head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุนนิยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุนนิยม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

ที่มา  http://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011.html
เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงกันแล้ว เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?

1. อาหาร
ราคาอาหาร และ ผลิตผลทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พร้อมกันหรือยัง
  •  ภัย พิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาว แผ่นดินไหว ซึนามิ ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย และ กระทบต่อหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันลดน้อยลงกว่าปกติ
  • แหล่ง อาหารใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ - มหาสมุทร - กำลังปนเปื้อน  หากสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเลวร้ายลงอีก (มีความเป็นไปได้ไม่น้อย) อาหารทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของโลก) จะปนเปื้อนสารกำมันตรังสี คนจะไม่กล้าทานอาหารทะเล  และหันไปหาโปรตีนจากแหล่งอื่นแทน ทำให้เนื้อสัตว์ นม ไข่ มีราคาแพงสูงขึ้นไปอีกมาก

ZIMBABWE CRISIS/CBANK

A vendor arranges eggs on a new 100 billion Zimbabwean dollar note in Harare July 22, 2008. Zimbabwe's central bank introduced new higher-value 100 billion Zimbabwe dollar notes on Monday as part of a desperate fight against spiralling hyperinflation, the bank said. An egg now costs $35 billion. REUTERS/Philimon Bulawayo (ZIMBABWE) REUTERS

  • พืช อาหารถูกเปลี่ยนเป็นพืชพลังงาน  น้ำมัน(พลังงาน) ราคาแพง พืชถูกใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ยิ่งน้ำมันแพง พืชจะถูกนำไปผลิตพลังงานมากขึ้น สุดท้ายอาหารก็แพงขึ้นตาม
  • Pollinator decline หรือปริมาณแมลงผสมเกสรลดลง การศึกษา (ตั้งแต่ปี 2006) ของ US แสดงให้เห็นว่าประชากรของแมลงผสมเกสรลดลงกว่าปีละ 30% นอกจากผลผลิตน้ำผึุ้งลดลงแล้ว ยังกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรด้วย (เช่นผลไม้ ดอกไม้) ทำให้ผลผลิตลดลง

2. พลังงาน 
  •  น้ำมัน ความสามารถในการผลิตน้ำมัน แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว!!!! ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจากเอ เซีย (จีน และ อินเดีย)

  • การ ประท้วงในตะวันออกกลาง ส่งกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมัน เป้าหมายของผู้ชักใยการประท้วงในตะวันออกกลางระยะสั้น (อัลไกด้า และ อิหร่าน) คือ ซาอุ ประเทศส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก หากซาอุเกิดจลาจล ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะกระทบทันที ราคาน้ำมันจะพุ่งกระโดดในชั่วข้ามคืน  หากสถานการณ์บานปลาย เตรียมรับมือสภาวะน้ำมันแพง และ ขาดแคลนกันได้เลย

  • อุบัติเหตุ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศญี่ปุ่น ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์หยุดชะงักทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้ Carbon based fuel สูงขึ้นไปอีก
  • น้ำมันแพงจะกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่าขนส่ง และพลังงานแพง และ สุดท้ายราคาอาหาร และ สินค้าทุกชนิดจะแพงขึ้นอีก

3. ระบบทุนนิยมกำลังล้มเหลว
FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ธนาคารกลางยุโรป และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (และธนาคารกลางประเทศอื่น) ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ต้องใช้ทองคำ หรือโลหะมีค่าในการหนุนค่าเงิน
เมื่อปริมาณเงินล้นระบบ ราคาเงินก็ลดลง
มองในทางกลับกัน ก็คือการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ นั่นเอง

ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในยุโรป และ อเมริกา มีหนี้สาธารณะปริมาณมหาศาล หลายๆ ประเทศอยู่ในระดับกว่า 90% ของ GDP
ปริมาณ หนี้ในระดับนี้ถือว่าทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูง บางประเทศชนเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว ก่อหนี้เพิ่มไม่ได้อีก นอกจากแก้กฏหมาย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ต้นทุนในการกู้เพิ่มขึ้นไปอีก

**รูปเก่าไปหน่อย ปัจจุบัน USA กลายเป็น สีแดงเข้มไปแล้ว**

เพื่อ รับมือกับเงินเฟ้อที่ำกำลังเกิดขึ้น และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในระยะใกล้นี้ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยสะกัดเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามไปเร็ว นักได้
อย่างไรก็ตาม จากภาระหนี้ที่สูงมากของหลายประเทศ ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายให้แก่รัฐบาลในการจ่ายดอกเบี้ย
หลายๆ ประเทศกำลังจนมุม ไม่สามารถเลือกตัดสินใจ ทำได้เพียงซื้อเวลาไปก่อน
นั่นคือ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่สูงจะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ คนจะไม่ฝากเงิน เงินเฟ้อจะไม่ชะลอ
ขี้ นดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีภาระต่องบประมาณ (ที่ขาดดุลอยู่แล้ว) ต้องกู้หนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้เก่า ไม่รู้จัดจบจักสิ้น ซึ่งหนี้ใหม่จะดอกแพงขึ้นอีก เป็นภาระต่องบประมาณมากขึ้นอีก เป็นวัฎจักรที่ไม่รู้จักจบสิ้น  สุดท้ายลงเอยด้วยการพิมพ์แบงค์เพิ่มขึ้นมาดื้อๆ แบบที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว (และมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก) นั่นเอง

เรา จะได้เห็นบางการล่มสลายของเศรษฐกิจ (financial meltdown) ของบางประเทศ ที่จะ trigger ให้เกิด domino effect ไปยังประเทศอื่นๆ จากยุโรป ไป อเมริกา สุดท้ายลุกลามไปทั่วโลก

การล่มสลายของเศรษฐกิจ จะทำให้เงิน (money) ของประเทศนั้นลดค่า ดูตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลดค่าจาก 25 บาทต่อ US$  เหลือเพียง 50 บาทต่อ US$ ในขณะนั้น

เมื่อ เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ (โดยเฉพาะ USA) ล่มสลาย ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกก็จะประสบปัญหาหนัก ไม่สามารถหาค่ากลางเพื่ออ้างอิงค่าของเงินตราของแต่ละประเทศได้ ราคาอาหาร และพลังงาน ก็จะผันผวน เกิดภาวะขาดแคลน อาหารและพลังงานทั่วโลก


เพื่อเอาตัวรอดจากยุคข้าวยากหมากแพง ควรทำอย่างไร
1. ถือครองโลหะมีค่าเช่น เงิน ทอง ให้มากที่สุด ลดการถือครองเงินสดเหลือเฉพาะที่พอใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน
2. ปรับตัวพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพิงระบบตลาด ระบบเศรษฐกิจให้น้อยลง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง และ ครอบครัว ให้มีความมั่นคงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านอาหาร และ พลังงาน
3. ลดละเลิก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ฝึกตนให้ตั้งอยู่ในศีล และ ปัญญา

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนจบ (ตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์”)

ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนจบ (ตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์”)


December 26, 2008

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ภาพจาก : http://talk.mthai.com 
      ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤตในปัจจุบันส่งผลกระทบน้อยกว่าในอดีต คือ ข้อมูลข่าวสารและการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งละเอียดยิบ ในอดีตเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา ผู้คนจะตื่นกลัวมาก เศรษฐีมีเงินย่อมไม่อาจแยกแยะถึงบริษัทที่กระทบหรือไม่กระทบ กระทบมากหรือกระทบน้อย ทุกคนต่างเหมารวมว่า แต่ละบริษัทเลวร้ายเหมือนกันหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การพิจารณาว่าบริษัทที่มีปัญหานั้น สามารถแยกส่วนสินทรัพย์ที่ดีมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง หรือกว่าจะรู้ว่าอะไรดีไม่ดี ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นมากมายแล้ว แต่ในปัจจุบันนั้น จอมคนอย่าง Warren Buffet สามารถแยกแยะได้ว่า Goldman Sachs ซึ่งแม้จะประสบปัญหาลุกลามตามวาณิชธนกิจรายอื่นไปด้วย แต่บริษัทนี้มีความโดดเด่นแตกต่างจากบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่สำคัญ บริษัทนี้ยังมีทีมงานและบุคลากรที่สุดยอดมากมาย ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการนำเงินเข้ามาซื้อกิจการ จากการกระทำนี้ จึงเห็นได้ว่า กลไกการคัดเลือกคนเก่งและสินทรัพย์ดี ทำได้อย่างรวดเร็วฉับไว ความสูญเสียจึงจำกัดขนาดลง ที่สำคัญ Goldman Sachs ถ้าหากได้อัจฉริยะบุรุษอย่าง Buffett มาช่วยชี้แนะการบริหารและการลงทุน การเกิดใหม่อีกครั้งของ Goldman Sachs ย่อมเด่นล้ำแข็งแกร่งกว่าเดิม ที่สำคัญ ขณะที่วาณิชธนกิจอื่นย่ำแย่ จึงเป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตของ Goldman Sachs ที่จะหาประโยชน์ แน่นอนว่า วิกฤตครั้งนี้ย่อมทำให้ภาวะตลาดซบเซา แต่คู่แข่งที่อ่อนแอและลดน้อยลงน่าจะช่วยชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปได้บ้าง

      เราจะเห็นได้ว่า วิกฤตแต่ละครั้ง ได้เผยให้โลกเห็นว่า มนุษย์คนใดมีความสามารถ มนุษย์คนใดด้อยความประสิทธิภาพ ผู้ บริหารระดับสูงของหลายธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งอาศัยการศึกษาในสถาบันการศึกษาชั้นสูง อาศัยลีลาภาษาและสมการคณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนในการสร้างชื่อเสียงและความ มั่งคั่งให้ตนเอง เพราะในภาวะปกติและฟองสบู่เฟื่องฟู ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถมากมายในการสร้างผลกำไรให้บริษัท แต่ในที่สุด เมื่อวิกฤตอุบัติขึ้น จึงได้รู้ว่าภายใต้มนต์มายาของคำกล่าวสวยหรูนั้น สิ่งใดเป็นของจริง แน่นอนว่า คนเก่งชั้นเลิศบางคน อาจผิดพลาดใหลหลงไปบ้าง เพราะความเก่งนั้นยังไม่ถึงขั้นอัจฉริยะ แม้จะคาดการณ์และเตรียมป้องกันวิกฤตไว้แล้ว แต่ความเสียหายมากกว่าที่คิด จึงต้องล่มจมตามคนเก่งธรรมดาและคนเก่งจอมปลอมไปด้วย

      แต่โลกของเรายังมีคนเก่งระดับอัจฉริยะซึ่งรอดพ้นปลอดภัยจากวิกฤตและผลกระทบ คนเหล่านี้เองที่มองเห็นและแยกความแตกต่างระหว่างคนเก่งชั้นเลิศกับคนเก่ง จอมปลอม สินทรัพย์ชั้นดีกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ พวกเขาจะเริ่มคัดเลือกคนเก่งชั้นเลิศเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ระบบใหม่ ดังนั้น ทุกคนควรจับตาดูว่า Buffett คาดการณ์ถูกต้องหรือไม่ที่เขามาโอบอุ้ม Goldman Sachs และ ควรติดตามต่อไปอีกว่า Buffett จะร่วมคัดเลือกให้ใครบริหารงาน และจะปลดคนที่ดูเหมือนเก่งแต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความเก่งคนใดออกไปบ้าง

      กลไกคัดเลือกคนเก่งชั้นเลิศและสินทรัพย์ชั้นดีนี้เอง ที่ช่วยทำให้วิกฤตคลายความรุนแรงลง เพราะคนเก่งอัจฉริยะและคนเก่งชั้นเลิศนั้นจะร่วมกันใช้ความสามารถของตนพลิก ฟื้นวิกฤตของบริษัทขึ้นมา ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจติดตามมา แม้จะมีบริษัทจำนวนมากล่มสลายลง แต่บริษัทที่เหลือซึ่งมีคนเก่งชั้นเลิศรวมตัวกันจะเข้าครอบครองตลาดอันกว้าง ใหญ่ซึ่งบริษัทที่ล่มสลายได้ทิ้งมรดกไว้ ดังนั้น คุณภาพของสินค้าและบริการในช่วงนี้ จะมีคุณค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ด้อยประสิทธิภาพได้ถูกกำจัดไปแล้ว ยิ่งในยุคปัจจุบันที่การประกาศล้มละลาย การขายสินทรัพย์ และการเข้าซื้อกิจการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โอกาสที่คนเก่งชั้นเลิศจะได้เข้ามาบริหารตลาดอันกว้างใหญ่และไร้คู่แข่งนี้ จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณภาพของบริษัทและเศรษฐกิจจึงสามารถได้รับการพัฒนาฟื้นฟูอย่างรวดเร็วทัน ท่วงที

      ที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการชี้ให้เห็นว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การใช้มุมมองเดิมมาวิเคราะห์สถานการณ์แบบเดิมซึ่งมีบริบทแตกต่างออกไป ย่อมอาจทำให้ผลการวิเคราะห์มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนกว่าที่ควรจะเป็นได้ มากมายนัก ในอดีตที่ผ่านมา มนุษย์มีความเข้าใจในระบบทุนนิยมไม่มากนัก จึงไม่สามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้องทันท่วงที แต่ในปัจจุบันนั้นบริบททั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับระบบทุนนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในช่วงหลายสิบปีนี้ได้เกิดการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารหรือคลื่นลูกที่ 3 ขึ้นมา จึงทำให้การรับรู้ปัญหามีความลึกซึ้งครอบคลุมขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจแยกแยะสินทรัพย์ทีดีออกจากสินทรัพย์ที่ไม่ดีทำได้ง่าย ขึ้น

      เช่นเดียวกัน การติดต่อสื่อสารที่ฉับไว ทำให้เกิดความร่วมมือกันของประเทศต่างๆทั่วโลก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลที่ชัดเจนรวดเร็วนี้บริหารจัดการแก้ไข วิกฤตได้อย่างทันท่วงที โดยมีความผิดพลาดที่ต่ำกว่าในอดีต เพราะคุณภาพของข้อมูลที่แม่นยำกว่า ยิ่งกว่านั้น ภาครัฐและเอกชนในทุกประเทศต่างร่วมมือกันอย่างเต็มที่ทั้งโดยตั้งใจและไม่ ตั้งใจ การเข้าซื้อกิจการของนักธุรกิจจากในและนอกประเทศ ล้วนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของกิจการและรัฐบาล ขณะที่ผู้มาซื้อกิจการย่อมสามารถตรวจสอบข้อมูลของบริษัทได้มากกว่าในอดีต จึงกล้าเข้ามาซื้อกิจการอย่างรวดเร็ว

      บริบททั้งหลายที่ช่วยเสริมส่งกันนี้ ย่อมทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นมีขนาดและความรุนแรงลดลง และเศรษฐกิจอาจกลับดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ หากใครยังคงมุมมองการวิเคราะห์แบบเดิมไว้ ย่อมพลาดโอกาสที่ดีในการแสวงหาประโยชน์จากวิกฤต ซึ่งสินทรัพย์ทั้งหลายมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง และด้วยความรวดเร็วในการเข้าซื้อสินทรัพย์เช่นนี้เอง ทำให้วิกฤตยิ่งฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ เพราะคนที่คิดว่าจะรอให้สินทรัพย์ราคาถูกลงกว่าเดิม ย่อมต้องเพิ่มความเร็วในการเข้าซื้อ เพราะอาจถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อน

      บางคนอาจคิดว่า ภาวะล่มสลายของสถาบันการเงินระดับโลก ย่อมทำให้เม็ดเงินในการซื้อสินทรัพย์มีจำนวนไม่มากเพียงพอที่จะกอบกู้วิกฤต ได้ แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ความมั่งคั่งของโลกแม้ว่าจะมีค่าลดลงจากในช่วงฟองสบู่ แต่ย่อมมีมูลค่ามากกว่าเมื่อก่อนเกิดภาวะเฟื่องฟูของฟองสบู่ ยังไม่นับว่า สินทรัพย์ที่ถูกนำมาขายในภาวะแบบนี้นั้น มีราคาถูกกว่าความเป็นจริงในภาวะปกติ ที่สำคัญ ไม่จำเป็นเลยที่สินทรัพย์ทุกชนิดจะต้องได้รับการซื้อไป ขอเพียงสินทรัพย์ที่ดีในแต่ละธุรกิจได้รับการซื้อไป เพื่อนำมาปรับปรุงและดำเนินกิจการต่อไป ด้วยประโยชน์จากตลาดที่คู่แข่งลดลงและอ่อนแอ ผนวกกับความสามารถของผู้บริหารซึ่งได้รับการคัดเลือกมาแล้วว่าแข็งแกร่งแม้ ในภาวะวิกฤต ทั้งหมดย่อมช่วยให้สินทรัพย์ชั้นดีนั้นเติบโตขยายงานอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดสามารถกลับมาชดเชยความมั่งคั่งที่ถูกทำลายไปในช่วงฟองสบู่แตกได้ สำเร็จอย่างรวดเร็ว

      ยังไม่นับว่า ทุกรอบวิกฤตได้เกิดการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ขึ้น มา และจนถึงทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจโลกได้มีความหลากหลายของธุรกิจอย่างมากมาย ภาวะวิกฤตของระบบการเงินโลก ย่อมส่งผลต่อภาคธุรกิจไปทั่วโลก แต่หลายธุรกิจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน และบางธุรกิจกลับสามารถแสวงหาประโยชน์จากวิกฤตอีกด้วย โดยเฉพาะการ เชื่อมโยงของธุรกิจทั่วโลก ซึ่งในมุมหนึ่งย่อมทำให้วิกฤตลามออกไปเป็นวงกว้าง แต่ในอีกมุมหนึ่งธุรกิจที่เข้มแข็ง สามารถเข้ามาทดแทนและซื้อกิจการจากบริษัทที่ย่ำแย่ได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ภาวะวิกฤตบรรเทาลง ขณะที่ธุรกิจชั้นเลิศนั้นยังอาจผลิตความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการซื้อกิจการ และนำมาปรับปรุงต่อยอดผสานพลังกับธุรกิจเดิมของตน จึงยิ่งลดทอนความรุนแรงของวิกฤตลงอีกชั้นหนึ่ง ที่สำคัญ ระบบป้องกันความเสี่ยงของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลาย ได้ทำให้ธุรกิจจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤติที่เกิดขึ้น
บริบท ที่กล่าวไปทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการพัฒนาความซับซ้อนลุ่มลึกของธุรกิจและอารยธรรมมนุษย์ โดยเฉพาะการปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร อาจทำให้วิกฤตมีความรุนแรงน้อยกว่าที่คิดและจบสิ้นเร็วกว่าที่คาดได้
      ข่าวร้ายสำหรับผู้สาปแช่งระบบทุนนิยม คือ ระบบนี้มีการปรับตัวและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แม้จะเผชิญวิกฤตอันหนักหน่วงอย่างในวันนี้ แต่ข่าวดี คือ ระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิมตามตำรานั้นได้ล่มสลายไปนานแล้ว เพราะระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันได้มีพลวัตไปไกลกว่าทุนนิยมในอดีตมากมายนัก โดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐที่เข้ามาแทรกแซงด้านสวัสดิการสังคมอย่างขนานใหญ่ การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางที่มีความรู้ ซึ่งบางครั้งมีบทบาทในองค์กรมากกว่าเจ้าของทุน การเกิดขึ้นของแนวคิดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เกิดจากความเมตตาปราณีของนายทุนหรือผู้บริหารที่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งบังเอิญรู้สึกสงสารคนยากจน แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของผู้เล่นแต่ละรายในโลกของเรา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ผลประโยชน์ของชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจขัดกับชนชั้นสูงอีกกลุ่มหนึ่ง ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนยากจน รวมถึงขนาดของบริษัทและตลาดที่กว้างใหญ่ขึ้น ทำให้การสร้างธรรมาภิบาล ความน่าเชื่อถือใน Brand หรือแม้กระทั่ง CSR ได้ให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อบริษัทมากกว่ารูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมที่อาจเน้น แต่ผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

      แน่นอนว่า การกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบยังคงดำรงอยู่ แต่มันได้แปลงรูปเปลี่ยนร่างไปจากเดิมมากมาย บางทีเราอาจต้องมีชื่อเรียกใหม่ให้กับระบบใหม่นี้ และก็ต้องมีคนที่มาตามสาปแช่งระบบใหม่ขึ้นอีก ที่สำคัญ คือ การกดขี่ขูดรีดไม่ได้สถิตย์อยู่ในระบบทุนนิยมเท่านั้น ระบบทั้งหลายในอดีตต่างได้ขูดรีดกดขี่ชนชั้นล่างมาอย่างยาวนาน บางทีอาจจะยิ่งกว่าทุนนิยมด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เรามองเห็นได้ชัดเจนในวันนี้ คือ ชีวิตความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของมนุษย์มีคุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างเทียบ ไม่ติด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอิสระเสรีภาพในดำรงชีวิต เสพรับความสุข และการเดินทางไปยังที่ต่างๆทั่วโลก

      ระบบทาสในเรือนเบี้ย ไพร่ติดที่ดิน หรือแม้แต่กรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานอย่างยาวนานนับ 10 ชั่วโมงได้ผ่านพ้นไปหมดสิ้นแล้ว แน่นอนว่า การทำงานของคนระดับล่าง ยังคงน่าเบื่อและหนักหน่วง แต่ระบบในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้ชีวิตได้เสพสุขจากคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เดิม ทั้งการลิ้มรสอาหารชั้นดีนอกบ้าน การชมภาพยนตร์ที่มีระบบเสียงยอดเยี่ยม รวมถึงการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อสนทนารื่นรมย์กับเพื่อนฝูง คนรัก และพ่อแม่ ทั้งหมดอาจถูกโจมตีว่าเป็นเพียงการเสพสุขขั้นต่ำ แต่ใครจะเถียงได้บ้างว่า ความสุขเหล่านี้ ในอดีตชนชั้นล่างไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสเลย ไม่เคยมีระบบอื่นใดในอดีตที่ให้ประชาชนคนชั้นล่างได้มากเท่านี้ ระบบทุนนิยมที่หลายคนประณามนี้เองที่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แน่นอนว่าคงไม่ใช่ความใจดีของใครคนหนึ่ง แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนซึ่งยาวเกินกว่าบทความชิ้นนี้จะ วิเคราะห์ให้เห็น

      ข่าวร้ายยิ่งกว่าสำหรับทั้งผู้ที่ชื่นชอบและผู้ที่คัดค้านระบบทุนนิยมซึ่ง ได้กลายรูปไปจนจำไม่ได้แล้ว คือ ความล่มสลายที่จะนำมาสู่อารยธรรมมนุษย์ทั้งมวล ไม่ใช่เพียงแต่ระบบทุนนิยมเท่านั้น นั่นคือ วิกฤตสิ่งแวดงล้อมที่ทรุดโทรมลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นผลมาจากระบบทุนนิยม
อีกตัวแปรหนึ่งที่จะนำมาซึ่งความล่มสลายของระบบทุนนิยม คือ สงคราม ซึ่งหากเกิดขึ้นอีกครั้ง โลกของเราอาจล่มสลายได้ เพราะเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างกว่าเดิม

      แต่ข่าวร้ายที่สุดคือ หากอารยธรรมและทุนนิยมไม่ได้ล่มสลายลงอย่างที่คิด แต่กลับเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าเดิมภายหลังวิกฤต เหมือนที่เคยเกิดมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จะต้องมีผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมาก ที่ไม่อาจอยู่รอดได้ในระบบที่มั่งคั่งขึ้นนี้ โดยอาจถูกทำร้ายจากวิกฤตในระบบแต่ละครั้ง หรืออาจพ่ายแพ้ในการแข่งขันทั้งในยามปรกติและในยามฟองสบู่เฟื่องฟู ความจริงแล้วถ้าโลกล่มสลายลงเสียเลย ทุกคนคงเลวร้ายเท่ากันหมด ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน แต่กลายเป็นว่า ในระบบทุนนิยมที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลานี้ คนจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้แพ้ และนี่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดมา คำทำนายอันเลวร้ายของนักคิดทั้งหลายไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ชะตาชีวิตอันเลวร้ายของผู้แพ้กลับเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และคาดว่าจะยาวไกลไปถึงอนาคตกาล
แม้กระนั้น ผู้พ่ายแพ้ในแต่ละรอบของวิกฤตและความเฟื่องฟูนั้น จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าผู้พ่ายแพ้ในรอบก่อนหน้าเสมอ ตามการยกระดับของอารยธรรมตลอดเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา แน่นอนว่า ส่วนแบ่งที่ได้รับย่อมไม่น่าอภิรมย์นัก แต่ก็ยังดีกว่าความอดอยากล้มตายของผู้แพ้ในอดีตหลายพันปีที่ผ่านมา
      ข่าวดีที่สุด คือ ผู้ชนะในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะต้องชนะตลอดไป โดยมีวิกฤตซับไพร์มเป็นตัวอย่างสอนใจที่ดีที่สุด สถาบันการเงินอายุยืนยาวนับร้อยปี และดูเหมือนยิ่งรุ่งโรจน์เรืองรองกว่าเดิมในช่วงฟองสบู่ซับไพร์ม ยังกลับพลิกผันล่มสลายลงในชั่วพริบตาได้ แต่ตราบใดที่อารยธรรมมนุษย์ยังคงยกระดับความมั่งคั่งและคุณภาพขึ้นตลอดเวลา (แม้จะมีช่วงตกต่ำเป็นระยะ) ทุกคนย่อมมีโอกาสที่จะรุ่งเรืองมั่งคั่งขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับความสำเร็จ โอกาสยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้แต่เฉพาะผู้ที่สั่งสมความสามารถ ความรู้ และทีมงานคนเก่งมาอย่างดี ซึ่งย่อมสามารถแสวงหาโอกาสในทุกรอบวิกฤต เพื่อจะกลายเป็นผู้บุกเบิกยุคใหม่ที่ดีกว่าเดิม



ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนจบ (ตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์”) | Siam Intelligence Unit

ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนที่ 1 (ตีพิมพ์ใน “มติชน” สุดสัปดาห์)

ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนที่ 1 (ตีพิมพ์ใน “มติชน” สุดสัปดาห์)


December 11, 2008

จารึกโดย
เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ภาพจาก http://www.bloggang.com
 

      การทำนายถึงความล่มสลายในอารยธรรมมนุษย์ มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่จนบัดนี้ มนุษยชาติยังดำรงอยู่อย่างปลอดภัยแม้จะเผชิญวิกฤตและความทุกข์ยากในบางครั้ง คราว

หากมีการเปิดบ่อนพนันเพื่อรับแทงความล่มสลายของโลก เจ้ามือคงร่ำรวยมหาศาล จากคำทำนายที่ผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน
      การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน จักรวรรดิยิ่งใหญ่แรกสุดของโลก ได้ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเกือบครึ่งค่อนโลก แม้กระนั้น ชาวจีนในอีกซีกโลกหนึ่ง ยังคงดำรงอารยธรรมไปได้อย่างปกติสุข ถึงแม้จะมีปัญหาและความสับสนวุ่นวายแทรกเข้ามาเป็นระยะ แต่สุดท้าย ระบบสังคมการเมืองจีนกลับสามารถยืดหยุ่นปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ในราชวงศ์ ใหม่ ฟื้นคืนความสงบสุขรุ่งเรืองได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
      ยิ่งกว่านั้น ยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ Renaissance ที่เป็นรากฐานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และอารยธรรมใหม่ให้กับชาวยุโรป และนำพาไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนชีวิตมวลมนุษยชาติไปอย่างไม่มีวันหวนกลับนั้น ยังอาจกล่าวได้ว่า คือ ผลสืบเนื่องจากความล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ที่ได้พัฒนาจนถึงจุดสูงสุด จนยากจะก้าวเดินต่อไปได้อีก
การพังทลายของระบบเก่า จึงกลายเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการเกิดใหม่ ในยุคสมัย Renaissance อันยิ่งใหญ่
เช่น เดียวกัน ตลอดเวลาร้อยปีที่ผ่านมา ได้มีการทำนายถึงวิกฤตและความล่มสลายของระบบทุนนิยม ซึ่งหลายครั้งดูเหมือนคำทำนายเหล่านั้นจะกลายเป็นความจริง
แต่ในที่สุดระบบทุนนิยมที่กำลังจะล่มสลาย ได้กลับฟื้นตัวขึ้นมา และยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม วิกฤตซับไพร์มในปี 2008 ครั้งนี้ ได้ส่งผลสะเทือนพร้อมกันทั่วโลก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่สำคัญ ปริมาณเงินและความเสียหายยังมากมายกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา
ฤาระบบทุนนิยมโลกจะล่มสลายลง ?
      ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ภายหลังการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือการปฏิวัติคลื่นลูกที่ 3 อารยธรรมโลกได้ค้นพบแหล่งสร้างความมั่งคั่งใหม่ที่มีขนาดมหาศาลกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต จนกระทั่งถึง iPhone Hi5 FaceBook ซึ่งได้เปลี่ยนวิถีชีวิตวิถีบริโภคไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่ท่ามกลางความดีใจมโหฬาร ได้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งรู้สึกหวาดกลัวต่อความมั่งคั่งใหม่นี้ โดยมองว่าเป็นเพียง “ฟองสบู่” ซึ่งนายทุนได้ปั่นราคาขึ้นมาจนสูงเกินจริงเท่านั้น

      นิสัยที่แก้ไม่หายของมนุษย์ คือ การพิจารณาสรรพสิ่งอย่างสูงหรือต่ำเกินจริง ใน ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง คนจำนวนมากย่อมเชื่อมั่นแรงกล้าว่า ทรัพย์สินทั้งหลายต้องพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยไม่เคยสะกิดสงสัยเลยว่า มันอาจเป็นเพียง “ฟองสบู่” ซึ่งทุกคนต่างช่วยกันปั่นสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ขณะเดียวกัน ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนส่วนใหญ่ได้พลิกกลับมุมมอง 180 องศา ก่นประณามด่าทอ ความมั่งคั่งทั้งหลายว่าเป็นเพียงเรื่องหลอกหลวงจอมปลอม โดยไม่เคยกลับมาคิดทบทวนดูว่า ในภาคเศรษฐกิจจริงนั้น เรามีการเติบโตของความมั่งคั่งใหม่มากน้อยเพียงใด สำหรับ ส่วนที่เป็นฟองสบู่ ย่อมต้องเลือนหายไปในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ส่วนที่เป็นความมั่งคั่งแท้จริง ทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีต ทั้งการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่ง และช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยังคงเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มที่ดำรงอยู่ ท่ามกลางฟองสบู่ที่แตกสลายไป

      วิกฤตฟองสบู่ดอทคอมในราวปี 2000 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนยิ่ง แน่นอนว่า นักลงทุนได้สูญเสียทรัพย์สินไปมโหฬาร แต่ เราจะเห็นบริษัทชั้นดีมากมายเกิดขึ้นในช่วงวงจรฟองสบู่นี้ เพราะมีแต่โอกาสเช่นนี้เท่านั้น ที่บริษัทเล็กๆแต่มีคุณภาพและนวัตกรรม จะสามารถระดมเงินทุนและเครดิตมาใช้พัฒนาธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าอย่างเต็ม ศักยภาพ ฉกฉวยประโยชน์จากโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น โดยภาวะเอื้ออำนวยเช่นนี้ บริษัทชั้นเลิศจึงเติบโตก้าวกระโดดสร้างความมั่งคั่งแท้จริงมหาศาล แม้นเมื่อฟองสบู่ได้แตกทำลายลง บริษัทชั้นดีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Yahoo, Amazon, eBay ฯลฯ ยังคงมีความมั่งคั่งที่สูงยิ่ง แน่นอนว่าอาจจะ น้อยลงกว่าในภาวะเฟื่องฟูของฟองสบู่ แต่ย่อมมากกว่าในภาวะก่อนฟองสบู่ ที่สำคัญ ธุรกิจซึ่งรอดพ้นจากภาวะนี้ ย่อมได้รับโอกาสยิ่งใหญ่ภายหลังความล่มสลายของคู่แข่งที่ได้จมหายไปในช่วง ฟองสบู่นั้น

      สินทรัพย์ที่ถูกเทขายเลหลังในช่วงวิกฤต ย่อมมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในภาวะปกติ แต่สินทรัพย์นั้นยังมีมูลค่าในตัวเอง ไม่ได้ล่มสลายตามเจ้าของไปด้วย ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนมือจากเจ้าของเก่าผู้พ่ายแพ้ไปสู่เจ้าของใหม่ผู้ชนะ อาจทำให้การบริหารสินทรัพย์เหล่านั้นเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจได้รับการจัดสรรดีขึ้น เช่นเดียวกัน ภาคธุรกิจที่ล่มสลายไป ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่ได้รับโอกาสแสดงฝีมือ สำหรับผู้เล่นเก่าที่มีความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดได้มากกว่าในภาวะ วิกฤต ย่อมได้รับประโยชน์จากการล่มสลายของคู่แข่งที่ด้อยกว่า ซึ่งในภาวะปกติ ยังสามารถอยู่รอดได้ แต่ในภาวะวิกฤตที่เรียกร้องความสามารถในการบริหารจัดการ การวางยุทธศาสตร์ การสร้างคุณค่ามูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ ย่อมสามารถคัดเลือกคุณภาพของผู้เล่นที่ดีออกจากผู้เล่นที่ไม่ดี ดังนั้น สังคมจะได้ประโยชน์จากการจัดสรรนี้ แม้ในระยะสั้นอาจต้องเผชิญความเจ็บปวดบ้างก็ตาม

      แนวคิดนี้อาจคล้าย “เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค” แต่ความต่างคือ ในอดีตนั้น เศรษฐกิจมีความสามารถในการปรับตัวช้า ดังนั้น หากปล่อยให้กลไกตลาดปรับสมดุลระหว่างผู้แพ้ที่มีประสิทธิภาพต่ำไปสู่ผู้ชนะ ที่มีประสิทธิภาพสูงผลกระทบต่อประชาชนย่อมขยายไปในวงกว้าง แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยข่าวสารที่รวดเร็วฉับไว ทำให้การถ่ายโอนสินทรัพย์ การสร้างระบบบริหารจัดการใหม่ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อสังคมจึงลดลง ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลยังดำเนินการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจเพื่อผ่อนคล้ายวิกฤตได้อย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าเดิม อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่าน มา ที่สำคัญ การแทรกแซงนั้นมีความรวดเร็วกว่าในอดีตมากมาย ดังจะเห็นได้จากบทบาทของFedหรือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เทียบได้กับ แบงค์ชาติของไทย) ที่มีต่อวิกฤตซับไพร์ม ซึ่งหากเดินเกมส์ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาล แต่ การที่ Fed จะทำเช่นนี้ได้ จะต้องมีระบบข้อมูลที่ดี มีความเข้าใจในกลไกอันซับซ้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ทำให้ Fed สามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่นี้ได้

      สำหรับประเทศไทย ภายหลังวิกฤต 2540 แม้จะมีการโจมตีถึงระบบทุนนิยมพวกพ้อง จนถึงความผิดพลาดของ IMF แต่กระนั้น เศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด จนบางคนรู้สึกว่าประเทศไทยเสียหายไม่มากนัก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสินทรัพย์ได้รับการถ่ายโอนไปสู่ผู้เล่นรายใหม่อย่างรวดเร็ว มีการเติบโตของธุรกิจ SMEs มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ซึ่งบางคนอาจมองโลกในแง่ร้ายว่า โดนต่างชาติซื้อกิจการไปหมดสิ้นแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ชาวต่างชาติย่อมฉลาดพอที่จะไม่เข้าแทรกแซงการดำเนินงาน จนได้รับการต่อต้านขนานใหญ่จากประชาชน และตราบใดที่ธุรกิจไทยยังคงดำเนินไปด้วยดี ต่างชาติกลับต้องนำความรู้และเทคโนโลยีมาสนับสนุนธุรกิจที่ตนซื้อเข้ามา เพื่อให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการชั้นเลิศ อันจะนำไปสู่ผลกำไรให้กับตนเองที่ได้เข้ามาถือหุ้นในกิจการนั้น และแน่นอนว่า คนไทยจำนวนมากย่อมได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะธุรกิจธนาคารและธุรกิจอื่นที่ต่างชาติได้เข้ามาช่วยปรับปรุงนั้น สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหลายได้ดีกว่าเดิม ยังไม่นับผลตอบแทนที่คนไทยได้รับผ่านการจ้างงานและการเข้าร่วมลงทุนในบริษัท เหล่านั้น
ในโลกอันสลับซับซ้อน กฏการคัดเลือกทางธรรมชาตินั้น ย่อมไม่ใช่เพียงความสามารถในเชิงการต่อสู้ และพัฒนาคุณภาพในตัวเองเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นปรับตัว หรือแม้กระทั่งโชคชะตาซึ่งอาจช่วยเหลือได้บ้างในระยะสั้น สำหรับ วิกฤตซับไพร์มครั้งนี้ ประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบทางตรงไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะความเจ็บปวดจากวิกฤตในปี 2540 ยังคงติดตรึงในความทรงจำ ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายมีความระมัดระวังตรวจสอบในเรื่องการลงทุนเป็น พิเศษ หรือบางที เราอาจไม่เก่งกาจเพียงพอที่จะเข้าใจสมการอันซับซ้อนของซับไพร์ม จึงไม่ได้เข้าไปร่วมลงทุนในตราสารชนิดนี้ ที่สำคัญ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองเราประสบปัญหาทางการเมือง ทำให้นักธุรกิจยังไม่กล้าขยับขยายการลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าจะเป็นข้อเสียจึงกลับกลายเป็นข้อดีได้อย่างเหลือเชื่อ ประเทศไทยจึงรอดตัวจากวิกฤตนี้มาได้อย่างหวุดหวิด

      แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ การแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤต ที่เหล่าประเทศมหาอำนาจกำลังประสบภาวะล่มสลาย ถ้าหากไทยฉกฉวยประโยชน์ในช่วงนี้ไม่ได้ ย่อมจะนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ในอนาคต เมื่อมหาอำนาจทั้งหลายฟื้นตัวและกลับมาครอบครองสนามแข่งขันทางธุรกิจในอีก วาระหนึ่ง ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ คือ ประเทศจีน ซึ่งเผชิญวิกฤตมากมายรุมเร้าอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความยืดหยุ่นในการปรับตัว จึงสามารถรักษาความสงบสุขในสังคมได้อย่างยาวนาน ไม่แตกสลายล่มจมเหมือนชาวโรมัน ซึ่งแม้จะสร้างอารยธรรมยิ่งใหญ่ไว้มากมาย แต่กลับต้องประสบภาวะบ้านเมืองแตกสลายนานนับพันปี อย่างไรก็ตาม ชาวจีนกลับไม่สามารถฉกฉวยประโยชน์จากการเป็นอารยธรรมที่อยู่รอดปลอดภัยมาใช้ ในการพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวกระโดดจนชาติเพื่อนบ้านที่ล่มสลายไม่มีวันตาม ทันได้ ในที่สุด เมื่อชาวยุโรปได้ฟื้นฟูตนเองขึ้นมา หยิบยืมความรู้จากชาวกรีก-โรมัน พัฒนาปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ชาวจีนที่เคยภูมิใจในอารยธรรมที่ต่อเนื่องยาวนานนับพันปีของตน ก็กลับต้องยอมสยบภายใต้แสนยานุภาพทั้งทางการทหารและเศรษฐกิจของชาติตะวันตก นานนับร้อยปี ก่อนที่จะยืนหยัดพัฒนาตนเองจนทัดเทียมผู้อื่นได้ในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาต้นทุนความเจ็บปวดที่ไม่รู้จักฉกฉวยประโยชน์ พัฒนาตนเองให้เติบโตแข็งแกร่ง ย่อมมีราคาที่สูงยิ่งนัก



ความล่มสลายของระบบทุนนิยมโลก ? ตอนที่ 1 (ตีพิมพ์ใน “มติชน” สุดสัปดาห์) | Siam Intelligence Unit

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Tulip Mania “สบู่ฟองแรก” ของทุนนิยม : ธนาวรรณ อยู่ประยงค์ (MBA Magazine)

Tulip Mania “สบู่ฟองแรก” ของทุนนิยม : ธนาวรรณ อยู่ประยงค์ (MBA Magazine)

Tulip Mania “สบู่ฟองแรก” ของทุนนิยม : ธนาวรรณ อยู่ประยงค์ (MBA Magazine)

กรณีประวัติศาสตร์ที่ MBA ภูมิใจนำเสนอ เพื่อศึกษาพฤติกรรมความตื่นตระหนก (panic) ของมนุษย์ และเบื้องหลังพฤติกรรมอันชาญฉลาดของนักเก็งกำไรที่ฉกฉวยโอกาสทองเพื่อหวัง ปั่นราคาให้สูงเกินความเป็นจริง โดยผู้คนส่วนใหญ่ร่วมเห็นดีเห็นงามกับการเก็งกำไรจนโดดเข้าเล่นด้วย และเกิดภาวะฟองสบู่ (asset bubble)
.
“สบู่” ฟองแรกของทุนนิยม ครั้งหนึ่ง อลัน กรีนสแปน เคยแสดงความเห็นไว้ว่า การพุ่งขึ้นของดัชนีดาวน์สโจนส์เมื่อเดือนธันวาคมปี 1996 ซึ่งแตะที่ระดับ 6500 ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีนักและเกินความจริง เพราะเขารู้ว่าระดับไหนเป็นระดับที่มันสมควรจะเป็น
.
อลัน กรีนสแปน เลยบอกให้ฟังว่า การพุ่งทะยานของตลาดหุ้นครั้งนั้นอาจเป็น “irrationality afoot” ก็ได้ จากนั้นอีก 3 ปีให้หลัง ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอีก 50% ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1999 อลัน กรีนสแปน ได้รับคำถามเช่นเดียวกันอีกว่า “การที่หุ้นพุ่งขึ้นมาแบบนี้ยังคงเป็น “irrational exuberance” อยู่อีกหรือไม่” คำตอบที่ได้รับจากท่านผู้เฒ่าท่านนี้คือ “บางอย่างคุณเองก็น่าจะรู้ได้หลังจากความจริงปรากฏ”
.
นัยของอลัน กรีนสแปน กำลังจะบอกให้รู้ว่า รอสักแป๊บ เดี๋ยวก็รู้เองว่าตอนจบเป็นยังไง มันจะสร้างความวุ่นวายอย่างไร อะไรทำนองนั้น
.
เหตุการณ์การพังทลายที่ เกิดขึ้นหลายครั้งมีสาเหตุมาจากการที่ผู้คนมักจะแห่ทำอะไรตามๆกัน และเข้าร่วมลงแข่งในสนามเดียวกัน จนท้ายที่สุดแล้ว ผลที่ออกมาก็ไม่ได้มีผู้ชนะ กลับกลายเป็นว่าแต่ละคนก็ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า
.
เหมือนอย่างกรณีความคลั่งของชาวดัชต์ในศตวรรษที่ 17 ที่ชนทุกชั้นโดดเข้าสู่ตลาดเก็งกำไรดอกทิวลิปกันเป็นทิวแถว ใน The Dutch Tulip Mania จนนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ
.
ทิวลิป : ดอกไม้แห่งสัญญะ
.
.
ปฐมบทแรกของ ดอกทิวลิป เกิดขึ้นที่ประเทศตุรกี เมื่อมีการนำดอกทิวลิปเข้ามาในยุโรปจากจักรวรรดิออตโตมัน กลายมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในเนเธอร์แลนด์ ความชื่นชอบดอกไม้ นี้เป็นพิเศษจากผู้หลงใหล (fancier of the flower) ทำให้ทิวลิปได้รับการยกระดับให้เป็นดอกไม้ที่แสดงถึงความมั่งคั่ง ความสวยงาม และอำนาจ
.
โดยเฉพาะเมื่อใดที่ทิวลิปถูกนำไปปลูกไว้ในสวน ค่าความสวยงามของสวนดูดี มีสไตล์เพิ่มขึ้นทันตา ไม่เพียงเท่านั้น แฟชั่นจากดอกทิวลิปแสดงผ่านให้เห็นเครื่องแต่งกายของสุภาพสตรี โดยเฉพาะสุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสที่นิยมนำดอกทิวลิปมาประดับบนปกเสื้อคลุมเพื่อ บ่งบอกถึงความมีรสนิยม ส่วนชายใดก็ตามที่คิดจะจีบหญิงงาม ก็จะนำดอกทิวลิปไปมอบให้ มันจึงบ่งบอกสถานภาพทางสังคม และความร่ำรวยของผู้ให้ในยุคนั้นเอง
.
สภาพการเมืองและเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ก็กำลังพีคสุด ขีดช่วยปลุกให้เกิดการแสวงหาสิ่งของหายาก เพราะอำนาจทางการเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอิงอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศ สังคมของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่เป็นสังคมเมือง โดยมีอุตสาหกรรมรองรับ ทั้งการค้า การเงิน การลงทุน
.
สภาพภูมิประเทศของเนเธอร์แลนด์มีชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่การเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมกับการพัฒนาระบบการเงิน กรุงอัมสเตอร์ดัมเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ตลาดสินเชื่อขนาดใหญ่และเป็นเมืองศูนย์กลางในการปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศ อื่นๆ ระบบการเงินได้รับการพัฒนาให้โตตามความเจริญของเมือง ตลาดหุ้นยุคแรกก็เกิดขึ้นที่นั่น
.
.
Tulip Bubble
.
ความคลั่งไคล้ดอกทิวลิปเริ่มขึ้นจากพวกมือสมัครเล่นหัว ใสที่คิดจะเก็งกำไรหัวทิวลิป โดยในปี 1636 เริ่มมีการนำทิวลิปเข้ามาค้าขายในตลาดหลักทรัพย์ตามเมืองต่างๆ เช่น Rotterdam,Harlaem, Leyden, Alkmar, Hoorn มีการขโมยหัวทิวลิปกันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้เกิดการเก็งกำไรหัวทิวลิปขึ้นเป็นครั้งแรก ตลอดจนมีการพนันขันต่อกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนพวกนายหน้าหรือโบรกเกอร์ (tulip-jobber) ก็คาดเดากันไปต่างๆนานาว่า จะมีการเก็งราคาเพิ่มขึ้นไปอีก และกักตุนดอกทิวลิปอย่างกว้างขวาง โดยซื้อเมื่อราคาลดลง และขายออกไปเมื่อราคาเพิ่มขึ้น (ซื้อถูก ขายแพง)
.
ชาวดัชต์ต่างหันมาปลูก ทิวลิป ละทิ้งผลผลิตทางการเกษตร แข่งกันปลูกแข่งกันขาย เพราะเห็นช่องทางรวย เพื่อนบ้านปลูกแล้วรวยขึ้นมาทันทีจึงเอาอย่างบ้าง ผู้คนต่างทยอยมุ่งหน้าสู่ตลาดดอกทิวลิป เหมือนกับแมลงวันตอมน้ำผึ้ง โดยไม่ได้นึกถึงปลายทางสุดท้ายว่าจะลงเอยอย่างไร ทุกคนจินตนาการถึงความมีเสน่ห์ ความหลงใหลของดอกทิวลิปที่จะคงอยู่ไปชั่วกาลนาน ขณะที่คนอีกฟากหนึ่งก็เดินทางเข้ามาเนเธอร์แลนด์ เพื่อหวังซื้อหัวทิวลิปแล้วนำกลับไปปลูกโดยยอมจ่ายเงินในราคาที่แพงลิบลิ่ว
.
The Tulip Speculators
.
ปรากฏการณ์ “Tulipmania” เกิดจากความคลั่งไคล้ระคนความบ้าคลั่งของคนที่คิดหวังจะกอบโกยจากการเก็งกำไรดอกทิวลิปตั้งแต่หัวยังอยู่ในดิน คิดดูเอาเองก็แล้วกันว่า หัวทิวลิปพันธุ์ Semper Augustus ซึ่งเป็นพันธุ์ดีเหมาะแก่การนำมาแตกหน่อเพื่อให้ได้ดอกทิวลิปที่สวยงาม มีราคาสูงจากการเก็งกำไรถึง 5,500 เหรียญกิลเดอร์ (ค่าเงินสกุลเนเธอร์แลนด์ในช่วงนั้น 1 เหรียญกิลเดอร์ มีค่าเท่ากับ 100 เซนต์)
.
คนยอมที่จะแลกสินค้ามากมายกับหัวทิวลิปเพียงหัวเดียว ที่มีราคาถึง 2,500 เหรียญกิลเดอร์ อย่างการเอาข้าวสาลี ข้าวไรส์สี วัวอ้วน หมูหลายตัว เนย แม้กระทั่งเสื้อผ้า นำมาแลกกับหัวทิวลิป 1 หัว ประกอบกับความต้องการหัวทิวลิปที่เพิ่มขึ้นในฝรั่งเศส จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดขายหัวทิวลิปมากยิ่งขึ้น เอาแค่ว่าดอกทิวลิปหักๆ ยังขายได้ในราคา 1,000 เหรียญกิลเดอร์ ก็มีให้เห็น
.
ขณะที่ระบบการเงินและ ตลาดทุนที่พัฒนาไปไกลของเนเธอร์แลนด์ ช่วยเอื้อต่อตลาดการซื้อขายล่วงหน้า หรือการเข้าไปเก็งกำไร ลงทุนซื้อขายดอกทิวลิปในขณะที่ยังไม่มีสินค้าอยู่ในมือ (อย่าลืมว่าช่วงนั้นเนเธอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางทางการเงิน และการปล่อยเงินกู้ เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ตลาดค้าดอกทิวลิปจึงเติบโตอย่างมาก) และการค้าขายหัวทิวลิปไม่ได้มีลักษณะใครอยากขายก็ขาย ใครอยากซื้อก็ซื้อกันอย่างสะเปะสะปะ แต่ต้องมีการกำหนดลักษณะของการค้าขายขึ้นมาโดยเป็นการซื้อขายสัญญามาตรฐาน ล่วงหน้า เพื่อจับจองหัวทิวลิปตั้งแต่ยังไม่โผล่พ้นดิน
.
รูปแบบของตลาดซื้อขายล่วงหน้าพัฒนาขึ้นมาในปี 1636 มีการพบปะกันในกลุ่มผู้ค้าหัวทิวลิปมากขึ้น จนเกิดเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “Colleges” ซึ่งแต่ละคนต้องทำตามกฎระเบียบ การซื้อขายดอกทิวลิปจะเริ่มกันตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน เพราะช่วงนั้นหน่อเล็กๆจะแตกขึ้นมา ผู้ซื้อและผู้ขายก็จะลงนามซื้อขายล่วงหน้าและระบุวันเวลาที่แน่ชัดในการมา รับหัวทิวลิป ถึงขนาดมีการแบ่งแยกหัวดอกทิวลิปและตลาดค้าดอกทิวลิปกันอย่างชัดเจน
.
การซื้อขายกลางอากาศนี้ เอง เมื่อระดับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนเริ่มรู้สึกว่า “เหลือเชื่อ” มันก็เลยกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาและเป็นจุดจบของความบ้าคลั่ง ดอกทิวลิป เสมือนหนึ่ง “ฟองสบู่แตก”
.
เพราะการซื้อขายล่วงหน้ากลับกลายเป็นว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ตลาดไม่ได้รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ชาวดัชต์ก็ไม่ได้เตรียมเผื่อใจไว้ว่า ในปีนั้นพืชผลทางการเกษตรอาจจะตกต่ำหรือว่าฝนตกมากทำให้หัวทิวลิปที่เพาะไว้ เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เล็กไป ใหญ่ไป ไม่ได้คุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ การซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายที่มีลักษณะเป็นการสร้างดีมานด์และ ซัพพลายเทียม หรือคล้ายๆกับเป็นการซื้อขายที่ยังไม่มีสินค้ามาค้ำประกัน
.
ปิดฉากตำนาน Tulip Mania
.
ความบ้าคลั่งดอกทิวลิป เป็นอันต้องล่มสลายลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1637 เพียง 1 ปีให้หลัง วันนั้นเป็นวันที่ดอกทิวลิปมีราคาสูงสุด หัวทิวลิป 40 หัว ขายในราคาถึง 100,000 กิลเดอร์ ตกหัวละ 2,500 กิลเดอร์ ในวันเดียวกัน ราคาดอกหนึ่งมีหลายราคา แล้วก็ร่วงหล่น ความมั่นใจของคนซื้อถูกทำลายจนหมดสิ้น เกิดความตื่นตระหนก
.
.
เช่น ดีลเลอร์ A ลงความเห็นกันว่าให้ซื้อ Semper Augustus 10 หัว จาก B ในราคาหัวละ 4,000 เหรียญกิลเดอร์ จากนั้นอีก 6 สัปดาห์ต่อมา หลังเซ็นสัญญา B ก็ได้หัวดอกไม้ตามเวลาที่นัดหมายกันไว้ แต่ราคาตกลงไปอยู่ที่ 300-400 เหรียญกิลเดอร์ และดีลเลอร์  A ก็ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินส่วนที่หายไป และไม่มีใครรับคืน มีพวกผิดนัดชำระหนี้ทั่วประเทศ การเสนอราคาขายเพียง 1 ใน 3 ก็ยังแทบจะไม่มีคนซื้อ
.
ความพยายามที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหา เห็นได้จากการเรียกประชุมกันในกลุ่มผู้ที่มีดอกทิวลิปว่าจะหามาตรการใดที่จะ พยุงระบบการเงินเอาไว้ได้ และก็เห็นด้วยว่าควรจะให้รัฐช่วยเหลือกับหายนะครั้งนี้ แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธที่จะเข้ามาแทรกแซง
.
วันที่ 27 เมษายน 1637 ท้ายที่สุดแล้ว The States of Holland ได้ตัดสินใจระงับการซื้อขายสัญญาชั่วคราว โดยให้ผู้ขายที่มีหัวทิวลิปได้รับสิทธิในสัญญาการขายหัวทิวลิปช่วงระหว่าง การระงับสัญญา ส่วนผู้ซื้อก็ต้องยอมรับสัญญาและความต่างของราคาซื้อระหว่างราคาตลาดจริงกับ ราคาในช่วงที่ได้ทำสัญญาไปแล้ว แสดงว่าความล่มสลายของตลาดทิวลิปที่เกิดขึ้น
.
แม้ว่ารัฐจะเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้มีการใส่เข้าไปในระบบอย่างเพียงพอเหมือนกับวิกฤติครั้งหลังๆมา นี้ ทำให้ราคาทิวลิปลดฮวบอย่างถาวร เป็นการ Wipe-out ความมั่งคั่งของสังคมทุนนิยม ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
.
ปรากฏการณ์นี้ สามารถนำมาเป็นบทเรียนสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่มักจะทำอะไรที่ เหมือนกัน พฤติกรรมในการมุ่งแสวงหาทรัพย์ นักลงทุนที่เหมือนจะฉลาดแต่เอาเข้าจริงแล้ว กลับมีพฤติกรรมที่ดูขาดเขลา ไร้เหตุผล โดยกระโจนเข้าไปลงทุนเพราะเลียนแบบ เห็นว่าคนอื่นก็ลงทุนและทำเงินได้ดี
.
ในที่สุดแล้วผู้คนเหล่านั้นก็ลงทุนไปกับเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับของ สิ่งเดียว ซึ่งจริงๆแล้ว ตัวมันไม่ได้ควรค่าอะไรเลย คล้ายกับการลงทุนในหัวทิวลิปที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่าง หรือแม้กระทั่งการแห่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว กำลังจะล้มละลาย เมื่อกลับมาบ้านอีกทีก็พบว่าพันธบัตรรัฐบาลนั้น มีค่าแค่กระดาษแผ่นเดียว (เมื่อค่าเงินลดลง)
.
ควรพิจารณาให้ดีว่าการทำตามกันนั้นเป็น การเก็งกำไร การเซฟ หรือการลงทุน ที่จะสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงหรือไม่
.
“When everyone rushes in the same direction, it is hard for financial speculators to stand aside and recall the lessons of past stampedes”
.
.
Tulip Mania “สบู่” ฟองแรกของทุนนิยม
.
ธนาวรรณ อยู่ประยงค์
อ้างอิง: http://www.sarut-homesite