head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

บริษัทจีนเร่งควบกิจการในต่างแดน

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail
วันที่ 13 มีนาคม 2556 04:44
รายงานชี้บริษัทจีนแห่ออกไปควบกิจการในต่างประเทศ มูลค่าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 62,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

รายงานของไพร้ซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ หรือ พีดับเบิลยูซี ที่ออกมาในปีนี้ระบุว่า ถึงแม้จำนวนของการทำข้อตกลงกันจะลดลงอย่างคาดไม่ถึง มูลค่าของการควบรวมกิจการกับบริษัทต่างชาติโดยบริษัทจีนเติบโตในแต่ละปี 54% แตะระดับสูงสุดรอบใหม่ 65,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2555

หนึ่งในข้อเสนอที่ใหญ่ที่สุดในปี 2555 มีขึ้นหลังจากที่กลุ่มบริษัทบันเทิงรายใหญ่ของจีน "ต้าเหลียน ว่านต้า กรุ๊ป คอร์ป" ได้ซื้อหุ้นของเครือข่ายโรงหนังที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก "เอเอ็มซี เอนเตอร์เทนเมนต์ โฮลดิงส์ อิงค์" ในมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์

ผู้ลงทุนในบริษัทเอเอ็มซีได้แก่ "คาร์ไลล์ กรุ๊ป" "อพอลโล โกลบอล แมนเนจเมนต์" และ "เบน แคปปิตอล" ทั้งนี้ หว่านต้ายังคงผู้บริหารชุดเดิมของ เอเอ็มซี หลังจากได้ควบรวมกิจการ และยังได้บอกให้ฮอลลีวู้ดทราบว่าหว่านต้ายังจะคงซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดอยู่ อีกทั้งยังให้คำมั่นกับพนักงานว่าจะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท

นอกจากนี้ ยังมีการควบรวมกิจการขนาาดใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น การควบรวมกิจการบริษัทน้ำมันและก๊าซสัญชาติแคนาดาของบริษัท ซีนุค ด้วยมูลค่า 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า "ไฮเออร์ กรุ๊ป" เสนอซื้อบริษัท "ฟิชเชอร์แอนด์เพย์เคิล แอพพลายแอนเซส โฮลดิงส์ จำกัด" ด้วยมูลค่า 714 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว

รายงานพีดับเบิลยูซี ระบุด้วยว่า บริษัทจีนกำลังให้ความสนใจกับบริษัทในยุโรปมากกว่าบริษัทในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว องค์กรจีนให้ความสำคัญกับบริษัทตะวันตกก็เพื่อต้องการจะเรียนรู้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและวิธีการดำเนินธุรกิจ

ที่ผ่านมา การควบรวมกิจการ กับบริษัทต่างชาติเป็นแนวคิดที่ยังไม่รู้จักแพร่หลายสำหรับบริษัทสัญชาติจีนมากนักในช่วงก่อนปี 2551 เมื่อครั้งที่วิกฤติเศรษฐกิจครอบคลุมไปทั่วโลก และทำให้บริษัทข้ามชาติหลายรายต้องการลดค่าเงินหยวนเพื่อให้มีโอกาสซื้อได้มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลองผิดลองถูกถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งจะพัฒนาทักษะการทำข้อตกลง นอกจากนี้ มีการคาดการณ์การเติบโตของการควบรวมกิจการ จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2556 โดยเฉพาะภาคการผลิตในตลาดยุโรป

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดผูกขาดที่คุณอาจจะไม่เห็น


ที่มา http://www.learners.in.th/blogs/posts/281077
   สวัสดีครับ วันนี้ผมอยากจะมาเล่าเรื่อง “ตลาดผูกขาด” ครับ ตลาดผูกขาดหรือการผูกขาดอย่างที่หลายๆคนเข้าใจมักจะหมายถึงการที่มีผู้ผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆเพียงรายเดียว ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆไม่มีทางเลือกไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นเลย โดยที่ผู้ผลิตที่มีอำนาจผูกขาดนั้นสามารถควบคุมราคาได้ตามต้องการ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆในไทยเลยก็คือ ไฟฟ้า ครับ เพราะไฟฟ้านั้นเป็นสินค้าและบริการของการไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวเลย หากการไฟฟ้าประกาศขึ้นราคาค่าไฟฟ้าขึ้นมา ผู้บริโภคอย่างเราๆก็ต้องก้มหน้าก้มตายอมรับไปเพราะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวเราจะบอกว่าแพงแล้วไม่ใช้ไปใช้ของผู้ผลิตรายอื่นก็ไม่มีจริงมั้ยครับ

                นอกจากกรณีที่มีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในกรณีการไฟฟ้าข้างต้นแล้ว การที่มีผู้ผลิตหลายรายก็สามารถเกิดการผูกขาดได้ ถ้าผู้ผลิตรายใหญ่รวมกันและสามารถควบคุมปริมาณสินค้าส่วนใหญ่ในตลาดได้ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆคือน้ำมันไงครับ น้ำมันถูกควบคุมปริมาณโดยกลุ่มโอเปคซึ่งทำให้ราคาสูงต่ำได้ตามต้องการ เห็นมั้ยครับว่าแม้มีผู้ผลิตหลายรายก็ตาม แต่ถ้าผู้ผลิตหลายรายนั้นสามารถรวมกลุ่มกันควบคุมปริมาณสินค้าส่วนใหญ่ได้ก็สามารถทำให้เกิดการผูกขาดได้เหมือนกัน

                ในการผูกขาดที่ปลายน้ำหรือที่ตลาดสินค้าบริการข้างต้นเป็นสิ่งที่เราพบเห็นและรับรู้กันได้ทั่วไปเนื่องจากเราได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะผู้บริโภค แต่ในครั้งนี้ผมอยากจะพูดถึงประเด็นการผูกขาดในตลาดปัจจัยโดยผู้ซื้อปัจจัยเป็นผู้ผูกขาดในขณะที่ตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งในกรณีนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆอาจจะไม่ค่อยสนใจเนื่องจากไม่ส่งผลกระทบกับราคาสินค้าในตลาดสินค้าที่เราซื้อกัน ผมขอพูดถึงตัวแนวคิดของการผูกขาดแบบนี้ก่อนที่จะยกตัวอย่างเรื่องจริงในสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นะครับ

                การผูกขาดในตลาดปัจจัยโดยผู้ซื้อปัจจัยในขณะที่ตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ นักเศรษฐศาสตร์เรียกโครงสร้างตลาดแบบนี้ว่า Monopsony ครับ ในตลาดนี้ครับผู้ซื้อปัจจัยมีอำนาจผูกขาดในการซื้อปัจจัยจากผู้ขายปัจจัยหลายรายครับ แต่ในตลาดสินค้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ผมจะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆนะครับให้เข้าใจตัวโครงสร้างก่อนนะครับ สมมติว่าประเทศไทยมีโรงงานประกอบรถยนต์เพียงรายเดียว แต่มีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อป้อนให้โรงงานนี้มากมายแต่ละรายล้วนเป็นรายเล็กๆและห้ามส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ออกไปต่างประเทศด้วย ในขณะที่ตลาดรถยนต์เองมีการแข่งขันสมบูรณ์ เนื่องจากทั่วโลกมีโรงงานผลิตรถยนต์มากมายและสามารถนำเข้าส่งออกรถยนต์ประกอบเสร็จได้โดยเสรี

                ในกรณีข้างต้นโรงงานประกอบรถยนต์ดังกล่าวจะมีสิทธิ์ในการผูกขาดการซื้อชิ้นส่วนรถยนต์จากผู้ผลิตหลายรายส่งผลให้เป็นผู้กำหนดราคาปัจจัยการผลิตได้ แต่ในขณะที่ตลาดรถยนต์เป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์เนื่องจากมีรถยนต์ประกอบสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศได้ทำให้เวลาขายรถยนต์ประกอบเสร็จมีฐานะเป็นผู้รับราคา ทีนี้ลองนึกภาพตามนะครับ ผมจะพยายามไม่ใช่ศัพท์หรือสมการทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายให้วุ่นวายแต่จะเอาแค่แนวคิดและไอเดียมาพูดกันเท่านั้น ถ้าคุณเป็นหน่วยผลิตนี้และราคาตลาดของรถยนต์ประเภทเดียวกันนี้ อยู่ที่หนึ่งล้านบาท อีกทั้งคุณสามารถควบคุมต้นทุนของคุณก็คือราคาปัจจัยได้คุณจะทำอย่างไรครับ แน่นอนคุณก็ต้องพยายามกดราคาปัจจัยให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ถูกมั้ยครับ สมมติว่าต้นทุนในการบริหารและจัดการทุกอย่างยกเว้นราคาปัจจัยอยู่ที่สองแสนบาทเนี่ย ถ้าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรปกตินั่นหมายถึงส่วนที่เหลือแปดแสนบาทจะตกไปเป็นของผู้ผลิตชิ้นส่วนแน่ๆ แต่ผู้ซื้อปัจจัยรายนี้มีอำนาจผูกขาดโดยอาจจะใช้วิธีกดราคาปัจจัยการผลิตทำให้ปริมาณการเสนอขายปัจจัยการผลิตลดลง อาจจะลดเหลือแค่หกแสนบาท ต้นทุนการจัดการเท่าเดิมคือสองแสนบาท ขายได้ราคาเท่าเดิมหนึ่งล้านบาท จะทำให้มีกำไรส่วนเกินถึงคันละสองแสนบาท ซึ่งสองแสนบาทเป็นกำไรที่ได้จากการเอารัดเอาเปรียบผู้ขายปัจจัยทั้งสิ้น

                ตัวอย่างต่อไปอันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ ไอเดียนี้มาจากการเข้าฟังบรรยายจากอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ที่จำไม่ได้ว่าเป็นใครและวิชาอะไร ทุกวันนี้ทุกๆท่านบริโภคไก่กันเป็นปกติใช่มั้ยครับ ผู้ผลิตไก่สดรายใหญ่อย่างที่เราทราบกันก็คือซีพี ในตลาดไก่สดที่เราบริโภคกัน มีโครงสร้างคล้ายกับตลาดสมบูรณ์ครับ เพราะมีหลายยี่ห้อหลายฟาร์มให้เลือก แต่ไก่ซีพี ที่ว่าเลี้ยงในระบบฟาร์มปิด ไม่ได้เลี้ยงโดยบริษัทเองนะครับ แต่เลี้ยงโดยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ โดยเกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ไก่จากซีพี โดยมีสัญญาว่าซีพีจะรับซื้อกลับเมื่อโตพอและมีข้อจำกัดต่างๆนาๆ เช่น อัตราการตายต้องเท่าไหร่ น้ำหนักต้องเท่าไหร่ ต้องใช้อาหารไก่ที่ซีพีผลิตและขายให้เกษตรกรโดยตรง และพอเลี้ยงเสร็จแล้วต้องขายให้ซีพี ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงต่างๆ ราคาที่กำหนดไว้ก็จะลดลง จนเกษตรกรอาจจะไม่คุ้ม ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเกษตรกรดูสิครับ คุณไม่ต่างจากลูกจ้างซีพีเลยนะครับ คุณต้องเลี้ยงไก่ที่เค้าสั่ง ตามวิธีของเค้า เสร็จแล้วต้องขายให้เค้าอีก แถมอีกอย่างยังต้องแบกรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเองอีกถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลง ในกรณีอย่างนี้เราสามารถเรียกว่าเกิดอำนาจผูกขาดได้มั้ยครับ ถามว่าทำไมเกษตรกรไม่ไปเลี้ยงไก่พันธุ์อื่น เนื่องจากปัญหาคือเลี้ยงมาแล้วไม่มีตลาดที่จะรองรับไก่พันธุ์อื่นครับ

                เห็นมั้ยครับว่าในตลาดสินค้าและบริการที่มีโครงสร้างแข่งสมบูรณ์แม้ผู้บริโภคอย่างเราๆ บริโภคกันเป็นปกติทุกวันอย่างไก่สด อาจจะมีเบื้องหลังที่เป็นตลาดผูกขาด อยากให้ทุกๆคนลองมองไปยังหลายๆสิ่งรอบตัวอาจจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่ก็ได้นะครับ สิ่งที่เป็นคำถามต่อไปก็คือปัญหาอย่างนี้เราควรจะหาทางแก้กันอย่างไร ขอทิ้งไว้ให้ทุกคนลองคิดต่อดูนะครับ ในตอนนี้ขอลาไปก่อนครับ ขอบคุณครับ



เอกสารอ้างอิง

เศรษฐศาสตร์จุลภาค:ทฤฎีและการประยุกต์ ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ

http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0180

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/news2003/news2003jan27p3.htm

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง      

รหัส : CMT-5007
21/8/12
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฎีสำหรับคนจน” 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต” 
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รังเกียจกำไร” 
“ปรับชีวิตสู่วิถีพอเพียงคือแนวทางแห่งความยั่งยืน” 
ฯลฯ 
“ผมพูดและบรรยายซ้ำซากอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง 
พูดมา 10 กว่าปี ใครได้ยินแล้วก็ให้ได้ยินอีก” 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา กล่าวประโยคนี้ก่อนนำเข้าสู่สาระของเศรษฐกิจพอเพียง...อีกครั้ง 
ครั้ง นี้เป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การรู้จักคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงแต่เป็นการหยุดกิเลสหรือความอยากของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้โลกที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยมแบบเกิน ตัว ลามไปจนถึงการมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจอย่างคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ รู้จักหยุดคิดและปรับตัวสู่ความพอเพียงเพื่อยืดอายุให้กับโลกใบนี้
คน จำนวนมากนอกจากไม่ยอมรับว่าสร้างมลภาวะต่อโลก บางครั้งถึงกับลืมไปเสียอีกว่า ทุกสิ่งที่ตนกระทำล้วนส่งผลต่อโลก ปัญหาที่เกิดจึงไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ
“เรา อาศัยโลกยังชีวิตเรา แต่เรากิน โลกในทุกลักษณะ กินอากาศ แก๊ส สูดหายใจเข้าไปก็ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ใส่โลก น้ำ ต้นไม้ อาหาร และหนักข้อขึ้นเพราะไม่บริโภคธรรมดาแต่โลภและมักง่าย จะใช้ประโยชน์จากดินแค่จะไถจะพรวนเหนื่อยก็ไม่ทำ ใช้ไฟเผาง่ายดี ทำลายหมด และทำลายเลยไปถึงลูกถึงหลาน” ดร.สุเมธ ยกเหตุการณ์ที่กลายเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้มาเปรียบเปรย 

ปัจจุบันโลกมีประชากร 6,400 ล้านคน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งเร่งให้โลกแตกดับ หรือเกิด Mass Execution หมายถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 90% จะดับสูญเร็วเท่านั้น และคนที่ต้องเผชิญกับมหันตภัยก็คือมนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น เป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าประชากรโลกจะอยู่กันสภาพไหนในภาวะที่ทรัพยากร แทบไม่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเลยทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
ดร.สุเมธ เล่าว่ามีกลุ่มนักวิทยา ศาสตร์ศึกษาย้อนดูประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 4,600 ล้านปีพบว่า โลกนี้เคยแตกมาแล้วถึง 4 หน และในหนหลังๆ มีความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้นจากสัตว์เซลล์เดียวไปเป็นสัตว์มีกระดูก สันหลัง แม้แต่ในปัจจุบันโลกก็ส่งสัญญาณเตือนอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบพายุ สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาญเตือนชีวิตที่มาจาก 4 ธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น 
“ถ้าเรายังอยู่แบบไม่ระมัดระวัง ทำไมมันจะไม่มีหนที่ 5 แต่เมื่อรู้จักว่าโลกเป็นมาอย่างไรเราก็ควรจะรู้จักระมัดระวัง” 

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในรายงาน Living Planet Report 2010 แสดงข้อมูลไว้ว่า จุดสมดุลระหว่างจำนวน ประชากรทั่วโลกกับทรัพยากรที่โลกเหลืออยู่เกิดขึ้นผ่านไปนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 และคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 และปี 2593 การบริโภคที่เพียงพอต่อความต้อง การของประชากรโลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
 “หมาย ความว่าเราต้องมีโลก 2 ใบ หรือเกือบ 3 ใบถึงจะพอให้มนุษย์กินอยู่อาศัย จากข้อมูลตอนนี้มนุษย์เราก็บริโภคเกินจากทรัพยากรที่มีอยู่ 1.5 เท่า อย่าว่าแต่อาหารเลย คนในบางมุมโลกไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดจะดื่ม” 

การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่เป็นอยู่ เข้าหลักการมือใครยาวสาวได้สาวเอา ระดับการบริโภคขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งบริโภค เป็นผลมาจาก พื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตลอด โดยเฉพาะความเชื่อในระบบการค้าการลงทุนที่เน้นกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม 

“พฤติกรรมของคนไม่ว่าที่ไหน ยิ่งรวยยิ่งกินเยอะ ถ้าแบ่งโซนก็จะเห็นว่าประเทศเจริญแล้วอย่างชาติฝรั่งบริโภคมากกว่าเรา 2.8 เท่า ในเอเชียเฉลี่ยออกมายังอยู่ในระดับพอดี แต่ในแอฟริกาทรัพยากรก็ไม่พอบริโภค ถ้าเราเปลี่ยนระบบความเชื่อนี้เสียใหม่ เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ บริหารจัดการให้เกิดภาวะที่สมดุลขึ้น ก็จะช่วยยืดอายุของโลกได้” 

ดร.สุเมธอธิบายว่า ในอดีตถึงปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนพัฒนาโดยใช้ความรู้เพื่อสร้าง อำนาจ สร้างเงินใช้ความร่ำรวยเป็นตัววัด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การบริโภคเกินตัว เกิดการแข่งขันแก่งแย่ง และส่งผลต่อการทำลายและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดมลภาวะ ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม 

“ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มองว่าจะทำอยู่ได้นานเท่าไร คอยแต่ถามว่าวันนี้รวยเท่าไร ใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร ทำลายโลกเสร็จแล้วพอประชุมกันเพื่อหาทางแก้ ประเทศมหาอำนาจก็ไม่เคยลงนามร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง แต่เลี่ยงที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ลดมลพิษนั้นแทน แล้วประเทศเหล่านี้ก็ตื่นเต้นที่ได้เงินมาปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต แต่สำหรับโลกไม่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลก ฝั่งที่ยังเร่งผลิต ก็ยังเผาทำลายกันต่อไปเหมือนเดิม” 
แต่ เมื่อภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์หนักขึ้น ทำให้โลกเกิดกระแสใหม่แทรกเข้ามา เป็นความหวังของการยืดอายุให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักแล้วว่า ต่อให้รวยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีโลกที่สวยงามให้อาศัย ชีวิตมนุษย์ก็คงหาความสุขไม่ได้
ใน เมืองไทยถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงกระแสที่ว่านี้ได้ง่าย มาก เพียงแค่เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจ พอเพียง ที่มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปใช้จนเห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นชีวิตทางเลือกที่พิสูจน์ได้จริงมาแล้วทั้งในระดับบุคคลและในองค์กร ธุรกิจขนาดใหญ่ 

ถ้าจะอธิบายในหลักสากล กระแส แห่งอนาคตที่กำลังมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมให้คนบริโภคเกินตัว คือหลักการที่ใช้ GCK (Goodness Culture Know-ledge) เป็นตัวนำ หรือเปลี่ยนการใช้สติปัญญาความรู้เพื่อสร้างอำนาจและความร่ำรวย ไปใช้สร้างความดีและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแทน
 “GCK ไม่พูดเรื่อง GDP เลย แต่พูดถึง GNH (Gross National Happiness) วัดกันที่ความสุข ใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในเบื้องต้น อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเป็นกระแส เล็กแต่สวย ที่พาเราย้อนกลับไปสู่สมดุลของธรรมชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรามาแล้ว 2,555 ปี จากหลักธรรมะที่ให้มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้ม กัน ไม่ประมาท และรู้จักประมาณตน” 

หากนำการประมาณตนทางธรรมะ มาเทียบกับหลักบริหารก็จะพบว่า การประมาณหรือประเมินตนก็เหมือนกับหลักการเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Corporate Assessment นั่นเอง 

“เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนยากจน เลิกคิดเสียทีเถิด ดวงตาเห็นธรรมบ้าง หลักธรรมะใช้ได้หมดแม้กระทั่งเศรษฐี ถ้าเข้าใจ หลักการนี้ ยังทำให้ลดความอยาก ลดอะไร ต่างๆ รวมทั้งลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ ด้วย เพราะจะเริ่มมีสติรู้ตัวว่า จะสะสมไปทำไม จะบริโภคเกินไปทำไม ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงโรคเศรษฐีที่เป็นกัน ส่วนมากก็เป็นโรคจากบริโภคเกินทั้งนั้น หัวใจ ความดัน เบาหวาน สุดท้ายก็ถูกหมอบังคับ ให้ลดทุกอย่าง มีเงินก็กินไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่เริ่มลดจากตัวเองเสียตั้งแต่ต้น ลดความอยาก ตัดกิเลส ประเมินตน และรู้ที่จะพอเพียง” 
ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี บริษัทที่มีสินทรัพย์กว่า 4 แสนล้านบาท เป็นตัวอย่างองค์กรของไทยที่ปรับเปลี่ยนแนว คิดการบริหารองค์กรจากเดิมใช้หลักทุน นิยมเต็มตัวต้องเติบโตสูงสุด กวาดซื้อทุกบริษัทที่ขวางหน้าเพื่อทำกำไร สุดท้ายปรับมาใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร 

พ.ศ.2539 ก่อนฟองสบู่แตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เอสซีจีขาดทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้าน ดีที่ตั้งสติได้ หันกลับมาตรวจสอบและประเมินองค์กรเสียใหม่ หาความถนัดที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะค่อยๆ ตัดขายบริษัทที่ไม่ถนัดออกไป จาก 200 บริษัท หายไปประมาณ 50 บริษัท เหลือไว้แต่ธุรกิจหลัก 

“เอสซีจีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา เศรษฐกิจ พอเพียงเก่งอะไรทำอย่างนั้น เก่งอย่างทำอีกอย่าง เจ๊ง พอขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไป ผอมลงไป 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าแข็งแรงขึ้น ทำกำไรได้ทุกจุดเลย 4-5 ปีถัดมา ลบตัวแดง 4.8 หมื่นล้านหายไปหมด ถัดมาอีก 7-8 ปี ทำกำไรสูงสุดในรอบ 35 ปี แปลกไหม แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ยังแข็งแรง ไม่ต้องโตสูงสุดแต่โตได้ทุกปี” 

ดร.สุเมธเปรียบเทียบว่า เอสซีจีก็เหมือนกับปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้สินแล้ว ปลดหนี้ได้หลังจากหันมายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่อย่างพอเพียงจนถึงร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ในที่ดิน ซึ่งมีความสมดุลของธาตุ ทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เหมาะกับการ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 

“เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่าพอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ใช่จน ย้ำอีกที แต่มันรวยอย่างยั่งยืนและมีชีวิตสมดุลมั่นคง” 

ถึงบรรทัดนี้ จากตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้ว ภัยธรรมชาติที่หลายคนเห็นมากับตาด้วยตัวเอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อได้ดีว่า การบริโภคเกินพอดีนอกจากไม่ส่งผลดีต่อโลกซึ่งสุดท้ายภัยก็จะย้อนมาถึงมนุษย์ แถมระหว่างทางของความโลภยังเป็นตัวกระตุ้นการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะยิ่งหากินแบบธรรมดาภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงทุกวันยากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ทาง ออกสำหรับปัญหาอาการ “อยากจนเกินพอดี” ถ้าเปลี่ยนมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวแก้ ก็ยังพอเห็นหนทางยืดอายุโลกและมนุษย์ออกไปได้อีก 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณแหล่งข้อมูล : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา  กุมภาพันธ์ 2555  บทความโดย  ปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

1 Years after Lehman Brothers

September 14, 2009
Posted by

1 Years after Lehman Brothers

วัน พรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการล้มลงของบริษัท Lehman Brothers ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนหักเหสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้มองย้อนหลังกลับไป แล้วทบทวนบทเรียนของสิ่งที่เกิดขึ้นที่แทบจะทำให้ระบบการเงินโลกต้องล้มลงไป
01stox

ทำไมเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
เมื่อมองย้อนกลับไป ภายในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 2 วันเมื่อ 1 ปีที่แล้ว มีบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งในสหรัฐฯ เกิดปัญหาอย่างรวดเร็ว – Merrill Lynch ถูก Bank of America ควบรวมไป Lehman Brothers ล้มลง และ AIG ต้องถูกรัฐบาลเข้าไปอุ้มไว้
แต่ที่สำคัญที่สุด ก็เป็นกรณีของ Lehman Brothers เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของตน ล้มลงโดยไม่เข้าไปช่วยเหลือ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของความกังวลใจของทุกคน รวมทั้งในส่วนของเจ้าหนี้ ผู้ฝากเงิน และนักลงทุน เพราะว่า
เป็นครั้งแรก ที่ทุกคนรู้สึกว่า ในวิกฤตครั้งนี้ การที่เป็นบริษัทที่มีประวัติยืนยาวนาน 158 ปีไม่ได้รับประกันอะไร และยิ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ คือ อันดับที่ 4 ของ Investment Banking สหรัฐ ก็ยังล้มลงได้ ประเภทยิ่งใหญ่ ยิ่งมีโอกาสล้ม
เมื่อรวมกับเหตุของ AIG  ก็ส่ง shockwaves ออกไปอย่างกว้างขวางในระบบการเงินโลก ทำให้
  • คนที่เกี่ยวข้องกับ Lehman Brothers ประสบปัญหา
  • ตลาดการเงิน Freeze up อย่างรวดเร็ว
  • ผู้ฝากเงินบางคนไม่มีความมั่นใจ เริ่มถอนเงินจากแบงก์เพื่อนำไปเก็บไว้
การล้มลงของ Lehman Brothers นับเป็นจุดจบของ Investment banking ตามที่ทุกคนรู้จัก และเคยเป็นมา เพราะหลังจากนั้นไม่นาน บริษัทวานิชธนกิจที่ยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ต่างต้องพากันหาธนาคารเพื่อมาเป็นคู่คอยช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่อง หรือต้องผันตัวไปเป็นธนาคารพาณิชย์เสียเองเพื่อรับความช่วยเหลือ และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างที่ตามมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นรถไฟเหาะครั้งที่ทำให้หัวใจของหลายคนแทบหยุดลง จนต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปีให้หลัง ดัชนีความผันผวนต่างๆ ถึงจะสามารถกลับไปที่เดิมได้
  • Spread
  • Vix
  • ราคาหุ้น

1 ปีแล้วเรียนรู้อะไร ปัญหาอยู่ตรงไหน
เมื่อมองย้อนกลับไป บางคนมองว่าการปล่อยให้ Lehman Brothers ล้มลงไป เป็นความผิดพลาดทางนโยบาย  เพราะเป็นจุดที่ทำให้หลายคนหมดความเชื่อถือในระบบสถาบันการเงิน
แต่บางคนก็บอกว่า “ไม่มีทางเลือก” ทั้งในส่วนของทางการสหรัฐ ที่ไม่มีอำนาจพอที่จะเข้าไปช่วยเรื่องสภาพคล่อง และความจำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ล้มบ้างเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างของการเข้าไป อุ้มคนที่เกิดปัญหาไว้ทุกกรณี และที่สำคัญไปกว่านั้น เพื่อยอมตามแรงกดดันทงการเมืองที่เพิ่มขึ้น หลังจากใช้เงินภาษีรัฐบาลเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่มีปัญหาไปแล้วหลายแห่ง เช่น Freddie Mac หรือ Fannie Mae ไปแล้ว ต้องสาธิตให้การเมืองเห็นว่า การล้มลงมีผลพวงอย่างรุนแรง และ Lehman Brothers ใหญ่ แต่ไม่ใหญ่ที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะใช้สาธิต
ตรงนี้ หลายคนมองย้อนกลับไปว่า การล้มลงของ Lehman Brothers ทำให้การเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินอื่นๆ เป็นไปได้ และถูกขัดขวางน้อยลงจากทางการเมือง และแม้กระทั่งที่ยุโรปเอง ผู้กำหนดนโยบายของยุโรปก็มองว่า จะไม่ให้กรณีเช่น Lehman Brothers เกิดขึ้นที่ยุโรป และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยุโรปตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเข้าไปอุ้มแบงก์ ต่างๆ ที่เกิดปัญหา รวมถึงการประกาศค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนในหลายๆ ประเทศที่เกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว
แต่การล้มลงของ Lehman Brothers ได้ชี้ถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ในระบบที่หลายคนต้องกลับมา
ขบคิดเพื่อหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดิมขึ้นอีก

  • ปัญหาแรก คือ  ในระบบมีสถาบันการเงินหลายแห่งที่เรียกว่าใหญ่มาก จะทำอย่างไรกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่หลายคนเรียกว่าปัญหา too big too fail หรือ ใหญ่เกินไปที่จะล้มเหล่านี้  รัฐบาลควรจะยอมปล่อยให้สถาบันการเงินบางแห่งใหญ่ขึ้นมาจนกระทั่งไม่มีทาง เลือกอื่น ยกเว้นต้องเข้าไปอุ้มเมื่อเกิดปัญหาอีกต่อไปหรือไม่
  • ปัญหาที่สอง จะปล่อยให้สถาบันการเงินเสี่ยงอย่างเต็มที่เหมือนช่วงที่ผ่านมาอีกหรือไม่ เพราะกรณีของ Lehman มีเงินทุนแค่ 17,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่สินทรัพย์ที่ไปเสี่ยง สูงถึง 750,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 40 กว่าเท่าตัว
  • ปัญหาที่สาม จะทำอย่างไรกับเครื่องมือทางการเงินที่มีความซับซ้อน ที่สถาบันการเงินทำเอาไว้ รวมถึงธุรกรรมอื่นๆ ในส่วนที่อยู่นอกบัญชี หรือ off balance sheet โดยเฉพาะในตราสารบางตัวที่บางส่วนงานของสถาบันการเงินนั้น เข้าไปทำธุรกรรมเพื่อยกระดับของกำไรในระยะสั้น แต่เพิ่มความเสี่ยงขององค์กรในระยะยาว เช่นกรณีของ AIG ธุรกิจด้านประกันภัย ซึ่งเป็นธุรกิจดังเดิมสามารถเดินไปได้ดีมาก แต่ธุรกิจด้านตลาดทุนที่ส่วนงานหนึ่งมีคนไม่กี่ร้อยคน เข้าไปขาย CDS สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาวแก่ทั้งองค์กร จนล้มลง
  • ปัญหาที่สี่ จะทำอย่างไรกับปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสของข้อมูล โดยเฉพาะในกลุ่มของ สถาบันการเงินที่ลงทุน เช่น Hedge Fund หรือกลุ่มวานิชธนกิจคล้าย Lehman Brothers
    ที่ทำให้นักลงทุนไม่สามารถรู้ถึงระดับความเสี่ยงในสถาบันการเงินนั้นๆ และแม้กระทั่งทางการก็ไม่เข้าใจ ไม่สามารถประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง
  • ปัญหาที่ห้า กฏเกณฑ์ในปัจจุบัน และ อำนาจความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐในปัจจุบัน เช่น กลต. และ ธนาคารกลาง มีพอเพียงในการที่จะต่อสู้ดิ้นรนกับวิกฤตใน
    ลักษณะนี้หรือไม่
ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทางการต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

ต้องทำอะไรกันต่อไป
หลายคนมองว่า 1 ปีผ่านไป วิกฤตได้ซาลงก็จริงจากมาตรการภาครัฐ ที่เข้าไปช่วยเหลือ ทั้งในส่วนของการเพิ่มทุน การประกันหนี้เสีย การเข้าไปอักฉีดสภาพคล่อง แต่พอมองย้อนกลับไปดู หลายคนมองว่า ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้น กับระบบการเงินโลก คุณหมอแค่ช่วยดามแขนขาที่หักเท่านั้น แม้ว่าจะมีคนตกงานไปแล้วในวงการการเงินเป็นจำนวนมาก แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังที่จะนำมาซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต ครั้งต่อไป ยังไม่เกิดขึ้น
และยังมีคำถามว่า
  • จะสะสางปัญหาที่เหลืออยู่อย่างไร ทั้งส่วน Toxic assets และสถาบันการเงินที่ยังล้มอยู่
  • จะถอนความช่วยเหลือที่ให้ไปทั้งในส่วนของการค้ำประกันเงินฝาก การค้ำประกันสินเชื่อ การเพิ่มทุนสถาบันการเงินอย่างไร และเมื่อไร
  • จะยกเครื่องวิธีกำกับดูแลสถาบันการเงินเหล่านี้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีกครั้ง
ตรงนี้ หลายคนบ่นว่าพอสถานการณ์ดีขึ้นบ้าง สถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มทำตัวเหมือนเดิม เหมือนกับไม่มีปัญหา เริ่มจ่าย bonus เริ่มเสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ วันพุธเราจะมาเฉลยกันว่า Obama ตั้งใจจะทำอะไรในช่วงต่อไป หลังจากฝุ่นที่ตลบเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว และช่วงปลายเดือนจะมาเล่าให้ฟังว่า G-20 จะเดินต่อไปข้างหน้าในการวางระบบการเงินโลกต่อไปอย่างไร
แต่ถ้ามองย้อนกลับไปอีกที่ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าเป็น 1 ปีที่มีสีสันอย่างยิ่งในวงการการเงินโลก ที่หลายๆ คนคงยากที่จะลืม

ที่มา:http://www.kobsak.com