head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ขาดทุนยับบาทละ6พัน โรงตึงประกาศลดวงเงินจำนำเหลือ65%ฟันธงทองร่วงต่อ


วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013 เวลา 10:10 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - คอลัมน์ : BIG
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
เผยเบื้องหลังโปรแกรมตัดขายอัตโนมัติของกองทุนขาใหญ่เป็นเหตุ ราคาลงถึงจุดกระหน่ำขายทองท่วมโลก ฉุดราคาดิ่งเหว  วงการฟันธง"ฟองสบู่ทองคำ"แตกแล้ว ยังผันผวนแรงต่อเนื่อง ไทยโชคร้ายเจอช่วงหยุดยาวสงกรานต์โดดหนีไม่ทัน กระอักกันถ้วนหน้า ชาวบ้านขาดทุนจากราคาที่ลดลงไปแล้วบาทละ 6 พันบาท ด้านโรงรับจำนำอ่วมลูกค้าจ่อปล่อยหลุด เพราะราคาไถ่ถอนสูงเกินราคาทองในตลาดแล้ว ประกาศลดวงเงินรับจำนำเหลือ 65-70 %

       ความปั่นป่วนในตลาดค้าทองคำล่าสุด เมื่อวันที่  12 และ15 เมษายน ที่ผ่านมา ที่เกิดอุบัติการณ์ตื่นตระหนกขายทอง หรือ Panic Sell  ซึ่งนำโดยนักลงทุนขาใหญ่ของโลก อย่างกองทุนSPDR  ที่เทขายอย่างหนัก จนทำให้ราคาทองตกลงมาต่ำสุดที่ 1,321 ดอลลลาร์สหรัฐฯ  ส่วนทองในประเทศหลุด 20,000 บาท มาที่ 18,000 บาทปลาย  ๆ หรือลดลงเกือบ 14 % เรียกได้ว่าเป็นภาวะราคาดิ่งเหว   จากที่ราคาทองเคยไต่ระดับขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์  ส่วนราคาทองในประเทศเงินบาทที่พุ่งพรวดไปแตะที่น้ำหนักทองบาทละ 27,000 บาท ก่อนจะปรับตัวลงและผันผวนต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง สร้างความโกลาหลและส่งผลกระทบต่อเนื่องถ้วนหน้าเวลานี้

***ชัดเจน"ฟองสบู่ทองแตก"
    นางพวรรณ์  นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลียนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  ซึ่งเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกทองคำรายอันดับหนึ่งของไทย ให้ความเห็นกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นภาวะฟองสบู่ทองคำแตก โดยเมื่ออิงจากราคาทองคำหน้าเหมืองซึ่งอยู่ที่ 1,000 -1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ขณะที่ราคาซื้อขายปรับขึ้นไปเคยสูงสุดถึง 1,920 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    "เชื่อมั่นว่าราคาทองคำที่เหวี่ยงลงแรงอย่างนี้ เป็นภาวะฟองสบู่แตกแล้วชัดเจน และจากนี้ไปยังผันผวนแรงต่อเนื่อง หรือมีโอกาสได้เห็นราคาปรับขึ้นลงวันละ 100 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์"

    นางพวรรณ์ กล่าวอีกว่า การปรับตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วของราคาทองคำโลก ซึ่งตรงกับวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทยนั้น พบว่าอีกสาเหตุที่ซ้ำเติมตลาดคือ การตั้งโปรแกรมขายอัตโนมัติ ของบรรดากองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ ที่เมื่อราคาทองคำปรับตัวลงมาในระดับหนึ่ง ระบบตั้งขายอัตโนมัติก็จะทำงานทันทีเพื่อตัดขาดทุน หรือ Cut Lost  โดยครั้งนี้แรงขายออกมาหนักตั้งแต่ราคาทองคำปรับลงมาที่ 1,527-1,530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์  ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดของปีที่ผ่านมา จึงเป็นกระแสให้เกิดแรงเทขายออกมาทั่วโลก

***คนไทยขาใหญ่อันดับ 3 อ่วม
    นางพวรรณ์ กล่าวว่า จากการดิ่งแรงของราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าทองคำสูงสุดอันดับ 3 ของเอเชีย (อันดับ 1 คือ จีน อันดับ 2 อินเดีย)ได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวถึง5วันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (12-16 เมษายน)  ขณะที่จีนปรับตัวได้ทัน

    สอดคล้องกับนายพิชญา  พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ  กล่าวว่า ราคาทองคำที่ปรับลงมานั้น หากประเมินถึงต้นทุนของนักลงทุนแต่ละประเภทแล้ว ถือว่าติดทองที่ราคาสูง โดยนักลงทุนทั่วไปได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่าขาดทุนเฉลี่ยบาทละ 6,000 บาท หากคำนวณจากต้นทุนเฉลี่ย 25,000 บาทต่อบาททอง   ตามมาด้วยโรงรับจำนำทั่วประเทศ คาดว่าขาดทุนบาทละ 3,000 บาท โดยอ้างอิงจากต้นทุน 4 เดือนก่อนอยู่ที่บาทละ 24,000 บาท  (ดูตารางปบรรยากาศประชาชนแห่ซื้อทองคำย่านเยาวราชคึกคัก หลังราคามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง(วันที่ 19 เมษายน 2556)ระกอบ)

    ขณะที่นายกมลธัญ  พรไพศาลวิจิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า  กลุ่มที่ถือว่าได้รับความเสียหายมากที่สุด คือโรงรับจำ ซึ่งถือว่ามีทองคำมากที่สุดถึง 80 % ของมูลค่าการรับจำนำสินทรัพย์ทั้งหมด หรือคิดเป็นความเสียหายประมาณต่อน้ำหนักทองบาทละ 2,000-3,000 บาท

    กรมศุลกากรรายงานการนำเข้า-ส่งออกทองคำแท่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ.2556 )มีจำนวน 90,855 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่านำเข้า 1.47 แสนล้านบาท ส่วนมูลค่าส่งออกมีเพียง 1,880 กิโลกรัม มูลค่า 2.68 พันล้านบาท

บรรยากาศประชาชนแห่ซื้อทองคำย่านเยาวราชคึกคัก หลังราคามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง(วันที่ 19 เมษายน 2556)-โรงตึ๊งกลืนเลือดลูกค้าปล่อยหลุด 40 %  
          
    นายสุทธิชัย  อภิวัฒนานุกุล  ผู้จัดการ โรงรับจำนำบางหว้า   กล่าวว่า โดยปกติลูกค้าที่นำทองมาจำนำ และไม่มาต่อดอกเบี้ย จนทำให้ตั๋วจำนำหมดอายุสัญญาไม่สามารถไถ่ทองคืนได้  มีสัดส่วน 10 % ของลูกค้าที่มาจำนำทองทั้งหมด  แต่จากภาวะราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง  คาดจะส่งผลให้สัดส่วนของลูกค้าดังกล่าวเพิ่มเป็น 40 % ทำให้ทางโรงรับจำนำต้องประสบภาวะขาดทุนจากลูกค้ากลุ่มนี้  เพราะให้วงเงินรับจำนำสูงถึงบาทละ 2.2-2.3 หมื่นบาท  แต่ปัจจุบันระดับราคาทองคำลดลงมาเหลือระดับ 1.8 หมื่นบาท  ซึ่งโรงรับจำนำต้องยอมรับภาวะการขาดทุนดังกล่าว  แต่จะไม่นำทองออกจำหน่ายเหมือนเช่นที่ผ่านมาเมื่อทองหลุดจำนำแล้ว  โดยทางโรงรับจำนำจะเก็บไว้จนกว่าราคาทองจะปรับเพิ่มขึ้น

    สำหรับปริมาณลูกค้าที่นำทองมาจำนำในขณะนี้ยังเป็นปกติ  ยังไม่เห็นตัวเลขการลดลงอย่างชัดเจนมากนัก  เพราะราคาทองเพิ่งจะปรับลดลงมาได้เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์  จึงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง  และทางโรงรับจำนำก็ยังคงรับจำนำทองคำเป็นปกติ   ส่วนวงเงินรับจำนำนั้น จะให้ในสัดส่วนประมาณ 90% ของราคาทองคำ  โดยอ้างอิงราคาทองที่มีการปรับขึ้นลงในแต่ละวันเป็นเกณฑ์  ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังคิดเป็นปกติ  ตามที่กฎหมายควบคุม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

*ปรับลดวงเงินจำนำทองหลือ 65-70%
    ด้านโรงรับจำนำของรัฐต้องประกาศลดอัตรารับจำนำเพื่อป้องกันความเสียหาย โดยนายนิธิศ  มนูญพร ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ยังติดตามสถานการณ์ราคาทองคำ หลังจากระดับราคาได้ปรับลงถึงบาทละ 2,400 บาท เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา   โดยสำนักงานธนานุเคราะห์มีนโยบายถึง 24สาขาทั่วประเทศ ให้ปรับเงื่อนไขรับจำนำเหลือเพียง 70 %  จากไตรมาสแรกปีนี้ที่เคยรับจำนำที่ 85% โดยเฉลี่ยต้นทุนต่อทองคำ 1 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 2  หมื่นบาท เทียบกับโรงรับจำนำเอกชนจะให้ราคาสูงกว่า คือที่บาทละ 2.1-2.2 หมื่นบาท  ซึ่งถึง ณ ปัจจุบัน ธนานุเคราะห์ขาดทุนทางบัญชีแล้วประมาณ 10% และหากราคาทองคำยังผันผวนมาก ก็อาจจะคงอัตรารับจำนำไว้ที่ 70%

    ส่วนกรณีการทิ้งตั๋ว ถ้าแนวโน้มราคาทองทรงหรือราคาลดลงอีก ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะทิ้ง หรือไม่มาไถ่ถอนทอง  แต่ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเปิดสงกรานต์  ยังมีลูกค้าที่ใช้บริการมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2555 ทยอยจ่ายดอกเบี้ยเพื่อรักษาสถานะ  ซึ่งคาดว่าต้นเดือนพฤษภาคมนี้ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้น และคาดว่าในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้  การบังคับใช้อัตราดอกเบี้ยรับจำนำใหม่จะมีผลบังคับ ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดพิจารณาภายในที่ 24 เมษายนนี้  ทั้งนี้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองและรองรับการเปิดเทอม

    เช่นเดียวกับโรงรับจำนำกทม. นายชัชวาล ศรีนนท์  ผู้อำนวยการสถานธนานุบาล  กล่าวว่า โรงรับจำนำทั้ง 21 แห่งของกทม. มีประชาชนที่ถือตั๋วจำนำอยู่กว่า 1 แสนราย มูลค่าเกือบ 3พันล้านบาท เฉลี่ยการใช้บริการ 900 ล้านบาทต่อเดือน โดยสินทรัพย์ที่คนใช้เป็นหลักประกันมาจำนำเกือบ 80 % เป็นทองคำ  อีก 10 % เป็นเพชรและพระ และที่เหลือพวกเบ็ดเตล็ด ซึ่งตามระเบียบปฎิบัติ กำหนดให้ผู้จัดการแต่ละแห่งรับจำนำที่ 87.5 % ของมูลค่าทรัพย์สินที่มาจำนำ  แต่จากกรณีที่ราคาทองคำอยู่ในช่วงขาลงขณะนี้ จึงขึ้นอยู่ดุลพินิจของผู้จัดการแต่ละแห่ง เช่น อาจให้วงเงินเหลือ 70% หรือ 65% โดยราคาทองคำที่ปรับลดนั้น น่าจะทำให้ขาดทุนกำไรบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าราชการกทม. ที่ไม่เน้นทำกำไรแต่ต้องการแบ่งเบาภาระประชาชน ในการเป็นแหล่งเงินหมุนเวียนอยู่แล้ว

     " นโยบายจากผู้ว่าราชการกทม.วงเงินจำนำ 5 พันแรก คิดดอกเบี้ยอัตรา 0.25 % และระหว่างปิดภาคการศึกษาเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้ จัดให้มีโปรโมชันสำหรับผู้ปกครอง นักศึกษาหรือประชาชนสามารถจำนำในวงเงินเต็ม 7 หมื่นบาทต่อคน คิดดอกเบี้ย 0.50 % ต่อเดือน"
*นักเก็งกำไรชะลอซื้อทองแท่ง

    จากการปรับตัวลงแรงของราคาทองคำ ทำให้ประชาชนแห่ซื้อทองรูปพรรณ เนื่องจากเห็นว่าราคาปรับลดลงมามากจากระดับที่เคยขึ้นไปสูงสุด   ส่งผลให้บรรยากาศร้านทองตู้แดงทั่วประเทศคึกคัก  บางร้านสินค้าหมดเกลี้ยง ขณะที่ร้านทองย่านเยาวราชถึงขั้นแจกบัตรคิว อย่างไรก็ตามนางพวรรณ์ กล่าวว่า สำหรับวายแอลจีฯพบว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-19 เมษายน) มีคำสั่งซื้อจากร้านทองเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากในภาวะปกติที่ซื้อเฉลี่ยวันละ 5 กิโลกรัมต่อร้าน เพิ่มเป็น 10 กิโลกรัมต่อร้าน

    ขณะที่นักลงทุนประเภทเก็งกำไรในทองคำแท่งพบว่า ได้ชะลอลงทุนลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรายย่อยและรายใหญ่  จากในภาวะปกติที่นักลงทุนรายย่อยซื้อเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนรายใหญ่ซื้อเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อวัน

*แนะชะลอซื้อ
    สำหรับคำแนะนำการลงทุนในทองคำ จากการประมวลความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำ ต่างเตือนให้ระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากทองคำเป็นภาวะฟองสบู่แตก ซึ่งทำให้ราคาเป็นขาลงโดยที่ไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ตรงไหน

    นางพวรรณ์  กล่าวว่าระยะสั้นแนะนำนักลงทุนที่ยังไม่มีทองคำในพอร์ตอย่าเพิ่งรีบร้อนซื้อ โดยให้รอไปก่อนประมาณ 1 เดือน เพื่อดูว่าราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 1,320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้หรือไม่ หากไม่ได้มีโอกาสหลุดแนวรับถัดไป ส่วนคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีทองคำในพอร์ตแล้วหากราคาปรับขึ้นแตะที่ระดับ 1,390-1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ก็ให้ซื้อได้

    "ระยะยาวมีโอกาสที่ราคาทองคำหลุดที่ระดับราคาต้นทุนหน้าเหมือง ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1,000-1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ " นางพวรรณ์กล่าว

 *แนะกรอบลงทุน1,150–1,530ดอลลาร์สหรัฐฯ
    นายทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้งแมเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่าจากแนวโน้มราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทแนะนำกลยุทธ์การลงทุน ให้นักลงทุนทยอยซื้อขายตามกรอบแนวรับแนวต้าน ที่1,150 - 1,530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ พร้อมทั้งให้ติดตามราคาทองคำในช่วงระหว่างวันอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากมองว่า ทิศทางราคาทองคำในขณะนี้เป็นช่วงขาลง และมีความผันผวนอย่างมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,837 วันที่  18 - 20  เมษายน พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน (ตอนจบ)


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ระลอกที่สามที่กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องย้ายและขยายฐานธุรกิจของตนไปทั่วโลกอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือในช่วงหลังกลางทศวรรษที่ 1980’s เป็นต้นมา

        ในวันที่ 22 กันยายน 1985 มีการปะชุมของกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่ากลุ่ม “G.5” อันประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนีตะวันตก และญี่ปุ่น ในโรงแรมพลาซ่าในกรุงนิวยอร์ค และได้ผลการประชุมออกมาที่เรียกว่า“ข้อตกลงพลาซ่า” (Plaza Accord) ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้แต่ละสมาชิกประเทศของ“G.5” ลดทอนการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตน เพื่อให้ค่าเงินของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยกลไกตลาด

        ผลที่ตามมาก็คือการที่ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและได้เปรียบด้านดุลการค้ากับโลกมากๆ ได้มีค่าเงินเยนที่เพิ่มสูงขึ้นชนิด“พุ่งทะยาน” คือแข็งตัวจากที่ระดับ 240-250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเกิด “Plaza Accord” เหลือต่ำกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แล้วยังแข็งค่าต่อเนื่องต่อไปอีก

        ดังนั้น ซามูไรจึงต้อง“แก้เกม”จากปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐาน เศรษฐกิจและธุรกิจออกสู่ต่างประเทศระลอกใหม่ที่มี“พลานุภาพ”มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพราะการที่ค่าเงินเยนแข็งมากๆ ที่แม้ว่าจะสร้างข้อเสียเปรียบให้แก่การผลิตเพื่อ

การส่งออกของญี่ปุ่น แต่ก็สร้างข้อได้เปรียบในการใช้เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากดังกล่าวออกไปลงทุนยังต่างประเทศ พร้อมๆกับต้อง“ผ่องถ่าย”เงินทุนต่างประเทศที่ตนสะสมเก็บไว้มากๆ ออกไปลงทุนยังต่าง ประเทศ “แข่ง”กับการลดลงของค่าดอลลาร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

        กลุ่มประเทศที่ได้อานิสสงฆ์มากๆ จากระลอกที่สามของการย้ายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศของญี่ปุ่น ก็คือสมาชิกกลุ่มมอาเซียน ซึ่งขณะนั้นยังมีเพียง 6 ประเทศ ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นอยู่แล้ว  ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเริ่มทะยอยออกลงทุนยังต่างประเทศในทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่ม“ลูกห่าน” 4 ตัวที่รองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมากๆ ในช่วงหลังต้นทศวรรษที่ 1970’s ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็กลายเป็น“ห่าน”ในวัย “กำยำ” และมีกำลังวังชาที่จะออกไปลงทุนยังต่างประเทศตามแนวทางของ“แม่ห่าน” ญี่ปุ่นเช่นกัน

        ภาวะข้างต้น ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน จึงเฟื่องฟูขยายตัวมากๆในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980’s   อันเป็นช่วงหลังการประชุม “Plaza Accord” (1985) เป็นต้นมา ดังตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยในช่วงสมัยที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (1888-1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหลักและขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “Eastern Sea Board” ที่ริเริ่มไว้ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

        แต่ไม่มี“งานเลี้ยง”ใดที่ไม่มีวันเลิกลา”  เพราะผลของ“Plaza Accord” ในปลายปี 1985 ได้ดันและกระทุ้งให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจในแดนซามูไรให้ขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 1980’s ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในช่วงต้น 1990’s ที่สร้างความเสียหายให้แก่แดนซามูไรครั้งประวัติการณ์ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับสภาวะ“สามวันดี สี่วันไข้”และถูกครอบงำด้วยสภาวะเงินฝืด (Deflationary pressure) มาจนถึงทุกวันนี้

        ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในอุษาคเนย์เองนั้น ก็เจริญรอยเส้นทางเดินของซามูไร คือเมื่อโตและโป่งพองด้วยฤทธิ์เดชของ”ฟองสบู่”มากๆ แล้วมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค(Macro-economic policy)ที่ผิดพลาด รวมทั้งกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจชนิด“ลืมตัว” ในที่สุดฟองสบู่ดังกล่าวก็แตกตัวออกมาในกลางปี 1997 โดยมีสยามประเทศเป็นตัว“เขี่ยลูก” ตามที่รู้จักกันในนามวิกฤตการณ์“ต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเซียและนอกเอเซียอื่นๆ

        แต่ในช่วงที่ซามูไรต้องเผชิญกับสภาวะ“อัศดงคต”ทางการพัฒนาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s นั้น พญามังกรที่อยู่ข้างๆ บ้านกลับผงาดตัวเติบใหญ่ขึ้นมาแทน

        แม้ว่าจีนเริ่มต้นเปิดตัวออกมาภายใต้นโยบายเปิดประเทศ (Open-door policy) ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงในปลายทศวรรษที่ 1970’s และมีผลอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ 1980’s แต่ช่วงเวลาดังกล่าว  แผ่นดินมังกรก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่“พัฒนา”ไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 1988 และเหตุการณ์ไม่สงบ“เทียนอันเหมิน”ในกลางปี 1989  อันเป็นช่วงที่ “ฟองสบู่”ในญี่ปุ่นได้ดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะแตกตัวออกมาในต้นปี 1990’s

        แต่ในช่วง 2-3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศในปลาย 1970’s เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเหมือนกับบรรดาประเทศในอุษาคเนย์ช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา นั่นก็คือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศชนิด“ขนานใหญ่” ส่งเสริมการค้าต่างประเทศชนิดขมีขมัน ลงทุนด้านกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาภาคบริการและภาคการเงิน ฯลฯ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด(Socialist market economy) ที่เริ่ม“อิ่มตัว”ภายหลังจากที่จีนผ่านเลยการจัดมหกรรมระดับโลกสองมหกรรม นั่นก็คือเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2008 และเวิร์ลเอ็กโปในปี 2010

        “มุข”ใหม่ๆที่จีนต้องนำมาใช้ในการนำพาประเทศของตนให้หลุดออกจาก“กับดัก”ของประเทศที่มีรายได้เพียงปานกลาง (Middle –Income Trap) ก็คือการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เหมือนเช่นที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นเคยทำในช่วง 1-2 ทศวรรษก่อนที่นจะเปิดประเทศในปลาย 1970’s

        ในไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมานี้   การออกไปลงทุนยังต่างประเทศโดยตรง (Outbound Direct Investment - ODI) ของจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปัจจุบัน GDP ของจีน (และของโลก) ได้ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 จีนมี “ODI” คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2011 ถึง 48.2%

        “Ernst & Young” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2020 นี้ “ODI” ของจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

        มังกรและ“ODI” จะมีทิศทางเช่นไรในอนาคต เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆที่เปิด ตัวสู่ออกสู่โลกภายนอกก่อนจีน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจโลกตะวันตก เช่นสหรัฐฯ ยุโรป หรือตะวันออก เช่นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ฯลฯ  นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง

การออกไปลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 3

ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop/
        ความจริงญี่ปุ่นได้ทะยอยออกไปลงทุนยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนค่าเงินเยนลอยตัวแล้ว

        ตัวอย่างเช่น กรณีไทยเอง ภายหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศอย่างกว้างขวางภายใต้การริเริ่มของรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ตั้ง“สภาพัฒน์”และ“BOI” ขึ้นมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960’s พร้อมกับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 1961 เป็นต้นมา ก็ได้ส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยการให้สิทธิประโยชน์มากมายจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ “BOI” ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่

        ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ขอ“BOI” และเริ่มต้นลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (Import substitute industries) ที่เป็นอุตสาหกรรมเบา(Light industry) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น(Labor intensive)ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่อง    ใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ อาหารแปรรูป ฯลฯ

        อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก ๆ และได้รับการส่งเสริมตั้งแต่เริ่มใช้แผน 1 ใหม่ๆ ก็คือการประกอบรถยนต์ เพื่อทดแทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ

        เพื่อจูงใจให้ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ทั้งๆที่ขณะนั้นตลาดรถยนต์ในประเทศยังเล็กมาก ก็คือการใช้สิทธิพิเศษและการปกป้องนักลงทุนจากตางประเทศ ชนิด “ประเคน”ให้กันเลยทีเดียว

        จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครั้งหนึ่งในช่วงก่อน ปี 199 ไทยจึงเคยเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับราคารถยนต์ในขณะนั้น

        พร้อมกันไปนั้น รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ยังได้ลงทุนสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของต่างประเทศ เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าและประปา การสร้างถนนหนทางชนิด“ปูพรม”ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาวิ่ง เพราะถ้าขาดถนนต่อให้มีนโยบายจูงใจมากเพียงไร ก็คงยากต่อชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ผลิตแล้วขาดตลาดรองรับ เพราะไม่มีถนนให้วิ่งนั่นเอง

        การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา ได้สร้างประโยชน์ชนิด“ยิงกระสุนนัดเดียว” แต่ว่าได้”นก”หล่นลงมาเป็นฝูงเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น“นก”ทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง และความมั่นคง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น การตัดถนนสู่ภูมิภาคได้ทำให้เศรษฐกิจแบบตลาด(Market economy) “เบียด”ตัวแย่งชิงพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงให้วิถีชีวิตของผู้นที่เคยมุ่ง”ทำมาหากิน” เปลี่ยนไปเป็น“ทำมาค้าขาย”มากยิ่งขึ้น

        เพราะถนนที่เชื่อมสู่ชนบท ได้เปลี่ยนพื้นที่ดินสองข้างทางที่ผู้คนเคยมุ่งผลิตเองใช้เองหรือกินเองไปตามมีตามเกิด ให้เป็นการผลิต “ส่วนเกิน”ออกขายสู่ตลาดที่มีทั้ง“ตลาด”ใกล้ๆบ้านที่ใหญ่โตขึ้นตามการขยายตัวของภาคเมือง(Urbanization) ที่ทำให้มีผู้คนมาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโอกาสใน ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ตามมากับการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะมีถนนเป็นตัวกลางเชื่อมโยง

        ขณะเดียวกัน ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น ก็มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อเพื่อนำไปขายในเมืองต่อ ทำให้ตลาดรองรับผลผลิตขยายตัว

        ยิ่งถนนหนทางสะดวก  ก็ง่ายต่อการที่“เมือง”จะลำเลียงผลิตภัณฑ์สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ออกไปขายในชนบททำให้อุตสาหกรรมในตัวเมืองหรือที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวเติบใหญ่

        ชาวบ้านผู้คนในชนบทเอง ก็มีแรงจูงใจจากผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่พ่อค้าจากภาคเมืองนำเข้าไปขาย ก็ยิ่งผลิต“ส่วนเกิน”จากภาคการเกษตรของตน เพื่อหา“เงินสด”ไปซื้อหาสินค้าต่างๆ ข้างต้นมาใช้สอย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มโอกาสในการขยายการผลิตในภาคเกษตรของตน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นถนนหนทาง ที่อำนวยให้ยวดยานพาหนะใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จึงเป็นปัจจัยก่อนหน้า (Prerequisite) ที่สำคัญในการพัฒนาอื่นๆ ที่จะตามมา

        แต่ระลอกที่สองที่ต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเอเซียตะวันออกอื่น ๆและในไทยเพิ่มขึ้น ก็คือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก นั่นก็คือการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว(Developed Economies) ทั้ง หลาย ที่มีส่วนทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมากและอย่างต่อเนื่องกว่าเดิม ส่งผลให้ซามูไรแปร“วิกฤติ”จากค่าเงินแข็งให้เป็น“โอกาส” โดยการขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศด้วยความหนักหน่วงเข้มข้นกว่าเดิม โดยการใช้“หมัดเด็ด”ที่ย่อออกมาเป็นตัวอักษรสามตัวคือ“MIT”

        “M” นั้นมาจากคำว่า “Marketability” คือผลิตแล้วต้องขายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ญี่ปุ่นคำนึงถึงเวลาตัดสินใจลงทุนทำการผลิต

        “I” มาจากคำว่า “Information” ก็คือความพร้อมมูลครบถ้วนของข่าวสารข้อมูลที่ญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านนี้อย่างมหาศาล ทำให้มีความได้เปรียบในด้านการ“รู้เขา รู้เรา”ในการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

        เมื่อข่าวสารข้อมูลมีประสิทธิภาพ ก็ทำให้การวางแผนด้านต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถยกระดับขีดขั้นความสามารถทางการแข่งขัน(Competitiveness)ได้มากยิ่งขึ้นตามมา
ส่วน“T”นั้นมาจากคำว่า“Technology” ที่ซามูไรชนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทั้งพัฒนาเทคโนโลยีจากการลงทุนด้านนวัตรกรรม (Innovation) ของตนเอง และการนำ “R&D” ของผู้อื่นมา“ต่อยอด” จนแปรเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดได้

        ความได้เปรียบของ“MIT” Model ของญี่ปุ่น ยังมีส่วนทำให้ซามูไรสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อผลิตภัณฑ์สินค้าของตน จนกลายเป็นแบรนด์สากล (International brands) ได้ชนิดไม่แพ้บรรดาประเทศตะวันตกชั้นนำที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อนญี่ปุ่นทั้งหลาย และหลายๆ แบรนด์ของซามูไร ก็ยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของโลกด้วย

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 2


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
“รูปธรรม”ของความน่ามหัศจรรย์ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาให้เห็นจากการขยายตัวเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

        เพราะซามูไรใช้เวลาเพียงทศวรรษเศษ ก็สามารถ“ตั้งหลัก”ใหม่ทางด้านพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

        ในด้านเศรษฐกิจนั้น GDP ของแดนซากุระได้ขยายตัวเป็นตัวเลข“สองหลัก”ในแต่ละปี นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1950’s อันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติไปเพียงประมาณทศวรรษเดียวเท่านั้น ภายหลังจากนั้น GDP ของซามูไรก็ได้ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักหรือใกล้สองหลักในแต่ละปีติดต่อกันอีกนับทศวรรษๆ

        “ตัวเลข”ความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดังกล่าว ได้“เข้าตา”คณะกรรมการโอลิมปิคโลกที่ลงมติในปี 1959 ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรกของทวีปเอเซียในปี 1964

        “รูปธรรม”ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับการลงมติให้จัดกีฬา“มหากาพย์”โลกดังกล่าว ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงประมาณทศวรรษครึ่งเท่านั้น และสามารถจัดมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ของโลกดังกล่าวในเดือนตุลาคม 1964 อันเป็นช่วงระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีภายหลังการยุติลงของอภิมหาสงครามดังกล่าว

        มหกรรมกีฬากระเดื่องโลกดังกล่าว ได้มีส่วนช่วยเร่งโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของแดนซากุระที่ขยายตัวชนิด”ก้าวกระโดด”ในทศวรรษที่ 1960’s เพราะการลงทุนสร้างกิจการสาธารณูป โภคพื้นฐาน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวจัดกีฬาโอลิมปิคดังกล่าว ไม่เพียงเอาไว้ใช้ประโยชน์ป่าวประกาศประเทศสู่สากลอย่างเอิกเกริกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจย่าน“คันโต่”ที่มีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลาง ให้เข้มแข็งยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

        ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นจัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการกีฬาของมนุษยชาติดังกล่าว ซามูไรก็ได้นำรถไฟด่วน “ลูกกระสุน” หรือ“ชินกังเซน”ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปรากฎสู่สายตาชาวโลกด้วย

        หลังจากเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิได้เพียงไม่กี่ขวบปี  GDP ของญี่ปุ่นก็ได้พุ่งทะยานต่อเนื่องจนมีขนาดใหญ่กว่าเยอรมันตะวันตก ครองตำแหน่งประเทศที่มี GDP ที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s เป็นต้นมา และสามารถครองตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันด้วยระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ กว่าที่จีนจะสามารถแซงหน้าขึ้นมาแทนในปี 2010 เป็นต้นมา

        ภายหลังเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคเพียง 6-7 ปี ซามูไรก็ประกาศศักดาต่อด้วยการเป็นเจ้าภาพจัด“โอซาก้าเวิร์ลเอ็กโป”ในต้นทศวรรษที่ 1970’s ที่มีส่วนช่วยสร้างและกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิของย่าน”คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลาง ให้ขยายตัวเติบใหญ่ชนิด“กระพือปีก”และทะยานบินเช่นกัน

        กล่าวได้ว่า นับตั้งเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และต้องฝ่าข้ามมหาสงครามโลกถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นได้ผ่านเลยการเดินทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้วเป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่สงผลให้สัดส่วนของ GDP ญี่ปุ่นต่อ GDP โลก  มีสูงกว่าสัดส่วนประชากรญี่ปุ่นต่อจำนวนประชากรรวมของโลกเป็นอันมาก ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีมูลค่า GDP ประมาณ 8% ของ GDP โลก แต่มีประชากรไม่ถึง 2% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งโลก

        บนเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ซามูไรใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการออกปฏิสัมพันธ์กับโลก โดยไม่ต้องพะวักพะวงกับเรื่องความมั่นคงมากๆ  เพราะหลังการพ่ายแพ้ “สัประยุทธ์”ของสงครามโลกครั้งที่ 2  สหรัฐฯได้ทำหน้าที่“อารักขา”ด้านความมั่นคงแก่ซามูไร และห้ามการมีกองทัพของญี่ปุ่นเอง โดยมีได้เฉพาะกองกำลังป้องกันตัวเองเท่านั้น แม้ว่าได้ผ่อนคลายเงื่อนปมนี้ลงมาระยะ เวลาต่อมาก็ตาม

        รูปธรรมของการ“อารักขา”ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯต่อญี่ปุ่น ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน จากการที่พญาอินทรีมีฐานทัพอยู่ในแผ่นดินซามูไร ด้วยกองกำลังใหญ่โตที่มีกองกำลังพลนับหมื่นๆ คน และแสนยานุภาพด้านความมั่นคงอันใหญ่โตและทันสมัย

        แม้ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯได้มีความ“แนบแน่น”กันมากในด้านมาตรการด้านความมั่นคงนับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2)   ถึงกระนั้น ทั้งสองประเทศก็กลายเป็นคู่ขับเคี่ยวสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก

        ซามูไรได้ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนสามารถแซงหน้าเยอรมันนี ผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแทนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s

         แต่ในช่วงที่ซามูไรกำลัง“รุ่ง”แบบสุดๆอยู่นั้น เศรษฐกิจของแดนอินทรีกลับ“แผ่ว”ตัวร่วงโรยลง ภายหลังจากพุ่งทะยานทางการพัฒนาในฐานะอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองทศวรรษภายหลังสงครามโลกรั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงเป็นต้นมา ที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นจากอาการเสียศูนย์เสื่อมทรุดทั้งในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าที่ทะยานตัวพุ่งสูงขึ้น และอาการตกต่ำลงของภาคการเงิน (Financial sector) เช่น อาการผันผวนตกต่ำของตลาดหุ้นในช่วงเวลาครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s อันเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นดังกล่าว

        จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษที่ 1970’s สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันพญาอินทรีก็ได้ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ปลดล็อกค่าเงินดอลลาร์ของตนเองออกจากการผูกติดกับทองคำภายใต้มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) และปล่อยค่าเงินลอยตัว       (Floating Exchange Rate) ในที่สุด ที่ส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างๆ ทั้งในฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวตามในราวๆ ปี 1973 เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่เคยมีระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ   (ที่เคยมีระดับที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน) ต้องดีดค่าแข็งตัวขึ้นเป็นอันมาก

        ซามูไรได้“แก้เกม”ปัญหาค่าเงินเยนแข็ง โดยการย้ายและขยายฐานการลงทุนสู่ต่าง ประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็น“แม่ห่าน”ที่ทำหน้าที่พาบรรดา“ลูกห่าน”ฝูงแรกๆ ข้างต้นบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ทำให้แนวคิดหรือ“ทฤษฎี”ทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า “Flying Geese Model” เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะเวลาต่อมา

การไปออกลงทุนยังต่างประเทศของจีน ตอน 1


ที่มาhttp://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งรายได้เฉลี่ยต่อคนของประชากร“ทะลุ” 5,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสและความสามารถในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างรวดเร็ว
        ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในโลกเช่นจีน ก็ได้มาถึงจุดนั้นแล้วในปัจจุบัน เพราะการลงทุนยังต่างประเทศของมังกรได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Outbound Direct Investment – ODI) หรือการลงทุนในภาคการเงิน (Finance related Investment – FRI)

        แม้ว่าปัจจุบัน จีนได้เผชิญกับกับสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็น“โรค”เดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อันพิจารณาได้จากแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ผ่านมา โดยที่ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง GDP ได้ขยายตัว“เพียง” 8.1% และ 7.6% ตามลำดับ

        ตัวเลข“ขนาด” การขยายตัวของ GDP ดังกล่าว ถ้าเป็นประเทศอื่นๆก็คงจะตบมือเปล่งเสียงไชโยโห่ฮิ้วกันลั่นเมืองลั่นแผ่นดินกันไปแล้ว เพราะประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) ทั้งหลาย ไม่เพียงมีแนวโน้มการขยายตัวของ GDP ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่านั้น หลายๆประเทศยังเผชิญปัญหากับการ“ติดลบ”ของตัวเลขดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศในยูโรโซนที่กำลัง“ร่อแร่” และไม่รู้ว่าจะ“ออกหัว” หรือ“ออกก้อย”ในอนาคตอันไม่ไกลข้างหน้านี้

        ดูประหนึ่งว่า โอกาสในการ“ออกก้อย”คือการที่บางประเทศสมาชิกของยูโรโซนที่มีอยู่รวมทั้งหมด 17 ประเทศ อาจจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในยูโรโซนภายใต้การใช้ระบบเงินตราสกุลเดียวกัน(Single currency) ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศแถบยุโรปใต้ และประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ยังมีระดับขั้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกว่าประเทศแถบฝั่งเหนือ เช่นเยอรมันนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ เป็นอันมาก

        แต่ทันทีที่ GDP ของแดนมังกร ขยายตัวในระดับต่ำกว่า 9% ต่อปี อาการตื่นตระหนกก็ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ว่าการขยายตัวของ GDP ในอัตราไม่ต่ำกว่า 7-8 % ต่อปีเป็นระดับที่สูงมาก ชนิดที่ประเทศมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะมีการเติบโตในอัตราดังกล่าว

        มีมูลเหตุหลายประการที่ส่งผลให้ประชากรเศรษฐกิจโลก“คาดหวัง”กับจีนไว้มากในปัจจุบัน

        ประการแรกๆ เกิดจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งตะวันตก   เช่นสหรัฐฯและยุโรป หรือฝั่งตะวันออกเช่นญี่ปุ่น ต่างตกอยู่ในสภาวะซบเซาเสื่อมถอยทางการพัฒนา อันมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ“วัย”ทางเศรษฐกิจที่“ชราภาพ”ลงตามการล่วงผ่านของกาลเวลา เพราะประเทศต่างๆ ข้างต้นได้ “เดินทาง”ทางการพัฒนามาแล้วเนิ่นนาน นับเป็นเวลานับศตวรรษๆ จนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าศักยภาพที่เป็นจริง (Over-potential growth) ไปแล้วเป็นอันมาก

        ตัวอย่างเช่น การที่สหภาพยุโรปที่มีขนาดของมูลค่า GDP กว่าหนึ่งในสี่ของ GDP รวมทั่วโลก แต่มีประชากรเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 7-8% ชองประชากรรวมทั่วทั้งโลกที่มีประมาณ 7,000 ล้านคน (นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา โลกมีประชากร“ทะลุ” 7,000 ล้านคน)

        ทั้งนี้เป็นเพราะสหภาพยุโรปที่นำโดยอังกฤษได้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากๆ และกลาย เป็นผู้นำโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) โดยการนำของ“เมืองผู้ดี”ได้เริ่มสุกงอมและปริดอกออกผลเต็มที่

        เมื่ออังกฤษเริ่มร่วงโรยลงในต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาที่มีเชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรป ก็“รับไม้”ต่อกลายเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้แดนอินทรีมีขนาดของมูลค่า GDP เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP โลก ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 310 กว่าล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก และได้ผ่านเลยการพัฒนาในระดับสูงมากๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาแล้วนับศตวรรษ

        ส่วนญี่ปุ่นเองนั้น พัฒนาการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern economic development) ก็ได้เริ่ม“เปิดฉาก”ขึ้นนับตั้งแต่ต้นสมัยเมจิ (Meiji) เป็นต้นมา ที่แดนซามูไรได้เปิดตัวเองออกปฏิสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ภายหลังจากที่“ขัง”ตัวเองอยู่ในดงซากุระติดต่อกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นภายใต้การปกครองของ“โชกุน” ตระกูลโตกุกาวานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่อิเอยะสุ โตกูกาวา ผู้เป็นต้นตระกูลได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น“โชกุน”คนแรกในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นมา

        กว่า 2  ศตวรรษที่ตระกูลโตกูกาวาเป็นผู้นำในการปกรองแดนซามูไร ญี่ปุ่นได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความระแวดระวังในการปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกทั้งหลายที่มีเพียงประเทศเล็กๆ เช่นฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์เท่านั้น  ที่ได้“ไฟเขียว”จากผู้ปกครองประเทศเข้าไปค้าขายกับญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งสถานีการค้าที่นางาซากิ

        การรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1860’s เมื่อจักรพรรดิเมจิ กลับขึ้นปกครองประเทศด้วยระบบจักรพรรดิแทนที่ระบบโชกุน ได้ส่งผลให้แดนซามูไรสามารถพุ่งทะยานทางการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเรียนรู้จากตะวันตกไม่ว่าจะเป็นทางฟากฝั่งยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันนี) หรือสหรัฐฯ ฯลฯ แล้วนำมา“ต่อยอด” ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวเติบใหญ่ จนมีระดับขั้นทาง การพัฒนาที่“ไล่กวด”หลังประเทศตะวันตกที่พัฒนารุดหน้าไปก่อนได้

        ระดับขั้นทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ได้ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นการขยายตัวของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ยังเผยออกมาให้เห็นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ที่ส่งผลให้ซามูไรสามารถสร้างเครื่องบินรบ เพื่อใช้ทำสงครามโลกกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้นำโลกอยู่ในขณะนั้นได้

        แม้ว่าญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างบอบช้ำ เพราะต้องเผชิญกับพิษสงของระเบิดปรมาณูถึงสองลูกติดต่อกันที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิบนเกาะกิวชิวในเดือนสิงหาคม 1945 โดยที่สัประยุทธ์ในมหาสงครามโหดดังกล่าว ก็ได้คร่าชีวิตหน่อเนื้อชาวซากุระทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนไปหลายล้านคน แต่ด้วยฐานรากขององค์ความรู้ (knowledge) ภูมิปัญญา (Wisdom) ของญี่ปุ่นที่ได้สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษในช่วงก่อนสงคราม รวมตลอดถึงจิตวิญญานของความเป็นคนญี่ปุ่นเอง “ซามูไร”ก็สามารถผงาดตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดน่ามหัศจรรย์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ญี่ปุ่น การพัฒนาประเทศอันอัศจรรย์


ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jimmywalker&month=25-03-2008&group=9&gblog=9


การจะวิเคราะห์ความสำเร็จของชนชาติหรือประเทศนั้น ที่จริงจะต้องอาศัยการศึกษาเบื้องลึกถึงประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก แต่ในที่นี้ เพื่อความกระชับของเนื้อหา และการมุ่งเน้นที่ประเด็นสำคัญเพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้และนำมาปรับใช้ของเรา ผมจึงจะค้นคว้าข้อมูลย้อนไปที่ไม่ลึกมากนัก แต่จะจะจับประเด็นที่ปัจจัยที่ทำให้ชาติเหล่านั้นสามารถขึ้นมาประสบความสำเร็จในเวทีโลกได้เท่านั้น

ญี่ปุ่นก็คงเป็นชาติหนึ่งที่พอพูดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศ จะถูกนึกถึงเป็นชาติแรกๆ เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกฟื้นประเทศจากการเป็นประเทศแพ้สงคราม หลังจากโดนสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เพียงในเวลาแค่ 40-50 ปี ให้กลับมาผงาดเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้อีกครั้งหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นแม้เป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่ไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายดินแดนในอดีต แต่ก็กลับมีข้อดีในด้านความเป็นเอกภาพของคนในชาติไม่ได้มีเชื้อสายอื่นมาปนมากนัก ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่เหมาะต่อการปลูกฝังความเป็นชนชาติได้อย่างดียิ่ง ความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณก็คือ พวกเขาเป็นชนชาติเดียวที่สืบเชื่อสายมาจากพระอาทิตย์(ซึ่งเปรียบเหมือนลูกของพระเจ้า) ชาวญี่ปุ่นจึงทะนงตนในความสำคัญของตนเองมาแต่โบราณ และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นอำนาจนิยมและศักดินามากๆ ดูจากการมีการปกครองที่องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์กลางพระองค์เดียว (และมีโชกุน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน) มีการยึดมั่นในลำดับชั้นการปกครอง มีชนชั้นซามูไร(นักรบ) และมีการแบ่งแยกระหว่างชาย-หญิง คือ ผู้หญิงจะต้องเป็นแม่บ้านและไม่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง



ด้วยความเป็นประเทศเกาะดังกล่าว ญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยได้สู้รบกับชาติอื่นๆ เพื่อแก่งแย่งดินแดนมากนัก มีแต่การทำการค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้น และหลังจากมีการแพร่กระจายของศาสนาคริสต์ที่มาพร้อมกับพวกฝรั่ง โชกุนจึงมีนโยบายปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างชาติเพราะกลัวถูกแทรกซึมจากชาติตะวันตก แต่สุดท้ายก็ถูกบีบให้เปิดประเทศค้าขายอีกในภายหลัง โดยต้องทำสนธิสัญญาที่เอื้อประโยชน์ต่อชาติตะวันตกอย่างมาก

ภายหลังจากการแผ่อาณาจักรของรัสเซียที่เอาชนะมองโกเลีย จนมาประชิดติดชายฝั่งตรงข้ามกับญี่ปุ่น และด้วยภาวะกดดันทางด้านต่างชาติหลายๆ ประการ ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นตัดสินใจปลดแอกประเทศออกจากการควบคุมของชาวต่างชาติ และยังตัดสินใจข้ามมาทำสงครามกับประเทศบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ กับญี่ปุ่น เช่น จีน รัสเซีย แมนจูเลีย และเกาหลี ซึ่งสิ่งนี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็น”จุดเปลี่ยน”หนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เพราะพวกเขาได้ลิ้มรสของความสำเร็จระดับนานาชาติ พวกเขาชนะและได้เข้ายึดบางส่วนของประเทศเหล่านี้ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่สร้างความโดดเด่นขึ้นมาในเวทีโลก พวกเขามั่งคั่งขึ้นจากการครอบครองดินแดนของประเทศอื่น คนญี่ปุ่นไม่คิดและรู้สึกว่าตนอ่อนแอกว่าชาติตะวันตกอีกต่อไป

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น ญี่ปุ่นก็ตัดสินใจเข้าสู่สงครามและกลายเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งนี้ พวกเขาเอาชนะชาติมหาอำนาจเก่าอย่างเยอรมันได้ ญี่ปุ่นจึงยิ่งใหญ่ขึ้นอีก ทั้งอำนาจทางทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศ 1 ใน 5 มหาอำนาจใหม่ แต่จากจุดนี้เองที่อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายผิดพลาด อาจเหมือนคนที่เหลิงตัวเอง จากการที่ได้ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ และยังไม่เคยประสบความล้มเหลว จึงทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และโจมตีสหรัฐอเมริกาก่อนที่เพิร์ลฮาเบอร์ โดยในคราวนี้กลับไปจับมือกับเยอรมันเป็นฝ่ายอักษะที่เข้ายึดครองเอเชียแปซิฟิค และเอเชอาคเนย์

แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่อเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายพันธมิตรได้คิดค้นระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์ได้สำเร็จ และนำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ จนทำให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ และนำมาซึ่งการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 ไปพร้อมๆ กับเยอรมันด้วย และการยอมแพ้ครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของอเมริกาและพันธมิตรเป็นระยะเวลาหลายปี

ในปี 1952 หรืออีก 7 ปีต่อมา ญี่ปุ่นจึงถูกปลดปล่อยเป็นอิสระแก่ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยคราวนี้อาจเป็นเพราะบทเรียนจากสงครามและความสูญเสีย จึงทำให้ญี่ปุ่นหันหลังให้สงครามแล้วมาพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจแทน โดยในระยะเวลาเกือบ 40 ปี ตั้งแต่ได้รับอิสรภาพ ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองน้อยมาก โดยมีพรรคการเมืองเพียงสองพรรค และมีพรรค Liberal Democratic Party หรือ LDP เป็นพรรคใหญ่ที่บริหารประเทศมาโดยตลอด และในช่วงนี้เองที่ญี่ปุ่นได้สร้างความมหัศจรรย์ขึ้นคือ ก้าวขึ้นจากประเทศแพ้สงครามมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกโดยใช้เวลาเพียง 30-40 ปีเท่านั้น อีกทั้งญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่หรือมีประชากรมากมายที่มักเป็นตัวช่วย(ตามกฎของพื้นที่) อย่างในประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย




Jimmy’s Analysis

จากการมองประวัติศาสตร์ของชนชาติญี่ปุ่นนี้ จึงอาจนำมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยของความสำเร็จของพวกเขาได้ดังนี้

1.มีพื้นฐานความเป็นชาตินักสู้เป็นเบื้องต้น รวมทั้งการเชื่อว่าตนมีกำเนิดมาจากพระอาทิตย์ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าชาวต่างชาติตะวันตก และเป็นชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนัก

2.ได้รับแรงเสริมจากการทำสงครามกับประเทศข้างเคียงและชนะ จนกลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่ขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารอีกชาติหนึ่งในยุคนั้น จึงเท่าไปกับเสริมความคิด ความเชื่อว่าตนเป็นชาติที่มีความสามารถเข้าไปอีกให้มั่นคงยิ่งขึ้น

3.ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ไม่มีชนชาติอื่นปนมากนัก และมีความเชื่อในเรื่องความยึดมั่นต่อชาติ ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เมื่อมีสินค้าก็สนับสนุนสินค้าของคนในประเทศก่อน ญี่ปุ่นจึงสร้างสินค้าของตนเองได้เกือบทุกชนิด และได้รับการสนับสนุน ซึ่งสินค้าหลายๆ ชนิดนอกจากจะกลายเป็นการลดการขาดดุลการค้าแล้วยังนำเงินเข้าประเทศด้วย เช่น รถยนต์ (ซึ่งจะเห็นได้ว่า คนในประเทศเราจะตั้งแง่กับสินค้าของไทยกันเองมากกว่า โดยอ้างว่าไม่ได้คุณภาพ)

4.เนื่องจากญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้ยิ่งใหญ่ที่มาประสบความพ่ายแพ้ของประเทศ ผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนในประเทศร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ(เป็นจิตวิทยาสังคมที่อาจเกิดได้กับทุกประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แล้วกลับมาล้มเหลว) คนรุ่นหลังสงครามที่เรียกว่า baby boomer นั้นเป็นคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก จึงอดทนทำงานหนัก และประหยัด ต่างคนต่างมุ่งที่จะฟื้นฟูฐานะของครอบครัวและประเทศ

5.ช่วงหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นมีนโยบายชัดเจนคือ มุ่งที่เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และถูกบริหารโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว(พรรคLDP)มาตลอดจนถึงช่วงปี 1990 นโยบายจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมา ทำให้เกิดการสานต่อทางนโยบาย

6.อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนช่วยด้วยก็คือ ประชากร การที่มีประชากรมากก็เท่ากับมีโอกาสที่จะมีคนเก่งๆ มากขึ้น(หากรัฐสนับสนุนด้านการศึกษาด้วย) ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127 ล้านคน มากกว่าประเทศไทยประมาณหนึ่งเท่าตัว ในขณะที่มีพื้นที่ของประเทศน้อยกว่า และคุณภาพของประชากรนี้สำคัญมาก สำหรับประเทศที่มีโอกาสด้านทรัพยากรน้อย (เช่นเดียวกับประเทศเล็กๆ อื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง)


นิสัยของคนคือปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จในระดับบุคคล และนิสัยของคนส่วนใหญ่ในชนชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญอันแรกสุดที่จะสร้างความสำเร็จระดับชาติเช่นกัน โดยมีเรื่องขนาดและทำเลของพื้นที่เป็นปัจจัยช่วยที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะเล็กๆ ที่มีคุณภาพของประชากรมาก ทั้งนิสัยการทำงานและทักษะการทำงาน จึงสามารถสร้างประเทศได้รวดเร็ว แม้ว่าในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและอาจทำให้นิสัยของคนรุ่นใหม่นั้นเปลี่ยนไป แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้พวกเขามีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ที่ตามหลังมาเป็นอย่างมาก

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

เม็กซิโก การกลับมาของเศรษฐีจังโก้


หมวด : รายงานพิเศษ
โพสต์โดย : ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม วันเวลา : 2009-12-11 09:41:22
ที่มา http://www.thailandindustry.com/news/view.php?id=10015&section=29&rcount=Y

วิธีร์ พานิชวงศ์, สุทธิ สุนทรานุรักษ์, วิเชียร แก้วสมบัติ
.
.
ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองไทยตลอดช่วงเวลาสามสี่ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมเศรษฐกิจไทยที่มีผลพวงมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเจริญเติบโตของภาคเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังละเลยปัญหาเรื่อง “ความยากจน” และ “การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม” 
.
ขณะเดียวกันการจะฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทยไว้กับภาคการเมืองก็ดูจะเป็นความหวังที่เลือนรางยิ่งนัก ด้วยเหตุที่นักการเมืองและพรรคการเมืองไทยมักเกิดขึ้นโดย “เฉพาะกาล” มากกว่ามาจาก “อุดมการณ์” ที่ต้องการจะพัฒนาประเทศอย่างจริงใจ
.
ขออนุญาต “บ่น” ก่อนนะครับ เพราะช่วงนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา ทั้งนี้หากหันมองดูประเทศรอบข้างในภูมิภาคอาเซียนนั้น เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้กำลังพัฒนาตัวเองกันอย่างขะมักเขม้นโดยไม่ต้องมานั่งสนใจปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวอย่างประเทศที่กำลังสปีดตัวเองในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา คือ “เวียดนาม” ไงล่ะครับ
.
ทุกวันนี้เวียดนามกำลังจะกลายเป็นสวรรค์ของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามใช้แผนการ “โด๋เหม่ย” (Doi Moi) ในการปฏิรูปเศรษฐกิจจนทุกวันนี้เวียดนามกำลังจะมีรถไฟความเร็วสูงโดยอิมพอร์ตเทคโนโลยีมาจากญี่ปุ่น   
.
ซึ่งหากเวียดนามสามารถพัฒนาสาธารณูปโภคได้ทันสมัยมากขึ้นสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น “ผลกระทบเชิงบวก” หรือ Positive Externality ทางเศรษฐกิจของเวียดนามในการที่จะเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันภายใต้การประหยัดทรัพยากรของประเทศ
.
อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าโลกเราทุกวันนี้แข่งกันที่ประเทศใดอยู่ดีกินดีกว่ากัน คำว่า “อยู่ดีกินดีกว่ากัน” นั้นหมายรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนภายในประเทศด้วยครับ จริง ๆ แล้วการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้นไม่ใช่แค่มาอวดอ้างตัวเลขอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจกันหรอกครับเพราะตัวเลขเหล่านี้วัดเพียงแค่ “ปริมาณ” ของการเจริญเติบโตแต่ไม่ได้วัด “คุณภาพ” ของการเจริญเติบโต
.
การพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง คือ การที่รัฐบาลสามารถสร้าง “โอกาส” ให้คนในสังคมนั้นเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐตลอดจนทรัพยากรต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน
.
ทั้งหมดที่กล่าวมาดูเหมือนจะเป็นโลกของ “อุดมคติ”นะครับ เพราะจริง ๆ แล้วทุกประเทศล้วนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้นแต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถเรียงลำดับปัญหาและจัดการกับปัญหาที่ว่านั้นได้ดีกว่ากัน
.
สำหรับซีรีส์ “ริมหน้าต่างเศรษฐกิจ” ฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาท่านผู้อ่านไปเกาะริมหน้าต่างดูเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งที่อยู่ในทวีปอเมริกาซึ่งประเทศที่ว่านี้คือ “เม็กซิโก” ครับ ว่ากันว่าเม็กซิโกได้รับการจัดอันดับจากนักลงทุนทั่วโลกว่ามีบรรยากาศน่าลงทุนเป็นอันดับสองของโลกครับ
.
เม็กซิโก: การกลับมาของเศรษฐีจังโก้
เม็กซิโกเป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ในอดีตนั้นเม็กซิโกเคยเป็นอาณานิคมของสเปนครับ อย่างไรก็ดีเม็กซิโกมีความผูกพันกับสหรัฐอเมริกามากทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนอยู่ติดกัน รวมไปถึงการเป็นคู่ค้าสำคัญและเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนชาวอเมริกัน
.
ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบนั้น “เม็กซิโก” เคยได้รับการจับตามองในแง่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วคล้าย ๆ กับอาร์เจนติน่าและอุรุกวัย ทั้งนี้เหตุผลสำคัญมาจากทรัพยากรของประเทศแถบนี้ยังค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ประกอบกับการอพยพเข้ามาตั้งรกรากของชาวยุโรปทำให้ดินแดนทางตอนใต้นี้กลายเป็นแหล่งที่น่าลงทุนอย่างยิ่ง
.
อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในดินแดนอาณานิคมแถบทวีปอเมริกา คือ ปัญหาการกระจายที่ดินทำกินซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชนวนในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชและนำไปสู่การปลดปล่อยและการปฏิวัติในที่สุดครับ
.
ในอดีตนั้นเหล่าพ่อค้านักลงทุนจากประเทศเจ้าอาณานิคมมักจะกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในราคาถูกแล้วก็จ้างชาวนาเหล่านี้ทำนาในลักษณะ “เช่า” ในราคาแพงซึ่งชาวเม็กซิกันเรียกระบบนี้ว่า Latifundios ครับ และนี่เองที่ทำให้ชาวเม็กซิกันลุกขึ้นมาปฏิวัติจนเกิดสงครามกลางเมืองในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1910-1917 ซึ่งได้สร้างความเสียหายกับเม็กซิโกเป็นอย่างมาก
.
อย่างไรก็ตามเม็กซิโกเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงทศวรรษที่ 30 ครับโดยเม็กซิโกเริ่มพัฒนาประเทศด้วยการพึ่งพาตนเองก่อนด้วยการใช้กลยุทธ์การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าหรือ Import Substitution Industrialization (ISI) มีการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ นอกจากนี้เม็กซิโกยังทำการปฏิรูปที่ดินโดยกระจายที่ดินไปให้ชาวไร่ชาวนาที่ยากจนภายใต้นโยบายที่เรียกว่า Ejido ครับ
.
ช่วงทศวรรษที่ 30-70 นับเป็นยุคทองของเม็กซิโกก็ว่าได้ครับ เพราะเศรษฐกิจของเม็กซิโกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมีการลงทุนพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมหนักตลอดจนขยายสาธารณูปโภคต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังพัฒนาบางเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง “อคาพูโค” (Acapulco) จนเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็น “Mexican Miracle” ครับ 
.
การพัฒนาเศรษฐกิจของเม็กซิโกนั้นเน้นบทบาทภาครัฐเป็นตัวนำในการพัฒนาครับโดยช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ในสมัยของรัฐบาลนายโจเซ่ โลเปซ พอร์ตติลโล่ (José López Portillo) นั้นได้ลงทุนขุดเจาะน้ำมันในบริเวณรัฐเวราครูซ (Veracruz) ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัทน้ำมันแห่งชาติหรือ Petróleos Mexicanos (PEMEX)
.
ซึ่งปัจจุบัน PEMEX ติดอันดับหนึ่งในสิบของบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเม็กซิโกอย่างมาก นอกจากนี้เม็กซิโกได้กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับหกของโลกด้วยครับ
.
Petróleos Mexicanos (PEMEX)บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโกที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเม็กซิโกในปัจจุบัน
.
แม้ว่าเม็กซิโกจะพัฒนาประเทศภายใต้กลยุทธ์การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าแต่รัฐบาลเม็กซิโกต้องใช้วิธีการ “อุ้ม” อุตสาหกรรมภายในประเทศตลอดจนกีดกันผู้ผลิตจากต่างประเทศไม่ให้เข้ามาแข่งขันกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมของเม็กซิโกได้ ซึ่งท้ายที่สุดกลยุทธ์นี้กลับส่งผลเสียต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศเม็กซิโกเอง  
.
เนื่องจากนโยบายปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศส่งผลให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่รัฐอุ้มนั้นกลายเป็น “อุตสาหกรรมเฒ่าทารก” ที่ไม่รู้จักปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันเพราะรอการช่วยเหลือจากรัฐอยู่เพียงอย่างเดียว
.
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 เม็กซิโกเริ่มเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำลงรวมทั้งปัญหา “หนี้สาธารณะ” ที่กลายมาเป็นปัญหาหนักอกจนทำให้เม็กซิโกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ.1982 ครับ
.
หลังวิกฤตเศรษฐกิจ เม็กซิโกเริ่มอยู่ในสภาพเปรียบเหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้ และยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่รุมเร้าอีกมากมายโดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 160% เมื่อปี ค.ศ. 1987 
.
ด้วยเหตุนี้เองเม็กซิโกจึงเริ่มปรับกลยุทธ์การพัฒนาประเทศใหม่ด้วยการยึดแนวทางการปฏิรูปแบบ “เสรีนิยม” (Neoliberal Reform) โดยเริ่มลดบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐลงเรื่อย ๆ เช่นมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ทำกำไร               
.
ขณะเดียวกันรัฐบาลเม็กซิโกได้ลงนามในการเปิดเสรีการค้าตามข้อตกลง GATT ในปี ค.ศ.1986 และในเวลาต่อมาเม็กซิโกได้ลงนามในการเปิดเสรีการค้าตามข้อตกลงของ NAFTA ซึ่งเป็นการเจรจาร่วมกันของคู่ค้าอีกสองประเทศในทวีปอเมริกา คือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา
.
อย่างไรก็ตามเม็กซิโกต้องกลับมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งในปี ค.ศ.1994 ครับ สาเหตุสำคัญมาจากการไม่สามารถจัดการกับปัญหาการอ่อนค่าของเงินเปโซ (Mexican Peso) ได้โดยช่วงเวลาดังกล่าวเม็กซิโกใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Exchange Rate) ซึ่งไม่ได้สะท้อนค่าเงินเปโซที่แท้จริงได้      
.
การประกาศลดค่าเงินของเม็กซิโกอย่างฉับพลันทำให้เกิดเศรษฐกิจเม็กซิโกช็อคอย่างกะทันหันประกอบกับปัญหาอื่น ๆ ที่รุมเร้า เช่น ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลอีกทั้งเกิดปัญหาความไม่เสถียรภาพทางการเมืองมีการลอบสังหารผู้นำอยู่หลายครั้งทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจเม็กซิโกเหมือนยืนอยู่บนปากเหว
.
ความวุ่นวายต่าง ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนสัญญาณที่ส่งออกไปยังนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มไม่มั่นใจจะลงทุนในเม็กซิโก ทำให้นักลงทุนเริ่มถอนการลงทุนและเงินทุนเริ่มไหลออก (Capital Flight) จากเม็กซิโกทั้งหมดนี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าเงินเปโซที่อ่อนอยู่แล้วยิ่งอ่อนลงไปอีก ท้ายที่สุดส่งผลต่อปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงในเม็กซิโกอีกครั้งหนึ่ง
.
วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของเม็กซิโกทำให้รัฐบาลของนายเออร์เนสโต เซลลิโด (Ernesto Zellido) ต้องประกาศยกเลิกการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ แต่อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของรัฐบาลนายบิล คลินตัน (Bill Clinton) พร้อมกับไอเอ็มเอฟได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเม็กซิโกให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยให้เงินกู้กว่าห้าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อฟื้นฟูวิกฤตทางการเงินของเม็กซิโก
.
ทุกวันนี้รัฐบาลเม็กซิโกเน้นนโยบายเปิดการค้าเสรี (Trade Liberalization) ครับโดยปัจจุบันเม็กซิโกเซ็นสัญญาการเปิดเสรีทางการค้าหรือ FTA กับหลายประเทศในลาตินอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และอิสราเอล กล่าวกันว่าเม็กซิโกเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดเสรีทางการค้ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งครับ
.
ผู้เขียนมีข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจเกี่ยวกับเม็กซิโก นอกจากจะเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าลงทุนเป็นอันดับสองแล้ว เม็กซิโกยังเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ OECD ด้วยครับนอกจากนี้เม็กซิโกมีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศรายหัวหรือ GDP per capita กว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียว
.
ประธานาธิบดีฟิลิเป้ กัลเดลล่อน (Felipe Calderón)ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเม็กซิโกผู้พยายามนำเม็กซิโกกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเม็กซิโกครับ ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าทุกประเทศล้วนแล้วแต่เคยผ่านวิกฤตมาด้วยกันทั้งนั้นซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของโลกแหละครับที่มี “รุ่งเรือง” ก็ย่อมมี “ร่วงโรย” สำหรับประเทศของเรานั้นการจะก้าวพ้นผ่านวิกฤตทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ได้นั้นเราคงต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจและความสามัคคีของคนในชาตินะครับ…พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คดีแชร์ชม้อย

 คดีแชร์ชม้อย

          ในสังคมยุคปัจจุบันยังคงมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ตกเป็นเหยื่อขบวนการฉ้อโกงหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะลักษณะการชักชวนร่วมลุงทุนในธุรกิจ รูปแบบ  “แชร์ลูกโซ่” ที่เน้นโฆษณาชวนเชื่อเรื่องผลตอบแทนที่ให้สูงกว่าสถาบันการเงินถูกกฎหมายพึง จ่ายได้ เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเกิดความดึงดูดใจและคล้อยตาม ดังจะเห็นที่เป็นข่าวครึกโครมที่นสพ.เดลินิวส์ เกาะติดนำเสนอในขณะนี้ กับขบวนการต้มตุ๋น แชร์ลอตเตอรี่ ผู้ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นคนในระบบข้าราชการ ที่กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็ต้องสูญเสียเงินที่อดออมมานานแทบทั้งชีวิตไปแล้ว

          วันนี้  “เปิดแฟ้มคดีเก่า” จึงขอหยิบยกคดีตัวอย่าง ที่ถือว่าเป็นมหากาพย์ เป็นปฐมบทให้ศึกษากลโกงของระบบ “แชร์ลูกโซ่” ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือคดีแชร์น้ำมัน “แม่ชม้อย” ที่เลื่องชื่อ สามารถตุ๋นเงินเหยื่อรวมกว่า  4 พันล้านบาทนั่นเอง คดีนี้ต้องย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2525 นางชม้อย ทิพย์โส ชาว จ.สิงห์บุรี อดีตพนักงานองค์การเชื้อเพลิง ได้อุปโลกน์ตั้งบริษัทเกี่ยวกับน้ำมันปิโตรเลียมฯ อ้างว่า “ได้กระทำกิจการซื้อขายน้ำมัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดบรรดาเหยื่อให้นำเงินมาร่วมลงทุนด้วย แต่แท้จริงแล้วนั้นไม่ได้มีการประกอบการจริงแต่อย่างใด !”
         
        ทั้งนี้มีกำหนดอ้างข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหากนำเงินมาร่วม ลงทุนด้วย พร้อมทำความเข้าใจง่าย ๆ ในทำนองว่าเหมือนกับการเล่นแชร์ อาทิ นำเงินมาลงทุนรถบรรทุกน้ำมัน คันละประมาณ 160,500 บาท จะได้ผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ย ร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี (ถือว่าดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงิน) ประชาชนที่หลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนในระยะแรก  ต่างได้ผลประโยชน์ตอบแทนตรงตามเวลาสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังสามารถถอนเงินต้นคืนได้ตลอดเวลา  ส่งผลทำให้เริ่มมีการพูดกันปากต่อปากเกี่ยวกับการลงทุนแชร์น้ำมันดังกล่าว สุดท้ายกลายเป็นเริ่มเรียกติดปากว่า แชร์แม่ชม้อย เนื่องจากได้รับความนิยมจนจำนวนลูกแชร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ประชาชนนับหมื่นจะเรียกว่าแทบทุกสาขาอาชีพ ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ฯลฯ ต่างหลงเชื่อนำเงินไปเข้าร่วม จนทำให้มียอดเงินสะพัดในบัญชีหลายพันล้านบาท  แม้ในการร่วมลงทุนกับแชร์แม่ชม้อย

          ภายหลังจากธุรกิจก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดสรรคิวรับผลประโยชน์เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ ตัว โดยมีการจัดตั้งระบบ “หัวหน้าสาย”เข้ามาร่วมปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการเชิญชวนขยายโอกาสสร้างเงินไปสู่ “ชนชั้นกลาง” โดยแบ่งการลงทุนเพิ่มขึ้นในลักษณะเป็น “ล้อ” กล่าวคือรถบรรทุก 1 คัน จะมี 4 ล้อ  จากที่เคยให้ร่วมลงทุนเป็น คันรถบรรทุก ก็จะแบ่งให้ผู้มีเงินน้อย สามารถเลือกลงทุน 1 ใน 4  ของรถบรรทุก ยิ่งส่งผลทำให้จำนวนคนลงทุนสูงขึ้นถึงกว่า 1.6 หมื่นคน แม้ผู้คนมีรายได้น้อยก็ไปขวนขวายหาเงินมาร่วมเล่นแชร์แม่ชม้อย สุดท้ายยอดเงินสูงกว่า 4 พันล้านบาท

          การเจริญเติบโตที่พุ่งกระโดดนี้ก็ทำให้วันเวลาแห่งจุดจบของแชร์แม่ชม้อยมา ถึงกาลอวสานไปในตัว เนื่องจากจำนวนผู้ลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมทำให้เงินปันผลกับบรรดาลูกแชร์สูงขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน เรื่องนี้แม่ชม้อยก็พอจะทราบดี เพราะการที่แชร์น้ำมันยืนหยัดอยู่ได้มาเป็นเวลานานนั้น  ก็เนื่องมาจากระบบ “ลูกโซ่“ ที่นำเงินจากผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ มาจัดสรรคิวแบ่งจ่ายให้ผู้ลงทุนรายเก่าในลักษณะหมุนเวียนกันนั่นเอง

          อีกทั้งในภายหลังกรมสรรพากร เริ่มเข้ามาตรวจสอบธุรกิจแชร์แม่ชม้อย เบื้องต้นพบว่าไม่ได้มีการประกอบการจริงจึงทำให้ผู้ร่วมลงทุนเคลือบแคลง สงสัย หวั่นว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อตุ๋นจึงเริ่มทยอยเดินทางเข้าแจ้งความ เนื่องจากทราบว่า บรรดา หัวหน้าสาย เริ่มไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ นอกจากนี้ยังระแคะระคายว่า แม่ชม้อยนำเงินบางส่วน ไปซื้อทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากปกปิดอำพรางซุกซ่อนไว้ แต่ด้วยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาสมัยนั้น ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ไม่อยู่ในข่ายที่จะสามารถลงโทษได้ รัฐบาลจึงต้องออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาใช้บังคับ

          กระทั่งวันที่ 26 มิ.ย. 2528 ตำรวจกองปราบปราม จึงนำกำลังจับกุมแม่ชม้อย พร้อมพวกได้ในที่สุด อีกทั้งนำกำลังขยายผลออกติดตามหาทรัพย์สินตามจุดต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ที่ตกตะลึงก็คือตำรวจสามารถติดตามจำนวนเงินสดมหาศาล ห่อพลาสติกแล้วฝังดินไว้ในบ้านพักของสามีใหม่แม่ชม้อย ใน จ.สิงห์บุรี ด้วย

          คดีแชร์แม่ชม้อย เมื่อคดีถึงชั้นศาล ใช้เวลาในการสืบพยานนานถึง 4 ปี จนเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2532 ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้นางชม้อย และพวกรวม 10 คน มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุกเป็นเวลา 117,595 ปี ฐานฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อีก 36,410 ปี รวมจำคุก 154,005 ปี แต่ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ลงโทษรวมกันทุกกระทงแล้วไม่เกิน 20 ปี  ศาลจึงพิพากษาให้จำคุกนางชม้อยและพวกเป็นเวลา 20  ปี และให้คืนเงินที่ฉ้อโกงประชาชนไปรวม 510,584,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี  ต่อมาภายหลังนางชม้อย จำคุกจริงเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษไปเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2536 ที่ผ่านมา

          คดีนี้จึงถือเป็นคดีตัวอย่าง สำหรับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ที่จะช่วยคอยเตือนสติ หากจะกระทำการใดต้องมีความรอบคอบ ควรศึกษาทั้งผลดีผลเสียให้ละเอียด เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพหัวหมอ ต่างสรรหาวิธีมาลวงตุ๋นเอาเงินประชาชนหลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยความโลภของเหยื่อเป็นหลัก ยิ่งปัจจุบันความเจริญทางด้านเทคโนโลยีก้าวไกล จึงกลายเป็นช่องทางการโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้ตกเป็นเหยื่อหลงกลได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วย.

วรลักษณ์ อโนทัยสินทวี ข้อมูล / ผาณิต นิลนคร รายงาน