head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟองสบู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟองสบู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่ (2)

รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ที่มาhttp://www.tanarak.mju.ac.th/index.php/2012-05-31-12-22-57/81-sop?showall=1
ตอนที่ 1 ได้กล่าวถึง ความหมาย ประเภท กลไกการเกิดฟองสบู่ และการเกิดและแตกของฟองสบู่ในปี 2540 ในตอนที่ 2 นี้ จะกล่าวถึง ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก และสถานการณ์ของฟองสบู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน

ผลกระทบจากภาวะฟองสบู่แตก

คณะอนุกรรมการเกือบทุกชุดได้สรุปคล้ายคลึงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด และการกำกับดูแลระบบการเงินในประเทศหย่อนยาน บกพร่อง ในการยับยั้งธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินกู้เงินเหรียญสหรัฐระยะสั้น เข้ามาใช้ในกิจการในประเทศ และการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศในตลาดหุ้น แล้วถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่สุทธิ 39,000 ล้านเหรียญ ณ สิ้นพฤศจิกายน 2539 ไปเดิมพันรักษาค่าเงินบาทให้คงที่อย่าง ขาดสติ ประมาท ไร้ความรับผิดชอบ และขาดความเชี่ยวชาญ จนกระทั่งสูญเสียเกือบหมด โดยเหลือเพียง 8,000 ล้านเหรียญเมื่อสิ้นสิงหาคม 2540 (9 เดือน) เมื่อบวกกับภาระผูกพันเงินที่ไปทำไว้และต้องจ่ายในอนาคตอีก (swap) ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราไปถึง 33,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นรายได้จากการส่งออกสุทธิทั้งปี (ยังไม่หักต้นทุน) ทำให้ต้องไปกู้เงินจาก IMF และจำยอมรับเงื่อนไขที่มาซ้ำเติมกับระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้สาหัสลงไปอีก

ความเสียหายที่ติดตามมาคือ ความเสียหายภาคอสังหาริมทรัพย์อีก 191,000 ล้านบาท ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เข้าไปแบกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ 56 สถาบันการเงินที่ถูกองค์การการเงินระหว่างประเทศบงการให้ปิดอีก 1,400,000 ล้านบาท

สถานการณ์ฟองสบู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

สถานการณ์ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในปี 2540 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจในหลายด้านได้รับผลกระทบในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดอาจแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้


1. ตลาดหลักทรัพย์

sop4
การปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 9 เท่า ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้น และเป็นการปรับขึ้นในวงกว้าง ครอบคลุมภาคธุรกิจที่มีพื้นฐานดี เช่น สื่อสาร พลังงาน ก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์

มีข้อน่าสังเกตว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2549 สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายสุทธิต่อวันเพิ่มขึ้นมาก โดยนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนการซื้อเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนประเภทสถาบัน อีกทั้งมีการเปิดบัญชีการซื้อขายของนักลงทุนรายใหม่มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรายเดิมที่มีบัญชีอยู่แล้วกลับเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ มีการทำการซื้อขายแบบหักลบราคาค่าซื้อและค่าขาย (Net Settlement) มากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้มูลค่าการซื้อขายและความผันผวนของราคาหลักทรัพย์มีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาค่าความผันผวนหรือ Coefficient of Variance (C.V.) ซึ่งคำนวณจากผลต่างของราคาหลักทรัพย์ที่สูงสุดและต่ำสุดของวัน หารด้วยราคาเฉลี่ยของหลักทรัพย์ พบว่า หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกในเดือนกันยายนมี C.V. มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ขณะที่หลักทรัพย์พื้นฐานที่สำคัญ (SET 50) มี C.V. อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด อย่างไรก็ดี หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในแต่ละวัน

โดยรวมแล้ว การปรับตัวของราคาหลักทรัพย์ในประเทศนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนคือ พื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และความมั่นใจของนักลงทุนทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาภาวะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2549 พบว่า การเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณการซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่การซื้อขายหลักทรัพย์บางกลุ่มและการทำ Net Settlement ที่มีมากขึ้นเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของสินเชื่ออย่างรวดเร็ว

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทที่รวดเร็วนี้ ถึงแม้ยังไม่ประทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากความยืดหยุ่นต่อราคา (Price Elasticity) ของการส่งออกสินค้าของไทยต่ำ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาจุดสมดุลระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาให้แนวนโยบายการเงินอยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลาย มิฉะนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดต่ำลงอีก จึงเห็นชอบที่ ธปท.ออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย และมาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน และเห็นควรให้ติดตามผลของมาตรการเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้ จากการติดตามการปรับตัวของตลาดการเงินหลังการประกาศใช้มาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้นในเดือนกันยายน ปรากฏว่า ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non-resident) พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว โดยการทำธุรกรรมผ่านบัญชี Nosro Account กับสถาบันการเงินในประเทศเพิ่มขึ้น แทนการลงทุนในตลาด Swap ดังนั้นธปท. จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทในเดือนตุลาคม โดยอนุญาตให้ Non-resident เปิดบัญชีเงินบาท Nostro Account ได้เฉพาะกรณี และมีการจำกัดวงเงินและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยตามระยะเวลาฝากเงิน เป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงอีกครั้ง

อนึ่ง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นมากและส่งผลต่อค่าเงินบาทนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า การปรับตัวของดัชนีราคาหลักทรัพย์เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค และภาวะตลาดยังไม่สะท้อนการซื้อขายแบบเก็งกำไร เพราะหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มสูงและมีปริมาณซื้อขายมาก ยังกระจายอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี แต่เห็นควรให้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ และพฤติกรรมการซื้อขายในหลักทรัพย์บางกลุ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมป้องกันมิให้เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ในอนาคต

เสถียรภาพดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นปรับตัวดีขึ้นโดยตลอด ทั้งจากดุลการค้าและดุลบริการที่เกินดุล โดยเฉพาะดุลบริการที่ดีขึ้นเนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวปรับตัวสู่ภาวะปกติหลังจากปัญหา SARS คลี่คลายลง และคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นอีกในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ในขณะที่มีการไหลเข้าของเงินทุนสุทธิต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนหากไม่นับรวมการชำระคืนหนี้ IMF ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเงินในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน

ในด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าทางการได้ชำระหนี้รายงวดแก่ IMF หมด โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 อยู่ที่ระดับ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน สะท้อนเสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยอดค้างหนี้ต่างประเทศปรับตัวลดลงมาโดยตลอด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 ภาระหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 52.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนี้ต่างประเทศระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.9 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ขณะนั้นหนี้ต่างประเทศระยะสั้นลดลง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยอยู่ที่ 3.27 ในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศนี้เพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ


2. ภาคอสังหาริมทรัพย์

sop6
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ครั้งนี้มีเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม และนโยบายของรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับของไทยเป็นอย่างมากอย่างน่าเอามาสังวร ล่าสุดในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้การเก็งกำไรคอนโดมิเนียมราคาสูงที่แม้แต่ยังไม่ได้สร้าง ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหมือนในตอนฟองสบู่กำลังพองคราวที่แล้ว และกำลังมีทีท่าจะไปไกล เพราะการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่โดยรอบกรุงเทพฯ และบางเมืองใหญ่กำลังร้อนแรงอย่างผิดสังเกต ถ้าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก จะทำให้มีคนเจ็บตัวเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่จะรุนแรงแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้างในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานะหนี้ต่างประเทศของเอกชน หนี้สาธารณะของประเทศ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ ฯลฯ

ถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะยังไม่แตก แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ภาระหนี้จากการซื้อที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง ทั้งล่างและบน ที่น่ารื่นแบกกันไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำ ขณะนี้มีสัญญาณในระดับโลกว่า อัตราดอกเบี้ยอาจขยับขึ้น ซึ่งไทยก็ต้องขยับตามในเวลาต่อไป

ผลก็คือ คนเหล่านี้จะต้องแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมากขึ้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน 5 ปีข้างหน้า บางคนอาจต้องสูญเสียบ้าน เพราะไม่สามารถผ่อนได้อีกต่อไปในตอนนั้น เพราะอาจมีของแถมอีกคือหนี้ผ่อนรถยนต์ และผ่อนบัตรเครดิต หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างสมดุลกัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของครัวเรือนนั้นมันมีความเสี่ยงอย่างนี้ แต่ตราบที่ผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไป มันก็ไปของมันได้ แต่ถ้าหากมีอะไรมาทำให้มันสะดุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก การก่อการร้าย เงินเฟ้อ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทไม่คงที่ ฯลฯ ในระดับบุคคลจะเดือดร้อนกันมาก และเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปได้ยาก


3. บัตรเครดิต

sop5
ปี 2547 เอเชียหลายประเทศก้าวสู่ความสดใส อย่างน้อยๆ ก็มีเมืองไทยของเรา ดูเหมือนจะสลัดอาการเจ็บป่วยจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 5 – 6 ปีก่อนได้เกือบหมด ดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มจาก 1.9% ในปี 2544 เป็น 6% ในปี 2546 รายได้ประชาชาติต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 92,036 บาท อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 2% และการลงทุนภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 13% ในปี 2546 ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้นและมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้ประกอบการต่างๆ แข่งขันกันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทั้งทางด้านการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและการบริการที่ดี รวมทั้งกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งเรื่องราคาและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกนำมาใช้สร้างภาพลักษณ์ของสินค้าตัวเองให้อยู่ในใจผู้บริโภค

“บัตรเครดิต” ได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายของประชาชนทั้งเพื่อการบริโภคและการทำธุรกิจ โดยแนวคิดของบัตรเครดิตคือ ผู้ที่ถือบัตรเครดิตสามารถที่จะนำบัตรชำระค่าสินค้าได้ทันที แม้ว่าในขณะนั้นจะไม่มีเงินสด หลังจากนั้นผู้ที่ออกบัตรจึงค่อยเรียกเก็บค่าสินค้าจากผู้ถือบัตร หรือถ้าเมื่อถึงกำหนดชำระและมีเงินไม่เพียงพอ ก็สามารถชำระเพียงส่วนหนึ่งได้ วงเงินของสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งทางผู้ออกบัตรจะเป็นผู้วิเคราะห์ โดยจะพิจารณาจากเงินเดือน อาชีพการงาน และประวัติเครดิตของบุคคลเป็นหลัก เนื่องจากบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักประกัน ทางผู้ออกบัตรจึงคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน

บัตรเครดิตที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ของธนาคารพาณิชย์ไทย เช่น บัตรเครดิตธนาคารกสิกร บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

2. ของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ เช่น VISA, MASTER, AMERICAN EXPRESS (AMES) ฯลฯ

3. ของบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) เช่น บัตร AMEX หรือ DINERs เป็นต้น

และเนื่องจากผลประโยชน์ที่สูงจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จึงทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูงมาก สังเกตได้จากการพยายามที่จะวางกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี โดยไม่มีเงื่อนไข การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย และกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ เช่น บัตรเคทีซี วีซ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของธุรกิจบัตรเครดิตที่ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างหนึ่งที่คนทันสมัยมีระดับต้องถือไว้คนละไม่น้อยกว่า 1 ใบ จะจำเป็นมากน้อยแค่ไหนเอาไว้พูดกันทีหลัง กลยุทธ์ธุรกิจบัตรเครดิตในปัจจุบันของแต่ละธนาคารดูได้จาก ดูจาก 11.1 ???

สถานการณ์บัตรเครดิตในปัจจุบัน อัตราการถือครอ
งบัตรของคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 5.37% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ธปท.รายงานตัวเลขให้บริการบัตรเครดิตล่าสุดไตรมาสที่ 4 ปี 2546 ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีการให้บริการบัตรเครดิตกับประชาชนทั้งสิ้น 4,224,362 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 191,938 บัตร ซึ่งถือว่า เป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก โดยเป็นบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ 3,390,297 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 142,098 บัตร เป็นบัตรเครดิตจองธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย 834,065 บัตร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 จำนวน 49,840 บัตร แต่หากเทียบกับสิ้นปีก่อน พบว่า ยอดบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 682,885 บัตร และเป็นการเพิ่มขึ้นของบัตรเครดิตธนาคารต่างประเทศ 116,425 บัตร ด้านการใช้บัตรเครดิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธปท.ได้เตรียมออกมาตรการการควบคุมบัตรเครดิต เนื่องจากกลุ่มผู้สมัครใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ทำให้ยอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ และข้อสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ออกบัตรเป็นสถาบันที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่มีการแข่งขันกันสูง อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะออกเพิ่มเติมเพื่อดูแลและควบคุมการทำธุรกิจบัตรเครดิต รวมทั้งการให้สินเชื่อบัตรเครดิตนั้น สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ.สถาบันการเงินผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน โดยมาตรการเพิ่มเติมนี้จะครอบคลุมถึงบัตรเครดิตที่ออกโดยสถาบันการเงิน และบัตรเครดิตที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน


4. ระดับรากหญ้า

sop7
หนี้ในภาคครัวเรือนสูงขึ้น เพราะประชาชนมีโอกาสในการกู้มากขึ้น โดยในปี 2545 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 83,314 บาท ขณะที่มีรายได้ 13,418 บาท แต่เงินที่กู้มาไม่ได้นำไปใช้ก่อให้เกิดรายได้ แต่นำไปใช้คืนหนี้นอกระบบ นำไปจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ละลายไปกับการจับจ่ายสินค้าที่ไม่สร้างรายได้ แม้นิตยสารนิวส์วีคจะกล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาล ในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงที่สุดในเอเชียรองจากจีน แต่ได้แสดงความห่วงใยปัญหาหนี้ของผู้บริโภคไว้เหมือนกัน เพราะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตครั้งใหม่

ปัญหาหนี้ระดับรากหญ้าถูกจับตามาตลอด เพราะถ้าบริหารจัดการไม่ดี และรัฐบาลยังมุ่งแต่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค วิกฤตการณ์หนี้เสียครั้งใหญ่อาจจะเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ในครั้งแรก เพราะฟองสบู่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง คนระดับรากหญ้าทั่วไปอาจต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลาย และการบูรณะฟื้นฟูแก้ปัญหาจะยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าเก่า เพราะไม่รู้ว่าจะปรับโครงสร้างลูกหนี้ NPLs ระดับรากหญ้าจำนวนนับล้านๆ คนในรูปแบบใด นอกจากนั้น ยังไม่รู้ว่า รัฐบาลจะปั๊มเงินมาจากไหนมาแก้ปัญหาอีก เพราะใช้เงินจมหายไปในระบบมากแล้ว การสนับสนุนให้ประชาชนมีการใช้จ่ายเกินตัวจากรัฐบาลในโครงการเอื้ออาทรต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังทำให้ปัญหาฟองสบู่กลับมาอีกครั้ง

[1] ราวปี ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2543 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เรียกว่า The Great Depression ซึ่งเป็นผลมาจากฟองสบู่แตกในสหรัฐอเมริกา
[2] ภาคเศรษฐกิจสต็อก คือ ภาคเศรษฐกิจที่ราคาเป็นตัวกำหนดมูลค่า เช่น เช่น หุ้น ที่ดิน สมาชิกสนามกอล์ฟ บ้าน รูปภาพ ใบจองสินค้าต่างๆ ฯลฯ

[3] ผลกำไรจากหลักทรัพย์ที่ได้จากการซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แล้วขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตามบัญชีหรือราคาที่ซื้อมา

[4] วัฎจักรเศรษฐกิจประกอบด้วย ห้วงบูม ห้วงปั่นป่วน ห้วงซบเซา (ถดถอย) และห้วงฟื้นตัว (ก่อนที่จะเริ่มห้วงบูมใหม่)

[5] เช่น มูลค่าทางสัญลักษณ์ (Symbol Value) มูลค่าทางวัฒนธรรม (Cultural Value) หรือคาดว่าราจาจะสูงขึ้นไปอีก

[6] เดิมเก็งกำไรในสินค้าที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย ต่อมาเก็งกำไรจากหลักทรัพย์หรือในตลาดหุ้น การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยจึงมีมากขึ้น ทำให้อุปสงค์ต่อภาคเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

[7] ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสต็อกเป็นผลลัพธ์ของพัฒนาการระบบทุนนิยม

[8] เงินกู้ (Loan) ที่ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน (Subprime) เพื่อซื้อบ้าน ด้วยวิธีนำบ้านไปจำนอง (Mortgage) กับผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้เงินกู้มาจ่ายเป็นค่าบ้าน กลุ่มลูกค้าคือ ผู้มีรายได้น้อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือผู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี เช่น ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเคยเฟื่องฟูมากในช่วง 4-5 ปีก่อน

เศรษฐกิจฟองสบู่

รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้


sop2
ที่มาhttp://www.tanarak.mju.ac.th/index.php/2012-05-31-12-22-57/81-sop?showall=1
โอกาสครบรอบ 10 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ เราควรทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน และไม่เพียงจะไม่ก้าวพลาดอีกครั้ง แต่ช่วยกันปฏิบัติ (ไม่ดีแต่พูด) ในทางนำพาเศรษฐกิจของเราให้แข็งแกร่ง

ถ้านับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 เป็นต้นมา [1] วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นับเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของระบบเศรษฐกิจตกต่ำ สร้างความเสียหายต่อทุกชนชั้น ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างสูงสุด วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สมมติฐานคือ เป็นเรื่องของวัฎจักรเศรษฐกิจ เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค หรือเป็นเพราะภาคประชาชน อย่างไรก็ดี อาจกล่าวในเชิงลักษณะอาการได้ว่า เป็นเพราะ “ฟองสบู่แตก”


ความหมายของเศรษฐกิจฟองสบู่

การที่เศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ได้ผลตอบแทนมากกว่าสาขาอื่น และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นสภาพที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตแบบลวงตา ซึ่งเฉพาะมูลค่าเท่านั้นสูงขึ้น ไม่ส่งผลให้ปริมาณผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพื้นฐาน (Real Sector) เช่น ปรากฏการณ์ที่มูลค่าในทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรถูกดึงไปรวมกัน เมื่อเศรษฐกิจภาคการเงินการธนาคารพองขึ้นเสมือนลูกโป่งที่ลอยขึ้นไป สุดท้ายจะแตกและตกลงมาสู่พื้นฐานความจริง

เศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy) หรือ สินทรัพย์ที่พองตัวขึ้นมา (Inflated Asset) เป็นภาวะบูม (Boom) ของเศรษฐกิจที่เกิดจากมายาภาพของคนที่เชื่อว่า ราคาสินค้าที่อยู่ในเศรษฐกิจสต็อก (Stock Economy) [2] จะมีราคาสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนจึงแห่กันมาเล่นเกมเงินตรา (เก็งกำไร) เพื่อแสวงหา Capital Gain [3] สะท้อนถึงเศรษฐกิจขยายตัวเพราะอุปสงค์เทียม


ประเภทของเศรษฐกิจฟองสบู่

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ในเมืองการค้าของยุโรปที่มีการขยายตัวของการค้า เคยเกิดการเก็งกำไร พร้อมๆ กับวิวัฒนาการของเศรษฐกิจทุนนิยม หลังจากนั้นฟองสบู่ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น เศรษฐกิจฟองสบู่อาจแบ่งตามลักษณะของกลุ่มคนที่ทำให้เกิดออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. มวลชนทั่วไปที่ไม่รู้ความ เริ่มจากการเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตาของผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาเล่นเก็งกำไร ไปกระตุ้นความโลภของคนอื่นให้เข้ามาผสมโรง จนคลั่งไคล้ลุกลามไปทั่วภายในเวลาไม่นาน เช่น เหตุการณ์คลั่งไคล้ดอกทิวลิปที่ฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 17

2. มวลชนผู้มีอันจะกิน สร้างกระแสการเก็งกำไรเพื่อให้มีรายได้ที่ทัดเทียม และการเลียนแบบเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม เช่น เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อทศวรรษที่ 1920 เนื่องจากภาวะมอเตอร์ไรเซชั่น (ประชายานยนต์) ที่ผู้คนต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง ทำให้เกิดกระแสการเก็งกำไร เพื่อนำผลได้มาซื้อรถยนต์เพื่อสร้างความทัดเทียมกันทางสังคม

3. บริษัทขนาดใหญ่ ระดมเงินจำนวนมหาศาลจากตลาดทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่ไม่นำเงินไปลงทุนทางการผลิตเช่นในอดีต กลับหมุนเงินจำนวนมหาศาลนี้มาเล่นเก็งกำไร ประกอบกับการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้สร้างผลกำไรได้สูงกว่าจากการผลิต ต่อมาบริษัทอื่นๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ต่างเอาอย่าง เช่น เศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่ 1980


กลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่

สามารถแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็น 2 ห้วง ดังนี้


(1) ห้วงศตวรรษที่ 19 (ปี ค.ศ. 1800-1899)

แบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอน ดังนี้

1. มีการสะสมความมั่งคั่งก่อนที่วัฎจักรเศรษฐกิจหนึ่งๆ จะเริ่มขึ้น [4] ยิ่งถ้าสะสมก่อนห้วงบูม พอถึงห้วงบูม การเก็งกำไรยิ่งมีมากขึ้น ทำให้ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ (Panic) รุนแรงยิ่งขึ้น

2. มีปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าหลายๆ ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นปัจจัยที่ทรงพลัง เช่น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้น จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตแบบพุ่งโลด การเก็งกำไรเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงกว่าปกติ

3. ราคาสินค้าแพงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจคึกคัก เกิดการขยายการผลิต การนำเข้าวัตถุดิบ การก่อสร้างโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักร เศรษฐกิจจริงจะขยายตัวและต้องใช้เงินทุน การระดมเงินทุนโดยผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาดหลักทรัพย์มีมากขึ้น

4. เกิดการเก็งกำไร ยิ่งภาวะเศรษฐกิจบูมนานต่อเนื่อง ราคาสินค้าจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นตาม ผู้คนแห่กันซื้อคุณสมบัติใหม่ของสินค้า [5] โดยไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าใช้สอย (Use Value) อันเป็นคุณสมบัติเดิมของสินค้านั้น

5. การเคลื่อนไหวของเงินรวดเร็วมาก สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว การเก็งกำไรขยายไปสู่หุ้นหรือพันธบัตร ความมั่งคั่งที่สะสมมา (ในขั้นตอนที่ 1) ถูกนำไปใช้เล่นเก็งกำไร

6. เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากรายได้เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นชั่วคราว [6]

7. ทางการเข้าแทรกแซงการปล่อยสินเชื่อ เมื่อเห็นว่า ถึงขีดที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ การพองตัวออกคล้ายฟองสบู่ของสินเชื่อถูกทำให้แฟบลง

8. อวสานของการเก็งกำไร อุปสงค์ในข้อที่ 6 จะสูญสลายไปก่อน ต่อมาการผลิตในภาคเศรษฐกิจจริงลดลง เกิดการว่างงาน ผลกระทบจากฟองสบู่แตกจะแผ่กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยรวม เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน


(2) ห้วงศตวรรษที่ 20 (ปี ค.ศ. 1900-1999)

เงินในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก ที่เป็นแค่สื่อกลางแลกเปลี่ยนกับใช้สะสมทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่งอกเงยได้โดยตัวมันเอง เป็นทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่ง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ทฤษฏีมูลค่าเกิดจากแรงงานไม่อาจอธิบายได้มีอยู่ 3 กรณี คือ

1. แรงงานมนุษย์ถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์

2. ความเหลื่อมล้ำกันของค่าแรงสูงมาก

3. ราคามิได้ถูกกำหนดจากต้นทุนที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการ (กฎอุปสงค์) และปริมาณสินค้า (กฎอุปทาน)

ต่อไปอธิบายกลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ อาจแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็น 4 ขั้น (ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543)

1. ก่อนจัดตั้งสถาบันการเงินหรือธนาคารออมทรัพย์ การสะสมทรัพย์เกิดขึ้นภายในตัวเศรษฐกิจจริง ในรูปของ ทองคำ เหรียญ อัญมณี ฯลฯ ดังภาพที่ 1


sop3ภาพที่ 1 ยังไม่มีสถาบันการเงิน มีแต่เศรษฐกิจจริง

2. มีสถาบันการเงิน แต่การฝากเงินยังเป็นเพื่อให้ธนาคารดูแลรักษาแทน ผู้ฝากนอกจากไม่ได้รับดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ธนาคารที่ช่วยดูแลรักษาให้ เมื่อจะนำเงินไปใช้ในการลงทุนจึงค่อยถอนออกมา ดัง
ภาพที่ 2

ภาพที่ 2 เริ่มมีสถาบันการเงินเกิดขึ้น

3. ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้ ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง สร้างงาน ผลิตสินค้า ก่อให้เกิดผลกำไร แล้วนำเงินมาใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก เพื่อระดมเงินฝาก ดังภาพที่ 3


ภาพที่ 3 ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้ เกิดกระแสเงินจากการปล่อยกู้

4. ปริมาณเงินตราใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของสินค้าและบริการคล่องตัว ภาคเศรษฐกิจจริงขยายตัว รายได้ของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราการบริโภค มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยสัมพัทธ์ ต่อมาผู้ประกอบการกลายเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีกำไรสะสมมากจนไม่ต้องกู้ยืมจากธนาคาร

ปริมาณเงินที่อยู่ในสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้ต้องดิ้นรนหาทางออก โดยนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจสต็อก [7] ต่อมาเติบโตอย่างเป็นอิสระโดยสัมพัทธ์จากเศรษฐกิจจริงและมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่กลายเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดนไปโดยอัตโนมัติ ดังภาพที่ 4

ภาพที่ 4 การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจสต็อก


การเกิดและแตกเศรษฐกิจฟองสบู่

กรณีฟองสบู่แตกในปี 2540 อธิบายได้ 3 ระยะ ดังนี้

1. การก่อตัวของฟองสบู่

ในห้วงปี 2527-2529 เศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ เกิดปัญหาสถาบันการเงิน (“ราชาเงินทุน”) ล้ม จนเป็นที่มาของการเกิดโครงการ 4 เมษายน 2527 โดยรัฐบาลต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และหั่นงบประมาณรายจ่ายในปี 2528 และ 2529 ติดต่อกัน เพื่อรักษาวินัยการเงินและการคลัง

ก่อนเข้าสู่ปี 2530 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว พอดีกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นหนีพิษเงินเยนที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้า ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเข้ามา ตามมาด้วยนักลงทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและภาคบริการ จนกลายเป็นภาวะ “บูม” ทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา


2. การพองตัวของฟองสบู่

ความต้องการที่ดินเพื่อตั้ง โรงงาน สำนักงาน สนามกอล์ฟ รีสอร์ท ที่อยู่อาศัย โรงแรม ฯลฯ เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจซื้อขายที่ดินเติบโตขึ้น พวกนายหน้าค้าที่ดินได้กำไรอย่างงดงามในชั่วข้ามคืน เกิดเศรษฐีใหม่กว่า 200,000 คนที่ร่ำรวยจากการค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการเล่นหุ้น มีการปั่นราคาที่ดิน ทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า

สภาพคล่องทางการเงินมีสูงมาก เงินนอกประเทศสามารถเข้าง่ายออกง่าย อัตราดอกเบี้ยเพียง 11.5% ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนการปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินกันอย่างเต็มที่ แสดงว่า ส่งเสริมพวกนักเก็งกำไรให้เข้ามาสู่ธุรกิจฟองสบู่

ต้นปี 2533 ความเคลื่อนไหวของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มแผ่วลง เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ตามจำนวนโครงการลงทุนที่เริ่มก่อสร้าง รัฐบาลโดยผ่าน ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะที่นำไปเก็งกำไร ประจวบกับสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายปี 2533 ทำให้การเก็งกำไรหดหายไป ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ราคาที่ดินเข้าสู่ภาวะทรงตัวและหยุดเคลื่อนไหว

ขณะที่ฟองสบู่ลูกที่หนึ่งเริ่มแตก กลับปรากฏว่า มีกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีทันสมัย ได้เข้ามาลงทุนอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2534 เป็นการต่ออายุให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นและฮ่องกงเข้ามา “ร่วมทุน” กับกลุ่มตระกูลดังๆ

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ได้กระหน่ำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้หยุดชะงักอีกครั้งหลังจากที่กำลังจะเริ่มฟื้นตัว

ต่อมาเกิดปัจจัยกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแหล่งเงินทุนใหม่ ดอกเบี้ยต่ำ มากระตุ้นขยาย “ฟองสบู่” ให้พองโตขึ้นและใหญ่กว่าเดิมได้อีกครั้ง ดังนี้

1. ประกาศหลักเกณฑ์มาตรฐานการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 50% จากเดิมที่ให้เป็นความเสี่ยง 100% ยิ่งทำให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้น

2. การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศสามารถเปิดให้บริการวิเทศธนกิจ (BIBF) ซึ่งบริการให้กู้เงินและรับฝากเงินตราต่างประเทศได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536

3. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้บริษัทสามารถออกตราสารได้ ตั้งแต่ปี 2536 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงกลับมาทุ่มเทลงทุนในโครงการใหม่ๆ อย่างคึกคัก เกิดภาวการณ์ซื้อที่ดินเพื่อกักตุนไว้เป็นแลนด์แบงก์ (Land Bank) ตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต.

4. ปลายปี 2536 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งสินเชื่อรายย่อย และยังยินยอมให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างๆ ได้ถึง 30% ของสินทรัพย์ในบริษัทประกัน จากเดิมเพียง 10%

อาจกล่าวได้ว่า เป็นความผิดพลาดของทางการที่ดำเนินนโยบายสนับสนุนฟองสบู่ แทนที่จะปรามปราบฟองสบู่ ผลจึงเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจในอีก 4 ปีต่อมา เมื่อฟองสบู่ลูกที่สองแตกอย่างถาวร


3. สภาวะฟองสบู่แตก

เมื่อทางการจำเป็นต้องตัดสินใจลอยตัวค่างเงินบาท และดำเนินการปิด 56 สถาบันการเงิน ระบบการเงินจึงเข้าสู่ภาวะวิกฤต สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง ทั้งๆ ที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของ ธปท.และกระทรวงการคลัง ขณะที่อีกด้านหนึ่งมาจาก ขาดความสามารถ ความโลภ ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเงิน และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประชาชน นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินไทย

นโยบายการเงินที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (ตะกร้าเงิน) อิงกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลานานถึง 10 กว่าปี โดยไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การส่งสัญญาณเตือนภัยล่าช้า วิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด เช่น การใช้นโยบายเปิดเสรีทางการเงินเพราะต้องการเร่งระดมทุนจากต่างประเทศเข้ามาขยายการลงทุน เนื่องจากเงินออมในประเทศไม่เพียงพอ ต่อมาเมื่อเงินทุนไหลเข้ามามากจนกระตุ้นให้เกิด “ฟองสบู่” ลูกใหม่ ธปท.กลับควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และมิได้ตระหนักถึงภัยอันตราย สถาบันการเงินไทยหันไปพึ่งพาเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ โดยอาศัยส่วนต่างค่อนข้างมากของอัตราดอกเบี้ยมาทำกำไรจำนวนมหาศาล ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน”

ปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ ในปี 2530 มีเพียง 27.6 พันล้านบาท หลังเปิดเสรีทางการเงินในปี 2536 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 260.9 พันล้านบาท หรือเกือบ 20 เท่าในช่วงเวลาเพียง 7-8 ปี และกว่า 90% เป็นการนำเข้าเงินทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์

เงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อระยะยาวในประเทศ ส่วนใหญ่กระจุกตัวที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงฟองสบู่พองตัว เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจุดเริ่มฟองสบู่แตก จึงลุกลามไปถึงสถาบันการเงิน

ล่าสุด (สิงหาคม 2550) ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกรดต่ำสุดและมีความเสี่ยงสูง (Subprime Mortgage Loan) กำลังพ่นพิษ [8] ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยไม่ดีเหมือนกับในห้วงปี 2544 ซึ่งธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ติดๆ กัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากหายนะหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ทำให้มีประเด็นที่น่าติดตามว่า “ปี 2549-50 ฟองสบู่ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ กำลังแตกจริงหรือไม่?” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร?”

ความรู้เรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ ยังคงน่าสนใจติดตามต่อไปอีกนาน

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2549. บทความเรื่อง “เตือนนโยบายรัฐก่อวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. http://www.rakbankerd.com/hotnews.html?nid=680 บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูวันที่ 22 ธันวาคม 2549.

วีรพงษ์ รามางกูร 2549. ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) อดีต รมว.คลัง. บทความเรื่อง “นักวิชาการชี้ 2 ปีเศรษฐกิจไร้ ‘ฟองสบู่’ ”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หรือ http://www.rakbankerd.com/hotnews.html?nid=790 บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549.

ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543. พ็อกเก็ตบุ๊ค เรื่อง “เศรษฐกิจไทย พลาดสู่วิกฤติ” บทที่ 7 “วิกฤตเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทางการเงิน” หน้า 96-102. กรุงเทพฯ : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์.

ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2549. คอลัมน์เศรษฐศาสตร์จานร้อน บทความเรื่อง “เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q1/article2004q1/article2004jan19p7.htm บริษัท เศรษฐกิจร่วมด้วยช่วยกัน จำกัด. เข้าดูเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2549.

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ปาฐกถาเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (เมษายน 2544)
          โดย ศาสตราจารย์อาโล วูเลอรี่ สถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น เรียบเรียงโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
          จากประสบการณ์สอนประเมินค่าทรัพย์สินมาตลอด 30 ปี ผมพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นดูคล้ายแปลกประหลาดประการหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัพย์สินต่ำมาก (เพียงราว 2% ขณะที่ประเทศอื่นประมาณ 6-8%) แต่ราคากลับสูงมาก สูงจนกระทั่งว่าครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เคยมีการประมาณการกันว่า ญี่ปุ่นซี่งมีขนาดที่ดินเพียง 1/33 ของสหรัฐอเมริกา กลับมีมูลค่าที่ดินสูงถึง 2.5 เท่า
          ในช่วงบูมของญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน เราพบว่า ราคาที่ดินสูงถึง 52 ล้านบาทต่อตารางวาในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีการพัฒนาในรูปแบบใดที่จะสะท้อนราคาตลาดที่สูงเช่นนี้ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่ากับราคาที่ดินไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว ถ้าพิจารณาจากกฎของมูลค่าทรัพย์สิน จะพบว่า ราคาตลาดของที่ดินในญี่ปุ่นไม่ได้สอดคล้องกับกฎของความเป็นไปได้ในการใช้ ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดเลย นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับกฎของความคาดหวังที่ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินขึ้นลงตามประโยชน์ใช้สอยที่คาดหวังในอนาคตเลย ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินในญี่ปุ่นขึ้นตามการเก็งกำไรสถานเดียว
          ในปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นลดลงไปกว่า 60% แล้ว และยังมีการคาดการณ์กันอีกว่า ราคาจะลดลงอีกประมาณ 50% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพราะราคาที่เป็นอยู่ยังสูงอยู่มาก เช่น ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นราคาเป็นเงินตารางเมตรละ 240,000 บาท ในขณะที่ในนครลอสแองเจลลิส เป็นเงินเพียงตารางเมตรละ 7,700 บาทเท่านั้น
          ประสบการณ์ของญี่ปุ่นชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังขาดความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ดินที่สูงนั้นมีข้อดีอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการใช้สอยที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถนำภาษีนี้มาพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินในอีกทางหนึ่ง และยังทำให้เกิดฐานภาษีที่แน่นอนจากที่ดิน การลดภาษีที่ดินหรือไม่นำพาที่จะขึ้นภาษีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ ใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง (แต่เป็นการช่วยผู้ประกอบการที่ยังเหลืออยู่เพียงจำนวนไม่มากนัก)
          สำหรับปัญหาในสหรัฐอเมริกานั้น มีรากฐานมาจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกิจการด้านเงินออมและการให้สินเชื่อ โดยในภาวะเศรษฐกิจปกติ อุตสาหกรรมการออมและการให้สินเชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเกิดการ "บูม" ของเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง ต้นทศวรรษ 1980 ภาวะการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะดอกเบี้ยเคลื่อนไหวมากในขณะที่สถาบันการเงิน ต่าง ๆ ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นมาให้สินเชื่อระยะยาว
          จุดหลักที่ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาก็คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร่วมฉ้อฉลหรือ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่") และเจ้าของหรือผู้บริหารสถาบันการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายมากมาย เช่น ให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ให้สินเชื่อแบบแอบแฝงหลายซับหลายซ้อน ทำให้ในภายหลังเมื่อรัฐบาลกลางยื่นมือเข้ามาแก้ไข กลับต้องสูญเสียเงินเพื่อการนี้จำนวนมหาศาล ยิ่งกว่านั้นนักอุตสาหกรรมทางการเงินเหล่านี้ยังสามารถซื้อนักการเมืองใน รัฐสภาได้อีกด้วย ทำให้เกิดการ "ซื้อเวลา" จนการแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไป สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
          และในที่สุดรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงในช่วง ปี 2532 ในครั้งนั้นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าของและผู้จัดการสถาบันการเงินถูกจับดำเนินคดีมากมาย (ของเขาเอาจริง)
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้ง Resolution Trust Corporation (RTC) ซึ่งก็คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เรากำลังจะตั้งขึ้น RTC นี้มีหน้าที่สำคัญคือ การขายทรัพย์สินให้ได้มาก เร็วและได้ราคาดีที่สุดโดยให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และสถาบัน การเงินน้อยที่สุด และส่งเสริมการให้มีที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย (ในขณะที่มีอุปทานเหลืออยู่มากมายในราคาถูก)
          คำถามที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือแล้วนักบัญขีสหรัฐอเมริกาไปไหนกันหมด ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีให้ถูกต้องจนสถาบันการเงินเหล่านี้เอาบัญชีมา "แหกตา" นักลงทุนหรือชาวบ้านกันอย่างทุจริต คำตอบพวกเขาอยู่ และทำงานบัญชีไว้สวยหรู โดยได้รับค่าจ้างอย่างงาม นี่เป็นข้อสังเกตให้เห็นว่าในภาวะที่มีการโกงกันมหาศาลนัก นักวิชาชีพ (ซึ่งแน่นอนย่อมรวมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินด้วย) ก็มักถูกซื้อได้ แต่แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา (แผ่นดินแห่งอารยชน) ก็ไม่มีข้อยกเว้นเลย
          หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า ในญี่ปุ่น การขาดมาตรการด้านภาษีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาลุกลามออกไป ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในญี่ปุ่น ยังประเมินแบบแยกส่วนที่ดินและอาคาร ใช้ข้อมูลการซื้อขายราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง "มืดบอด" โดยไม่นำพาว่าเป็นราคาเก็งกำไร ไม่ใช่มูลค่า การใช้วิธีเปรียบเทีบตลาดแบบ "ตะพึดตะพือ" โดยไม่ใช้วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า โดยเฉพาะสำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เป็นความล้มเหลวของวิชาขีพนี้ในญี่ปุ่น
          ก่อนหน้าการเรียบเรียงนี้ มีผู้บริหารของ Appraisal Institute มาประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ได้แสดงปาฐกถาไว้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ 2532 สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในอเมริกามีหลายสมาคม ขาดการควบคุมคุณภาพนักประเมินเท่าที่ควร ทำให้เพิ่งเกิดการคุมเข้มนักวิชาชีพนี้เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง (ไม่ช้าเกินไปนักที่เราจะเริ่มพัฒนาวิชาชีพอย่างจริงจัง)
          ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในทุก ๆ ตลาดย่อมมี "คนโง่" ใครก็ตามที่ไม่ตระหนักว่ามี "คนโง่" ในตลาดก็อาจตกเป็น "คนโง่" เสียเอง "คนโง่" เหล่านี้มักซื้อของในราคาแพงอย่างไร้เหตุผล และนึกว่าจะมี "คนโง่ (กว่า)" ซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นร่ำไป
          ข้อสรุปสุดท้ายของศาสตราจารย์วูเลอรี่ก็คือ "ความโลภ" คือบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในที่สุด แม้เรามีเครื่องมือที่ทันสมัย มีข้อมูลเพรียบพร้อมที่ดีเพียงใด แต่หากเรามีความละโมบ เราก็อาจ "หลง" ได้ เช่น มีข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินที่กว้างและลึกดีมาก แต่ในการวิเคราะห์ วิเคราะห์ด้วยความละโมบไม่เป็นกลาง โอกาสที่จะวิเคราะห์ผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดความเสียหายในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น
          ในการแก้ไขปัญหา เราจำเป็นที่ต้องสร้างระบบป้องกันการเกินโอกาสการแสดงออกซึ่งความละโมบให้ ได้ เช่น กรณีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็สมควรประเมินโดยผู้ประเมินมากกว่า 2 แห่ง ถ้าเห็นต่างกันก็ต้องหาทางวิเคราะห์ให้ได้ว่าเพราะอะไรโดยพลัน จะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ ที่สำคัญต้องสร้างระบบไม่ให้สักแต่จ้างผู้ประเมินเดิม ๆ เพื่อป้องกันการ "ฮั้ว" การที่ผู้รับผิดชอบแก้ปัญหา แต่ไม่พยายามแก้ให้โปร่งใสอย่างถึงที่สุด ทำให้โปร่งใสแต่เพียงรูปแบบเบื้องต้น สมควรต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้แก้ปัญหาเหล่านั้น ก็คือผู้ฉ้อฉล หรือผู้โกง (ตัวจริง) เอง (ผู้เรียบเรียงสรุป)

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่

เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่

เศรษฐศาสตร์จานร้อน  ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2547

การ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ ราคาหุ้น และราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดคำถาม และความเป็นห่วงเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยว่า กำลังเข้าสู่สภาวะฟองสบู่หรือไม่

ใน การพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะอสังหาริมทรัพย์นั้น เรามักได้ยินคำอธิบายว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่เกิดสภาวะฟองสบู่อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้มีการก่อสร้าง และซื้อ-ขายบ้าน บ้านแฝด คอนโด ฯลฯ เพียง 35,000 - 40,000 หลังต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1/3 -1/4 ของยอดขายในปี 2537-38 ซึ่งสูงถึง 120,000 - 150,000 หลัง

แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะเข้าใจว่า สาเหตุพื้นฐานของฟองสบู่นั้น เกิดจากอุปสงค์ หรือดีมานด์ที่สูงเกินไป อุปทาน คือซัพพลาย ที่มีมากจนล้นตลาดนั้น เกิดขึ้นหลังจากการแตกสลายของฟองสบู่ กล่าวคือ อุปสงค์ ที่มากเกินไปในตอนแรก คือ เหตุ และอุปทานที่มากเกินไปในตอนหลังคือ ผล นั่นเอง

ตัวอย่างฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในหุ้นอินเทอร์เน็ตที่สหรัฐ ในช่วง 2542-43 นั้น ผลักดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แนสแด็ก ปรับตัวสูงขึ้นมาที่ระดับ 5,000 จุด และเมื่อฟองสบู่แตก ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงอย่างมากเหลือเพียง 1,500 จุด และแม้จะฟื้นตัวมาระดับหนึ่ง ในช่วง 2546 ดัชนีหุ้นแนสแด็ก ก็ยังสูงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุด เมื่อตอนต้นปี 2543

ประเด็นหลัก คือ สภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นจากความต้องการในระยะสั้น ที่สูงเกินความเป็นจริง และสูงเกินกว่าที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว และเมื่อมีความต้องการสูงเกินไป ราคาสินทรัพย์ก็ถูกผลักดันให้สูงเกินความเป็นจริงในระยะยาวได้ ซึ่งราคาที่สูงดังกล่าว กลายเป็นปัจจัยส่งเสริม (incentive) ให้มีการเพิ่มการผลิตสินค้าดังกล่าวออกมาจำนวนมาก

แต่การผลิต สินทรัพย์นั้น ต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าผลผลิตจะออกมาสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือบ้าน และเมื่อสินทรัพย์จำนวนมาก ถูกนำออกมาจำหน่าย ก็จะขายไม่ได้ในราคาที่สูง ดังที่คาดเอาไว้ ผลก็คือ ราคาจะปรับลดลง ทำให้ยิ่งเกิดความไม่มั่นใจ และราคาสินทรัพย์ปรับตัวลงไปอีก เป็นผลให้ผู้ผลิตต้องเสียหาย และล้มละลายเป็นจำนวนมาก
ทำไม สภาวะอุปสงค์ที่สูงเกินจริงจึงเกิดขึ้นได้?

สาเหตุ หลักมักจะเกิดจากความเชื่อในสิ่งประดิษฐใหม่ๆ ว่าจะมีคุณค่าอย่างมาก ต่อสังคม และเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ที่ลงทุนผลิตสินค้าดังกล่าว ได้รับผลตอบแทนมหาศาล การคาดการณ์ ผลกำไรที่สูงเกินจริงนั้น เกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีต เช่น การลงทุนสร้างทางรถไฟในอเมริกา การลงทุนผลิตไฟฟ้า การผลิตรถยนต์ (ซึ่งในช่วงแรก มีหลายร้อยบริษัท และยี่ห้อ)

และล่า สุด คือ อินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์ให้ละเอียดแล้ว จะพบว่า นักลงทุนมักจะไม่ได้รับผลตอบแทนสูงมากนัก เพราะการแย่งกันเข้ามาลงทุน จะทำให้เกิดการแข่งขัน และการตัดราคาสินค้า ทำให้ผู้ที่มักจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือผู้บริโภคนั่นเอง  


อีกสาเหตุหนึ่ง คือ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป และนานเกินไป ดอกเบี้ยที่ต่ำ จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ตนเองมีกำลังซื้อสินทรัพย์สูง อีกทั้งยังผลักดันให้ต้องรีบเป็นหนี้ และซื้อสินทรัพย์โดยเร็ว เพราะรู้ว่าในที่สุด ราคาสินทรัพย์ และดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

การ ดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่นั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งนายกรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในเชิงชมเชยตัวเอง ที่ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐ ประสบปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้น ในช่วง 2542-43 โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า เกิดสภาวะฟองสบู่ขึ้น  ดังนั้น การปรับดอกเบี้ยขึ้น อาจจะทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจได้

อย่าง ไรก็ดี เมื่อฟองสบู่แตกขึ้นจริงๆ ในปี 2543 นายกรีนสแปน ก็รีบปรับลดดอกเบี้ยอย่างมาก และฉับพลัน เหลือเพียง 1.0% จาก 6.5% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย คือเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยเพียง 3 ไตรมาส ในปี 2544 และขณะนี้ ก็ฟื้นตัวจนสามารถขยายตัวได้ระดับ 3% ในปี 2546 และคาดว่า จะขยายตัว 4.4% ในปี 2547
 


ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องพยายามรีบจัดการกับฟองสบู่ และหากเกิดการแตกของฟองสบู่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ทันท่วงที ก็จะบรรเทาผลกระทบได้เกือบทั้งหมด แต่ข้อสรุปดังกล่าวที่ผิด เพราะ

1. การปล่อยให้ฟองสบู่ในตลาดหุ้นพองตัวขึ้น ทำให้ความไม่สมดุลเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้จ่ายเกินตัว การสร้างหนี้อย่างมหาศาลของประเทศสหรัฐ ดังเห็นได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547

2. การรีบลดดอกเบี้ย เพื่อลดผลกระทบของการแตกฟองสบู่ในตลาดหุ้น ได้ทำให้เกิดฟองสบู่ ในส่วนอื่นของเศรษฐกิจสหรัฐ คือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจสหรัฐได้ เมื่อดอกเบี้ยขึ้นในอนาคต

3. การปรับตัวลดดอกเบี้ย เมื่อฟองสบู่แตก แต่ไม่ปรับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อสกัดการสร้างตัวของฟองสบู่ เป็นการกระทำที่ไม่สมดุล อันจะก่อให้เกิดพฤติกรรมกล้าเสี่ยงที่เกินเลยขอบเขตที่เหมาะสมได้ เพราะนักลงทุน จะรู้ว่า ธนาคารกลางยอมให้เก็งกำไร ผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเกินจริง โดยไม่ห้ามปราม แต่เมื่อราคาจะปรับลดลง ทางการจะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ให้เกิดการตกต่ำตามกลไกตลาด
 


แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น อย่างมากในปี 2546 และ 2547 แต่ก็ยังมีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งกลายเป็นปัญหาโครงสร้าง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผลคือ แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว ในอัตราที่สูงกว่า เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่เงินดอลลาร์ กลับลดค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนอาการของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอมากกว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรง

การ ที่สหรัฐสร้างหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ในศักยภาพของสหรัฐในระยะยาว และความกังวลว่า สหรัฐจะแก้ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มพูนของตน โดยการสร้างเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ ราคาทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการถือทองคำ คือการปกป้องมูลค่าของทรัพย์สิน ในกรณีที่สภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นจริงในอนาคตครับ
 

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว?

    ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว?


    สมสกุล เผ่าจินดามุข


    กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : 6 เดือนก่อน หากไปถามคนทั้งในวงการและนอกวงการคงไม่มีใครเชื่อว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงสุด 44 บาทกว่า เมื่อ 7 กรกฎาคม 2551 จะหล่นมาเหลือ 19 บาทกว่าเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 และเบนซินธรรมดาที่ปรับลดลงมาเกินครึ่งหนึ่ง จากราคาสูงสุดเมื่อกลางปี

    มันน่าฉงน หากย้อนพิจารณาราคาน้ำมันที่ต้องใช้เวลา 3 ปีถึงปรับเพิ่มขึ้นมา 1 เท่าตัว แต่ใช้เวลาเพียง 6 เดือนลดลงอยู่ระดับเดียวกับ 3 ปีที่แล้ว

    ไม่นานมานี้ นักวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ และจีน ศึกษาการปรับตัวของราคาน้ำมันโดยดูเทียบกับอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกย้อนหลังไป 4 ปี ได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า "พวกเรากำลังอยู่ในช่วงฟองสบู่น้ำมัน"

 
ภาพจาก: http://www.goldhips.com
    ทำไมนะหรือครับ ก็เพราะกราฟแสดงการปรับตัวของราคาน้ำมันฟ้องชัดว่า ราคาน้ำมันพุ่งเร็วกว่าระดับเอ็กซ์โพเนนเชียล พูดอีกอย่าง ก็คือ ราคาน้ำมันช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุปสงค์/อุปทานเลย แต่เป็นเพราะการเก็งกำไรมากกว่า

    เอฟ. วิลเลียม อิงดาลห์ จากโกลบอล รีเสิร์ช เจ้าของงานเขียนเรื่อง Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order (PlutoPress), and Seeds of Destruction: The Hidden Agenda of Genetic Manipulation ได้เสนองานวิเคราะห์บนเวบไซต์โกลบอล รีเสิร์ช เรื่อง "เป็นไปได้ที่ 60% ของราคาน้ำมันทุกวันนี้เกิดจากการเก็งกำไร" โดยเชื่อว่าราคาน้ำมันปัจจุบันไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน แต่ถูกควบคุมจากระบบตลาดเงินที่ละเอียดอ่อน และถูกคุมจากบริษัทน้ำมันอังกฤษและสหรัฐรายใหญ่ 4 ราย

"อย่างน้อย 60% ของราคาน้ำมันที่ระดับ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล้วนมาจากแรงการเก็งกำไรของเฮดจ์ฟันด์ กลุ่มการเงินและนักค้าของธนาคารรายใหญ่ และจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าอย่างไม่ถูกต้องตามกฎข้อบังคับ ในตลาดลอนดอน ไอซีอี ฟิวเจอร์ส กับตลาดล่วงหน้าไนเมกซ์ รวมถึงการเทรดผ่านอินเตอร์แบงก์กับหน้าเคาน์เตอร์ หรือโอทีซี เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบ" อิงดาลห์อธิบาย

    ข้อมูลที่พวกเขานำมาวิเคราะห์นอกจากราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ยังนำอัตราแลกเปลี่ยนสกุลดอลลาร์ ยูโร และสกุลหลักอื่นมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย เพื่อยืนยันว่า ราคาที่ปรับขึ้นรวดเร็วไม่เกี่ยวกับการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ และยังพอตรวจสอบอุปสงค์และอุปทานน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนและอินเดีย

    ทั้งนี้เอกสารของ ดร.เคน โคยามา ผู้อำนวยการและสมาชิกคณะกรรมการ หน่วยวิจัยอุตสาหกรรมและการวางแผน จากสถาบันเศรษฐกิจการพลังงานของญี่ปุ่น หรือ ไออีอีเจ หนึ่งในผู้ร่วมงานสัมมนาของธนาคารโลก ซึ่งให้ข้อมูลเรื่อง "ราคาน้ำมันกับตลาดน้ำมันทั่วโลก" วิเคราะห์ที่มาและผลกระทบของการไหลเวียนของเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันว่า นอกเหนือจากผู้ซื้อและผู้ขายในอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหญ่จากตลาดเงินแยกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

    กลุ่มแรกกองทุนบำเหน็จบำนาญ (เพนชั่นฟันด์) มีเงินลงทุนในตลาด 16-17 ล้านล้านดอลลาร์ กลุ่มสองกองทุนรัฐมีเงินลงทุน 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ และสุดท้ายเฮดจ์ฟันด์มีเงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 3 รายต่างมีแผนการลงทุนแตกต่างกัน แต่ทั้ง 3 กลุ่มมีจุดประสงค์เดียวกันคือโยกเงินจากตลาดหุ้น ตราสารหนี้และตลาดเงิน ที่หนีปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ปล่อยกู้ลูกค้ามีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) ไปหาผลตอบแทนจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันมากขึ้น
    จากแบบจำลองที่ต่างกัน 3 บริบท ได้ข้อสรุปอย่างเดียว คือ "ฟองสบู่" เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าราคาอนาคตจะสูงขึ้น เลยกระพือให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยไม่มีเหตุผลด้านพื้นฐานรองรับ

    จุดสังเกตที่สำคัญ คือ ปี 2547 และ 2548 อุปสงค์และอุปทานน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นเหมือนกันหมด พอมาต้นปี 2549 อุปทานเริ่มตกลง อีก 2-3 เดือนต่อมาอุปสงค์ลดลงตาม และหลังจากนั้น 6 เดือน ราคาน้ำมันถึงเริ่มลดลง

    ช่วงระหว่างกลางปี 2549 ถึงต้นปี 2550 อุปสงค์กับอุปทานเริ่มผันผวน จากนั้นอุปสงค์ อุปทาน และราคาน้ำมันทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดรอบใหม่สุดเป็นประวัติการณ์

    ด้าน ศจ.โรเบิร์ต ไวเนอร์ นักวิชาการจาก จอร์จ วอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ ประเทศสหรัฐ เห็นสอดคล้องกับ ดร.โคยามาว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาราคาน้ำมันผันผวนมาก ราคาน้ำมันดิบกระโดดจาก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2533 มาอยู่ที่กว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้

    ทั้งนี้ ศจ.ไวเนอร์ให้ความเห็นในข้อสงสัยกองทุนรัฐมีส่วนเก็งกำไร ดันราคาน้ำมันสูงขึ้นว่า เป็นเรื่องยากในการจับตาติดตามดูปฏิกิริยาของกลุ่มเก็งกำไร และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ได้ ในเรื่องการเทรดของกลุ่มเก็งกำไรซึ่งเป็นกลุ่มไม่เกี่ยวข้องการค้ากับการพาณิชย์ และจากสถิติการเทรดของกลุ่มผู้จัดการกองทุนในตลาดน้ำมันตอนนี้ยังไม่มาก และอยู่ระดับปานกลาง หมายความว่ากิจกรรมกลุ่มเก็งกำไรเกือบครึ่งหนึ่ง ทั้งการซื้อและขาย 

    ครั้นลองเอาอุปทานและอุปสงค์ล่าสุด (ก.ค.) มาเทียบกัน ก็มาเจอว่าอุปทานสูงเกินกว่าอุปสงค์ถึงครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ราคาดันทะลึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมา ดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ส่งผลต่อราคาน้ำมันน้อยมาก นักวิจัยเลยตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก น่าจะมาจากที่อื่นที่ไม่ใช่อุปสงค์/อุปทาน

    และได้คำตอบสุดท้าย ว่า เป็นเรื่องของการเก็งกำไร เป็นเพราะการบริโภคข่าวลือหนาหูว่าน้ำมันใกล้หมดโลกทำให้ราคาสูงขึ้น

    ส่วนปัจจัยหนุนอื่น อาจเป็นเพราะนักลงทุนกำลังมองหาผลตอบแทนรายได้สูงสุดจากการลงทุนหลังจากฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐ แตกไปแล้ว 3 ฟอง (ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตปี 2540 ฟองสบู่อสังหาฯ ปี 2549 และปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพปี 2550)

    บางส่วนหันมาเก็งกำไรหลังรัฐบาลสหรัฐยกเลิกกฎระเบียบการค้าน้ำมันล่วงหน้าเมื่อต้นปี 2549 ซึ่งตอนนั้นทำให้เกิดความผันผวนขึ้นช่วงสั้นๆ สุดท้าย นักลงทุนอาจวิตกว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนอาจกระตุ้นให้คนหันไปทำประกันความเสี่ยงเผื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในอนาคต

    ตอนนี้อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่า ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือน พอให้ข้อสรุปบางอย่างได้บ้าง

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com
       http://www.nidambe11.net

ย้อนรอยจตุคามรามเทพ ปรากฏการณ์ของเทพที่เลือนหาย


เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์



          เล่าขานกันในหมู่คนนครว่า เป็นครั้งแรกที่เมืองทั้งเมืองตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานเพราะเทพองค์หนึ่ง
          เล่าขานกันในหมู่เซียนพระว่า นี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการพระเครื่อง
          เล่าขานกันในหมู่คนทั่วไปว่า หากใครได้เทพองค์นี้ไปบูชา จะรวยและแคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง…

          ข้อความข้างต้นคือบทเปิดเรื่องของสารคดีพิเศษ “ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ๒๕๕๐ เมื่อ ‘เทพ’ มาเยือนเมืองคอน” ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ ๒๖๘ มิถุนายน ๒๕๕๐
ระหว่างปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ คงไม่ผิดหากกล่าวว่ากระแสความนิยมจตุคามรามเทพพุ่งแรงสู่จุดสูงสุดในระดับ ปรากฏการณ์ อย่างที่วัตถุมงคลอื่นใดไม่สามารถทำได้มาก่อน หลายคนอาจยังจำได้ถึงเหตุการณ์วันเปิดจองจตุคามรามเทพ รุ่น “เงินไหลมา ๒” จัดสร้างโดยพระมหาไมตรี ปภารตโน เจ้าอาวาสวัดพระนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ฝูงชนแห่แหนเข้ามาแออัดเบียดเสียดกระทั่งเหยียบกันตาย กลายเป็นข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่างๆ

          ผู้รู้ในแวดวงพระเครื่องกล่าวว่า จตุคามรามเทพนับเป็นวัตถุมงคลที่มีกระบวนการจัดสร้างพัฒนาไปอย่างถึงที่สุด นับตั้งแต่การออกแบบที่หลากหลาย มวลสารและวัตถุดิบที่นำมาผลิต กระทั่งพิธีกรรมที่พิสดารขึ้นทุกที มีพิธีปลุกเสกจตุคามฯ ตั้งแต่ในเรือรบจนถึงบนเครื่องบิน

          ช่วงเวลานั้นคนทุกสารทิศหลั่งไหลไปยังเมืองนครศรี-ธรรมราชในฐานะต้น กำเนิดของจตุคามรามเทพ ทำให้ทั้งเมืองคึกคักครึกครื้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจากพิธีกรรมและกิจกรรมนานาที่เกี่ยวเนื่องกับองค์เทพ และจากเม็ดเงินมหาศาลแพร่สะพัด เปรียบเสมือนเมืองนครตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

          แต่ละวันมีผู้สร้างมาขอใช้ลานหน้าพระบรมธาตุของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อประกอบพิธีพุทธาภิเษก-เทวาภิเษกจตุคามรามเทพ วันละอย่างน้อย ๓ เวลา โดยมีผู้ศรัทธามาเข้าร่วมพิธีเนืองแน่น เช่นเดียวกับศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ก็เป็นสถานสำคัญที่ผู้สร้างจตุคามฯ ทุกรุ่นต้องมาทำพิธีปลุกเสกที่นี่

          ทุกมุมเมืองนครศรีธรรมราชเต็มไปด้วยป้ายคัตเอาต์ประกาศสร้างจตุคามรามเทพ รุ่นต่างๆ และแผงค้าจตุคามฯ กระจัดกระจายทั่วไปหมด ตั้งแต่ด้านหน้าร้านตัดผม ร้านอาหาร ร้านทอง ร้านขายยา อู่ซ่อมรถ ไม่เว้นแม้แต่ปั๊มน้ำมัน รวมทั้งร้านค้าในอาคารตึกแถว ทั้งยังมีรถปิกอัปติดป้ายโฆษณาจตุคามรามเทพวิ่งขวักไขว่เต็มท้องถนนทั่ว เมือง

          กิจการต่างๆ ในเมืองนครได้รับประโยชน์จนเข้าสู่สภาวะ “ขาขึ้น” ถ้วนหน้า โรงแรมทุกระดับและร้านอาหารมียอดลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สายการบินต่างๆ มีผู้ใช้บริการจำนวนมากจนต้องเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังนครศรีธรรมราช แม้แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้างแทบไม่มีวิ่งรับคนเพราะต้องไป
วิ่งส่งจตุคามฯ กันหมด


ต้นปี ๒๕๕๓ บรรยากาศในวิหารพระม้า สถานที่ประดิษฐานท้าวขัตตุคาม-ท้าวรามเทพ ผู้คนไม่คึกคักพลุกพล่านเท่าสมัยที่จตุคามรามเทพ อยู่ในกระแสความนิยม
          ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ๓ ปี เราเดินทางมาที่เมืองนครศรี-ธรรมราชในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ก็พบว่ากระแสความนิยมจตุคามรามเทพที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีดได้ซบเซาลง ไปแล้ว…

          ลานหน้าพระบรมธาตุของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารโล่งกว้างแทบว่างเปล่าภาย ใต้แดดบ่ายจัดจ้าร้อนระอุ คนเดินผ่านไปมาน้อยจนนับจำนวนได้ ภายหลังเราจึงรู้ว่าลานแห่งนี้ปราศจากการประกอบพิธีพุทธาภิเษก-เทวาภิเษกจตุ คามรามเทพ มาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๑

          ฟุตบาทริมถนนหน้าวัดพระมหาธาตุซึ่งเคยมีแผงค้าจตุคามฯ เรียงรายยาวเหยียด วันนี้เหลือแผงค้าวัตถุมงคลอยู่ไม่กี่เจ้า เราข้ามถนนไปยังห้องแถวคูหาหนึ่งที่เปิดเป็นร้านค้าจตุคามฯ ชื่อร้านถมนครา ภายในร้านไม่มีลูกค้าอื่นใด สตรีวัยกลางคนเชื้อสายจีนที่เป็นพี่สาวเจ้าของร้านยินดีคุยกับเราโดยไม่ขอ เปิดเผยชื่อ

          “ร้านของเราเปิดตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ นับเป็นร้านขายจตุคามฯ รุ่นบุกเบิก กระแสจตุคามฯ บูมสุดๆ ช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ บรรยากาศตอนนั้นคึกคักมาก คนมาดูมาซื้อทุกวันจนแน่นเต็มร้าน ขนาดที่คนด้านนอกเบียดเข้ามาไม่ได้ แต่พอปลายปี ๒๕๕๐ ลูกค้าเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ”

          เมื่อถามว่าปัจจุบันกิจการของร้านเป็นอย่างไร เธอตอบว่า “ตอนนี้จตุคามฯ เงียบเลย แทบไม่มีคนเข้าร้าน ที่พอปล่อยได้คือจตุคามฯ แบบองค์บูชา (รูปหล่อโลหะ) แต่ราคาตกมาก อย่างสมัยก่อนขนาด ๕ นิ้วราคาจอง ๕,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือพันกว่าบาท แต่จตุคามฯ แบบแว่น (เหรียญกลม) ปล่อยไม่ออกเลย ขนาดให้ฟรียังไม่มีคนเอา ร้านเรามีเหลือเป็นโกดังเลย ตอนนี้น้องชายที่เป็นเจ้าของร้านเขาหันไปทำธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแทน แล้ว”

          เธอเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนแถวนี้มีแผงจตุคามฯ แน่นเอี้ยดเลย เหมือนแถวศาลหลักเมือง และมีแผงจตุคามฯ กระจายทั่วตัวเมืองนคร ไม่ว่าตึกตรงไหนว่างก็มีคนไปเช่าเปิดแผง แต่เดี๋ยวนี้หายไปหมด น่าจะเหลืออยู่บ้างที่คาร์ฟูร์”

          หลังจากนั้นเราเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ย่านกลางเมืองนครศรี ธรรมราช สมัยที่กระแสจตุคามฯ ยังพุ่งแรงบริเวณชั้น ๔ ซึ่งเป็นศูนย์พระเครื่องและวัตถุมงคลเคยเต็มไปด้วยแผงจตุคามฯ เรียงรายแออัดกินพื้นที่กว้างขวางเกือบทั้งชั้น ทว่าในวันนี้บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเงียบเหงา แผงวัตถุมงคลดูบางตา ส่วนใหญ่มีแต่เจ้าของยืนเฝ้าแผงของตน

          เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ รัฐพล แก้วประทุม ชายหนุ่มเจ้าของแผงจตุคามฯ รายหนึ่ง เขาเล่าว่า “เมื่อก่อนที่ลานนี้มีแผงวัตถุมงคลเยอะกว่านี้ แผงของเราก็เคยยุบไปหนหนึ่งแล้วกลับมาขายใหม่ ผมว่าคนที่อยู่ได้ต้องปรับตัว ในเมื่อสิ่งนี้ขายไม่ได้ เราก็เปลี่ยนมาขายอีกอย่าง สมัยก่อนเรามีจตุคามฯ เกือบทั้งแผง ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ ๓๐-๔๐ % นอกนั้นเป็นพระเครื่องและวัตถุมงคลอื่นๆ

          “ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒ ยังพอมีลูกค้ามาเช่าจตุคามฯ แต่จำนวนน้อยลง และราคาก็ถูกลง บางรุ่นถูกลงไปถึง ๕๐-๘๐ % แต่บางรุ่นที่ราคาตกเรายังได้กำไรจากราคาจอง อย่างจตุคามฯ รุ่นเงินไหลมา เราเคยจององค์ละ ๑๐๐ บาท ตอนนี้ประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ กว่าบาทเรายังขายได้อยู่ แต่คนที่เคยเช่าในช่วงที่ถีบราคาขึ้นไป ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท มาขายตอนนี้ถือว่าขาดทุนไง ก็เหมือนการเล่นหุ้น ถ้าคุณซื้อไว้ตั้งแต่ต้นมือ มันก็ได้กำไร แต่ถ้าคุณไปซื้อปลายมือแล้วราคาตก คุณก็ขาดทุน”

          เราถามรัฐพลถึงสาเหตุที่กระแสความนิยมในจตุคามรามเทพเสื่อมถอยลง เขาให้ความเห็นว่า
“เพราะการจัดสร้างมากเกินไปและไม่พิถีพิถันครับ คนที่วิ่งเข้ามาเหมือนคนเข้ามาเล่นหุ้น ต้องการซื้อถูกแล้วขายแพง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับจตุคามฯ เยอะ ทำให้กระแสพุ่งขึ้นไป ทีนี้พอสร้างกันมากๆ เข้า ความพิถีพิถันก็น้อยลง โรงงานรับผลิตก็มีความเห็นแก่ตัว หมายความว่ารับงานไว้เยอะมาก จนต้องปั๊มพระ (เหรียญจตุคามรามเทพ) ทั้งวันทั้งคืน งานก็ไม่มีคุณภาพ ผู้สร้างเองเมื่อกำหนดวันทำพิธีปลุกเสกล่วงหน้าแล้ว พอถึงเวลาพระไม่เสร็จก็เอากล่องเปล่ามาทำพิธี ทีนี้คนเช่าก็เริ่มรู้ระแคะระคายว่าพระบางรุ่นไม่ได้รับการปลุกเสก ก็ทำให้กระแสความนิยมเสื่อมลงเรื่อยๆ”

          ความคิดเห็นของรัฐพลคล้ายกับคนในแวดวงพระเครื่องเมืองนครหลายราย รวมทั้ง พงษ์ภัคดี พัฒนกุล หรือ “แมว ทุ่งสง” ประธานภาคใต้สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย

          “กระแสจตุคามฯ ตอนนั้นไม่ใช่ของจริง มันเป็นฟองสบู่ เหมือนที่เคยมีกระแสการจองรถแล้วขายใบจอง ซึ่งทุกคนจองเพื่อจะขาย ไม่ได้จองเพื่อมาใช้ ในช่วงนั้นถ้าเราจำได้ มีการสร้างจตุคามฯ เป็นพันรุ่น เมื่อดีมานด์กับซัปพลายไม่สมดุลกัน พอสร้างมากกว่าความต้องการก็เริ่มเสื่อมความนิยม” พงษ์ภัคดีกล่าว

          “มันเป็นเรื่องของคนที่โดนความโลภเข้ามาครอบงำ…ช่วงที่จตุคามฯ เริ่มมีปัญหาคือช่วงปลายปี ๒๕๕๐ แต่ก่อนหน้านั้นสัก ๖ เดือนผมได้ไปร่วมวงเสวนาของหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ผมวิเคราะห์ล่วงหน้าว่าถ้าองค์จตุคามฯ ถูกครอบด้วยระบบทุน วันหนึ่งต้องล้มแน่นอน และล้มทั้งระบบเหมือนโดมิโนเลย มันเริ่มล้มเหลวจากผู้รับจ้างผลิต โรงงานรับงาน ๓-๔ เจ้าพร้อมกันแล้วทำไม่ทัน คุณภาพก็ไม่ได้ ผู้สร้างซึ่งรับจองมามากแต่โรงงานส่งพระให้ไม่ทันหรือไม่มีคุณภาพ พอผู้สร้างล้ม คนรับจองเพื่อที่จะขายต่อก็ต้องล้มตามมา”

          พงษ์ภัคดีบอกว่า แม้กระแสทางธุรกิจจะซบเซา แต่คนนครยังนับถือและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พ่อจตุคามรามเทพเหมือนเดิม

          “บางคนบอกว่าองค์พ่อไปแล้ว คนที่พูดแบบนั้นอาจผิดหวังจากการทำธุรกิจสร้างจตุคามฯ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ ท่านยังอยู่และมีความศักดิ์สิทธิ์ ยังขอได้ไหว้รับ ถ้าเรามีศรัทธาเราก็ขอได้ คนนครยังศรัทธาท่านอยู่ หลายคนยังห้อยคอและบูชาท่าน”

          วงสนทนาในขณะนั้น นอกจาก “แมว ทุ่งสง” ยังมี จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนเรื่องสั้นชื่อดังชาวนครศรีธรรมราช เจ้าของคอลัมน์ “จตุคามรามเทพปริทรรศน์” ซึ่งเคยตีพิมพ์ต่อเนื่องใน เนชั่นสุดสัปดาห์ หลังปรากฏการณ์จตุคามรามเทพผ่านไป เขามีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า สิ่งที่เหลือให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ วัดต่างๆ สามารถสร้างถาวรวัตถุได้เป็นจำนวนมาก โดยเงินทุนที่ได้จากการจัดสร้างจตุคามรามเทพ

          “การสร้างจตุคามรามเทพถ้ามีจุดประสงค์ที่ดีก็สามารถบูรณะวัดได้เลย วัดทั่วนครศรีธรรมราชสามารถสร้างศาลาการเปรียญ เมรุ อุโบสถ หอฉัน ศาลาธรรมสังเวชได้มากมาย ยกตัวอย่างวัดพระนคร ที่ท่านมหาไมตรีได้บูรณะวัดที่เกือบร้างให้กลายเป็นวัดใหญ่โต ทั้งยังซื้อที่ดินขยายพื้นที่วัดอีกด้วย”

          อีกตัวอย่างหนึ่งคือการสร้างจตุคามรามเทพรุ่นราชันย์ดำ เมื่อปี ๒๕๔๙ เพื่อหาเงินสร้างอาคารหอฉันหลังใหม่ของวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมกลุ่มผู้จัดสร้างคาดว่าจะได้เงิน ๔ ล้านบาท ปรากฏว่าผลสำเร็จที่ได้เกินเป้าหมาย สามารถระดมทุนได้กว่า ๒๐ ล้านบาท

          สมเกียรติ นวลรอด ผู้ประสานงานจัดสร้างจตุคามรามเทพรุ่นราชันย์ดำ บอกกับเราว่า
“เราได้เงินมาสร้างหอฉันหมดไปประมาณ ๖ ล้านบาท ที่เหลือก็มอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนเทศบาล ๙ แห่ง ตกโรงเรียนละ ๔ แสน ๕ หมื่นบาท แล้วซื้อรถตู้พยาบาลมีเครื่องมือการแพทย์ครบประมาณ ๒ ล้านบาท มอบให้แก่โรงพยาบาลเทศบาล นอกจากนั้นโรงเรียนรอบนอกเขตเทศบาลขอมา เช่น ขอซื้อคอมพิวเตอร์ สร้างห้องน้ำ สร้างรั้ว สร้างกำแพง เราก็จัดให้ไปตามความเหมาะสม”

          วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นอีกวัดที่มีรายได้มหาศาลจากยอดเงินบริจาคของ ผู้สร้างที่มาขอใช้สถานที่ประกอบพิธีพุทธาภิเษก-เทวาภิเษกจตุคามรามเทพไม่ เว้นแต่ละวัน กระทั่งสามารถสร้างและบูรณะถาวรวัตถุในวัดได้จำนวนมาก

          วันต่อมา เรามีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการและสนทนากับพระเทพวินยาภรณ์ (สมปอง ปญฺญาทีโป) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพส่งผลให้วัดและโรงเรียนหลายแห่งได้ประโยชน์เยอะ ช่วงที่ผ่านมาวัดพระมหาธาตุได้บูรณะทั้งวัดโดยใช้เงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่การบูรณะองค์พระธาตุ พระวิหารหลวง วิหารทับเกษตร ศาลาร้อยปี กุฏิสงฆ์ ๒-๓ หลัง หมายความว่าสิ่งใดที่ต้องบูรณะก็บูรณะ จตุคามฯ ให้มาไม่ใช่เพื่อเก็บ แต่ให้มาเพื่อสร้าง คนเก็บไปใช้เองก็ถูกลงโทษไปตามวิถีของกฎแห่งกรรม”

          อย่างไรก็ตาม ท่านเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุยังกล่าวถึงเหตุแห่งความเสื่อมของกระแสนิยมจตุคามรามเทพไว้ด้วยว่า

          “ฟ้าดินสร้างคนมาให้มีกิเลสมาก หมายความว่าคนเราโลภเกินควร คือพอเรามีอะไรแล้วมันพัฒนาไปสู่ความโลภ ไม่ได้พัฒนาเพื่อไปสู่ความพอเพียง ต่างคนต่างก็อยากได้เงินได้ทองมาบูรณะบ้าง มาทำอะไรกันบ้าง สร้างแล้วสร้างอีก มากเกินไป ก็คงจะหยุดไปชั่วคราว เพราะว่าปรากฏการณ์เทพถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีกระแสอยู่ไม่นาน

          “บางคนมาพูดให้อาตมาฟังว่า ตอนนี้จตุคามรามเทพถูกลงโทษ ถูกจองจำอยู่ อาตมาว่าไม่รู้…พูดก็พูดไป เขาพูดอย่างนี้หมายความว่าถูกจองจำจากการที่แผลงฤทธิ์ฟุ่มเฟือยมากเกินไป มันเกินประมาณฤทธิ์ของเทวดาที่จะทำอย่างนี้ คือเทวดาที่มีมาโดยมากบันดาลเจาะจงทั้งนั้น ไม่ใช่บันดาลทั่วไป บันดาลเจาะจงให้สร้างตรงนั้นตรงนี้ สร้างที่จำเป็น บูรณะที่ชำรุด ที่ผ่านมาคือสร้างพร่ำเพรื่อ แล้วก็ถูกลงโทษ ต้องหยุดหลายปี ใครลงโทษล่ะ เทพไม่ได้มีระดับเดียว เทพที่มีศักดิ์ใหญ่กว่าก็เป็นได้”

          พระเทพวินยาภรณ์ยังกล่าวอีกว่า “คนเรามีอาหารประเภทที่บำเรอมาก คนก็มุ่งเข้าไปหาอาหารบำเรอตน ทั้งเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง แต่ไม่ค่อยเข้าหาอาหารบำรุงใจ คือใจยังไม่มั่นคงเพียงพอ มีอะไรผ่านมาทางสื่อทางสารก็รับไปบริโภคหมด กระแสจตุคามฯ ก็อย่างนี้ พอเป็นกระแสแล้วคนก็
หลงตาม พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ถ้าคนไร้สติแล้ว ปัญญาก็ลดน้อยถอยตามไปด้วย

“กระแสจตุคามฯ ซบเซาก็ถูกต้องแล้ว คือสัจธรรม ใครจะไปหลีกมันได้ อะไรที่ขึ้นแล้วมันต้องลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันอยู่คู่กับโลก ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือสัจธรรมไปได้”

          คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปี แต่ก็ได้สร้างผลกระทบหลายด้านต่อเมืองนครศรีธรรมราชและสังคมไทย ดังเช่นวัดวาอารามทั่วเมืองนครสามารถระดมเงินบูรณะซ่อมสร้างศาสนสถาน ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นผลกระทบในทางที่ดี ขณะเดียวกันก็ยังมีคนที่มองเห็นแง่มุมที่แตกต่าง

          นพ. บัญชา พงษ์พานิช คนเมืองนครที่สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อกระแสจตุคามรามเทพมาตั้งแต่แรก ในวันนี้เมื่อกระแสดังกล่าวซบเซาลง นพ. บัญชาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า

          “แต่เดิมตอนแรกเริ่มกระแสนั้น ผมคาดว่าไม่น่าจะนานสักกี่ปีเพราะเห็นว่าเป็นของไม่จริงแท้ เกิดจากกระแสปั่นและการเล่าลือ แล้วสุดท้ายก็ฮืออยู่ได้ไม่ทันถึงปีก็จบ สาเหตุที่ซบเซาก็เหมือนอย่างที่ว่า เพียงแต่ว่าเนื่องจากปั่นกันแรงเกินจนหมดภูมิพ้นฐาน หมดกำลังทั้งขาปั่น ขาห้อยขาโหน จนกระทั่งคนที่เที่ยวช้อนซื้อหาตามกระแส จนแม้กระทั่งคนที่ชอบก็หมดกำลังจะตามไหว ผมยืนยันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าไม่จริงไม่แท้ ไม่ว่าจะตามหลักของเหตุและผล หลักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหลักการพระพุทธศาสนา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ช่วยได้ทุกอย่างจริง ก็ต้องไม่ซบเซาสิ ใครมีคนนั้นก็ต้องได้ดังหวังทุกคนสิ แต่นี่ไม่ใช่ อาจมีบางคนเท่านั้นที่ได้ดังหวังจากนับแสนนับล้านๆ คนที่เช่าหาและห้อยแขวนกัน ซึ่งนั่นเป็นเพียงเรื่องของความบังเอิญหรือประจวบเหมาะเท่านั้น

          “เมืองนครบ้านผมนั้นได้ชื่อลือลั่นในหลายทาง ยากที่จะบรรยาย แต่ที่แน่ๆ ก็คือกลายเป็นเมืองมงคลบางประการขึ้นมาจากเดิมที่มีพื้นภูมิอยู่ก่อนแล้ว แม้เศรษฐกิจจะบูมอยู่ชั่วครู่ แต่ตอนหลังเข้าใจว่าความเสียหายที่เจ๊งกันไม่น้อยนั้นน่าจะพอๆ กัน ไม่มีใครศึกษามูลค่าตอนขาลงว่าสูญกันไปคนละเท่าไร
“ที่สำคัญสำหรับผมนั้น เห็นว่าปรากฏการณ์นี้ชี้ชัดว่าสังคมไทยเรา รวมทั้งที่เมืองนครยังอ่อนปัญญาอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในเชิงหลักการเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือในเชิงพุทธิปัญญาว่าด้วยความรู้ที่ถูกถ้วนและถูกต้อง หลอกชวนชักจูงกันได้ง่ายๆ ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการตลาดพร้อมกับคำเล่าลือเรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ซึ่งถ้ามองในทางบวกก็ถือเป็นการช่วยชี้ให้เราเห็นว่า ทั้งๆ ที่เร่งพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ความเจริญและสะดวกสบายนานาภายใต้เครื่องมือสำคัญคือการศึกษาที่มีสถาบันการ ศึกษาอยู่เต็มประเทศ ใครๆ ก็แข่งแย่งกันศึกษาหาปริญญายกฐานะกันทั้งเมือง แต่ระดับของสติปัญญาของคนไทยยังได้ประมาณนี้เท่านั้น หลอกล่อง่ายดายเหลือหลาย พวกเราชาวพุทธยังมีงานให้ทำอีกมากมาย”

          สิ่งที่ นพ. บัญชาเห็นว่าเป็นงานหนักที่รออยู่ข้างหน้าก็คือความพยายามเผยแผ่หลัก ธรรมตามแนวทางที่พระพุทธองค์สั่งสอน ให้ก่อเกิดเป็นกระแสความสนใจใฝ่ศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติภาวนาโดยไม่คอยบูชาเซ่น ไหว้หวังลาภลอยรอโชคจากเทพ

          และทั้งหมดนี้คือการย้อนรอยปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ซึ่งประกอบด้วยเหตุการณ์หลายมิติและความคิดเห็นหลายมุมมอง ส่วนที่มีบางคนเชื่อว่าอีกไม่นานกระแสความนิยม
จตุคามรามเทพจะกลับมาอีกครั้ง คงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต


ที่มาภาพ:http://www.oknation.net

ที่มา:http://www.sarakadee.com

ปรากฏการณ์ตื่นทองคำของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ตื่นทองคำของคนไทยในยุคปัจจุบัน


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง, สุวินัย ภรณวลัย

15 ธันวาคม 2553 15:40 น.
ภาพจาก :http://www.thailandonlinefocus.com
“กู รู้” ทั้งหลายบอกว่าไม่ได้แล้ว ทุกท่านต้องมีทองคำเก็บเอาไว้เพราะราคาจะพุ่งไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน เห็นไหมว่าจาก 12,000 เป็น 15,000 จนกลายมาเป็น 20,000 บาท

“กูไม่รู้” จึงอยากจะเตือนว่าการตื่นทองคำด้วยการเก็งกำไรของคนไทยในยุคปัจจุบันนั้นล่อแหลมขนาดไหน

ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า คนไทยเข้าสู่ยุคตื่นทองคำหรือGold Rush มากกว่ายุคสมัยที่ผ่านมาทั้งหมด แต่มิใช่เป็นยุคตื่นทองคำเพราะไปเจอเหมืองทองคำแต่อย่างใด หากแต่เป็นยุค สมัย “ทองคำของคนโง่” หรือ Fool’s Gold ที่สามารถก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในทองคำได้โดยง่ายมากกว่า ล่อแหลมขนาดไหนลองมาดูกัน

ทองคำแม้จะถูกยอมรับนับถือว่าเป็นโลหะที่มีค่ามาตั้งแต่ยุคโบราณ ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากคุณลักษณะทางกายภาพคือเป็นโลหะที่สามารถนำมาขึ้นรูป ทรงต่างๆ ได้ง่ายเพราะมีความอ่อนตัว ไม่เป็นสนิม เป็นมันแวววาวเมื่อได้รับการขัดถู และเป็นแร่ธาตุที่หาได้ยากทำให้มีการค้นพบตามธรรมชาติในปริมาณที่จำกัด แต่มูลค่าที่แท้จริงหรือ intrinsic value ของมันกลับมีน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำ หรืออากาศ

อาจ มีแม่ยกทองคำผู้ที่หลงใหลในทองคำออกมาโต้แย้งทันทีว่า ถ้าทองคำมีมูลค่าที่แท้จริงน้อยกว่าน้ำหรืออากาศ ทำไมราคาน้ำหรืออากาศจึงมีราคาต่ำใกล้เคียงของฟรีไม่สูงเท่ากับทองคำที่เป็น อยู่ในทุกวันนี้

ดูก่อนแม่ยกทองคำทั้งหลาย การกำหนดราคาสินค้าวัตถุใดใต้หล้านั้น ล้วนแล้วแต่กำหนดมาจากความหายากง่ายเป็นประการสำคัญ หาได้ขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอยอันเป็นที่มาของมูลค่าที่แท้จริงแต่เพียง อย่างเดียวไม่

ทองคำ 1 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหรืออากาศในปริมาณเดียวกันจึงหาได้ยากกว่า แต่มิได้หมายความว่าประโยชน์โดยรวมของทองคำ 1 กิโลกรัมนั้นจะมีมากกว่าน้ำหรืออากาศ เพราะน้ำและอากาศมีจำนวนที่มากกว่าทองคำ ดังนั้นจึงสามารถหามาได้ง่ายกว่า ราคาต่อหน่วยจึงต่ำกว่า แต่หากต้องไปติดอยู่ในเรือดำน้ำหรือกลางทะเลทราย ความยากในการได้มาซึ่งน้ำหรืออากาศจะทำให้ราคาน้ำหรืออากาศแพงกว่าทองคำ เพราะมนุษย์หากต้องการมีชีวิตก็ขาดซึ่งน้ำและอากาศไม่ได้ เหมือนดั่งเทพเทือกขาดซึ่งเนวินผู้มีพระคุณไปไม่ได้เช่นกัน

ดัง นั้นราคาทองคำในปัจจุบันที่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จึงเป็นเพราะเหตุผลของการเก็งกำไรหรือ speculation เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าประโยชน์ใช้สอยที่ได้จากทองคำ อย่าได้หลงผิดไปกับการโฆษณาว่าการซื้อทองคำโดยไม่มีการแปรรูปเป็นการลงทุน หรือ investment หากซื้อเป็นทองคำแท่งและนำมาแปรรูปทำเป็นทองคำรูปพรรณออกขายภายหลัง นั่นคือการลงทุนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มในปริมาณทุนหรือ capital ที่ใส่แรงงาน และหรือเครื่องจักรในการผลิตเพิ่มเข้าไปเพื่อแปรรูป ต่างกันอย่างมากกับการเก็งกำไรที่ซื้อทองคำเข้ามาในสภาพใดก็ขายออกไปในสภาพเดิมที่ซื้อมา แสดงว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทุนเพิ่มเข้าไปในทรัพย์สิน (ทองคำ) ที่ซื้อเข้ามาแต่อย่างใด จะเรียกว่าลงทุนในทองคำได้อย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะตรวจสอบโฆษณาที่ปรากฏตามสื่อว่าหลอกลวงเป็นเท็จหรือไม่กับผู้บริโภค?

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมาได้บอกเล่าเรื่องราวของการเก็งกำไรโดยอาศัย วัตถุต่างๆ เป็น veil of value มากมายหลายกรณี เช่น ดอกทิวลิบสีดำในเนเธอร์แลนด์ หรืออสังหาริมทรัพย์ในหลายๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทยก็เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อราคาเพิ่มขึ้นก็ย่อมต้องมีจุดสูงสุดก่อนที่จะตกลงไป เปรียบได้กับภาวะฟองสบู่ที่เมื่อฟองนั้นลอยโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเมื่อใดก็จะ แตกออกเมื่อนั้น

ในปัจจุบันข้ออ้างประการเดียวของการปลุกปั่น ความโลภให้คนเข้ามาซื้อทองคำก็คือ การเป็นทรัพย์สินที่ใช้เก็บไว้ซึ่งความมั่งคั่งในยามที่เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง เพราะไม่ว่าจะถือดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบของเงินฝากหรือหุ้นที่ออกในหน่วยนับ เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าของหลักทรัพย์ต่างๆ เหล่านั้นก็จะเสื่อมค่าลงไปตามมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยดอลลาร์สหรัฐที่ถูกใช้เป็น ”เงินของโลก” ที่ใช้เพื่อชำระราคาเมื่อเกิดธุรกรรมอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลาเกือบ 1 ศตวรรษนับจากข้อตกลงที่ Bretton Woods เป็นต้นมา การหาเงินสกุลอื่นไม่ว่าจะเป็น หยวน เยน หรือยูโร มาทดแทนก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย ในทำนองเดียวกันการเปลี่ยนมาเก็บความมั่งคั่งจากดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินสกุล อื่นๆ ก็ไม่สามารถทำได้โดยง่ายเช่นกัน

สาเหตุก็เพราะไม่มี ปริมาณของเงินสกุลอื่นในตลาดระหว่างประเทศจำนวนมากพอที่จะให้คนในโลกเข้ามา ถือเพื่อทำธุรกรรมหรือรักษาความมั่งคั่งเอาไว้แทนดอลลาร์สหรัฐที่ตนถืออยู่ ได้นั่นเอง

เงินบาทและทองคำจึงเป็นเป้าหมายของคนที่มีดอลลาร์สหรัฐอยู่ในมือที่ต้องการ เก็บรักษาความมั่งคั่ง ค่าเงินบาทและราคาทองคำในตลาดโลกจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับดอลลาร์สหรัฐที่มีค่าตกลงไปเรื่อยๆ

แต่ดูก่อน คนไทยที่มีรายรับเป็นเงินบาทซึ่งนับวันจะแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ หากจะเข้าไปถือทองคำก็ควรระลึกอยู่เสมอในใจตลอดเวลาว่าระหว่างเงินบาทกับ ทองคำสิ่งใดมีความเสี่ยงมากกว่ากัน เพราะผลตอบแทนย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ

ความเสี่ยงในที่นี้ก็คือความผันผวนในราคานั่นเอง อย่าลืมว่าค่าเงินบาทชั่วๆ ดีๆ ก็ยังมีรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลไม่ให้ราคาผันผวนมากนัก แต่ทองคำละใครจะเป็นผู้ดูแล? การ คาดการณ์แต่ในด้านดีเพียงลำพังอย่างเป็น “มายาคติ” ว่าทองคำนั้นมีแต่ราคาขึ้นไม่มีวันที่ราคาตก ดูจะเป็นการหลอกตัวเองแบบนกกระจอกเทศหรือไม่ที่เอาแต่เพียงหัวไปซุกไว้ในรู ก็เชื่อว่าปลอดภัยแล้วจากเสือที่จะมาทำร้าย เพราะเมื่อราคาขึ้นได้ทำไมราคาตกไม่ได้

ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่มากมาย เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1989 ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับประมาณ 39,000 เยนก็ถูกโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ เช่น โนมูระที่ล้มละลายไปแล้ว บอกดังๆ ให้ลูกค้าฟังว่าจะขึ้นไปถึงระดับ 40,000 เยน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาก็คือดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่เคยขึ้นไป ถึง ซ้ำร้ายยังตกลงถึงระดับต่ำกว่า 10,000 เยน และขึ้นๆ ลงในระดับ 10,000 - 20,000 เยน มากว่า 10 ปีแม้จนกระทั่งปัจจุบัน เช่นเดียวกับวิกฤตเงินกู้ต่ำกว่าระดับหรือ sub-prime crisis ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ที่เกิดจากการเก็งกำไรในราคาบ้านทั้งจากผู้กู้และผู้ให้กู้ที่ต่างก็หลอก ตัวเองด้วย “มายาคติ” ว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านไม่มีวันตก การปล่อยให้ผู้กู้ต่ำกว่าระดับที่เป็น sub-prime borrowers ไปซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือมากกว่านั้นจึงมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากมีทรัพย์สินคือบ้านที่เชื่อว่า ราคาตกยากเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เป็นตัวอย่างเพราะ ราคาก็ตกลงต่ำกว่าที่เคยเป็นได้

แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ หน่วยงานในประเทศไทย เช่น คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต.กลับส่งเสริมไปในทิศทางเพื่อการเก็งกำไรมากกว่า ไม่ว่าจะมีการตั้งกองทุนรวมเพื่อไปเก็งกำไรในทองคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับการ ผลิตหรือแปรรูป หรือการเปิดให้มีการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับทองคำ ทั้งๆ ที่จะมีผู้ผลิตในประเทศที่ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบสักกี่รายที่มีความจำเป็น ต้องป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในราคาทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับอนุพันธ์ ที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าจะมีผู้ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อปกป้องความ ผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า กลายเป็นที่ควรมีก็ดันไม่มี แต่ไปมีในสิ่งที่ไม่จำเป็น กลต.ควรจะตระหนักให้ดีกว่านี้!

ในภาพที่กว้างขึ้นมา สาเหตุ ที่เป็นต้นตอประการหนึ่งของการเก็งกำไรและการเกิดภาวะฟองสบู่แตกที่ผ่านมาก็ คือผลตอบแทนจากการฝากเงินในสถาบันการเงินต่ำกว่าเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ ซึ่งส่งผลให้ผู้มีเงินออมต่างก็ขวนขวายหาแหล่งพักพิงให้กับเงินออมของตนเอง แทนการฝากเงินกับสถาบันการเงิน

อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงถูก ใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ไปเพื่อการต่อสู้กับเงินเฟ้อและการเก็งกำไรเพื่อมิ ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกมากกว่าที่จะเอาไว้เป็นตัวปรับสมดุลเพื่อให้เงินทุน ไหลเข้าออกประเทศตามที่ต้องการ ธนาคารกลางในปัจจุบันจึงมีหน้าที่หลักในการรักษาเงินเฟ้อที่กระทบต่อความ ผาสุกของประชาชนมากกว่าที่จะสนับสนุนให้มีการเจริญเติบโตอันเป็นหน้าที่ของ นโยบายการคลังของฝ่ายการเมืองมากกว่า และที่ “กูรู้” ทั้งหลายพึงตระหนักก็คือเครื่องมือ เช่น อัตราดอกเบี้ยก็มีขีดจำกัดในการใช้งาน จะใช้ไขควงไปขันน็อตได้อย่างไร

คำถามที่เปิดให้ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากประเทศไทยค้นพบเหมืองทองคำ หรือพบทองคำที่ซ่อนไว้ถ้ำลิเจียจริง ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งโชติช่วงชัชวาลบานบุรีศรีบูรพาหรือไม่?

คำตอบก็คือไม่ มี หลายประเทศที่ค้นพบแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทองคำ เพชร หรือน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ปรากฏในภายหลังก็คือ ระดับการพัฒนาประเทศกับระดับการมีอยู่ของทรัพยากรที่สำคัญดังกล่าวไม่ได้ไป ด้วยกันแต่อย่างใด กล่าวง่ายๆ ก็คือ แม้ประเทศไทยจะพบทองคำที่ญี่ปุ่นมาซ่อนเอาไว้หรือการพบเหมืองทองคำ บ่อน้ำมัน ก็มิได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศได้พัฒนาก้าวหน้าแต่อย่างใด ใน ทางตรงกันข้ามมีหลายๆ ประเทศที่ร่ำรวยหรือมีมากในน้ำมัน ทองคำ หรือเพชร แต่ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิมดุจดังต้องคำสาปจากทรัพยากรที่ ค้นพบ

พลเมืองเข้มแข็งจึงไม่ต้องตกใจเพราะเป็นคำถามและคำตอบเดียวกับเมื่อ ค.ศ.1776 ที่ Adam Smith ได้เคยสงสัยและตั้งเป็นคำถามหักล้างแนวคิดของพวก Mercantilism ที่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ในสมัยนั้นอาศัยการค้าและล่าอาณานิคมเพื่อให้ได้มา ซึ่งโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มาไว้ในครอบครองว่าจะทำให้ชาติมีความมั่งคั่งจริงหรือไม่จากหนังสือที่ชื่อ An Inquiry to the Nature and Causes of the Wealth of Nations

การพัฒนาประเทศจึงมิได้เกิดจากการค้นพบในทรัพยากรดังกล่าวแต่เพียงลำพัง ผล ที่ปรากฏอาจเป็นในทางตรงกันข้ามว่า ประเทศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาในเอเชียไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือฮ่องกง ต่างก็มีเพียงทรัพยากรคนเท่านั้นที่เป็นหลักในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าว หน้าไปได้

“กูรู้” ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พิเชียร (อำนาจ) วีระ (ธีระ) บริษัทหลักทรัพย์จัดการทั้งหลาย กลต. และสื่อสารมวลชน พวกคุณมีความรับชอบทางสังคมแค่ไหนในการจะไม่พาคนไปลงเหวแห่งความพินาศด้วย การให้ข้อมูลทำให้เห็นผิดเป็นชอบ ชักจูงให้เห็นว่าการซื้อทองคำเป็นการลงทุนมิใช่การเก็งกำไร


ที่มา :Daily News - Manager Online

## เล่าเรื่องฟองสบู่ ## Gold Rush, California

## เล่าเรื่องฟองสบู่ ## Gold Rush, California : ตื่นทอง และ 49ERs


การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียใน ค.ศ. 1849 ทำให้ดินแดนทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าจะมีการตื่นทองอีกหลายครั้งทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา อาทิ ที่ Colorado Nevada Idaho Montana South Dakota และ Alaska

แต่ยังไม่เคยมีการตื่นทองครั้งใดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่สำคัญและมี ชื่อเสียงเท่าการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย การพบทองของ James William Marshall นักบุกเบิกชาวอเมริกันเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1848 ทำให้นโยบายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับดินแดนทางตะวันตกเปลี่ยนไป มาร์แชลล์พบทองโดยบังเอิญที่หุบเขา Coloma บริเวณ South Fork ของแม่น้ำ American ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Sacramento ขณะรับจ้างสร้างโรงเลื่อยให้ Augustus Sutter ซึ่งอพยพจากสวิตเซอร์แลนด์มาทำไร่ในที่ดินผืนนี้ตั้งแต่แคลิฟอร์เนียยังเป็น ของเม็กซิโก

โรงเลื่อยของ Sutter

James William Marshall

Augustus Sutter

ช่วงแรก ๆ หลังจากพบทองทั้งคู่ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน และพยายามเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ข่าวรั่วออกไป ทำให้นักแสวงโชคแถบแคลิฟอร์เนียพากันบุกรุกเข้าไปขุดทองในที่ดินของซัตเตอร์ ในขณะที่คนทางภาคตะวันออกยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวลือ เนื่องจากดินแดนแคลิฟอร์เนียยังไม่ได้รับการสถาปนาเป็นมลรัฐ การปกครองดูแลดินแดนจึงอยู่ในความดูแลของทหาร ผู้ว่าการทหารจึงเป็นทั้งผู้ปกครองดินแดนและผู้บัญชาการทหารในดินแดนนั้น ด้วย


ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1848 ผู้ว่าการทหาร (military govenor) ของแคลิฟอร์เนียในขณะนั้น Richard Barnes Mason รายงานให้กระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกาทราบว่าทองคำที่ร่อนได้จากแม่น้ำ แซคราเมนโตกับแม่น้ำ San Joaquin มีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่สหรัฐอเมริกาต้องเสียไปในการทำสงครามเม็กซิโก ถึงกว่า 100 เท่าตัว และ ประธานาธิบดี James K. Polk ก็ได้รายงานเรื่องนี้ต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกา พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าแคลิฟอร์เนียจะทำให้สหรัฐอเมริกามั่งคั่งร่ำรวย จึงเกิดการตื่นทองครั้งใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในเวลานั้นเศรษฐกิจทางภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกากำลังได้รับผล กระทบอย่างหนักจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโกที่เพิ่งสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1848 คนหนุ่มส่วนใหญ่ซึ่งแทบไม่มีโอกาสสร้างตัวพร้อมใจกันเดินทางไปขุดทองที่แคลิ ฟอร์เนียด้วยความหวังว่าจะร่ำรวยกลับมา การพบทองครั้งนี้จึงมีผลทางด้านจิตวิทยาต่อคนอเมริกันในช่วงนั้นเป็นอย่าง มาก



การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ยิ่งใหญ่กว่าการตื่นทอง ครั้งใดๆ ไม่เพียงแต่คนทั่วสหรัฐอเมริกาจะทิ้งครอบครัวเดินทางไปแสวงโชคที่แคลิ ฟอร์เนีย แต่การพบทองที่แคลิฟอร์เนียยังดึงดูดคนจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาที่นี่ จนแม้แต่พวกที่ไปไม่ได้ก็ยังร่วมกันตั้งสโมสรขึ้นมาหลายแห่ง เพื่อช่วยกันออกเงินส่งตัวแทนของตนไปขุดหาทองที่แคลิฟอร์เนีย

ปี 1849 เกิดมีพวกนักแสวงโชคซึ่งเรียกกันว่า
นักขุดทองปี 49 หรือ 49ERs
(Forty Niners ที่มาของชื่อทีมอเมริกัน ฟุตบอล San Francisco 49ERs)





49ERs เดินทางไปแคลิฟอร์เนียถึงประมาณ 40,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันจากทุกหมู่บ้านซึ่งพากันทิ้งครอบครัวเดินทางไปแสวง โชคที่แคลิฟอร์เนีย คู่มือนักเดินทาง แผนที่ของแคลิฟอร์เนีย เครื่องมือขุดทอง และโกลโดมิเตอร์ (goldometer) ซึ่งโฆษณาว่าสามารถบอกได้ทันทีว่ามีทองอยู่ตรงไหน จึงมีวางขายแทบทุกหมู่บ้าน

ตรงนี้ในทางเศรษฐศาสตร์การพัฒนา เราเรียกว่า Backward Linkage ครับ เป็นการเชื่อมโยงไปข้างหลัง ได้แก่ ธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อ Support ธุรกิจที่กำลังเติบโต เช่น ธุรกิจเหล็กเติบโต รองรับ ธุรกิจรถยนต์ หรือในกรณีก็เช่นกัน ที่ธุรกิจอุปกรณ์หาทองเติบโต รองรับการตื่นทอง ส่วนการเชื่อมโยงไปข้างหน้าหรือ Forward Linkage ก็พวกร้านเครื่องประดับ ร้านหลอมทอง โรงรับจำนำ เป็นต้น

ตัวอย่างของคนที่ได้รับอานิสงค์จากยุคตื่นทอง และสามารรวยอย่างยั่งยืนได้ คือ Levi Strauss พ่อค้าชาว บาวาเรียน ผู้กำเนิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1829 เขาสูญเสียบิดา เมื่ออายุเพียง 16 ปี หลังจากนั้นเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลพร้อมมารดาและพี่สาว เพื่อมาสมทบกับพี่ชายอีกสองคน ที่บุกเบิกมาตั้งรกรากประกอบธุรกิจขายส่งในนิวยอร์ก เขาแยกตัวออกมาจากครอบครัว เดินทางออกสู่ทำเลของตนเอง ในปี 1853 เขาได้เดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยทองคำล้ำค่าจำนวนมหาศาล แต่ในปีที่เขาเดินทางไปถึงเป็นช่วงที่การขุดทองเริ่มยากมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายได้ถูกจับจองขุดเอาทองออกไปหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่เข้าไปถึงได้อย่างยากลำบาก ประกอบกับการออกกฎหมายที่เคร่งครัดในการขุดทอง ทำให้นักแสวงโชครุ่นหลังต้องหันไปประกอบการอย่างอื่นแทน


Levi Strauss ไม่ได้มุ่งมั่นเข้ามาขุดทองเหมือนคนอื่นๆ เขาต้องการขยายธุรกิจขายส่งของครอบครัว เขาเริ่มขายทุกอย่างที่เป็นของแห้งตั้งแต่ อาหารแห้ง เสื้อผ้า ร่ม และผ้าเป็นม้วนๆ เป็นต้น นอกจากนั้นเขามีความคิดที่จะขายเต็นท์และผ้าใบคลุมรถให้แก่บรรดา 49ERs แต่ในไม่ช้าเขาพบว่า คนงานเหมืองเหล่านั้นต้องการกางเกงใช้งานที่ทนทานต่องานในเหมืองมากกว่า สินค้าอื่นๆ เขาจึงสั่งวัตถุดิบที่ใช้ในการตัดกางเกง โดยเฉพาะผ้าใบเข้ามาขายให้แก่ร้านตัดเสื้อผ้าในซานฟรานซิสโกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของบริษัทในนิวยอร์กจำหน่ายสินค้าส่งอื่นๆ ให้กับพื้นที่ในแคลิฟอร์เนียและตะวันตกของอเมริกา ภายใต้ชื่อบริษัทว่า "Levi Strauss" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานกางเกงยีนส์อมตะของโลก

การขุดทองที่แคลิฟอร์เนียในช่วงแรกได้ทองเป็นจำนวนมาก โดยใช้เพียงภาชนะก้นแบนตักดินไปล้างในแม่น้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ดินหลุดไปเหลือแต่ผงทองตกอยู่ที่ก้นภาชนะ


การร่อนทองแบบดั้งเดิม


ต่อมาเพื่อให้ร่อนทองได้มากขึ้นจึงใช้พลั่วตักดินใส่รางยาว ๆ แล้วใช้น้ำล้างให้ดินหลุดไปจนหมดเหลือแต่ผงทอง


การขุดทองได้ง่าย ๆ โดยแทบไม่ต้องลงทุนเลยนี้ทำให้คนที่มาที่นี่มือเปล่าร่ำรวยขึ้นได้ในพริบตา ในช่วง 5 ปีแรกของการตื่นทองนักขุดทองสามารถขุดทองได้เป็นมูลค่ารวมกันถึงกว่า 200 ล้าน USD

การพบทองที่แคลิฟอร์เนียมีผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายด้าน กล่าวคือทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งอย่างมาก และยังทำให้ธุรกิจเดินเรือเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะค่าเดินทางและค่าขนส่งสินค้าไปยังแคลิฟอร์เนียในช่วงที่มีการ ตื่นทองจูงใจให้นักธุรกิจชาวอเมริกันหันมาต่อเรือมากขึ้น จนทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นคู่แข่งทางด้านพาณิชย์นาวีของอังกฤษและชาติที่ เป็นนักเดินเรืออื่น ๆ เพราะเรือเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่ยังเดินทางไปประเทศจีนเพื่อหาซื้อสินค้าประเภทใบชาและผ้าไหม และเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อหาซื้อข้าวสาลีและทองคำด้วย



ในช่วงทศวรรษ 1850 ซึ่งกำลังมีการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษซึ่งเป็นคู่ แข่งกันทางการค้า ต่างพยายามหาเส้นทางเดินเรือที่สามารถช่วยให้การเดินทางติดต่อระหว่าง มหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1840 ชาวอเมริกันที่เดินทางจากนิวยอร์กไปแคลิฟอร์เนียหากไม่เดินทางทางบกด้วย เกวียนประทุน ก็จะต้องเดินทางอ้อมแหลม Cape Horn ซึ่งอยู่ตรงปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้ หรือเดินทางด้วยเรือไปยังคอคอดบริเวณอเมริกากลางซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นดินแคบ ๆ คั่นอยู่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นจึงเดินทางทางบกข้ามคอคอดดังกล่าว หรือใช้เรือแคนูล่องไปตามแม่น้ำผ่านป่าทึบของอเมริกากลางไปขึ้นเรือที่ Panama City ทางริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก วิธีนี้แม้จะทุ่นเวลากว่าวิธีอื่น ๆ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นเดียวกับการเดินทางอ้อมแหลมฮอร์น และยังต้องเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดจนสัตว์ร้ายในป่าขณะเดินทางไปเมืองปานามาซิตี

และแม้ประเทศ Colombia ซึ่งขณะนั้นมีอำนาจเหนือคอคอด จะเคยลงนามในสนธิสัญญา Bidlack–Millarino Treaty ตั้งแต่ ค.ศ. 1846 ยินยอมให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสร้างทางรถไฟข้ามคอคอดดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับการ ที่สหรัฐอเมริการับรองอำนาจของโคลัมเบียเหนือดินแดนปานามา แต่ทางรถไฟข้ามคอคอดซึ่งสามารถช่วยให้การเดินทางไปต่อเรือที่เมืองปานามาซิ ตีสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สร้างเสร็จไม่ทันขนส่ง พวก 49ERs เพราะเริ่มสร้างใน ค.ศ. 1850 และไปสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1855 เมื่อกระแสการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียเริ่มจางลงแล้ว



นอกจากนี้ การขยายตัวของการเดินเรือในช่วงที่มีการตื่นทองยังทำให้ภาคพื้นทวีปนี้เติบ โตอย่างรวดเร็ว และแม้การเดินทางทางเรือจากภาคตะวันออกไปภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจะเสีย ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางทางบกด้วยเกวียนประทุน แต่พวก 49ERs จำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้ นักธุรกิจชาวนิวยอร์กหลายคนจึงตั้งบริษัทเดินเรือขึ้นมาจัดการเดินทางให้นัก แสวงโชคที่ต้องการเดินทางไปแคลิฟอร์เนียโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มคิดเรื่องการขุดคลองตรงจุดใดจุด หนึ่งของอเมริกากลางซึ่งมีลักษณะเป็นคอคอด เพื่อให้กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาสามารถเดินทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง มหาสมุทรแปซิฟิกได้เร็วขึ้น


การตื่นทองมีความสำคัญต่อความเจริญของดินแดนทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา เป็นอย่างมาก เพราะทำให้มีเมืองสำคัญ ๆ เกิดขึ้นทางแถบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง San Francisco ซึ่งกลายเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของแถบชายฝั่งแปซิฟิก เนื่องจากนักบุกเบิกหลายคนเมื่อเดินทางทางเรือมาขึ้นฝั่งที่เมืองนี้แล้ว เล็งเห็นว่าการขายเครื่องมือขุดทองและเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้นักขุดทอง ทำเงินได้มากกว่าโดยเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าการขุดทอง จึงปักหลักทำธุรกิจอยู่ ณ ที่นี้



ซานฟรานซิสโกจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของแถบตะวันตกไกลในเวลาอันรวด เร็วในขณะเดียวกัน การตื่นทองยังมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของแคลิ ฟอร์เนีย ทำให้แคลิฟอร์เนียมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 15,000 คนเป็น 250,000 คนในเวลาเพียง 4 ปี จึงได้รับการสถาปนาให้เป็นมลรัฐที่ไม่มีทาสใน ค.ศ. 1850 จากดินแดนที่เคยเงียบเหงาของเม็กซิโก แคลิฟอร์เนียกลายเป็นมลรัฐที่มั่งคั่งร่ำรวยมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา สมกับที่ได้รับสมญานามว่า มลรัฐทองคำ (Golden State)



นอกจากนี้ การพบทองในมลรัฐนี้ยังทำให้รัฐสภาสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นชอบโครงการสร้าง ทางรถไฟสายข้ามทวีปเชื่อมภาคตะวันออกกับภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเข้าด้วย กันปัจจุบันแม้กระแสการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียจะสิ้นสุดลงแล้ว เรื่องราวของนักขุดทองการแสวงโชค ความมั่งคั่งชั่วข้ามคืน รวมทั้งชื่อเสียงของแคลิฟอร์เนียในยุคนี้ ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญ
เรื่อยมาในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา.


ขอบคุณบทความ : กุลวดี มกราภิรมย์ สาขามานุษยวิทยา ม.ก.
ข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ : Wikipedia และ Google
_________________
ที่มา:http://www.soccersuck.com