head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บาทแข็งค่าแห่นำเข้าพุ่งน้ำมันถูกลงลิตรละบาท



วันพุธที่ 01 พฤษภาคม 2013
 เวลา 09:20 น.
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าทุบสถิติต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 6% แซงหน้าหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะภาคส่งออกที่เรียกร้องให้ภาครัฐใช้ยาแรง อย่างไรก็ตามอีกด้านก็ยังมีอุตสาหกรรมบางสาขา ที่ได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า อาทิกลุ่มอุตสาหกรรมนำเข้าเครื่องจักร

    นายไสว ชัยชนะกล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่า ทำให้กลุ่มผู้นำเข้าเครื่องจักรได้รับประโยชน์2 ด้านคือ ราคาเครื่องจักรนำเข้าถูกลง5-10% และเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา ทำให้ผู้ผลิตเครื่องจักรรายใหญ่จาก ยุโรปจีน ญี่ปุ่น และไต้หวันออกมาขายเครื่องจักรราคาถูกมากขึ้น

    ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุมูลค่าการนำเข้าเครื่องจักรกลทุกชนิดต่อปีราว 2 แสนล้านบาท เครื่องจักรทุกประเภทเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าทำให้ซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งขณะน้ีเตรียมนำเข้าเม็ดพลาสติกจากจีนและสิงคโปร์ ล็อตแรกภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ประมาณ 150 ตันต่อเดือน จากนั้นจะปรับเพิ่มเป็น 300 ตันต่อเดือนภายในเดือนถัดไป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก หากค่าเงินบาทยังแข็งอย่างต่อเนื่อง

    โดยในช่วงนี้ราคานำ เข้าเม็ดพลาสติกจะถูกกว่าราคาในประเทศประมาณ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยปัจจุบันบริษัทซื้อเม็ดพลาสติกจากผู้ผลิตในประเทศทั้งหมดจากกลุ่ม บมจ.ปตท. และเอสซีจี ซึ่งมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกอยู่ที่ประมาณ 5.5 พันตันต่อเดือนขณะเดียวกันบริษัทยังปรับการลงทุนมาเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นและเร่งสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่

    ด้านนางสาววันดี กุญชรยาคงกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นที่ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์และเครื่องแปลงไฟฟ้าลดลงประมาณ3-5% ดังนั้นในช่วง 1-2 เดือนนี้ บริษัทจะเร่งนำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์และเครื่องแปลงไฟฟ้าของโครงการโซลาร์ฟาร์ม 6 โครงการสุดท้าย รวมกำลังผลิต45 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตรวม 45 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    เช่นเดียวกับกลุ่มพลังงาน จัดเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า โดยนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นนํ้ามัน ปิโตรเลียม ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้นทุนการนำเข้านํ้ามันดิบได้ลดลงประมาณ 0.70-0.80บาทต่อลิตร ขณะที่ราคานํ้ามันสำเร็จรูปณ สถานีบริการนํ้ามันในประเทศถูกลงประมาณ 0.50-1 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันส่วนใหญ่จะอิงเงินบาทเกือบทั้งหมด ดังนั้นในช่วงนี้ก็จะได้รับผลดีจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย

    อุตสาหกรรมอัญมณี โดยนายวีระศักดิ์ เลอวิศิษฎ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ส.อ.ท.กล่าวว่า แม้ค่าเงินบาทจะส่งผลกระทบรุนแรงและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในรูปเงินบาทช่วงไตรมาสที่ 1/2556 ขยายตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 44% แต่ในแง่การนำเข้าทองคำ เพื่อใช้ในการผลิตเครื่องประดับทำด้วยทอง และเพื่อเก็งกำไรกลับขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาทองในช่วงนี้มีราคาตํ่าสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้การนำเข้าทองคำในไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่าสูงถึง 1.90แสนล้านล้าน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 61%
    นายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยกล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่า ทำให้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาที่ถูกลงเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตแทนใช้ของในประเทศเพื่อลดต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มจะใช้วัตถุดิบในประเทศสัดส่วน 65% และนำเข้า 35% หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอีก คาดสัดส่วนการนำเข้าจะเพิ่มทดแทนเป็น 65% แทน ขณะที่การใช้ในประเทศจะเหลือเพียง 35%

    ส่วนนายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย กล่าวว่า จากบาทแข็งค่า ส่งผลให้การนำเข้าปุ๋ย แม่ปุ๋ย รวมถึงยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์จากต่างประเทศในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งในรอบการส่งมอบอีก 2-3 เดือนข้างหน้าเกษตรกรอาจจะได้ใช้สินค้าในราคาที่ถูกลง เมื่อเทียบไตรมาสแรกที่การซื้อขายโค้ดราคาล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปีถึงต้นปี ที่ค่าเงิน30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,840 วันที่  2-4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

ฝ่าวิกฤตพลังงานกับ "เพ้ง" "อนาคตไฟฟ้าดับเบิลเป็น 120,000 MW"

updated: 08 เม.ย 2556 เวลา 11:25:36 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ช่วง 5-14 เมษายนนี้ ที่ก๊าซธรรมชาติจากพม่าจะหยุดส่งมาโรงไฟฟ้า สังคมจับตามาตรการเตรียมรับมือของกระทรวงพลังงาน ว่าจะสร้างความเชื่อมั่นและพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตพลังงานไฟฟ้าครั้งนี้อย่าง ไร "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงความมั่นใจต่อการตั้งรับ รวมถึงความจำเป็นที่นาทีนี้ประเทศต้องเลือกโรงไฟฟ้า "ถ่านหิน" เพื่อไม่ให้วิกฤตนี้เกิดซ้ำอีก รวมถึงเพื่อให้ค่าไฟขยับขึ้นน้อยที่สุด

- พร้อมรับมือช่วงวิกฤต 5-14 เม.ย.

เนื่อง จากก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานาที่พม่า 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ต้องหยุดส่งเพื่อซ่อมแท่นผลิต ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าลดลงในช่วงดังกล่าว และคาดว่ากำลังผลิตไฟฟ้ารวมช่วงนั้นจะอยู่ที่ 27,076 เมกะวัตต์ ฉะนั้น ทั้ง 3 กิจการไฟฟ้า คือ กฟผ.-กฟภ.และ กฟน. ต่างรณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดพลังงานในช่วงดังกล่าว รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความร่วมมือหยุดการผลิตช่วงนั้นรวม 900 เมกะวัตต์ และมีปริมาณไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP เข้ามาเสริม 223 เมกะวัตต์ จากส่วนอื่น ๆ รวมเบ็ดเสร็จจะมีไฟฟ้าสำรอง 1,661 เมกะวัตต์ มั่นใจได้ว่าเพียงพอแน่นอน 

ทั้งนี้ ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะในทุก 1 อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา เท่ากับว่าการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น แต่ขอให้ประชาชนเบาใจได้ว่าไฟฟ้าจะไม่ดับแน่นอน และที่กังวลคือ ระบบสายส่งในบางพื้นที่ช่วงปลายสายอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเจอปัญหาไฟฟ้าตกบ้างเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ 13.00-15.00 น. ในวันที่ 5 วันที่ 9 และวันที่ 10 เมษายนนี้ ที่ประเมินแล้วว่าค่อนข้างเสี่ยง ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงนั้น 

- ขั้นร้ายแรงหากไฟฟ้าดับ


นอก เหนือจากไฟฟ้าสำรองที่มี 1,661 เมกะวัตต์แล้ว ยังซ้อมแผนฉุกเฉินกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ หรือเกิดเหตุโรงไฟฟ้ามีปัญหาหายไป 1-2 โรงจะทำอย่างไร ที่สามารถเพิ่มจากปริมาณสำรองที่ 1,600 เมกะวัตต์ ส่งเข้ามาเสริมระบบ ซึ่งมีการซักซ้อมไว้แล้ว แต่ไม่ขอให้รายละเอียดเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก นอกจากนี้ ยังมีการตั้งศูนย์ฉุกเฉินขึ้นทั้งที่ 3 กิจการไฟฟ้า และที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเตรียมความพร้อม

ส่วนความกังวลในเขตลาดพร้าวรัชดาภิเษก และจตุจักร จนถึงบางช่วงของบางเขน ตอนนี้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาไฟฟ้าดับแน่นอน เพราะ กฟน.ได้

ย้าย โหลดไฟฟ้าสลับกันจนเป็นที่น่าพอใจ และสำหรับพื้นที่สำคัญที่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะไม่มีไฟฟ้าดับ คือ 1) โรงพยาบาล 2) เทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ 3) สนามบินสุวรรณภูมิ และ 4) ท่าเรือ

สำหรับ มาตรการที่ใช้ซักซ้อมแผนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ระยะยาวได้ทันที จะทำเป็นแฮนด์บุ๊กสำหรับอนาคตว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะต้องดำเนินการอย่างไร

- วิกฤตนี้เตือนว่าสำรองไฟต่ำ

สำรอง ไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ และไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อไม่มีไฟการผลิตก็หยุดชะงัก หรือหากค่าไฟแพงก็กระทบต่อการแข่งขัน ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะมองว่าทำอย่างไรให้ค่าไฟถูก ที่ค่าไฟฟ้าในบ้านเรามันแพงเพราะมันมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือ ราคาเชื้อเพลิงที่ขยับขึ้นตลอด และเมื่อจะหันมาใช้เชื้อเพลิง

ราคา ถูกก็กลับถูกต่อต้าน ประเด็นนี้ประชาชนต้องรับรู้ ก่อนหน้านี้ภาคอุตสาหกรรมก็ร้องเข้ามาเมื่อจะปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในช่วงแค่ 4 ปีที่ผ่านมาปรับไปแล้ว 2 บาท ตอนนี้อุตสาหกรรมต้องตื่นตัวเพื่อให้อยู่ได้ แม้กระทั่งเวียดนามที่ผลักดันเรื่องนิวเคลียร์ช้ากว่าไทย แต่ตอนนี้เขาจะเริ่มสร้างแล้ว ฉะนั้น ตอนนี้ต้องมาดูความเป็นไปได้ของถ่านหิน

- ผลักดันถ่านหินอย่างไร 

ถ่าน หินดูจะง่ายที่สุดในขณะนี้ เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้ทะเลที่สามารถขนส่งถ่านหินนำเข้ามาได้ จากนี้จะใช้วิธีให้แต่ละพื้นที่แสดงความต้องการมาเองว่าต้องการให้สร้างโรง ไฟฟ้าถ่านหิน เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยื่นหนังสือมาว่า ต้องการให้มีการสร้างไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จากนี้จะให้มีการลงชื่อเพื่อให้มีหลักฐานประกอบเพื่อไปทำแบบประเมินผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และแบบประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) เพราะที่ผ่านมา

มัน เสียเวลาไปกับการลงพื้นที่ เสียงบประมาณแต่ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ จากนี้คงต้องใช้เวลา แต่ระหว่างนี้มีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในทวาย กำลังผลิต 4,400 เมกะวัตต์ ที่จะส่งไฟฟ้ากลับมาไทยด้วย

- ตาม PDP ต้องมีถ่านหิน 5 โรง

ตอน นี้มีความเป็นไปได้ คือ ส่วนขยายของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และที่อำเภอหัวไทรเท่านั้น สำหรับแม่เมาะแม้จะเข้าระบบได้แต่ไม่ได้ช่วยให้ระบบมั่นคงขึ้น เพราะเป็นส่วนเพิ่มที่มาเติมส่วนที่ปลดจากระบบ ซึ่งทั้ง 5 โรงนี้ กฟผ.ต้องเป็นผู้พัฒนา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ และหากประชาชนไม่ต้องการจะไม่ฝืน แต่สุดท้ายต้องยอมรับค่าไฟที่แพงขึ้นด้วย เพราะยังคงผูกติดกับก๊าซเท่าเดิม ความเสี่ยงก็เท่าเดิม สำหรับ PDP หรือแผนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ Power Development Plan ที่เตรียมจะปรับใหม่นั้น ได้ให้นโยบาย กฟผ.ไปแล้วว่าต้องการให้ลดการใช้ก๊าซลงและเพิ่มถ่านหินเข้าไป แต่พอมาตั้งคำถามว่าจะสร้างที่ไหน แค่นี้ก็จบแล้ว แม้จะให้นโยบายไปแต่จะเพิ่มได้หรือไม่

ส่วนความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้า ถ่านหินที่กระบี่ ยืนยันอยู่ว่าพัฒนาได้ ส่วนที่ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมว่าเรื่องนี้มันฝังหัว มีการต่อสู้มายาวนาน และวิธีก่อนหน้านี้อาจจะผิด ฉะนั้น ต้องมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

- ใน PDP ยังไม่ทิ้งนิวเคลียร์

ความ ต้องการใช้ไฟฟ้าขยายตัวปีละ 4% และในอีก 10 ปีข้างหน้าค่าไฟฟ้าจะดับเบิลเท่าตัว ต้องมองระยะยาวอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะขยายตัวอย่างไร ในขณะที่สร้างโรงไฟฟ้าในอัตราส่วนที่น้อยลง ประเทศกำลังเสี่ยงกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจหากไม่มีไฟฟ้ารองรับ ภาพเศรษฐกิจมันจะหัวทิ่ม ความเป็นอยู่ของประชาชนจะเลวร้ายลง ฉะนั้น จะต้องมาวางแผนว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเดินได้คืออะไร 1) ต้นทุนการผลิต ซึ่งรวมถึงราคาค่าไฟฟ้า 2) พื้นที่ขยายเมืองใหม่ตรงจุดใดบ้าง เมื่อขยายต้องวางแผนไฟฟ้ารองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแผนการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล 

เศรษฐกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะขยายตัวเพิ่มอีกแบบดับเบิล ดับเบิลมันต้องคูณ 4 จากตอนนี้กำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้าประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ ฉะนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้ามันต้องมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 120,000 เมกะวัตต์ ถึงตอนนั้นต่อให้สร้างทั้งถ่านหิน พลังน้ำ หรือแม้กระทั่งเติมโครงการพลังน้ำสาละวินอีก 10,000 เมกะวัตต์เข้ามายังไม่พอ สุดท้ายมันต้องมามองที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดอาจจะไม่ได้พัฒนาขึ้น แต่ยังต้องศึกษาเอาไว้ เพราะคนรุ่นต่อไปมีความจำเป็นต้องใช้

- กรอบ PDP ที่จะปรับปรุงใหม่


จะ ต้องรอมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยว่า ต้องการให้เพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น พืชพลังงาน

อย่างไบโอก๊าซมากน้อยเพียงใด เพราะต้องมาระบุรวมในแผน PDP ใหม่นี้ด้วย กรอบของโรงไฟฟ้าไบโอก๊าซจะมีส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนจริง (Fit) อยู่ที่ 4.50 บาท/หน่วย เมื่อประเมินจากอัตราค่าไฟฟ้าวันนี้ที่ 3.73 บาท/หน่วย และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าจากไบโอก๊าซคงที่และอาจจะถูกลงในอนาคต หากเพิ่มจากส่วนนี้ค่า Ft ในอนาคตจะกระทบน้อยลง และมีนโยบายที่จะส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือนเพื่อขายไฟฟ้า เข้าระบบในช่วงพีกของวัน

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจห้องเช่าเสี่ยง คอนโดเตรียมไล่บี้


BY BRAND BUFFET – MARCH 13, 2013
POSTED IN: INSIGHT, THAI
ที่มาhttp://www.brandbuffet.in.th/2013/03/rental-apartment-drop/


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ห้องเช่ามีแนวโน้มเสี่ยงหลังตลาดคอนโดอาคารชุดเข้ามาเบียดส่วนแบ่งตลาด เตือนจับตาเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะยาว


ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังค่อนข้างนิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นที่ดึงดูดใจจากภาระต้นทุนกู้ยืมของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต และผู้บริโภคเองก็มีความสามารถในการกู้ยืมมากขึ้น จึงสนับสนุนให้สินเชื่อในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตกว่าร้อยละ 10 ในปีที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเร่งตัวที่มากขึ้นของสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังถือว่ามีความเสี่ยง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ต่อสินเชื่อรวม ณ ปลายปี 2555 ที่อยู่ที่ร้อยละ 5.4 สูงเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจก่อสร้าง และสูงกว่าสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมของประเทศอยู่สองเท่า อีกทั้งยังสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน NPLs เป็นร้อยละ 4.5 ต่อสินเชื่อ และการพาณิชย์ที่ร้อยละ 2.3 เป็นต้น ทั้งนี้ ยอดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตในระดับสองหลักในปี 2555 นั้น ธุรกิจอาคารชุดพักอาศัย และอาคารแฟลตเพื่อขาย หรือที่เรียกรวมง่ายๆ ว่า “ธุรกิจคอนโด” มีส่วนแบ่งถึงร้อยละ 13 ซึ่งใกล้เคียงกับ “ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์” เพื่อเช่า(นับรวมเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์แบบที่ให้บริการครบวงจร)ที่มีสัดส่วนสินเชื่อคิดเป็นร้อยละ 12

หากพิจารณาลงไปในรายธุรกิจของภาคอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่า ธุรกิจอาคารชุดมีสัดส่วนสินเชื่อที่ชำระตรงตามกำหนดสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนให้เห็นว่าสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจคอนโดยังมีคุณภาพดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์กลับมีสินเชื่อดีอยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์  ส่งสัญญาณความเสี่ยงในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว  ยิ่งไปกว่านั้นยังพบอีกว่าสินเชื่อที่เริ่มส่งสัญญาณมีปัญหาแต่ยังไม่เป็น NPLs ของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ มียอดค้างเป็นเกือบสองเท่าของยอด NPLs ซึ่งหมายความว่า มีสินเชื่อของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จำนวนมากที่อาจพัฒนาไปเป็นหนี้เสียได้ในอนาคต โดยสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อยเกือบทั้งสิ้น ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่อง (การชำระล่าช้า)ของผู้ประกอบการรายย่อย ที่แม้ยังมีความตั้งใจที่จะผ่อนชำระแต่ไม่สามารถหมุนเงินได้ทัน



สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์มีแนวโน้มเสี่ยงมากขึ้น เป็นเพราะภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวและอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้ค่างวดผ่อนรายเดือนไม่ต่างจากค่าเช่ามาก  ผู้บริโภคจึงมีแรงจูงใจที่จะซื้อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียมส่วนตัว มากกว่าที่จะเช่าอพาร์ทเม้นท์เพื่อพักอาศัย อีกทั้งคนในยุค Gen-Y ที่มีนิยมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต อาจมองว่าการพักในคอนโดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีกว่า  เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส  สระว่ายน้ำ ที่ทันสมัยกว่าในอพาร์ทเม้นท์ อีกทั้งให้อิสระของความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเรื่องตกแต่งหรือการใช้สอย แม้แต่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด ก็ได้เห็นโครงการอาคารชุดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สะท้อนความเป็นเมือง (Urbanization) ที่กระจายไปตามต่างจังหวัดชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ การเปิด AEC ในปี 2558 ทำให้เกิดพรมแดนเสรีทางด้านการค้าการลงทุน จะนำไปสู่การเปิดประตูให้ต่างชาติสามารถเข้ามาพำนักหรือทำธุรกิจในไทยได้สะดวกขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่มองไปทางไหนก็ล้วนแต่เห็นโครงการอาคารชุดอยู่เต็มไปหมด

สุดท้าย เห็นได้ว่าถึงแม้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จะยังไม่ส่งสัญญาณหนี้เน่าจนน่าเป็นกังวล แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณความเสี่ยงในธุรกิจนี้มีการปรับตัวสูงขึ้น เช่น การเร่งตัวของราคาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ ก็จัดเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ ธปท.ประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ “ต้องเฝ้าติดตาม”  ในขณะที่การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปทาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะปริมาณที่อยู่อาศัยล้นตลาดได้  ด้านผู้ประกอบการเองก็คงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงขอสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และมองไปยังพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในอนาคต เพื่อที่จะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที


วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ไล่เลียงพัฒนาการของธุรกิจค้าปลีกในญี่ปุ่น


ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
        ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ามีธุรกิจของประเทศตะวันตกหรือของตะวันออกเช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ  เป็นอันมาก ที่สามารถก่อตั้งและดำเนินกิจการมาได้อย่างยาวนาน

        เท่าที่เป็นอยู่ ยังมีกิจการธุรกิจมากมายในยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ยั่งยืนยงติดต่อกันมาเป็นเวลานับศตวรรษ บางครั้งสามารถสืบสาวประวัติศาสตร์ของตัวเอง คืนกลับไปสู่ยุคที่ไทยยังมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกันเลยทีเดียว

        แม้แต่ธุรกิจประเภท“ซื้อมา ขายไป” เช่น การค้าปลีกเอง ปัจจุบันก็ยังมีเครือข่ายธุรกิจประเภทนี้จำนวนมาก ที่มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งและดำรงอยู่เป็นเวลายาวนานนับเป็นร้อยปีกันเลยทีเดียว แม้ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะถูก”เปลี่ยนมือ” หรือมีการทำ “M&A” (Merger & Acquisition) กับเครืออื่นๆ มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

        ว่าเฉพาะญี่ปุ่นที่เป็นประเทศใกล้บ้านเรือนเคียงของแผ่นดินมังกรเอง ปรากฎว่าธุรกิจการค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้า (Department Stores) เอง ต่างก็มีอายุที่สืบสาวกลับไปได้อย่างยาวไกลในประวัติศาสตร์

        ตัวอย่างเช่น ห้าง “Mitsukoshi” อันโด่งดังในแดนซามูไรนั้น ก่อตั้งในปีค.ศ. 1673 ซึ่งตรงกับช่วงกลางๆ ของรัชสมัยสมเด็พระนารายณ์มหาราช ในยุคกรุงศรีอยุธยาของสยาม โดยตั้งขึ้นมาในรูปของบริษัทการค้า (Trading Company) ก่อน

        เมื่อห้างสรรพสินค้าจำนวนมากก็มีอายุนับร้อยปี  ตัวอย่างเช่น “Mitsukoshi” สาขาที่   นิฮองบาชิ(Nihonbashi)ในใจกลางกรุงโตเกียว  ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตที่สุดของโลกนั้น ก็ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1909 หรือกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว เพราะสาขาเดียวมียอดขายถึง 253,000 ล้านเยนในปี 2009 ที่ผ่านมา

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณทศวรรษเศษ ๆ ที่ผ่านมา ภายในหลังจากที่ญี่ปุ่นถูกฟองสบู่“พลาซ่า แอ็คคอร์ด” (Plaza Accord)  ในปี 1985 ดันขึ้นจนโป่งพองเต็มที่ แล้วแตกตัวออกมาในต้นทศวรรษที่ 1990’s ธุรกิจต่างๆ ต่างประสบกับอาการ “ล้มลุก คลุกคลาน” และต้องหาทางเอาตัวรอด โดยวิธีการต่างๆ โดยที่วิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยม ก็คือการทำ“M&A” ควบรวมกับกิจการในเครืออื่นๆ ที่บางเครือก็เคยเป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่เข้มข้นแหลมคมมาอย่างยาวนาน

        ตัวอย่างเช่น การที่ “Mitsukoshi” ต้องควบรวมกิจการกับ “Isetan” และ “Marui Imai” ในปี 2008 และ 2009 ตามลำดับ ทำให้มีชื่อยาวเฟื้อยว่า “Mitsukoshi Isetan Marui” ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเครือธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่มีมูลค่าการขายสูงสุดในญี่ปุ่น โดยในปี 2009 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 1.43 ล้านล้าน (trillion) เยน

        ท่านที่เคยไปเยือนกรุงโตเกียวและเดินทางไปแถบย่านชินจูกุอันโด่งดัง ก็จะพบห้างหลักของ “Isetan” ตั้งตระหง่านอยู่และสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะตั้งอยู่ข้างๆ สถานีรถไฟชินจูกุซึ่งถือเป็นสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในแดนซามูไร เพราะมีผู้ใช้บริการรถไฟโดยผ่านสถานีนี้นับล้านๆ คนในแต่ละวัน

        ห้าง“Isetan”ในชินจูกุมียอดขายถึง 246,000 ล้านเยนในปี 2009 เรียกได้ว่า“ไม่น้อยหน้า”ห้าง Mitsukoshi ที่นิฮองบาชินัก

        การ“แต่งงาน”ของ “Mitsukoshi” กับ “Isetan”เองในปี 2008 มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาทางการเงินของ “Isetan” เอง แต่ก็นับว่า“ถูกฝาถูกตัว” ไม่ใช่น้อย

        เพราะขณะที่ “Mitsukoshi” ขึ้นชื่อในด้านการเป็นห้างสรรพสินค้าระดับบน (Upper market)ของญี่ปุ่นที่ขาย“ของดี ของแพง” นั้น “Isetan” ก็เลื่องชื่อในด้านผลิตภัณฑ์แฟชั่นทั้งหลาย ซึ่งต่างก็เป็น“Brands” ที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งสิ้น

        ดังนั้น เมื่อทั้งคู่รวมธุรกิจเข้าด้วยกัน ก็ต่างยังชู“แบรนด์”ของตนเอาไว้ทั้งคู่

        ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงและดำรงอยู่อย่างยาวนานเคียงคู่กันมากับ“Mitsukoshi” ก็คือ“Takashimaya” ที่มีประวัติการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1829  ในกรุงเกียวโตอันถือเป็น “อู่อารยธรรม”สำคัญ และเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น อันเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิญี่ปุ่นในอดีต   ที่ปัจจุบันยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ควบรวมกับเครืออื่นๆ

        ส่วนห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อแห่งย่าน“คันไซ”ที่มีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลางคือ “Daimaru” ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง และถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1920

        ท่านผู้อ่านบางท่านคงยังพอจำได้ว่า ห้าง“ไดมารู”คือห้างสรรพสินค้าต่างชาติรายแรกๆ ที่เข้ามาก่อตั้งที่ย่านราชดำริของกรุงเทพฯเมื่อหลายทศวรรษก่อน ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวกรุง ในฐานะที่เป็นธุรกิจแห่งแรกๆ ที่นำบันไดเลื่อนมาติดตั้งให้ลูกค้าใช้

        ในปี 2007 “Daimaru” แห่งโอซาก้า ก็ต้องควบรวมกิจการกับ “Matsuzakaya” ซึ่งเป็นห้างขนาดใหญ่ในเมืองนาโกย่า แล้วเปลี่ยน“Head office”มาอยู่ที่กรุงโตเกียวแทน

        กลุ่ม “Daimaru-Matsuzakaya” นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่มียอดขายสูงเป็นอันดับที่ 2 ของแดนซากุระ โดยในปี 2009 มียอดขายที่ 1.097 ล้านล้านเยน  ตามด้วยห้าง“Takashimaya”ที่มียอดขาย 926,000 ล้านเยนในปีเดียวกันนั้น

        กล่มธุรกิจค้าปลีกที่แม้ว่าจะไม่ได้มียอดขายสูงเท่าสามกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น แต่สร้างผลตอบแทนทางการประกอบการด้านรายได้ (Operating income) ที่สูงกว่ามาก  ก็คือกลุ่ม“Seven and 11 Holdings” (Sogo Seibu)

        ห้างสรรพสินค้า“Seibu” ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ดำเนินธุรกิจเดินรถไฟของเอกชนญี่ปุ่น ก็ได้เริ่มก่อตั้งมาอย่างยาวนาน คือก่อตั้งตั้งทศวรรษที่ 1920’s เช่นกัน

        แต่ด้วยวิบากกรรมหลังช่วงฟองสบู่แตก “Seibu” กับ “Sogo” ห้างใหญ่อีกห้างหนึ่งก็ต้องควบรวมกิจการกันในปี 2000 เพราะห้าง “Sogo” ประสบกับปัญหาทางการเงินมาก

        ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 กลุ่ม “Sogo and Seibu” ก็ต้องรวมตัวเข้ากับกลุ่ม “Seven & 11 Holdings” ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกด้านร้านสะดวกซื้อ(Convenience Stores) และซุปเปอร์มาร์เก็ต อันโด่งดังในญี่ปุ่น นั่นก็คืองาน “7-11” และ “Ito-yokado”

        นอกจากนี้กลุ่ม “Seven & 11 Holdings” ยังมีการกระจายตัวทางธุรกิจไปสู่ธุรกิจการเงิน โดยจัดตั้งธนาคารภายใน (Internal bank) ที่มีชื่อว่า“Seven Bank” เพื่อให้บริการแก่ธุรกิจหลักคือกิจการค้าปลีกด้วย

        ร้าน“7-11”นับเป็นร้านค้าปลีกสะดวกซื้อที่ใหญ่และมีสาขามากที่สุดในแดนซามูไร เพราะมีร้าน “7-11” ในญี่ปุ่นทั่วประเทศกว่า 13,000 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าสาขาในประเทศ“บ้านเกิด” ของ “7-11”เอง คือสหรัฐอเมริกาที่มีประมาณ 7,000 แห่ง ตามด้วยไทยที่ตามหลังสหรัฐฯ มาติดๆ โดยมีสาขาร้านเกือบ 7,000 แห่งในสิ้นปี 2012 นี้

        ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อลือชาในด้านธุรกิจการค้าปลีกประเภทต่างๆโดยเฉพาะห้าง สรรพสินค้า ซึ่งนอกจากจะมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งอันยาวนานแล้วยังมีพัฒนาการเติบใหญ่อย่างต่อ เนื่อง ก่อนที่จะมาเผชิญกับ“วิบากกรรมฟองสบู่แตก” ในต้นทศวรรษที่ 1990’s เป็นต้นมา ที่ส่งผลให้ยอด ขายและผลประกอบการของธุรกิจนี้ในแดนซามูไรอยู่ในสภาพ“ทรงๆ ทรุดๆ” เช่นปัจจุบันนี้

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส


เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

http://www.crminaction.com/articles_contents.php?cs=2&ca=7&id=174
ตั้งแต่รายงานแรกของการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือซาร์สในประเทศจีน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 นักวิเคราะห์ทั่วโลกพยายามตั้งประเด็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการระบาดของโรคซาร์สที่มีรายงานออกมาว่ามีประชากรติดเชื้อโรคซาร์สถึง 4,300 รายและเสียชีวิตมากถึง 250 รายทั่วโลก ผลกระทบที่ได้รับจากการระบาดของโรคซาร์สที่เห็นได้ชัดคือ นักธุรกิจเริ่มจำกัดการเดินทาง โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน การลดลงของนักช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าและร้านค้า และการขาดแคลนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม

หากจะมองในแง่ที่ดีแล้ว ผลกระทบที่เกิดจากโรคซาร์สยังสร้างโอกาสบางอย่างได้มากกว่าเมือเปรียบเทียบกับวิกฤตจากสงครามอิรัก หรือ เหตุการณ์ตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่าความเสี่ยงจากโรคซาร์สนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤต Y2K เมือ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันจะมีผลกระทบรุนแรงเพียงบางธุรกิจเท่านั้น อย่างการท่องเที่ยวและการบิน หากเรายังไม่สามารถควบคุมโรคซาร์สได้

อย่างไรก็ตามวิกฤตของโรคซาร์สมิได้สร้างความรู้สึกที่เลวร้ายกับทุกธุรกิจ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่มองว่านี่เป็นโอกาสที่ได้สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้

ถึงแม้ว่านักธุรกิจจะจำกัดการเดินทางในแถบภูมิภาคนี้ แต่ธุรกิจยังจะต้องดำเนินต่อไป ธุรกิจบริการประชุมทางไกล (Video Conferencing) จึงได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างงานแสดงสินค้าและการประชุมทางเทเลคอมมิวนิเคชั่นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่าง CommunicAsia ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ต้องเลื่อนกำหนดการออกไปอย่างไม่มีกำหนด เจ้าของสินค้าหรือผู้ให้บริการต่างๆ ก็ไม่ลดความพยายามที่จะนัดประชุมกับลูกค้าคาดหวังด้วยการประชุมผ่านทาง Video Conferencing แทน ทำให้ธุรกิจยังสามารถที่ดำเนินต่อไปได้

ผลกระทบต่อเนื่องจากการจำกัดการเดินทางทำให้ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้น จึงเกิดบริการใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์รายงานสถานการณ์โรคซาร์ส sosick.org ที่สามารถรายงานสถานการณ์ของโรคซาร์สได้อย่างรวดเร็วและเร็วกว่ารายงานที่ออกโดยรัฐบาลเสียอีก หรือ การรายงานการระบาดของโรคซาร์สในสถานที่ที่คุณกำลังอยู่ของเว็บไซต์ Sunday.com ผ่านบริการข้อความสั้นบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพียงท่านสมัครเป็นสมาชิกขอรับบริการ SARS Alert เมื่อใดก็ตามที่ท่านอยู่ใกล้ตึกที่มีการระบาดโรคซาร์ส คุณก็จะได้รับข้อความ (SMS) เตือนทันทีผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่

การเพิ่มขึ้นของยอดขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ อย่างเว็บไซต์ PeralParadise.com ที่ขายไข่มุกผ่านทางออนไลน์ สามารถที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา เจ้าของเว็บไซต์กล่าวว่า เดิมลูกค้านิยมที่จะเดินทางไปยังฟาร์มไข่มุกเพื่อที่จะซื้อไข่มุก แต่หลังจากการระบาดของโรคซาร์ส ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่งดการเดินทางไปยังฟาร์มและซื้อผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน เจ้าของเว็บไซต์ยังสามารถที่จะสร้างกำไรได้มากขึ้นอีกด้วยเพราะราคาไข่มุกที่หน้าฟารม์กลับมีราคาที่ลดลงเนื่องมาจากสถานการณ์โรคซาร์ส

การลดลงของการพบปะกันทำให้การดำเนินการวิจัยด้วยแบบสอบถามแบบบุคคลต่อบุคคลไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เว็บไซต์ iAsiaSurvey.com ผู้ให้บริการวิจัยการตลาดผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตก็ได้พลิกวิกฤตให้เป้นโอกาสจากงานที่เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในการดำเนินวิจัยทางการตลาดผ่านสื่อออนไลน์

ความวิตกกังวลในการติดเชื้อโรคซาร์สก็สร้างโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าป้องกันเชื้อโรค อย่างหน้ากากป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ หรือ อย่างสินค้าผ้ารองเด็กอ่อนที่ป้องกันการติดเชื้อสำหรับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ขายดีไปด้วย เว็บไซต์ CleanShopper.com ที่จำหน่ายผ้ารองเด็กอ่อนสำหรับรถเข็นสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ลูกค้ามากกว่า 6,700 hits ต่อเดือน ที่แวะชมในเว็บไซต์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับผ้ารองเด็กอ่อนสำหรับรถเข็นที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคซาร์สได้
นี่เป็นเพียงโอกาสส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เกิดจากวิกฤต อย่างที่หลายท่านได้กล่าวว่าวิกฤตสามารถสร้างวีรบุรุษได้

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ครัวของโลก

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_27.html
ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ครัวของโลก  

            กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ 2 เจ้า ได้กำลังกว้านซื้อ ที่ดินจำนวนมหาศาล ด้วยเช่นกัน ด้วยจุดมุ่งหมาย สำคัญคือการบริหารจัดการข้าว ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่จะทำ การกว้านซื้อที่ดินทำนา จ้างเกษตรกร หรือเจ้าของเดิมเข้าทำนา ผลผลิตที่อยู่ในมือจำนวนมาก และแทบจะผูกขาด ในอนาคต ก็จะทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ นี้มีพลังต่อรอง ในพืชอาหาร ที่กำลังจะขาดแคลน ของโลกใบนี้ ในอนาคตอย่างเบ็ดเสร็จ


            กลุ่มทุนรายใหญ่ ที่กำลังทำการกว้านซื้อ ที่ดินโดยเฉพาะที่ดิน ในภาคกลาง และเหนือตอนล่าง มีอยู่ 2 รายด้วยกัน หนึ่งคือ บริษัทซี.พี. ซึ่งมีลักษณะ การซื้อที่ดินผ่านบริษัท ในเครือ อีกหนึ่งเป็นของ เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนาภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง หรือบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มักจะมีการซื้อ ที่ดินเกษตรกรด้วย ชื่อตัวเอง การเข้ามารุก ในธุรกิจเกษตรของ 2 ยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ เป็นเพราะเล็งเห็นแล้วว่า พืชเกษตรคือ "น้ำมันบนดิน"เก็บกินไม่หมดสิ้น .......โดยเจ้าสัวเจริญ จ้างมือดี อดีตข้าราชการ ก.เกษตร กำหนดทิศทาง เดินปลูกพืช เศรษฐกิจ มุ่งในพืช 4 ตัวหลักได้แก่ "ข้าว-ยางพารา-อ้อย-มันสำปะหลัง" ส่วนซี.พี.ยังเน้นคอนแทรกฟาร์มมิง หนุนเกษตรกร ปลูกข้าวลูกผสม หวังครองเจ้าตลาด เมล็ดพันธุ์ ขณะเดียวกัน ให้บริษัทลูก กว้านซื้อที่ดินเพิ่ม ....ซี.พี.จับมือนักการเมืองท้องถิ่น ตั้งบริษัทดำนา-ทำนา พร้อมร่วมทุนต่างชาติ จัดการระบบข้าวเบ็ดเสร็จ


            การรุกคืบเข้ามา สู่ภาคเกษตร ของเจ้าสัวเจริญนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2547 โดยเจ้าสัวเจริญใช้กลุ่มธุรกิจการเกษตร และบริษัท ทีซีซี อะโกร ในการเดินหน้าธุรกิจนี้ โดยเจ้าสัวเจริญใช้วิธีจ้าง คนสำคัญที่สุดคือ "อนันต์ ดาโลดม" อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มจากการให้ ทำรายงานด้านฐาน ข้อมูลคลังที่ดิน ที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัด ว่ามีอยู่ที่ไหน บ้าง เท่าไร และควรจะปลูก พืชเศรษฐกิจอะไร โดยพืชเกษตรที่สนใจ มากที่สุดที่จะลงทุนในระยะแรก คือ ยางพารา และเริ่มกระจายปลูก ในหลายจังหวัด ได้แก่ ระยอง ปราจีนบุรี หนองคาย ฯลฯ ถือว่าขณะนี้ เจ้าสัวเจริญเป็นเจ้าของ สวนยางพารา รายใหญ่ ที่สุดในประเทศไปแล้ว


            จากนั้นเจ้าสัวเจริญ จึงเริ่มมาลงทุน ในไร่ อ้อย และโรงงานเอทานอล เพื่อทดแทนวิกฤตพลังงานด้วย โดยมีการเข้าซื้อ โรงงานน้ำตาล 4 โรง และเริ่มปลูกอ้อย จำนวน 1 พันไร่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเตรียมขยายเป็น 5 พันไร่ภายในปีนี้ โดยเป็นที่ใน จังหวัดกำแพงเพชร 7 พันไร่ และสุโขทัย 3 พันไร่ นอกจากนี้ ยังเตรียมปลูกมันสำปะหลัง ในที่ดินที่คลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และมีสวนปาล์มน้ำมัน 1 พันไร่ ที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร

เจ้าสัวเจริญ ...ได้มุ่งหน้าจะรุก ธุรกิจข้าวเช่นกัน โดยประกาศว่ จะเป็นชาวนาปลูกข้าวเอง และจะเป็นเจ้าของ นาข้าวรายใหญ่ ที่สุดในประเทศ โดยเจ้าสัวเจริญ ได้ลงทุนปลูกข้าวบนที่ดิน ของตัวเองในอยุธยา ประมาณ 1 หมื่นไร่ และ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2 พันไร่ และยังมีที่อยู่ ในจังหวัดหนองคาย 1 หมื่นไร่ ซึ่งเหมาะเป็นพื้นที่ทำนาด้วย

ขณะนี้เจ้าสัวเจริญ มีที่ดินเพื่อ ทำการปลูกพืชเกษตร มากที่สุด รวมทั่วประเทศ หลายแสนไร่ แล้ว
ซี.พี.เน้นข้าวลูกผสม หวังครองตลาดเมล็ดพันธุ์ ...เจ้าสัวธนินท์ ให้เกษตรกรป้อนผลผลิตให้ แต่สิ่งที่ ซี.พี.กำลังผลักดันอยู่ที่ "ข้าวลูกผสม" เพราะข้าวลูกผสม มีลักษณะเป็นหมัน จะทำให้เกษตรกร ไม่สามารถเก็บผลผลิต ไว้ปลูกในรอบต่อไปได้ ต้องซื้อข้าวลูกผสม ทุก รอบการผลิต ซึ่งเป็นการผูกขาด ผลผลิตเบ็ดเสร็จ ...ในอนาคต ซี.พี. มีเป้าหมาย ที่ชัดเจนในความต้องการ บริหารจัดการข้าว ทั้งระบบ หากเกิดวิกฤตการ ขาดแคลนอาหารโลก ขึ้นมาจริง ซี.พี.ก็จะเป็นหนึ่ง ในเจ้าตลาดข้าว ที่สำคัญ โดยหัวใจของ ซี.พี.คือ จะพยายามลด พื้นที่ทำนา จัดระบบชลประทานเพิ่ม เปลี่ยนให้เกษตรกร ใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งไม่ได้ทำเดี่ยวๆ โดยร่วมกับ นักการเมืองท้องถิ่น จากข้อมูล ในพื้นที่ในเครือข่ายเกษตรกร 19 จังหวัด รายงานมาว่า ตอนที่ ทักษิณ พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย ไปดูการสาธิตทำนาที่บ้านประภัตร โพธสุธน ครั้งนั้น ก็มีการใช้รถแทรกเตอร์ ของซี.พี. ใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ทั้งหมดของซี.พี. และยังใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ของซี.พี. ด้วย ...... ในการร่วมมือ กับนักการเมืองท้องถิ่น จะเห็นได้ ในรูปแบบของ การตั้งบริษัทรับจ้างดำนา หรือบริษัทรับจ้างทำนา ที่ขณะนี้ ได้มีผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ในพื้นที่การปลูกข้าว ที่สำคัญของประเทศ แล้ว ซึ่งตรงนี้ จะมีการกว้านซื้อที่ดิน และจ้างชาวนา ปลูกข้าวด้วย โดยจะใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ของซี.พี.ในการปลูก .... สิ่งที่น่ากลัว คือ การที่ต่างชาติ เข้ามาร่วมมือ กับบริษัทต่างๆ ที่กำพื้นที่ภาคการเกษตรของไทย อยู่ในมืออยู่แล้ว เข้าร่วมในกระบวนการ จัดการผลผลิตข้าว ร่วมกับบริษัทใหญ่ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นเทรนด์ที่น่ากลัว เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการเข้ามา ของต่างชาติ ในเรื่องเกี่ยวกับภาคการเกษตรไทย

หมาคานู
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12151799/I12151799.html

โพสต์เมื่อ โดย

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤติเศรษฐกิจ 1929 (ตอนที่ 4): แนวคิดในเรื่องทุน

แนวคิดในเรื่องทุน

ภาพ http://www.xn--12cle2dff5el5l9ac.net/

ธนาคาร คือธุรกิจอันลึกลับซับซ้อน มีคนไม่มากนักที่เข้าใจกลไก ระบบการทำงานของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากสาเหตุที่ว่าขาดความรู้ ขาดความเข้าใจในการทำงบดุล(balance sheet)ของธนาคารว่ามีที่มาที่ไป และเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ได้อย่างไร ด้านขวามือของงบดุลเป็นฟากฝั่งของความน่าเชื่อถือของธนาคาร(bank’s liabilities) ส่วนข้อมูลด้านซ้ายมือนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารมีอยู่

ความน่าเชื่อถือของธนาคารคืออะไร อธิบายกันแบบง่ายๆ คร่าวๆก็คือความน่าเชื่อถือของะนาคารนั้นจะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับเม็ด เงินที่ธนาคารมีอยู่ในมือ ที่ธนาคารสามารถนำมาใช้ในการทำธุรกิจได้ ซึ่งเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวนั้นมีที่มาจาก 2 แหล่งคือ 1) มาจากการระดมทุน กระจายหุ้นออกขายให้กับนักลงทุนทั่วไปเพื่อแลกกับการที่นักลงทุนจะได้เข้ามา เป็นเจ้าของกิจการธนาคารนั้นๆร่วมกัน แนวทางนี้ธนาคารไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ใคร ไม่ต้องคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้น แต่ต้องปันส่วนผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ถือหุ้น ดังนั้นหุ้นจึงถูกมองว่าเป็นความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ผู้ถือหุ้นสามารถ ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าของร่วมในธนาคารนั้นๆได้

วิธี การที่ 2 ที่ธนาคารใช้ในการเพิ่มความน่าเชื่อถือของธนาคารก็คือการกู้ยืมเงิน ซึ่งส่วนมากก็จะมาจากเงินฝากของประชาชน หรือไม่ก็การกู้ยืมเงินกันเองระหว่างธนาคารกับธนาคารและสถาบันการเงิน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณนำเงินของคุณไปฝากไว้กับธนาคาร นั่นก็คือการที่คุณนำเงินของคุณไปให้ธนาคารนั้นๆกู้ยืมเงินจากคุณนั่นเอง เงินฝากของคุณก็จะกลายเป็นความน่าเชื่อถือของธนาคาร เมื่อคุณต้องการเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารของคุณคืนมา ธนาคารก็จะคืนเงินให้กับคุณ เช่นเดียวกันกับเงินที่ธนาคารกู้ยืมมาจากธนาคารอื่นซึ่งเป็นการกู้ยืมเงิน กันระหว่างธนาคารด้วยกันเองก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธนาคารด้วย เช่นกัน

ธนาคารไม่เพียงแต่จะกู้ยืมเงินจากประชาชนและธนาคารอื่นด้วยวิธีการตรงๆอย่าง ที่ได้อธิบายไว้แล้วเท่านั้น แต่ธนาคารยังสามารถใช้วิธีการอื่นๆได้อีกด้วย เช่น การออกผลิตภัณฑ์ประเภทตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธนาคารได้เช่นกัน ในการกู้เงินธนาคารนั้น เงินกู้ส่วนใหญ่นั้นได้ทำให้เกิดต้นทุนของธนาคารเพราะธนาคารมีภาระที่จะต้อง จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้กับเจ้าของบัญชี ตราสารหนี้ก็เช่นเดียวกัน ธนาคารก็ต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน

แล้ว ธนาคารนำเงินที่ระดมทุนมาได้จากการกระจายหุ้นและกู้ยืมด้วยวิธีการต่างๆไปทำ อะไร ? คำตอบก็คือ ธนาคารนำเงินที่ระดมทุนได้ไปใส่ไว้อีกฟากข้างหนึ่งของงบดุล คือ ในส่วนที่เป็นสินทรัพย์ของธนาคารนั่นเอง เช่น ธนาคารปล่อยเงินกู้ใหกับธนาคารอื่น ภาคธุรกิจ และผู้ซื้อหรือสร้างบ้าน เงินกู้เหล่านี้ก็จะถูกธนาคารพิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ของธนาคารเพราะสิน เชื่อที่ธนาคารปล่อยออกไปนี้ก็คือการลงทุนของธนาคารที่จะนำมาซึ่งรายได้ของ ธนาคารในระยะยาวนั่นเอง

 เงินกู้ดังกล่าวสามารถสร้างผลกำไรกลับคืนสู่ธนาคารได้ ทำให้ธนาคารกลายเป็นกิจการที่มีมูลค่าทางธุรกิจ สินทรัพย์อื่นๆที่ธนาคารถือครองอยู่ก็เช่นกัน ธนาคารสามารถนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลหรือหลักทรัพย์อื่นๆ ในสินทรัพย์ที่มีค่า สำหรับสินทรัพย์ส่วนที่เหลือของธนาคารก็คือเงินสดที่กองรวมกันอยู่ในห้อง นิรภัยของธนาคาร รวมทั้งของมีค่าอื่นๆอีกเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดที่ ธนาคารนั้น น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากที่มันกลับไม่อาจทำเงิน สร้างผลกำไรกลับคืนมาให้กับธนาคารได้มากสักเท่าใดนัก

นั่น คือระบบ กลไกการทำงานแบบง่ายๆคร่าวๆของธุรกิจธนาคาร ว่าธนาคารนั้นสามารถเพิ่มเงินในมือตัวเองได้ด้วยการออกหุ้นและกู้ยืมเงินจาก ผู้ให้กู้ ขนาดของเงินทุนทำให้ธนาคารมีความน่าเชื่อถือ ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงิน สะสมสินทรัพย์ แล้วธนาคารก็สามารถทำกำไรได้ด้วยการนำเงินทุนที่มีอยู่มาหมุนเวียน กินส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ย ระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายคืนให้เจ้าหนี้หรือเจ้าของบัญชีกับ ดอกเบี้ยรับที่ธนาคารได้จากลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร หากดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับก็กลายเป็นราย ได้ เป็นผลกำไรของธนาคาร

หากว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่การธนาคารนั้นไม่ใช่วิชาการที่ตายตัวอย่างเช่นการทำจรวดไปเหยียบผิวดวง จันทร์ ดังนั้นจึงไม่อาจคาดหวังจากนายธนาคารได้ว่าธนาคารจะดำเนินธุรกิจอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาตามหลักวิชาที่วางไว้นี้ได้เสมอไป
และใน ตอนนี้เรื่องราวของเราก็ได้ดำเนินมาถึงส่วนที่เป็นสาระสำคัญกันแล้ว นั่นคือ เรื่องที่ว่า แท้จริงแล้วธนาคารมีมูลค่าเท่าไหร่กันแน่ ? ยกตัวอย่างง่ายๆคือ มันมีความแตกต่างกันอยู่ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารกับมูลหนี้ที่เชื่อ ถือได้ของธนาคาร เราลองมาทำให้ตัวเลข 2 ฝั่งนี้แตกต่างกันดู เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

ในกรณีที่สินทรัพย์ของธนาคารมีมากกว่ามูลหนี้ที่เชื่อถือได้นั้น ธนาคารก็จะบอกกับเราว่าส่วนต่างที่ว่านี้คือมูลค่าของธนาคาร ซึ่งเราเรียกกันว่า”ทุน”(capital)หรือ”สินทรัพย์”(equity) ซึ่งทุนที่ว่านี้ก็เป็นของเจ้าของธนาคารหรือผู้ถือหุ้นซึ่งมีสิทธิเรียกร้อง ในสินทรัพย์ส่วนที่เหลือนี้จากธนาคารได้ ส่วนด้านขวามือของงบดุลซึ่งเป็นส่วนของหนี้สินของธนาคารนั้น หนี้ที่ธนาคารมีต่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ใส่เงินเข้ามาในกองทุนของธนาคารใน ช่วงแรกเริ่มที่มีการก่อตั้งธนาคารหรือมีการเพิ่มทุนธนาคารด้วยการกระจาย หุ้นให้กับบุคคลทั่วไปในภายหลังนั้น ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับส่วนแบ่งจากกำไรของธนาคารในรูปเงินปันผล และได้กำไรเพิ่มขึ้นจากมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นจากผลประกอบการที่ส่งผลให้ สินทรัพย์ของธนาคารเพิ่มสูงขึ้น
คราวนี้เราลองมาดู กันว่าธนาคารจะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติการเงิน สิ่งที่เราต้องให้ความสนใจ ต้องพิจารณากันเป็นพิเศษก็คือ ในฟากฝั่งที่เป็นความน่าเชื่อถือของธนาคารที่อยู่ในงบดุลของธนาคารว่ามัน เกิดการบิดเบี้ยว ผิดรูปไปจากที่มันควรจะเป็นได้อย่างไร เมื่อธนาคารไม่สามารถกู้ยืมเงินเพิ่มได้ หรือธนาคารต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินของธนาคารนั้นสูง เกินไปเพราะอัตราดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยรับ ผู้ฝากเงินจากธนาคารก็จะเกิดอาการแตกตื่นและแห่กันมาถอนเงินออกจากบัญชีเงิน ฝากของตนเอง หรือหากว่าธนาคารอื่นปฏิเสธที่จะปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่ให้กับธนาคารหรือไม่มี ใครยอมซื้อตราสารทางการเงินที่ธนาคารเป็นผู้ออก

จากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมา เฟด-ธนาคารกลางของสหรัฐก็มักจะใช้วิธีคิดค้น เฟ้นหาสารพัดวิธีการที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับธนาคารที่ประสบปัญหาไปพร้อมๆกับ การสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหนี้ของธนาคารว่าเงินที่พวกเขาเหล่านั้นฝากไว้ หรือปล่อยกู้ให้กับธนาคารนั้นจะไม่เกิดความเสียหายขึ้นอย่างแน่นอน รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้ส่วนต่างๆที่ประกอบกันเป็นความน่า เชื่อถือของธนาคารที่อยู่ในงบดุลนั้นดำรงอยู่ได้ มีการใส่เม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ให้กับธนาคาร เพิ่มการให้หลักประกันเงินฝากว่ายังมั่นใจได้และให้การคุ้มครอง รับประกันอย่างเต็มที่แม้ในส่วนของหนี้สินของธนาคารที่ไม่มีหลักประกันหรือ สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดความเสียหายขึ้น

แล้วอีกฟากข้าง หนึ่งของงบดุลธนาคารซึ่งเป็นส่วนของสินทรัพย์ของธนาคารล่ะ ? เฟด-ธนาคารกลางสหรัฐสามารถทำอะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ตนเองจะมีอำนาจ กระทำการได้ในฐานะธนาคารกลางเพื่อให้ธนาคารสามารถกู้ยืมเงินในขณะที่เกิด วิกฤติการเงินได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าสินทรัพย์ของธนาคารมีมูลค่าน้อยกว่าที่เคยมีในอดีตที่ผ่านมา ส่วนของทุนหรือมูลค่าสุทธิของธนาคารย่อมลดต่ำลงด้วยเช่นกัน เมื่อความน่าเชื่อถือของธนาคารปราศจากสินทรัพย์มารองรับ มูลค่าของธนาคารก็จะเหลือเป็นศูนย์ ธนาคารนั้นก็จะล้มละลาย(insolvent)หรือถูกฟ้องล้มละลาย(bankrupt)

ช่วง ที่วิกฤติการเงินครั้งที่ผ่านมาเลวร้ายลงไปยิ่งขึ้น สินทรัพย์จำนวนมากของธนาคารซึ่งอยู่ในงบดุลก็เริ่มเสื่อมมูลค่าลงไปเรื่อยๆ สินทรัพย์บางส่วนที่นำออกไปปล่อยกู้กลายเป็นหนี้เสีย ขณะที่สินทรัพย์อื่นๆที่เป็นหลักทรัพย์ก็ได้มาจากยึดจำนองและการปล่อยกู้ใน รูปแบบอื่นๆ เมื่อเจ้าของบ้านทิ้งจำนอง ผิดนัดชำระหนี้ หนี้เสียในส่วนนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่ถึงภาคส่วนอื่นๆในระบบการ เงินทั้งระบบ มูลค่าของทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากการปล่อยกู้ให้กับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในท้องถิ่น ไปจนถึง CDOs(collateralized debt obligations)ก็เริ่มมีมูลค่าลดลง และเมื่อมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้ลดลง ส่วนของทุนที่ยังเหลืออยู่ก็ลดลงตามไปด้วย

ธนาคารใน สหรัฐอเมริกาและยุโรปในขณะนั้นต่างก็มีความจำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มทุนลงไป อันดับแรกคือการเปิดหมวกรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของ รัฐบาลที่ยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน (prefered shares) ซึ่งหุ้นดังกล่าวธนาคารได้นำออกมาจำหน่ายแบบจำเพาะเจาะจงว่าออกมาเพื่อ จำหน่ายให้กับรัฐบาลโดยเฉพาะ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนนี้ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงใดๆทั้ง สิ้น รัฐบาลเป็นแต่เพียงผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งของธนาคารและจะได้รับเงินปันผลตอบแทน จากผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจึงไหลเข้าไปอยู่ในกองทุนของธนาคาร และธนาคารสามารถฟื้นฟูสถานะของเงินกองทุนของตนเองขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ในชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในอีกหลายๆมาตรการที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพในการ ดำเนินธุรกิจของธนาคาร แต่มูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆของธนาคารก็ยังคงปรับลดลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นธนาคารก็จะต้องเพิ่มทุนกันอีกครั้ง คราวนี้ธนาคารใช้การระดมทุนจากภาคเอกชนเป็นเครื่องมือด้วยการออกหุ้นสามัญ เพิ่มทุน แต่ก็ยังได้เงินมาไม่เพียงพออีกเช่นเคย ฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 มูลค่าของสินทรัพย์ที่ธนาคารครอบครองอยู่ก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหตุการณ์ได้ดำเนินมาถึงตอนนี้แล้ว ไม่มีใครสนใจจะใส่เงินเข้าไปเพิ่มทุนให้กับธนาคารกันอีกแล้ว

เมื่อ สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้กำหนดนโยบายก็ต้องหยิบยกมาตการอะไรสักอย่างที่มีอยู่ในมือออกมาใช้ ผู้กำกัดดูแลกิจการธนาคารสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะปล่อยให้ธนาคาร(และสถาบัน การเงินอื่นๆที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ธนาคารลูก และธุรกิจตัวแทน นายหน้าของธนาคาร)ล้มดีหรือไม่ หลังจากนั้นภาครัฐก็อาจจะปรับโครงสร้างธุรกิจไม่ว่าจะด้วยวิธีผ่านกระบวนการ ในหรือนอกศาล หรือผ่านกระบวนการของ FDIC ที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ก็ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างในกรณีที่บางธนาคารอยู่ในฐานะล่อแหลม สุ่มเสี่ยง ขาดความมั่นคง เจ้าหนี้ที่เป็นผู้ถือครองตราสารทางการเงินที่ออกโดยธนาคารนั้นๆ เป็นต้น

อาจจะเห็นพ้องต้องกันว่าให้ธนาคารแปลงหนี้บางส่วนเป็นหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ใดของธนาคาร ซึ่งการแปลงหนี้เป็นสินทรัพย์นี้(debt-for-equity swaps)ไม่จำเป็นจะต้องกำหนดเงื่อนไขในการเจรจาที่แน่นอนตายตัวเอาไว้ล่วง หน้า ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการเจรจาต่อรองระหว่างเจ้าหนี้ของธนาคารแต่ละรายว่าจะ มีเงื่อนไขการต่อรองกันอย่างไร ซึ่งเจ้าหนี้บางรายอาจจะเลือกใช้เงื่อนไขอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินมาเจรจาต่อรอง กับธนาคารก็ได้ หรือบางรายอาจจะยอมปล่อยกู้เพิ่มเติมให้กับธนาคารเพื่อให้ธนาคารสามารถกลับ มาดำเนินธุรกิจต่อไปได้อีกครั้งก็ย่อมได้ ดังนั้นธนาคารก็จะสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้งหนึ่งหลังการปรับโครง สร้างหนี้ เจ้าหนี้ยอมปรับลดหนี้ ยกหนี้ให้บางส่วนแล้ว จากนั้นความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ลดลงไปก็จะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลย์สอด คล้องกับมูลค่าสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ ธนาคารคก็จะมีเงินทุนและปล่อยกู้ได้อีกครั้งหนึ่ง

วิธี การนี้เท่ากับว่าเป็นการยอมให้ตลาดได้ขจัดของเสียออกไปจากระบบ ธนาคารที่ย่ำแย่ก็ปล่อยให้ล้มหายตายจากไปก่อน จากนั้นก็ปรับโครงสร้างธนาคารและฟื้นฟูกิจการกลับคืนมาใหม่ ได้ผลออกมาในลักษณะเดียวกัน ความสำเร็จเกิดจากการที่ธนาคารกลางของรัฐบาลออกมาประกาศให้ชัดเจนว่าจะมี ธนาคารบางส่วนที่ล้มละลายและถูกขจัดทิ้งไปจากระบบ แล้วธนาคารเหล่านั้นก็จะถูกแทนที่ด้วยการที่ภาครัฐเข้าไปควบคุมกิจการ ส่งคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์เข้าไปดำเนินการขายสินทรัพย์ดี บริหารสินทรัพย์เสีย จากนั้นก็ปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการไปตามปกติ กระบวนการนี้เรียกว่า “การแปลงธุรกิจไปเป็นของรัฐ”(nationalization) ซึ่งเป็นทางเลือกที่สวีเดนนำมาใช้แก้ไขวิกฤติภาคธนาคารที่เกิดขึ้นในช่วงต้น ทศวรรษที่ 1990 และสหรัฐอเมริกาก็นำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในการเข้าเทคโอเวอร์กิจการของ ธนาคารคอนติเนตัล อิลลินอยส์(Continental Illinois) ธนาคารยักษ์ใหญ๋ที่ประสบปัญหาจากวิกฤติเงินออมและเงินกู้(the saivings and loan crisis)คราวก่อน

แต่วิกฤติการเงินครั้งที่ผ่าน มานี้ เรากลับไม่ได้นำวิธีการเช่นนั้นออกมาใช้ และภายหลังความล้มเหลวที่เกิดกับเลห์แมน บราเธอร์ส การแก้ไขปัญหาภาคธนาคารก็ยืนอยู่บนจุดยืนที่ว่าธนาคารล้มไม่ได้ รัฐจะให้ความกรุณแก่ผู้ถือตราสารทางการเงินของธนาคารที่ประสบปัญหาไม่ให้ ต้องเผชิญกับหนี้สูญอย่างแน่นอน

ตราสารทางการเงินดังกล่าวนั้นรัฐต้องใช้เงินราวๆ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านการออกกฎหมายที่ให้อำนาจกับ TARP เป็นผู้รับซื้อหนี้ก้อนดังกล่าวจากธนาคาร และใส่เงินทุนก้อนใหม่เข้าไปในธนาคาร ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆยังรวมถึงธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง แบงค์ออฟอเมริกา ซิตี้กรุ๊ป เจพีมอร์แกนเชส โกลด์แมนแซคส์ และเอไอจี ซึ่งทั้งหมดได้เงินอัดฉีดไปประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารอื่นๆอีกนับร้อยราย ธนาคารขนาดเล็กล้วนเข้าแถวเรียงราย ต่อคิดกันรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ตามมาด้วยการขยายวงเงินเพิ่มเติมในภายหลัง รัฐบาลซึ่งก็คือชาวอเมริกันที่เป็นผู้เสียภาษีนั่นเองที่ได้กลายเป็นเจ้าของ ตัวจริงในกิจการที่เข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินครั้งใหญ่คราวนี้ของบรรดา ธนาคารต่างๆ เป็นผู้แบกรับภาระหนี้เสีย หนี้สูญที่ถูกตัดทิ้งไปตัวจริง

สิ่ง ที่กำลังคืบคลานเข้ามาก็คือระบบการเงินบางส่วนได้กลายเป็นกิจการของรัฐไป แล้ว และหากเราจะต้องให้ความช่วยเหลือธนาคารอื่นๆที่เหลืออยู่ทั้งหมด เม็ดเงินมหาศาลที่รัฐจะต้องใส่ลงไปช่วยเหลือก็จะกลายเป็นต้นทุนในระยะยาวที่ ยากจะคิดคำนวณออกมาได้ว่าแท้จริงแล้วจะเป็นเท่าไหร่ อย่างไรกันแน่ ธนาคารขนาดใหญ่ส่วนมากได้จ่ายเงินคืนให้กับกองทุนภายใต้ความดูแลของ TARP บ้างแล้ว และรัฐบาลก็กำลังจะปลดเปลื้องภาระของตนเองจากสถาบันการเงินต่างๆเหล่านั้น ออกไปได้ แต่ธนาคารอื่นๆ รวมถึงธนาคารขนาดเล็กจำนวนมาก ธนาคารท้องถิ่นที่ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือทางการเงินจาก TARP อยู่ ยังไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้กับ TARP ได้นั้นก็จะยังคงเป็นต้นทุนทางการคลังของรัฐ ของผู้เสียภาษีต่อไปในอนาคตอีกนั่นเอง
สำหรับธนาคาร ที่ได้คืนเงินให้กับ TARP แล้วนั้น ปัญหาแท้จริงที่เป็นรากเหง้าของวิกฤติการธนาคารก็ยังคงอยู่เช่นเดิม สินทรัพย์ของธนาคารยังคงเสื่อมราคาต่อไปเรื่อยๆ ปัญหารอเวลาที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งก็เท่านั้นเอง แล้วรัฐบาลก็จะต้องใส่เงินเข้าไปอีกมากมายมหาศาลให้กับธนาคารเหล่านั้นกัน อีกครั้ง แต่คราวนี้สินทรัพย์ที่มีปัญหาซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของธนาคารได้เปลี่ยน แปลงไปจากเดิมแล้ว หนี้เสียได้ถูกขว้างทิ้งออกไปแล้ว คราวนี้เราอาจจะต้องขว้างสินทรัพย์ดีทิ้งไปบ้างก็ได

ที่มา http://seksanpantu.wordpress.com