมืองซึ่งอยู่ที่ 1,000 -1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ขณะที่ราคาซื้อขายปรับขึ้นไปเคยสูงสุดถึง 1,920 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    "เชื่อมั่นว่าราคาทองคำที่เหวี่ยงลงแรงอย่างนี้ เป็นภาวะฟองสบู่แตกแล้วชัดเจน และจากนี้ไปยังผันผวนแรงต่อเนื่อง หรือมีโอกาสได้เห็นราคาปรับขึ้นลงวันละ 100 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์"

    นางพวรรณ์ กล่าวอีกว่า การปรับตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วของราคาทองคำโลก ซึ่งตรงกับวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทยนั้น พบว่าอีกสาเหตุที่ซ้ำเติมตลาดคือ การตั้งโปรแกรมขายอัตโนมัติ ของบรรดากองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ ที่เมื่อราคาทองคำปรับตัวลงมาในระดับหนึ่ง ระบบตั้งขายอัตโนมัติก็จะทำงานทันทีเพื่อตัดขาดทุน หรือ Cut Lost  โดยครั้งนี้แรงขายออกมาหนักตั้งแต่ราคาทองคำปรับลงมาที่ 1,527-1,530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์  ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดของปีที่ผ่านมา จึงเป็นกระแสให้เกิดแรงเทขายออกมาทั่วโลก

***คนไทยขาใหญ่อันดับ 3 อ่วม
    นางพวรรณ์ กล่าวว่า จากการดิ่งแรงของราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าทองคำสูงสุดอันดับ 3 ของเอเชีย (อันดับ 1 คือ จีน อันดับ 2 อินเดีย)ได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวถึง5วันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (12-16 เมษายน)  ขณะที่จีนปรับตัวได้ทัน

    สอดคล้องกับนายพิชญา  พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ  กล่าวว่า ราคาทองคำที่ปรับลงมานั้น หากประเมินถึงต้นทุนของนักลงทุนแต่ละประเภทแล้ว ถือว่าติดทองที่ราคาสูง โดยนักลงทุนทั่วไปได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่าขาดทุนเฉลี่ยบาทละ 6,000 บาท หากคำนวณจากต้นทุนเฉลี่ย 25,000 บาทต่อบาททอง   ตามมาด้วยโรงรับจำนำทั่วประเทศ คาดว่าขาดทุนบาทละ 3,000 บาท โดยอ้างอิงจากต้นทุน 4 เดือนก่อนอยู่ที่บาทละ 24,000 บาท  (ดูตารางปบรรยากาศประชาชนแห่ซื้อทองคำย่านเยาวราชคึกคัก หลังราคามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง(วันที่ 19 เมษายน 2556)ระกอบ)

    ขณะที่นายกมลธัญ  พรไพศาลวิจิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า  กลุ่มที่ถือว่าได้รับความเสียหายมากที่สุด คือโรงรับจำ ซึ่งถือว่ามีทองคำมากที่สุดถึง 80 % ของมูลค่าการรับจำนำสินทรัพย์ทั้งหมด หรือคิดเป็นความเสียหายประมาณต่อน้ำหนักทองบาทละ 2,000-3,000 บาท

    กรมศุลกากรรายงานการนำเข้า-ส่งออกทองคำแท่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ.2556 )มีจำนวน 90,855 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่านำเข้า 1.47 แสนล้านบาท ส่วนมูลค่าส่งออกมีเพียง 1,880 กิโลกรัม มูลค่า 2.68 พันล้านบาท

บรรยากาศประชาชนแห่ซื้อทองคำย่านเยาวราชคึกคัก หลังราคามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง(วันที่ 19 เมษายน 2556)-โรงตึ๊งกลืนเลือดลูกค้าปล่อยหลุด 40 %  
          
    นายสุทธิชัย  อภิวัฒนานุกุล  ผู้จัดการ โรงรับจำนำบางหว้า   กล่าวว่า โดยปกติลูกค้าที่นำทองมาจำนำ และไม่มาต่อดอกเบี้ย จนทำให้ตั๋วจำนำหมดอายุสัญญาไม่สามารถไถ่ทองคืนได้  มีสัดส่วน 10 % ของลูกค้าที่มาจำนำทองทั้งหมด  แต่จากภาวะราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง  คาดจะส่งผลให้สัดส่วนของลูกค้าดังกล่าวเพิ่มเป็น 40 % ทำให้ทางโรงรับจำนำต้องประสบภาวะขาดทุนจากลูกค้ากลุ่มนี้  เพราะให้วงเงินรับจำนำสูงถึงบาทละ 2.2-2.3 หมื่นบาท  แต่ปัจจุบันระดับราคาทองคำลดลงมาเหลือระดับ 1.8 หมื่นบาท  ซึ่งโรงรับจำนำต้องยอมรับภาวะการขาดทุนดังกล่าว  แต่จะไม่นำทองออกจำหน่ายเหมือนเช่นที่ผ่านมาเมื่อทองหลุดจำนำแล้ว  โดยทางโรงรับจำนำจะเก็บไว้จนกว่าราคาทองจะปรับเพิ่มขึ้น

    สำหรับปริมาณลูกค้าที่นำทองมาจำนำในขณะนี้ยังเป็นปกติ  ยังไม่เห็นตัวเลขการลดลงอย่างชัดเจนมากนัก  เพราะราคาทองเพิ่งจะปรับลดลงมาได้เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์  จึงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง  และทางโรงรับจำนำก็ยังคงรับจำนำทองคำเป็นปกติ   ส่วนวงเงินรับจำนำนั้น จะให้ในสัดส่วนประมาณ 90% ของราคาทองคำ  โดยอ้างอิงราคาทองที่มีการปรับขึ้นลงในแต่ละวันเป็นเกณฑ์  ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังคิดเป็นปกติ  ตามที่กฎหมายควบคุม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

*ปรับลดวงเงินจำนำทองหลือ 65-70%
    ด้านโรงรับจำนำของรัฐต้องประกาศลดอัตรารับจำนำเพื่อป้องกันความเสียหาย โดยนายนิธิศ  มนูญพร ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ยังติดตามสถานการณ์ราคาทองคำ หลังจากระดับราคาได้ปรับลงถึงบาทละ 2,400 บาท เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา   โดยสำนักงานธนานุเคราะห์มีนโยบายถึง 24สาขาทั่วประเทศ ให้ปรับเงื่อนไขรับจำนำเหลือเพียง 70 %  จากไตรมาสแรกปีนี้ที่เคยรับจำนำที่ 85% โดยเฉลี่ยต้นทุนต่อทองคำ 1 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 2  หมื่นบาท เทียบกับโรงรับจำนำเอกชนจะให้ราคาสูงกว่า คือที่บาทละ 2.1-2.2 หมื่นบาท  ซึ่งถึง ณ ปัจจุบัน ธนานุเคราะห์ขาดทุนทางบัญชีแล้วประมาณ 10% และหากราคาทองคำยังผันผวนมาก ก็อาจจะคงอัตรารับจำนำไว้ที่ 70%

    ส่วนกรณีการทิ้งตั๋ว ถ้าแนวโน้มราคาทองทรงหรือราคาลดลงอีก ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะทิ้ง หรือไม่มาไถ่ถอนทอง  แต่ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเปิดสงกรานต์  ยังมีลูกค้าที่ใช้บริการมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2555 ทยอยจ่ายดอกเบี้ยเพื่อรักษาสถานะ  ซึ่งคาดว่าต้นเดือนพฤษภาคมนี้ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้น และคาดว่าในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้  การบังคับใช้อัตราดอกเบี้ยรับจำนำใหม่จะมีผลบังคับ ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดพิจารณาภายในที่ 24 เมษายนนี้  ทั้งนี้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองและรองรับการเปิดเทอม

    เช่นเดียวกับโรงรับจำนำกทม. นายชัชวาล ศรีนนท์  ผู้อำนวยการสถานธนานุบาล  กล่าวว่า โรงรับจำนำทั้ง 21 แห่งของกทม. มีประชาชนที่ถือตั๋วจำนำอยู่กว่า 1 แสนราย มูลค่าเกือบ 3พันล้านบาท เฉลี่ยการใช้บริการ 900 ล้านบาทต่อเดือน โดยสินทรัพย์ที่คนใช้เป็นหลักประกันมาจำนำเกือบ 80 % เป็นทองคำ  อีก 10 % เป็นเพชรและพระ และที่เหลือพวกเบ็ดเตล็ด ซึ่งตามระเบียบปฎิบัติ กำหนดให้ผู้จัดการแต่ละแห่งรับจำนำที่ 87.5 % ของมูลค่าทรัพย์สินที่มาจำนำ  แต่จากกรณีที่ราคาทองคำอยู่ในช่วงขาลงขณะนี้ จึงขึ้นอยู่ดุลพินิจของผู้จัดการแต่ละแห่ง เช่น อาจให้วงเงินเหลือ 70% หรือ 65% โดยราคาทองคำที่ปรับลดนั้น น่าจะทำให้ขาดทุนกำไรบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าราชการกทม. ที่ไม่เน้นทำกำไรแต่ต้องการแบ่งเบาภาระประชาชน ในการเป็นแหล่งเงินหมุนเวียนอยู่แล้ว

     " นโยบายจากผู้ว่าราชการกทม.วงเงินจำนำ 5 พันแรก คิดดอกเบี้ยอัตรา 0.25 % และระหว่างปิดภาคการศึกษาเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้ จัดให้มีโปรโมชันสำหรับผู้ปกครอง นักศึกษาหรือประชาชนสามารถจำนำในวงเงินเต็ม 7 หมื่นบาทต่อคน คิดดอกเบี้ย 0.50 % ต่อเดือน"
*นักเก็งกำไรชะลอซื้อทองแท่ง

    จากการปรับตัวลงแรงของราคาทองคำ ทำให้ประชาชนแห่ซื้อทองรูปพรรณ เนื่องจากเห็นว่าราคาปรับลดลงมามากจากระดับที่เคยขึ้นไปสูงสุด   ส่งผลให้บรรยากาศร้านทองตู้แดงทั่วประเทศคึกคัก  บางร้านสินค้าหมดเกลี้ยง ขณะที่ร้านทองย่านเยาวราชถึงขั้นแจกบัตรคิว อย่างไรก็ตามนางพวรรณ์ กล่าวว่า สำหรับวายแอลจีฯพบว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-19 เมษายน) มีคำสั่งซื้อจากร้านทองเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากในภาวะปกติที่ซื้อเฉลี่ยวันละ 5 กิโลกรัมต่อร้าน เพิ่มเป็น 10 กิโลกรัมต่อร้าน

    ขณะที่นักลงทุนประเภทเก็งกำไรในทองคำแท่งพบว่า ได้ชะลอลงทุนลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรายย่อยและรายใหญ่  จากในภาวะปกติที่นักลงทุนรายย่อยซื้อเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนรายใหญ่ซื้อเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อวัน

*แนะชะลอซื้อ
    สำหรับคำแนะนำการลงทุนในทองคำ จากการประมวลความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำ ต่างเตือนให้ระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากทองคำเป็นภาวะฟองสบู่แตก ซึ่งทำให้ราคาเป็นขาลงโดยที่ไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ตรงไหน

    นางพวรรณ์  กล่าวว่าระยะสั้นแนะนำนักลงทุนที่ยังไม่มีทองคำในพอร์ตอย่าเพิ่งรีบร้อนซื้อ โดยให้รอไปก่อนประมาณ 1 เดือน เพื่อดูว่าราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 1,320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้หรือไม่ หากไม่ได้มีโอกาสหลุดแนวรับถัดไป ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีทองคำในพอร์ตแล้วหากราคาปรับขึ้นแตะที่ระดับ 1,390-1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ก็ให้ซื้อได้

    "ระยะยาวมีโอกาสที่ราคาทองคำหลุดที่ระดับราคาต้นทุนหน้าเหมือง ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1,000-1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ " นางพวรรณ์กล่าว

 *แนะกรอบลงทุน1,150–1,530ดอลลาร์สหรัฐฯ
    นายทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้งแมเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่าจากแนวโน้มราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทแนะนำกลยุทธ์การลงทุน ให้นักลงทุนทยอยซื้อขายตามกรอบแนวรับแนวต้าน ที่1,150 - 1,530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ พร้อมทั้งให้ติดตามราคาทองคำในช่วงระหว่างวันอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากมองว่า ทิศทางราคาทองคำในขณะนี้เป็นช่วงขาลง และมีความผันผวนอย่างมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,837 วันที่  18 - 20  เมษายน พ.ศ. 2556

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ทองคำ

ประวัติศาสตร์ทองคำ



ประวัติของทองคำโลก
            ทองคำเป็นที่รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบหกพันปีมาแล้ว คำว่า “Gold” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ “Geolo” ซึ่งแปลว่าเหลือง            ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุทองคำ “Au” มาจากคำภาษาลาติน คือ “Aurum” แปลว่าทอง          ในยุคโบราณทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา    หรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความรุ่งเรือง       การค้นพบทองคำครั้งแรกสุด ดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่ มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็นตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนศริสต์ศักราช ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา                 นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา   ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด   และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง           การใช้ทองคำเป็นเงินตรานั้นมีบ้าง   ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล        ทองคำได้ครองความเป็นเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา( คือโลหะ ) มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 ได้มีการเอามาตรฐานทองคำเข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศ นายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญทองคำ ทองคำจึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป ได้มีการกำหนดมาตรฐานทองคำใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อทองคำและเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบ ทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ( หมายถึงการล่าอาณานิคม )ในศตวรรษที่ 15 และ 16      จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครอง ทองคำได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม ทำสงคราม และสร้างอารยธรรม
            ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย และในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ ทองคำช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแอฟริกาใต้ และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ในประวัติศาสตร์
ประวัติทองคำในประเทศไทย
            ประเทศไทย เคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่าแผ่นดินทอง     การที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐาน ที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่   ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหาทองคำกันมาแต่โบราณ      ประเทศไทยครั้งนั้นคงมีทองคำอุดมสมบูรณ์มาก   นักเผชิญโชคชาวภารตะผู้นำอารยะธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา ในโบราณกาลจึงพา กันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”       แผ่นดินที่เรียก ว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู      สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระ ราชพงศาวดาร เล่มที่หนึ่ง (พ.ศ.2457) ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า   “สุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายู หรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน   โดยในครั้งกระโน้น ดินแดงนี้อาจเรียกว่าสุวรรณภูมิทั้งหมด”
            ความผูกพันกันระหว่างโลหะทองคำกับคนไทยนั้น   มีมายาวนาน อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อ ด้วยทองคำซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน ปรากฎอยู่   จากนั้น เมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุด ของประเทศ ทองคำจึงถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่อง ราชูปโภคทั้งหลาย
           
ความ มั่งคั่งในทองคำของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาว ต่างชาติ เช่น   พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร) ลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่าพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วยทองคำ เป็นต้น     นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ   ก็ยังนิยมใช้ทองคำด้วย    สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก    ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของทองคำเหล่านี้ คือแหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทราย ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือ
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   ได้ส่งทองคำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสถึง 46 หีบ    และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่า จ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ทองคำจากฝรั่งเศสมาด้วย            แร่ทองคำที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น คือ แร่ทองคำบ้านป่า ร่อน อำเภอบางสะพาน   จังหวัดประจวบคีรีขันธ์          ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2283   และมีหลักฐานว่าในปี      พ.ศ.2293 สามารถผลิตทองคำ ได้ทองคำหนัก 90 ชั่งเศษ หรือน้ำหนักประมาณ 109.5 กิโลกรัม 
            ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่องทองคำที่ควรกล่าวถึง เป็นเครื่องประดับสำหรับ เกียรติยศซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรานพรัตน์ฯ เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อม ถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน
จวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา ในรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อนำ เข้าจากต่างประเทศ การใช้ทองคำมีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าว เกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงิน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญทองคำ ด้วยเช่นกัน
กระทั่งปี พ.ศ.2414   มีการค้นพบทองคำที่บ้านบ่อ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และได้มีการทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี พ.ศ.2416   โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี   แต่ปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2421 ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง   ในช่วงปี พ.ศ.2449 – 2459 แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด
จาก นั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีชาวอิตาเลียน ได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่ทองคำเนื้อดี จึงทำให้ชาวต่างชาติหลายประเทศได้เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่ทองคำมากขึ้น 
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหลายแห่ง เช่น   แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส       แหล่งบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น     แต่บริษัทต่างๆ เหล่านี้   ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2   และได้มีบันทึกไว้ว่า บริษัท Societe des Mine d’Or de Litcho ของฝรั่งเศส   ได้ทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งโต๊ะโมะ   จังหวัดนราธิวาส   ในระหว่างปี พ.ศ.2479 – 2483   ได้ทองคำหนักถึง 1,851.44 กิโลกรัม   ระหว่างปี พ.ศ.2493 – 2500   กรมโลหกิจ(กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ทำเหมืองทองคำที่บ้านบ่อ จังหวัดปราจีนบุรี   สามารถผลิตทองคำได้ถึง 54.67 กิโลกรัม  

แหล่งแร่ทองคำ

            โดยทั่วไปแล้วมักพบแร่ทองคำในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้น และในกระบวนการของหินชั้น พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ

            ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่า แร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน ทองแดง และโคบอลต์ ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทอง 1 กรัมต่อหินหรือดิน 300 เมตริกตัน ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง 1 กรัมต่อน้ำทะเล 20,000-90,000 ตัน ซึ่งการสกัดเอาแร่ทองคำออกมาแล้ว ไม่คุ้มต่อการลงทุน กล่าวคือจะมีต้นทุนสูงมาก
การเกิดของแร่ทองคำ
            การเกิดของแร่ทองคำนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามลักษณะที่พบในธรรมชาติ ดังนี้
1.แบบปฐมภูมิ   คือแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหิน ต่าง ๆ   เช่น   หินอัคนี หินชั้น และหินแปร   พบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมอง ไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ชัดเจน แหล่งแร่ ทองคำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์   ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน   หรือมีทองคำหนัก 1 บาท(15.2 กรัม)   ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน (ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร)
2.แบบปฐมทุติยภูมิ   หรือแหล่งลานแร่   คือการที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพัง แล้วสะสมตัวใน ที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่   ในบริเวณต่าง ๆ    ที่เหมาะสม   เช่น เชิงเขา ลำห้วย หรือ ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ
  
แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ
            เมื่อ พ.ศ. 2396 สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่ ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็น ผู้นำการผลิตทอง ถึง 50 ปี ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา คือมีการค้นพบทองมากมาย จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การค้นพบทองครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ตกต่ำไป หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า 15 ล้านเอานซ์ต่อปี และในปี พ.ศ. 2458 สุงสุดเกือบ 23 ล้านเอานซ์ต่อปี นับตั้งปี พ.ศ. 2448 ประเทศแอฟริกา เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง รองลงมาคือประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณ 26 ปี ต่อมา ผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดา
            ได้มีการประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ ได้ทั้งหมด 3 พันล้านเอานซ์ เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี พ.ศ. 2515            
            แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย
          เมื่อประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว แหล่งแร่ทองคำที่สำคัญที่สุด คือแหล่งแร่ที่ป่าร้อนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อน     เป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้าง
          กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพบแร่ทองคำกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด     ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง    พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่ 2 แนวคือ แนวแรก พาดผ่านจังหวัด เลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และ จังหวัดระยอง   ส่วนแนวที่ 2 พาดผ่านจังหวัดเชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และจังหวัดตาก   ส่วนพื้นที่อื่นๆ   พบทองคำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณบ้านป่าร่อน อำเภอบาง สะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี
          บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ทองคำสูง ในปัจจุบันมีด้วยกัน 9 บริเวณ ดังนี้
          1.บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี     อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย   อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม จังหวัดเลย
          2.บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี
          3.บริเวณพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย   อำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง   และอำเภอวังชิ้น อำเภอลอง จังหวัดแพร่
          4.บริเวณพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ขึ้นไปทางเหนือผ่าน อำเภอเมือง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียง แสน จังหวัดเชียงราย
          5.บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงไปถึงอำเภอบ้านบึง กิ่ง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี    จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง   และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
          6.บริเวณพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอปะทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
          7.บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน   อำเภอระแงะ และอำเภอแว้ง   จังหวัดนราธิวาส   และบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา
          8.บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค   ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
          9.บริเวณพื้นที่อำเภอเมือง   อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์   อำเภอโคกสำโรง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัด นครสวรรค์
          ประวัติการผลิตทองคำ
            ในช่วง 6000 ปีที่ผ่านมา  คาดว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า 125,000 ตัน โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุด คือ ยุคก่อนการตื่นทอง และยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า 90% ของทองคำที่เคยถูกขุดขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี ค.ศ. 1848 หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย
ยุคแรก (ก่อนปี ค.ศ. 1848)
            ในช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ขุดทองคำได้ไม่ถึงปีละ 1 ตัน จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์ ซูดาน และซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน
            ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง คาดว่ามีการขุดทองคำได้ 5-10 ตันจาก สเปน โปรตุเกส และแอฟริกา 
            ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 มีการผลิตทองคำ 5-8 ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน
            ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีการผลิตทองคำรวม 10-12 ตัน จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้
            ในปี ค.ศ. 1847 หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย รัสเซียผลิตทองคำได้ 30-35 ตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ 75 ตัน
ยุคที่สอง (หลังปี ค.ศ. 1848)
            หลังปี ค.ศ. 1848 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและใน ออสเตรเลีย โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดพบทองคำในแต่ละปีเกือบ 100 ตัน 
            หลังจากได้มีการค้นพบแหล่งทองคำในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิตสูง ที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน
            ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการขุดทองคำได้เฉลี่ยปีละ 400 ตัน
            ในช่วงปี 1990 โลกมีการขุดค้นได้ทองคำเฉลี่ย 1744 ตันต่อปี ทั้งนี้ เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไป ได้ขึ้น  แต่ราคาทองคำที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิตทองคำไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปรากฏการณ์ตื่นทองคำของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ตื่นทองคำของคนไทยในยุคปัจจุบัน


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง, สุวินัย ภรณวลัย

15 ธันวาคม 2553 15:40 น.
ภาพจาก :http://www.thailandonlinefocus.com
“กู รู้” ทั้งหลายบอกว่าไม่ได้แล้ว ทุกท่านต้องมีทองคำเก็บเอาไว้เพราะราคาจะพุ่งไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน เห็นไหมว่าจาก 12,000 เป็น 15,000 จนกลายมาเป็น 20,000 บาท

“กูไม่รู้” จึงอยากจะเตือนว่าการตื่นทองคำด้วยการเก็งกำไรของคนไทยในยุคปัจจุบันนั้นล่อแหลมขนาดไหน

ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า คนไทยเข้าสู่ยุคตื่นทองคำหรือGold Rush มากกว่ายุคสมัยที่ผ่านมาทั้งหมด แต่มิใช่เป็นยุคตื่นทองคำเพราะไปเจอเหมืองทองคำแต่อย่างใด หากแต่เป็นยุค สมัย “ทองคำของคนโง่” หรือ Fool’s Gold ที่สามารถก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในทองคำได้โดยง่ายมากกว่า ล่อแหลมขนาดไหนลองมาดูกัน

ทองคำแม้จะถูกยอมรับนับถือว่าเป็นโลหะที่มีค่ามาตั้งแต่ยุคโบราณ ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากคุณลักษณะทางกายภาพคือเป็นโลหะที่สามารถนำมาขึ้นรูป ทรงต่างๆ ได้ง่ายเพราะมีความอ่อนตัว ไม่เป็นสนิม เป็นมันแวววาวเมื่อได้รับการขัดถู และเป็นแร่ธาตุที่หาได้ยากทำให้มีการค้นพบตามธรรมชาติในปริมาณที่จำกัด แต่มูลค่าที่แท้จริงหรือ intrinsic value ของมันกลับมีน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำ หรืออากาศ

อาจ มีแม่ยกทองคำผู้ที่หลงใหลในทองคำออกมาโต้แย้งทันทีว่า ถ้าทองคำมีมูลค่าที่แท้จริงน้อยกว่าน้ำหรืออากาศ ทำไมราคาน้ำหรืออากาศจึงมีราคาต่ำใกล้เคียงของฟรีไม่สูงเท่ากับทองคำที่เป็น อยู่ในทุกวันนี้

ดูก่อนแม่ยกทองคำทั้งหลาย การกำหนดราคาสินค้าวัตถุใดใต้หล้านั้น ล้วนแล้วแต่กำหนดมาจากความหายากง่ายเป็นประการสำคัญ หาได้ขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอยอันเป็นที่มาของมูลค่าที่แท้จริงแต่เพียง อย่างเดียวไม่

ทองคำ 1 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหรืออากาศในปริมาณเดียวกันจึงหาได้ยากกว่า แต่มิได้หมายความว่าประโยชน์โดยรวมของทองคำ 1 กิโลกรัมนั้นจะมีมากกว่าน้ำหรืออากาศ เพราะน้ำและอากาศมีจำนวนที่มากกว่าทองคำ ดังนั้นจึงสามารถหามาได้ง่ายกว่า ราคาต่อหน่วยจึงต่ำกว่า แต่หากต้องไปติดอยู่ในเรือดำน้ำหรือกลางทะเลทราย ความยากในการได้มาซึ่งน้ำหรืออากาศจะทำให้ราคาน้ำหรืออากาศแพงกว่าทองคำ เพราะมนุษย์หากต้องการมีชีวิตก็ขาดซึ่งน้ำและอากาศไม่ได้ เหมือนดั่งเทพเทือกขาดซึ่งเนวินผู้มีพระคุณไปไม่ได้เช่นกัน

ดัง นั้นราคาทองคำในปัจจุบันที่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จึงเป็นเพราะเหตุผลของการเก็งกำไรหรือ speculation เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าประโยชน์ใช้สอยที่ได้จากทองคำ อย่าได้หลงผิดไปกับการโฆษณาว่าการซื้อทองคำโดยไม่มีการแปรรูปเป็นการลงทุน หรือ investment หากซื้อเป็นทองคำแท่งและนำมาแปรรูปทำเป็นทองคำรูปพรรณออกขายภายหลัง นั่นคือการลงทุนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มในปริมาณทุนหรือ capital ที่ใส่แรงงาน และหรือเครื่องจักรในการผลิตเพิ่มเข้าไปเพื่อแปรรูป ต่างกันอย่างมากกับการเก็งกำไรที่ซื้อทองคำเข้ามาในสภาพใดก็ขายออกไปในสภาพเดิมที่ซื้อมา แสดงว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทุนเพิ่มเข้าไปในทรัพย์สิน (ทองคำ) ที่ซื้อเข้ามาแต่อย่างใด จะเรียกว่าลงทุนในทองคำได้อย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะตรวจสอบโฆษณาที่ปรากฏตามสื่อว่าหลอกลวงเป็นเท็จหรือไม่กับผู้บริโภค?

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมาได้บอกเล่าเรื่องราวของการเก็งกำไรโดยอาศัย วัตถุต่างๆ เป็น veil of value มากมายหลายกรณี เช่น ดอกทิวลิบสีดำในเนเธอร์แลนด์ หรืออสังหาริมทรัพย์ในหลายๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทยก็เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อราคาเพิ่มขึ้นก็ย่อมต้องมีจุดสูงสุดก่อนที่จะตกลงไป เปรียบได้กับภาวะฟองสบู่ที่เมื่อฟองนั้นลอยโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเมื่อใดก็จะ แตกออกเมื่อนั้น

ในปัจจุบันข้ออ้างประการเดียวของการปลุกปั่น ความโลภให้คนเข้ามาซื้อทองคำก็คือ การเป็นทรัพย์สินที่ใช้เก็บไว้ซึ่งความมั่งคั่งในยามที่เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง เพราะไม่ว่าจะถือดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบของเงินฝากหรือหุ้นที่ออกในหน่วยนับ เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าของหลักทรัพย์ต่างๆ เหล่านั้นก็จะเสื่อมค่าลงไปตามมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยดอลลาร์สหรัฐที่ถูกใช้เป็น ”เงินของโลก” ที่ใช้เพื่อชำระราคาเมื่อเกิดธุรกรรมอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลาเกือบ 1 ศตวรรษนับจากข้อตกลงที่ Bretton Woods เป็นต้นมา การหาเงินสกุลอื่นไม่ว่าจะเป็น หยวน เยน หรือยูโร มาทดแทนก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย ในทำนองเดียวกันการเปลี่ยนมาเก็บความมั่งคั่งจากดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินสกุล อื่นๆ ก็ไม่สามารถทำได้โดยง่ายเช่นกัน

สาเหตุก็เพราะไม่มี ปริมาณของเงินสกุลอื่นในตลาดระหว่างประเทศจำนวนมากพอที่จะให้คนในโลกเข้ามา ถือเพื่อทำธุรกรรมหรือรักษาความมั่งคั่งเอาไว้แทนดอลลาร์สหรัฐที่ตนถืออยู่ ได้นั่นเอง

เงินบาทและทองคำจึงเป็นเป้าหมายของคนที่มีดอลลาร์สหรัฐอยู่ในมือที่ต้องการ เก็บรักษาความมั่งคั่ง ค่าเงินบาทและราคาทองคำในตลาดโลกจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับดอลลาร์สหรัฐที่มีค่าตกลงไปเรื่อยๆ

แต่ดูก่อน คนไทยที่มีรายรับเป็นเงินบาทซึ่งนับวันจะแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ หากจะเข้าไปถือทองคำก็ควรระลึกอยู่เสมอในใจตลอดเวลาว่าระหว่างเงินบาทกับ ทองคำสิ่งใดมีความเสี่ยงมากกว่ากัน เพราะผลตอบแทนย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ

ความเสี่ยงในที่นี้ก็คือความผันผวนในราคานั่นเอง อย่าลืมว่าค่าเงินบาทชั่วๆ ดีๆ ก็ยังมีรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลไม่ให้ราคาผันผวนมากนัก แต่ทองคำละใครจะเป็นผู้ดูแล? การ คาดการณ์แต่ในด้านดีเพียงลำพังอย่างเป็น “มายาคติ” ว่าทองคำนั้นมีแต่ราคาขึ้นไม่มีวันที่ราคาตก ดูจะเป็นการหลอกตัวเองแบบนกกระจอกเทศหรือไม่ที่เอาแต่เพียงหัวไปซุกไว้ในรู ก็เชื่อว่าปลอดภัยแล้วจากเสือที่จะมาทำร้าย เพราะเมื่อราคาขึ้นได้ทำไมราคาตกไม่ได้

ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่มากมาย เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1989 ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับประมาณ 39,000 เยนก็ถูกโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ เช่น โนมูระที่ล้มละลายไปแล้ว บอกดังๆ ให้ลูกค้าฟังว่าจะขึ้นไปถึงระดับ 40,000 เยน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาก็คือดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่เคยขึ้นไป ถึง ซ้ำร้ายยังตกลงถึงระดับต่ำกว่า 10,000 เยน และขึ้นๆ ลงในระดับ 10,000 - 20,000 เยน มากว่า 10 ปีแม้จนกระทั่งปัจจุบัน เช่นเดียวกับวิกฤตเงินกู้ต่ำกว่าระดับหรือ sub-prime crisis ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ที่เกิดจากการเก็งกำไรในราคาบ้านทั้งจากผู้กู้และผู้ให้กู้ที่ต่างก็หลอก ตัวเองด้วย “มายาคติ” ว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านไม่มีวันตก การปล่อยให้ผู้กู้ต่ำกว่าระดับที่เป็น sub-prime borrowers ไปซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือมากกว่านั้นจึงมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากมีทรัพย์สินคือบ้านที่เชื่อว่า ราคาตกยากเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เป็นตัวอย่างเพราะ ราคาก็ตกลงต่ำกว่าที่เคยเป็นได้

แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ หน่วยงานในประเทศไทย เช่น คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต.กลับส่งเสริมไปในทิศทางเพื่อการเก็งกำไรมากกว่า ไม่ว่าจะมีการตั้งกองทุนรวมเพื่อไปเก็งกำไรในทองคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับการ ผลิตหรือแปรรูป หรือการเปิดให้มีการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับทองคำ ทั้งๆ ที่จะมีผู้ผลิตในประเทศที่ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบสักกี่รายที่มีความจำเป็น ต้องป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในราคาทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับอนุพันธ์ ที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าจะมีผู้ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อปกป้องความ ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า กลายเป็นที่ควรมีก็ดันไม่มี แต่ไปมีในสิ่งที่ไม่จำเป็น กลต.ควรจะตระหนักให้ดีกว่านี้!

ในภาพที่กว้างขึ้นมา สาเหตุ ที่เป็นต้นตอประการหนึ่งของการเก็งกำไรและการเกิดภาวะฟองสบู่แตกที่ผ่านมาก็ คือผลตอบแทนจากการฝากเงินในสถาบันการเงินต่ำกว่าเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ ซึ่งส่งผลให้ผู้มีเงินออมต่างก็ขวนขวายหาแหล่งพักพิงให้กับเงินออมของตนเอง แทนการฝากเงินกับสถาบันการเงิน

อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงถูก ใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ไปเพื่อการต่อสู้กับเงินเฟ้อและการเก็งกำไรเพื่อมิ ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกมากกว่าที่จะเอาไว้เป็นตัวปรับสมดุลเพื่อให้เงินทุน ไหลเข้าออกประเทศตามที่ต้องการ ธนาคารกลางในปัจจุบันจึงมีหน้าที่หลักในการรักษาเงินเฟ้อที่กระทบต่อความ ผาสุกของประชาชนมากกว่าที่จะสนับสนุนให้มีการเจริญเติบโตอันเป็นหน้าที่ของ นโยบายการคลังของฝ่ายการเมืองมากกว่า และที่ “กูรู้” ทั้งหลายพึงตระหนักก็คือเครื่องมือ เช่น อัตราดอกเบี้ยก็มีขีดจำกัดในการใช้งาน จะใช้ไขควงไปขันน็อตได้อย่างไร

คำถามที่เปิดให้ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากประเทศไทยค้นพบเหมืองทองคำ หรือพบทองคำที่ซ่อนไว้ถ้ำลิเจียจริง ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งโชติช่วงชัชวาลบานบุรีศรีบูรพาหรือไม่?

คำตอบก็คือไม่ มี หลายประเทศที่ค้นพบแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทองคำ เพชร หรือน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ปรากฏในภายหลังก็คือ ระดับการพัฒนาประเทศกับระดับการมีอยู่ของทรัพยากรที่สำคัญดังกล่าวไม่ได้ไป ด้วยกันแต่อย่างใด กล่าวง่ายๆ ก็คือ แม้ประเทศไทยจะพบทองคำที่ญี่ปุ่นมาซ่อนเอาไว้หรือการพบเหมืองทองคำ บ่อน้ำมัน ก็มิได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศได้พัฒนาก้าวหน้าแต่อย่างใด ใน ทางตรงกันข้ามมีหลายๆ ประเทศที่ร่ำรวยหรือมีมากในน้ำมัน ทองคำ หรือเพชร แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิมดุจดังต้องคำสาปจากทรัพยากรที่ ค้นพบ

พลเมืองเข้มแข็งจึงไม่ต้องตกใจเพราะเป็นคำถามและคำตอบเดียวกับเมื่อ ค.ศ.1776 ที่ Adam Smith ได้เคยสงสัยและตั้งเป็นคำถามหักล้างแนวคิดของพวก Mercantilism ที่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ในสมัยนั้นอาศัยการค้าและล่าอาณานิคมเพื่อให้ได้มา ซึ่งโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มาไว้ในครอบครองว่าจะทำให้ชาติมีความมั่งคั่งจริงหรือไม่จากหนังสือที่ชื่อ An Inquiry to the Nature and Causes of the Wealth of Nations

การพัฒนาประเทศจึงมิได้เกิดจากการค้นพบในทรัพยากรดังกล่าวแต่เพียงลำพัง ผล ที่ปรากฏอาจเป็นในทางตรงกันข้ามว่า ประเทศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาในเอเชียไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือฮ่องกง ต่างก็มีเพียงทรัพยากรคนเท่านั้นที่เป็นหลักในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าว หน้าไปได้

“กูรู้” ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พิเชียร (อำนาจ) วีระ (ธีระ) บริษัทหลักทรัพย์จัดการทั้งหลาย กลต. และสื่อสารมวลชน พวกคุณมีความรับชอบทางสังคมแค่ไหนในการจะไม่พาคนไปลงเหวแห่งความพินาศด้วย การให้ข้อมูลทำให้เห็นผิดเป็นชอบ ชักจูงให้เห็นว่าการซื้อทองคำเป็นการลงทุนมิใช่การเก็งกำไร


ที่มา :Daily News - Manager Online

## เล่าเรื่องฟองสบู่ ## Gold Rush, California

## เล่าเรื่องฟองสบู่ ## Gold Rush, California : ตื่นทอง และ 49ERs


การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียใน ค.ศ. 1849 ทำให้ดินแดนทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าจะมีการตื่นทองอีกหลายครั้งทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา อาทิ ที่ Colorado Nevada Idaho Montana South Dakota และ Alaska

แต่ยังไม่เคยมีการตื่นทองครั้งใดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่สำคัญและมี ชื่อเสียงเท่าการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย การพบทองของ James William Marshall นักบุกเบิกชาวอเมริกันเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1848 ทำให้นโยบายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับดินแดนทางตะวันตกเปลี่ยนไป มาร์แชลล์พบทองโดยบังเอิญที่หุบเขา Coloma บริเวณ South Fork ของแม่น้ำ American ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Sacramento ขณะรับจ้างสร้างโรงเลื่อยให้ Augustus Sutter ซึ่งอพยพจากสวิตเซอร์แลนด์มาทำไร่ในที่ดินผืนนี้ตั้งแต่แคลิฟอร์เนียยังเป็น ของเม็กซิโก

โรงเลื่อยของ Sutter

James William Marshall

Augustus Sutter

ช่วงแรก ๆ หลังจากพบทองทั้งคู่ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน และพยายามเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ข่าวรั่วออกไป ทำให้นักแสวงโชคแถบแคลิฟอร์เนียพากันบุกรุกเข้าไปขุดทองในที่ดินของซัตเตอร์ ในขณะที่คนทางภาคตะวันออกยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวลือ เนื่องจากดินแดนแคลิฟอร์เนียยังไม่ได้รับการสถาปนาเป็นมลรัฐ การปกครองดูแลดินแดนจึงอยู่ในความดูแลของทหาร ผู้ว่าการทหารจึงเป็นทั้งผู้ปกครองดินแดนและผู้บัญชาการทหารในดินแดนนั้น ด้วย


ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1848 ผู้ว่าการทหาร (military govenor) ของแคลิฟอร์เนียในขณะนั้น Richard Barnes Mason รายงานให้กระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกาทราบว่าทองคำที่ร่อนได้จากแม่น้ำ แซคราเมนโตกับแม่น้ำ San Joaquin มีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่สหรัฐอเมริกาต้องเสียไปในการทำสงครามเม็กซิโก ถึงกว่า 100 เท่าตัว และ ประธานาธิบดี James K. Polk ก็ได้รายงานเรื่องนี้ต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกา พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าแคลิฟอร์เนียจะทำให้สหรัฐอเมริกามั่งคั่งร่ำรวย จึงเกิดการตื่นทองครั้งใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในเวลานั้นเศรษฐกิจทางภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกากำลังได้รับผล กระทบอย่างหนักจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโกที่เพิ่งสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1848 คนหนุ่มส่วนใหญ่ซึ่งแทบไม่มีโอกาสสร้างตัวพร้อมใจกันเดินทางไปขุดทองที่แคลิ ฟอร์เนียด้วยความหวังว่าจะร่ำรวยกลับมา การพบทองครั้งนี้จึงมีผลทางด้านจิตวิทยาต่อคนอเมริกันในช่วงนั้นเป็นอย่าง มาก



การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ยิ่งใหญ่กว่าการตื่นทอง ครั้งใดๆ ไม่เพียงแต่คนทั่วสหรัฐอเมริกาจะทิ้งครอบครัวเดินทางไปแสวงโชคที่แคลิ ฟอร์เนีย แต่การพบทองที่แคลิฟอร์เนียยังดึงดูดคนจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาที่นี่ จนแม้แต่พวกที่ไปไม่ได้ก็ยังร่วมกันตั้งสโมสรขึ้นมาหลายแห่ง เพื่อช่วยกันออกเงินส่งตัวแทนของตนไปขุดหาทองที่แคลิฟอร์เนีย

ปี 1849 เกิดมีพวกนักแสวงโชคซึ่งเรียกกันว่า
นักขุดทองปี 49 หรือ 49ERs
(Forty Niners ที่มาของชื่อทีมอเมริกัน ฟุตบอล San Francisco 49ERs)





49ERs เดินทางไปแคลิฟอร์เนียถึงประมาณ 40,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันจากทุกหมู่บ้านซึ่งพากันทิ้งครอบครัวเดินทางไปแสวง โชคที่แคลิฟอร์เนีย คู่มือนักเดินทาง แผนที่ของแคลิฟอร์เนีย เครื่องมือขุดทอง และโกลโดมิเตอร์ (goldometer) ซึ่งโฆษณาว่าสามารถบอกได้ทันทีว่ามีทองอยู่ตรงไหน จึงมีวางขายแทบทุกหมู่บ้าน

ตรงนี้ในทางเศรษฐศาสตร์การพัฒนา เราเรียกว่า Backward Linkage ครับ เป็นการเชื่อมโยงไปข้างหลัง ได้แก่ ธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อ Support ธุรกิจที่กำลังเติบโต เช่น ธุรกิจเหล็กเติบโต รองรับ ธุรกิจรถยนต์ หรือในกรณีก็เช่นกัน ที่ธุรกิจอุปกรณ์หาทองเติบโต รองรับการตื่นทอง ส่วนการเชื่อมโยงไปข้างหน้าหรือ Forward Linkage ก็พวกร้านเครื่องประดับ ร้านหลอมทอง โรงรับจำนำ เป็นต้น

ตัวอย่างของคนที่ได้รับอานิสงค์จากยุคตื่นทอง และสามารรวยอย่างยั่งยืนได้ คือ Levi Strauss พ่อค้าชาว บาวาเรียน ผู้กำเนิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1829 เขาสูญเสียบิดา เมื่ออายุเพียง 16 ปี หลังจากนั้นเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลพร้อมมารดาและพี่สาว เพื่อมาสมทบกับพี่ชายอีกสองคน ที่บุกเบิกมาตั้งรกรากประกอบธุรกิจขายส่งในนิวยอร์ก เขาแยกตัวออกมาจากครอบครัว เดินทางออกสู่ทำเลของตนเอง ในปี 1853 เขาได้เดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยทองคำล้ำค่าจำนวนมหาศาล แต่ในปีที่เขาเดินทางไปถึงเป็นช่วงที่การขุดทองเริ่มยากมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายได้ถูกจับจองขุดเอาทองออกไปหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่เข้าไปถึงได้อย่างยากลำบาก ประกอบกับการออกกฎหมายที่เคร่งครัดในการขุดทอง ทำให้นักแสวงโชครุ่นหลังต้องหันไปประกอบการอย่างอื่นแทน


Levi Strauss ไม่ได้มุ่งมั่นเข้ามาขุดทองเหมือนคนอื่นๆ เขาต้องการขยายธุรกิจขายส่งของครอบครัว เขาเริ่มขายทุกอย่างที่เป็นของแห้งตั้งแต่ อาหารแห้ง เสื้อผ้า ร่ม และผ้าเป็นม้วนๆ เป็นต้น นอกจากนั้นเขามีความคิดที่จะขายเต็นท์และผ้าใบคลุมรถให้แก่บรรดา 49ERs แต่ในไม่ช้าเขาพบว่า คนงานเหมืองเหล่านั้นต้องการกางเกงใช้งานที่ทนทานต่องานในเหมืองมากกว่า สินค้าอื่นๆ เขาจึงสั่งวัตถุดิบที่ใช้ในการตัดกางเกง โดยเฉพาะผ้าใบเข้ามาขายให้แก่ร้านตัดเสื้อผ้าในซานฟรานซิสโกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของบริษัทในนิวยอร์กจำหน่ายสินค้าส่งอื่นๆ ให้กับพื้นที่ในแคลิฟอร์เนียและตะวันตกของอเมริกา ภายใต้ชื่อบริษัทว่า "Levi Strauss" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานกางเกงยีนส์อมตะของโลก

การขุดทองที่แคลิฟอร์เนียในช่วงแรกได้ทองเป็นจำนวนมาก โดยใช้เพียงภาชนะก้นแบนตักดินไปล้างในแม่น้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ดินหลุดไปเหลือแต่ผงทองตกอยู่ที่ก้นภาชนะ


การร่อนทองแบบดั้งเดิม


ต่อมาเพื่อให้ร่อนทองได้มากขึ้นจึงใช้พลั่วตักดินใส่รางยาว ๆ แล้วใช้น้ำล้างให้ดินหลุดไปจนหมดเหลือแต่ผงทอง


การขุดทองได้ง่าย ๆ โดยแทบไม่ต้องลงทุนเลยนี้ทำให้คนที่มาที่นี่มือเปล่าร่ำรวยขึ้นได้ในพริบตา ในช่วง 5 ปีแรกของการตื่นทองนักขุดทองสามารถขุดทองได้เป็นมูลค่ารวมกันถึงกว่า 200 ล้าน USD

การพบทองที่แคลิฟอร์เนียมีผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายด้าน กล่าวคือทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งอย่างมาก และยังทำให้ธุรกิจเดินเรือเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะค่าเดินทางและค่าขนส่งสินค้าไปยังแคลิฟอร์เนียในช่วงที่มีการ ตื่นทองจูงใจให้นักธุรกิจชาวอเมริกันหันมาต่อเรือมากขึ้น จนทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นคู่แข่งทางด้านพาณิชย์นาวีของอังกฤษและชาติที่ เป็นนักเดินเรืออื่น ๆ เพราะเรือเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่ยังเดินทางไปประเทศจีนเพื่อหาซื้อสินค้าประเภทใบชาและผ้าไหม และเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อหาซื้อข้าวสาลีและทองคำด้วย



ในช่วงทศวรรษ 1850 ซึ่งกำลังมีการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษซึ่งเป็นคู่ แข่งกันทางการค้า ต่างพยายามหาเส้นทางเดินเรือที่สามารถช่วยให้การเดินทางติดต่อระหว่าง มหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1840 ชาวอเมริกันที่เดินทางจากนิวยอร์กไปแคลิฟอร์เนียหากไม่เดินทางทางบกด้วย เกวียนประทุน ก็จะต้องเดินทางอ้อมแหลม Cape Horn ซึ่งอยู่ตรงปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้ หรือเดินทางด้วยเรือไปยังคอคอดบริเวณอเมริกากลางซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นดินแคบ ๆ คั่นอยู่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นจึงเดินทางทางบกข้ามคอคอดดังกล่าว หรือใช้เรือแคนูล่องไปตามแม่น้ำผ่านป่าทึบของอเมริกากลางไปขึ้นเรือที่ Panama City ทางริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก วิธีนี้แม้จะทุ่นเวลากว่าวิธีอื่น ๆ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นเดียวกับการเดินทางอ้อมแหลมฮอร์น และยังต้องเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดจนสัตว์ร้ายในป่าขณะเดินทางไปเมืองปานามาซิตี

และแม้ประเทศ Colombia ซึ่งขณะนั้นมีอำนาจเหนือคอคอด จะเคยลงนามในสนธิสัญญา Bidlack–Millarino Treaty ตั้งแต่ ค.ศ. 1846 ยินยอมให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสร้างทางรถไฟข้ามคอคอดดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับการ ที่สหรัฐอเมริการับรองอำนาจของโคลัมเบียเหนือดินแดนปานามา แต่ทางรถไฟข้ามคอคอดซึ่งสามารถช่วยให้การเดินทางไปต่อเรือที่เมืองปานามาซิ ตีสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สร้างเสร็จไม่ทันขนส่ง พวก 49ERs เพราะเริ่มสร้างใน ค.ศ. 1850 และไปสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1855 เมื่อกระแสการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียเริ่มจางลงแล้ว



นอกจากนี้ การขยายตัวของการเดินเรือในช่วงที่มีการตื่นทองยังทำให้ภาคพื้นทวีปนี้เติบ โตอย่างรวดเร็ว และแม้การเดินทางทางเรือจากภาคตะวันออกไปภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะเสีย ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางทางบกด้วยเกวียนประทุน แต่พวก 49ERs จำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้ นักธุรกิจชาวนิวยอร์กหลายคนจึงตั้งบริษัทเดินเรือขึ้นมาจัดการเดินทางให้นัก แสวงโชคที่ต้องการเดินทางไปแคลิฟอร์เนียโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มคิดเรื่องการขุดคลองตรงจุดใดจุด หนึ่งของอเมริกากลางซึ่งมีลักษณะเป็นคอคอด เพื่อให้กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาสามารถเดินทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง มหาสมุทรแปซิฟิกได้เร็วขึ้น


การตื่นทองมีความสำคัญต่อความเจริญของดินแดนทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา เป็นอย่างมาก เพราะทำให้มีเมืองสำคัญ ๆ เกิดขึ้นทางแถบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง San Francisco ซึ่งกลายเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของแถบชายฝั่งแปซิฟิก เนื่องจากนักบุกเบิกหลายคนเมื่อเดินทางทางเรือมาขึ้นฝั่งที่เมืองนี้แล้ว เล็งเห็นว่าการขายเครื่องมือขุดทองและเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้นักขุดทอง ทำเงินได้มากกว่าโดยเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าการขุดทอง จึงปักหลักทำธุรกิจอยู่ ณ ที่นี้



ซานฟรานซิสโกจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของแถบตะวันตกไกลในเวลาอันรวด เร็วในขณะเดียวกัน การตื่นทองยังมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของแคลิ ฟอร์เนีย ทำให้แคลิฟอร์เนียมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 15,000 คนเป็น 250,000 คนในเวลาเพียง 4 ปี จึงได้รับการสถาปนาให้เป็นมลรัฐที่ไม่มีทาสใน ค.ศ. 1850 จากดินแดนที่เคยเงียบเหงาของเม็กซิโก แคลิฟอร์เนียกลายเป็นมลรัฐที่มั่งคั่งร่ำรวยมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา สมกับที่ได้รับสมญานามว่า มลรัฐทองคำ (Golden State)



นอกจากนี้ การพบทองในมลรัฐนี้ยังทำให้รัฐสภาสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นชอบโครงการสร้าง ทางรถไฟสายข้ามทวีปเชื่อมภาคตะวันออกกับภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเข้าด้วย กันปัจจุบันแม้กระแสการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียจะสิ้นสุดลงแล้ว เรื่องราวของนักขุดทองการแสวงโชค ความมั่งคั่งชั่วข้ามคืน รวมทั้งชื่อเสียงของแคลิฟอร์เนียในยุคนี้ ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญ
เรื่อยมาในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา.


ขอบคุณบทความ : กุลวดี มกราภิรมย์ สาขามานุษยวิทยา ม.ก.
ข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ : Wikipedia และ Google
_________________
ที่มา:http://www.soccersuck.com