head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"AEC" กับโอกาสในอุตสาหกรรมอาหาร

ที่มาhttp://www.smi.or.th/index.php/sample-sites-10/sample-sites-10/563-2013-03-04-08-00-23
ผู้ อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตา ว่าเราจะมีการเปิดเสรีอาเซียน หรือ AEC กันในปี 2558 และหลายท่านคงเคยเข้าร่วมประชุม หรือติดตามรายงานการเตรียมความพร้อมในการเปิด AEC กันอยู่เนือง ๆ

แต่ผมเชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการอีก

หลายท่านที่ยังมีคำถามค้างคาใจในอุตสาหกรรมที่ตนประกอบการอยู่ ว่าจะได้เปรียบ เสียเปรียบ หรือต้องปรับตัว

อย่างไรกับเรื่องนี้แน่นอนว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีความพร้อม มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบ

แตกต่างกัน การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ AEC ของแต่ละอุตสาหกรรมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ข้อ สรุปที่เป็นภาพรวมอาจจะยังไม่เป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการเห็นภาพมากนัก จึงอาจเหมาะสมกว่าที่การเตรียมความพร้อมควรดำเนินการในลักษณะ Cluster ซึ่งลองมาดูอุตสาหกรรมอาหารที่คิดว่า

น่าจะมีโอกาสมากกันก่อน

อุตสาหกรรม อาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ปี 2011 มีการขยายตัวก้าวกระโดดถึง 20% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบการส่งออกรวมขยายตัวในระดับ 15.9% โดยปีหนึ่งประเทศไทยส่งออกอาหารกว่า 33 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 14.2 ของการส่งออกทั้งหมด

เนื่อง จากอุปนิสัยการบริโภคอาหารของคนในโลกไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่ประเทศไหนรับประทานขนมปัง ก็รับประทานกันแต่ขนมปัง ประเทศไหน

รับประทานข้าว ก็รับประทานกันแต่ข้าว

ดังนั้น ฐานลูกค้าของเราที่ส่งออกไปยังประเทศท็อปเทน (Top 10) จึงไม่เปลี่ยนแปลง

กี่ปีก็ยังคงเป็นประเทศเดิม ๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีประเทศในอาเซียน + 3 รวม 6 ประเทศ รวมฐานประชากรลูกค้าเรา

เฉพาะ กลุ่มนี้ราว 1,805 ล้านคนเข้าไปแล้ว และเนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ 80% ของวัตถุดิบที่ผลิตอาหารใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ แต่เราทราบกันดีว่าถ้าหากขายในรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร จะได้ราคาที่ไม่ดีนัก แถมตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุหีบห่อของไทยขยายตัวเพื่อรองรับมาอย่างต่อ เนื่อง (ตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุอาหาร หรือ Food processing and packaging equipment : FPPE ของไทยโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ตั้งแต่ปี 1999 โดยในปี 2011 มีมูลค่าการค้า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 61.0%)

จึงเป็นการได้เปรียบที่ประเทศไทยจะมุ่งเน้นในอุตสาหกรรม อาหารแปรรูป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดมูลค่าสินค้าเกษตรที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี

หาก เปิด AEC แล้ว เราจะมีโอกาสมากในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat Food : RTE) โดยสถาบันอาหารคาดการณ์ว่าการเปิด AEC จะช่วยให้ฐานลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 600 ล้านคน นอกเหนือจากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ เรายังมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอีกด้วย

หากไล่ดูทีละประเทศ ไทยเรามีโอกาสอย่างไร ?

เริ่ม ที่ประเทศเวียดนาม มูลค่า Chilled Ready Meals โต 108.8% ใน 5 ปี ตามการพัฒนาของอุตสาหกรรมค้าปลีก : มูลค่า RTE ที่ประเทศเวียดนาม ปี 2011 โต 14.9% โดย RTE แบบกระป๋องเป็น

ที่นิยมที่สุด โดยมีสัดส่วนราว 80% ของ RTE ทั้งหมด แต่หากพิจารณา RTE ประเภท Chilled Pizza, Dinner Mixes, Frozen Pizza, Frozen Ready Meals และ Prepared Salads ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องจัดจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ซึ่งมีตู้เย็นหรือห้องเย็นที่

ทันสมัยในการเก็บรักษา

เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ พบว่า RTE เหล่านี้ไม่มีส่วนแบ่งตลาดเลยในประเทศเวียดนาม ในขณะที่มีเพียง Chilled Ready Meals ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงราว 10.6% แต่หากมีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง 108.8% ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี 2006-2011) (เฉลี่ยปีละ 21.8%) ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 23.4% เป็น 54.0% หรือเพิ่มขึ้น 130.8% (เฉลี่ยปีละ 26.2%) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของร้านโชห่วย (Small Grocery) ลดลง -21.6% และ Non-Grocery Retailers ลดลง -76.6%

ประเทศ เวียดนาม มีผู้ประกอบการ RTE รายใหญ่เพียง 2 ราย ยังมีโอกาสในการเปิดตลาด : นอกจาก Vissan Co.,Ltd และ Hanlong Canned Food JSC ที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่มั่นคงในระดับรวมราว 55.3% แล้ว ผู้ประกอบการรายอื่นจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่สินค้าไม่เป็นที่นิยมมาก นัก (ส่วนแบ่งการตลาดน้อยอย่างสม่ำเสมอ)

การบุกตลาดเวียดนามโดย เฉพาะ RTE ประเภทที่ต้องพึ่งพิงการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ประเภทที่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นของคอนวีเนี่ยนสโตร์ จึงอาจจะยังมีโอกาสอยู่อีกมาก

ต่อมาคือประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง ขยายตัว

ก้าว กระโดด 74.2% ใน 5 ปี : ต่างกับเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซียเขาฮิต RTE แบบแห้ง มูลค่าตลาด RTE ในอินโดนีเซียขยายตัว 38.4% ในช่วง 5 ปี (ปี 2005-2010) โดยอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง (Dried Ready Meals) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปและพาสต้า

กึ่งสำเร็จรูป มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

โดย ในช่วงดังกล่าว มูลค่า RTE แบบแห้งขยายตัว 74.2% ในขณะที่ RTE แบบกระป๋องขยายตัว 7.0% แต่หาก Frozen Pizza จากที่เคยมีส่วนแบ่งในมูลค่าตลาด RTE 2.6% กลับกลายเป็นไม่เหลือส่วนแบ่งในตลาดเลยตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

ประเทศ อินโดนีเซียมีผู้ประกอบการ RTE เพียง 3 ราย กินส่วนแบ่งตลาด 83.1% ขายผลิตภัณฑ์ในวงแคบ : Canning Foods Indonesia PT, SimbaIndosnack Makmur PT และ Indofood Sukses Makmur Tbk PT เป็น 3 ผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2009 มีส่วนแบ่งตลาดอยู่

ในระดับ 83.1% ของมูลค่าขายปลีกในตลาด RTE โดยผลิตภัณฑ์จะมีเพียง RTE แบบกระป๋องและแบบแห้งเท่านั้น

จึง อาจจะยังเป็นโอกาสของไทยที่จะไปเปิดตลาดในผลิตภัณฑ์ RTE ประเภทอื่น ซึ่งการเปิดตลาดในอินโดนีเซียจำเป็นต้องคำนึงถึงการปรุงอาหารตามหลักศาสนา อิสลามเป็นสำคัญ

ประเทศสิงคโปร์บริโภคอาหารกระป๋องราคาสูง ส่วนแบ่งการตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ คงไม่น่าแปลกใจที่คนในประเทศที่ร่ำรวยอย่าง

สิงคโปร์จะบริโภคของแพง

แม้ปริมาณอาหาร RTE ในสิงคโปร์โต

ไม่ มาก คือโตเพียงร้อยละ 2.1% ในปี 2010 แต่หากมูลค่าอาหาร RTE โต 2.6% โดยคนสิงคโปร์บริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 7,129 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่อินโดนีเซียบริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 เพิ่มขึ้นจาก 3,630

รูเปียห์ต่อตัน ในปี 2007

โดย ในประเทศสิงคโปร์อาหาร RTE แบบกระป๋องมีสัดส่วนถึง 90.7% และอาหาร RTE ประเภทแช่แข็งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหาร Italian และ Western โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนการบริโภค 46.0% และ 27.5% ของอาหารแช่แข็งทั้งหมด ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ RTE ในประเทศสิงคโปร์มีหลากหลาย ส่วนแบ่งตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาด โดย Xiamen Jiahua Import & Export Trading Co.,Ltd เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีสัดส่วนการตลาดในช่วง 5 ปี สูงสุดในปี 2006 ที่ 23.2% และต่ำสุดในปี 2008 ที่ 16.2%

ประเทศ คู่แข่ง ซึ่งก็คือประเทศพม่า ยังไม่น่ากลัวนัก โอกาสในอุตสาหกรรม RTE ของไทยเราในอาเซียนมีมากจริง ๆ แต่หลายคนคงอดห่วงคู่แข่งอย่างประเทศพม่า ที่มีค่าแรงถูกแล้วกำลังจะเปิดประเทศไม่ได้

แม้แรงงานพม่าจะมีราคา ถูกและมีประชากรวัยแรงงานที่อายุไม่มากอยู่จำนวนมาก แต่ปัจจุบันยังขาดซึ่งเทคโนโลยีในการผลิตและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เพียง พอ

โดย 75% ของประชากรทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ น้ำประปายังมีราคาสูง ไม่มีระบบการระบายน้ำ หรือการกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ดี พม่าจึงนับเป็นคู่แข่งที่ไม่น่ากลัวนัก (แต่เราก็ประมาทไม่ได้)

นั่น เป็นส่วนของโอกาสครับ...แต่ละประเทศก็มีโอกาสในตลาด RTE ที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าหนทาง RTE ของไทยใน AEC คงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครั้งหน้า

มาดูกันว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะไขว่คว้าโอกาสทองนี้ไว้

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

"AEC" กับโอกาสในอุตสาหกรรมอาหาร


ที่มา http://www.smi.or.th/index.php/sample-sites-10
 
ผู้ อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตา ว่าเราจะมีการเปิดเสรีอาเซียน หรือ AEC กันในปี 2558 และหลายท่านคงเคยเข้าร่วมประชุม หรือติดตามรายงานการเตรียมความพร้อมในการเปิด AEC กันอยู่เนือง ๆ

แต่ผมเชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการอีก

หลายท่านที่ยังมีคำถามค้างคาใจในอุตสาหกรรมที่ตนประกอบการอยู่ ว่าจะได้เปรียบ เสียเปรียบ หรือต้องปรับตัว

อย่างไรกับเรื่องนี้แน่นอนว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีความพร้อม มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบ

แตกต่างกัน การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ AEC ของแต่ละอุตสาหกรรมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ข้อ สรุปที่เป็นภาพรวมอาจจะยังไม่เป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการเห็นภาพมากนัก จึงอาจเหมาะสมกว่าที่การเตรียมความพร้อมควรดำเนินการในลักษณะ Cluster ซึ่งลองมาดูอุตสาหกรรมอาหารที่คิดว่า

น่าจะมีโอกาสมากกันก่อน

อุตสาหกรรม อาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ปี 2011 มีการขยายตัวก้าวกระโดดถึง 20% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบการส่งออกรวมขยายตัวในระดับ 15.9% โดยปีหนึ่งประเทศไทยส่งออกอาหารกว่า 33 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 14.2 ของการส่งออกทั้งหมด

เนื่อง จากอุปนิสัยการบริโภคอาหารของคนในโลกไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่ประเทศไหนรับประทานขนมปัง ก็รับประทานกันแต่ขนมปัง ประเทศไหน

รับประทานข้าว ก็รับประทานกันแต่ข้าว

ดังนั้น ฐานลูกค้าของเราที่ส่งออกไปยังประเทศท็อปเทน (Top 10) จึงไม่เปลี่ยนแปลง

กี่ปีก็ยังคงเป็นประเทศเดิม ๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีประเทศในอาเซียน + 3 รวม 6 ประเทศ รวมฐานประชากรลูกค้าเรา

เฉพาะ กลุ่มนี้ราว 1,805 ล้านคนเข้าไปแล้ว และเนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ 80% ของวัตถุดิบที่ผลิตอาหารใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ แต่เราทราบกันดีว่าถ้าหากขายในรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร จะได้ราคาที่ไม่ดีนัก แถมตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุหีบห่อของไทยขยายตัวเพื่อรองรับมาอย่างต่อ เนื่อง (ตลาดอุปกรณ์แปรรูปและบรรจุอาหาร หรือ Food processing and packaging equipment : FPPE ของไทยโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ตั้งแต่ปี 1999 โดยในปี 2011 มีมูลค่าการค้า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 61.0%)

จึงเป็นการได้เปรียบที่ประเทศไทยจะมุ่งเน้นในอุตสาหกรรม อาหารแปรรูป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดมูลค่าสินค้าเกษตรที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี

หาก เปิด AEC แล้ว เราจะมีโอกาสมากในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat Food : RTE) โดยสถาบันอาหารคาดการณ์ว่าการเปิด AEC จะช่วยให้ฐานลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 600 ล้านคน นอกเหนือจากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ เรายังมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอีกด้วย

หากไล่ดูทีละประเทศ ไทยเรามีโอกาสอย่างไร ?

เริ่ม ที่ประเทศเวียดนาม มูลค่า Chilled Ready Meals โต 108.8% ใน 5 ปี ตามการพัฒนาของอุตสาหกรรมค้าปลีก : มูลค่า RTE ที่ประเทศเวียดนาม ปี 2011 โต 14.9% โดย RTE แบบกระป๋องเป็น

ที่นิยมที่สุด โดยมีสัดส่วนราว 80% ของ RTE ทั้งหมด แต่หากพิจารณา RTE ประเภท Chilled Pizza, Dinner Mixes, Frozen Pizza, Frozen Ready Meals และ Prepared Salads ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องจัดจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ซึ่งมีตู้เย็นหรือห้องเย็นที่

ทันสมัยในการเก็บรักษา

เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ พบว่า RTE เหล่านี้ไม่มีส่วนแบ่งตลาดเลยในประเทศเวียดนาม ในขณะที่มีเพียง Chilled Ready Meals ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงราว 10.6% แต่หากมีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง 108.8% ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี 2006-2011) (เฉลี่ยปีละ 21.8%) ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 23.4% เป็น 54.0% หรือเพิ่มขึ้น 130.8% (เฉลี่ยปีละ 26.2%) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของร้านโชห่วย (Small Grocery) ลดลง -21.6% และ Non-Grocery Retailers ลดลง -76.6%

ประเทศ เวียดนาม มีผู้ประกอบการ RTE รายใหญ่เพียง 2 ราย ยังมีโอกาสในการเปิดตลาด : นอกจาก Vissan Co.,Ltd และ Hanlong Canned Food JSC ที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่มั่นคงในระดับรวมราว 55.3% แล้ว ผู้ประกอบการรายอื่นจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่สินค้าไม่เป็นที่นิยมมาก นัก (ส่วนแบ่งการตลาดน้อยอย่างสม่ำเสมอ)

การบุกตลาดเวียดนามโดย เฉพาะ RTE ประเภทที่ต้องพึ่งพิงการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ประเภทที่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นของคอนวีเนี่ยนสโตร์ จึงอาจจะยังมีโอกาสอยู่อีกมาก

ต่อมาคือประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง ขยายตัว

ก้าว กระโดด 74.2% ใน 5 ปี : ต่างกับเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซียเขาฮิต RTE แบบแห้ง มูลค่าตลาด RTE ในอินโดนีเซียขยายตัว 38.4% ในช่วง 5 ปี (ปี 2005-2010) โดยอาหารพร้อมรับประทานแบบแห้ง (Dried Ready Meals) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปและพาสต้า

กึ่งสำเร็จรูป มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

โดย ในช่วงดังกล่าว มูลค่า RTE แบบแห้งขยายตัว 74.2% ในขณะที่ RTE แบบกระป๋องขยายตัว 7.0% แต่หาก Frozen Pizza จากที่เคยมีส่วนแบ่งในมูลค่าตลาด RTE 2.6% กลับกลายเป็นไม่เหลือส่วนแบ่งในตลาดเลยตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

ประเทศ อินโดนีเซียมีผู้ประกอบการ RTE เพียง 3 ราย กินส่วนแบ่งตลาด 83.1% ขายผลิตภัณฑ์ในวงแคบ : Canning Foods Indonesia PT, SimbaIndosnack Makmur PT และ Indofood Sukses Makmur Tbk PT เป็น 3 ผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2009 มีส่วนแบ่งตลาดอยู่

ในระดับ 83.1% ของมูลค่าขายปลีกในตลาด RTE โดยผลิตภัณฑ์จะมีเพียง RTE แบบกระป๋องและแบบแห้งเท่านั้น

จึง อาจจะยังเป็นโอกาสของไทยที่จะไปเปิดตลาดในผลิตภัณฑ์ RTE ประเภทอื่น ซึ่งการเปิดตลาดในอินโดนีเซียจำเป็นต้องคำนึงถึงการปรุงอาหารตามหลักศาสนา อิสลามเป็นสำคัญ

ประเทศสิงคโปร์บริโภคอาหารกระป๋องราคาสูง ส่วนแบ่งการตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ คงไม่น่าแปลกใจที่คนในประเทศที่ร่ำรวยอย่าง

สิงคโปร์จะบริโภคของแพง

แม้ปริมาณอาหาร RTE ในสิงคโปร์โต

ไม่ มาก คือโตเพียงร้อยละ 2.1% ในปี 2010 แต่หากมูลค่าอาหาร RTE โต 2.6% โดยคนสิงคโปร์บริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 7,129 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่อินโดนีเซียบริโภคอาหาร RTE ราคาเฉลี่ยราว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 เพิ่มขึ้นจาก 3,630

รูเปียห์ต่อตัน ในปี 2007

โดย ในประเทศสิงคโปร์อาหาร RTE แบบกระป๋องมีสัดส่วนถึง 90.7% และอาหาร RTE ประเภทแช่แข็งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหาร Italian และ Western โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนการบริโภค 46.0% และ 27.5% ของอาหารแช่แข็งทั้งหมด ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ RTE ในประเทศสิงคโปร์มีหลากหลาย ส่วนแบ่งตลาดไม่แน่นอน แล้วแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาด โดย Xiamen Jiahua Import & Export Trading Co.,Ltd เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีสัดส่วนการตลาดในช่วง 5 ปี สูงสุดในปี 2006 ที่ 23.2% และต่ำสุดในปี 2008 ที่ 16.2%

ประเทศ คู่แข่ง ซึ่งก็คือประเทศพม่า ยังไม่น่ากลัวนัก โอกาสในอุตสาหกรรม RTE ของไทยเราในอาเซียนมีมากจริง ๆ แต่หลายคนคงอดห่วงคู่แข่งอย่างประเทศพม่า ที่มีค่าแรงถูกแล้วกำลังจะเปิดประเทศไม่ได้

แม้แรงงานพม่าจะมีราคา ถูกและมีประชากรวัยแรงงานที่อายุไม่มากอยู่จำนวนมาก แต่ปัจจุบันยังขาดซึ่งเทคโนโลยีในการผลิตและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เพียง พอ

โดย 75% ของประชากรทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ น้ำประปายังมีราคาสูง ไม่มีระบบการระบายน้ำ หรือการกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ดี พม่าจึงนับเป็นคู่แข่งที่ไม่น่ากลัวนัก (แต่เราก็ประมาทไม่ได้)

นั่น เป็นส่วนของโอกาสครับ...แต่ละประเทศก็มีโอกาสในตลาด RTE ที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าหนทาง RTE ของไทยใน AEC คงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครั้งหน้า

มาดูกันว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะไขว่คว้าโอกาสทองนี้ไว้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 3 ภาคอาหาร

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 3 ภาคอาหาร

ที่มาhttp://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011-3.html
ใช่ เราจ่ายค่าอาหารในปีนี้แพงกว่าปีที่แล้วมากทีเดียว

 แต่ ถ้าผมจะบอกว่าประเทศไทยโชคดีกว่าหลายๆ ประเทศ ประชาชนในหลายประเทศต้องจ่ายค่าอาหารแพงขึ้นกว่าที่ประชาชนคนไทยต้องจ่ายมาก คุณจะประหลาดใจไหม?

จากการศึกษาของ FAO  พบว่าราคาอาหารของโลก เดือนมีนาคมปี 2011 แพงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว  ถึงกว่า 37% 

อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะหมวดธัญพืช (cereal / grains ได้แก่ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ฯลฯ) ซึ่งถือเป็นอาหารหลักของคนทั้งโลก จะพบว่า ราคาธัญพืช เดือนมีนาคมปี 2011 แพงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว  ถึงกว่า 60%

จากการศึกษาของ World Bank ได้ประมาณการว่าประชากรโลกกว่า 44 ล้านคน ถูกผลักดันเข้าไปอยู่ในข่ายยากจนสุดๆ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนของปี 2010 http://www.worldbank.org/foodcrisis/food_price_watch_report_feb2011.html

ราคาอาหารที่สูงขึ้นนี้ คนยากจนคือคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ที่ลำบากอยู่แล้วก็ลำบากมากขึ้นอีก


ใน ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ตามจำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณสำรองอาหารของเรากำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม


จะเห็นได้ว่าปริมาณสำรองธัญพืช (Grain / cereal stocks) ลดลงจากปริมาณสำรองไว้ใช้ได้ 3.8 เดือน ใน ปี 2000/2001  เหลือเพียง 2.5 เดือน ในการประมาณการสำหรับปี 2010/2011  


แนวโน้มระยะยาวดูแล้วไม่น่ากังวลไม่น้อย!!

แต่ ปัจจัยกดดันราคา ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการกลับเป็นปัจจัยระยะสั้น โดยเฉพาะภัยพิบัติธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรง ที่เกิดขึ้นมากและรุนแรงในปีที่แล้ว และมีแนวโน้มถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นในปีนี้ จะทำให้ปริมาณผลผลิตในปีนี้ลดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปริมาณสำรองจะถูกใช้มากขึ้นไปอีก และกดดันให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง


สถานการณ์ ภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหาร ของโลก อาจกำลังเริ่มต้นขึ้น !!!
ต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหารทำกำลังดำเนินไปก็ได้
  1. กระทรวงเกษตรฯ ของสหรัฐ คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ ปริมาณสำรองข้าวโพด ของจะลดต่ำสุดในรอบ 15 ปี http://www.cnbc.com/id/41490687
  2. จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ได้ทำให้ผลผลิตข้าวสาลีในฤดูการที่ผ่านมาเสียหายไปทั้งหมด http://www.cnbc.com/id/41046196
  3. UN คาดการณ์ว่าราคาอาหารในปีนี้ยังจะสูงขึ้นจากปีที่แล้วอีกกว่า 30% http://www.theglobeandmail.com/report-on-business/economy/global-inflation-fears-reach-new-heights/article1881500/?cmpid=rss1
  4. ฤดูหนาวที่ผ่านมา ประเทศบราซิลกลับถูกน้ำท่วม ดินถล่ม ครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กระทบผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ http://www.reuters.com/article/2011/01/20/us-brazil-rains-idUSTRE70I68P20110120
  5. รัส เซีย ซึ่งเคยเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวสาลีลำดับต้นๆ ของโลก ในปีที่ผ่านมาต้องกลายเป็นผู้นำเข้า ข้าวสาลี อันเป็นผลจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง http://www.foreignpolicy.com/articles/2011/01/10/the_great_food_crisis_of_2011
  6. ประเทศจีน (โดยเฉพาะทางตอนบน) ประสพกับภาวะแห้งแรงที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี http://abcnews.go.com/Business/wireStory?id=12875276
  7.  ประเทศจีนนำเข้าข้าวโพด มากกว่าที่ได้ประมาณการไว้(โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐ) ถึง 9 เท่า http://www.zerohedge.com/article/corn-prices-soar-chinese-imports-increase-ninefold-compared-official-projections
  8. คาด การณ์ว่าประชากรของโลกประมาณ 1 พันล้านคน ต้องอยู่ในภาวะอดอยาก หิวโหย และบางคนเสียชีวิตเพราะไม่มีอาหารเพียงพอ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 75 คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี http://endoftheamericandream.com/archives/just-one-really-bad-year-away-from-a-horrific-world-famine

ทั้ง นี้ยังไม่นับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและซึนามิที่ญี่ปุ่น ที่กระทบต่อพื้นที่เพราะปลูก การประมง และระบบการจัดจำหน่ายขนส่งภายในญี่ปุ่นอย่างรุนแรง เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ของไทย กระทบต่อผลผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน



นอก จากภาวะตึงตัวของระดับอุปสงค์/อุปทาน ในสินค้าเกษตรแล้ว สาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตร/อาหาร ก็มีส่วนเกี่ยวพันโดยตรงกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมาก ในแง่ของการขนส่ง และ แง่ต้นทุนการผลิต (ปุ๋ย และ สารเคมี)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น อาจไม่ได้มีสาเหตุจากการ Supply ไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ปัญหาเรื่องการตกลงราคา การ แจกจ่าย และ การขนส่ง (distribution) เป็น อีกด้านหนึ่งของสภาวะที่อาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารได้ การควบคุมราคา การกำหนดโควตาการส่งออก นำเข้า ของสินค้าบางประเภท ก็เช่นกัน หากนึกภาพไม่ออก ก็นึกถึงปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนในบ้านเราช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียว



ท้ายที่สุด ผมมีคลิปมาฝากครับ

 ผม เพิ่งเจอเมื่อวาน ขณะที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาตะวันออกกลางในปัจจุบัน (ซึ่งตั้งใจว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับน้ำมันและตะวันออกกลางต่อไป) เป็นคลิปเกี่ยวกับการตีความไบเบิล บทวิวรณ์ (บทที่ทำนายถึงวันสิ้นโลก) ช่วงต้นและช่วงท้ายจึงเกี่ยวข้องกับทางศาสนาคาทอลิก หากไม่สนใจก็ข้ามไปเลยครับ 

ที่ อยากให้ดูเริ่มที่นาที่ที่ ประมาณ 4.50 เป็นต้นไปถึงนาที่ที่ 13 ครับ เรื่องที่เขาทำออกมาเป็นคลิปวีดีโอ มีส่วนใกล้เคียงกับเนื้อหาที่ผมได้อ่าน และ รวบรวมสรุปมาในสองบทความที่ผ่านมา และ บทความนี้ อย่างไม่น่าเชื่อครับ 

เนื้อหาในคลิปอาจทำให้ตื่นตระหนก และ ดูน่ากลัว จีงอยากให้ชมด้วยใจเป็นกลาง และ ใช้วิจารณญาณในการใช้เหตุผลอย่างรอบคอบครับ






*****************

สถานการณ์ตอนนี้ คำถามที่ควรถาม ไม่ใช่ถามว่า ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
แต่คำถามที่ถูกคือ จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเมื่อไหร่ แบบฉับพลันหรือ ค่อยเป็นค่อยไป

คุณพร้อมหรือยังครับ

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

ที่มา  http://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011.html
เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงกันแล้ว เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?

1. อาหาร
ราคาอาหาร และ ผลิตผลทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พร้อมกันหรือยัง
  •  ภัย พิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาว แผ่นดินไหว ซึนามิ ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย และ กระทบต่อหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันลดน้อยลงกว่าปกติ
  • แหล่ง อาหารใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ - มหาสมุทร - กำลังปนเปื้อน  หากสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเลวร้ายลงอีก (มีความเป็นไปได้ไม่น้อย) อาหารทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของโลก) จะปนเปื้อนสารกำมันตรังสี คนจะไม่กล้าทานอาหารทะเล  และหันไปหาโปรตีนจากแหล่งอื่นแทน ทำให้เนื้อสัตว์ นม ไข่ มีราคาแพงสูงขึ้นไปอีกมาก

ZIMBABWE CRISIS/CBANK

A vendor arranges eggs on a new 100 billion Zimbabwean dollar note in Harare July 22, 2008. Zimbabwe's central bank introduced new higher-value 100 billion Zimbabwe dollar notes on Monday as part of a desperate fight against spiralling hyperinflation, the bank said. An egg now costs $35 billion. REUTERS/Philimon Bulawayo (ZIMBABWE) REUTERS

  • พืช อาหารถูกเปลี่ยนเป็นพืชพลังงาน  น้ำมัน(พลังงาน) ราคาแพง พืชถูกใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ยิ่งน้ำมันแพง พืชจะถูกนำไปผลิตพลังงานมากขึ้น สุดท้ายอาหารก็แพงขึ้นตาม
  • Pollinator decline หรือปริมาณแมลงผสมเกสรลดลง การศึกษา (ตั้งแต่ปี 2006) ของ US แสดงให้เห็นว่าประชากรของแมลงผสมเกสรลดลงกว่าปีละ 30% นอกจากผลผลิตน้ำผึุ้งลดลงแล้ว ยังกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรด้วย (เช่นผลไม้ ดอกไม้) ทำให้ผลผลิตลดลง

2. พลังงาน 
  •  น้ำมัน ความสามารถในการผลิตน้ำมัน แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว!!!! ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจากเอ เซีย (จีน และ อินเดีย)

  • การ ประท้วงในตะวันออกกลาง ส่งกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมัน เป้าหมายของผู้ชักใยการประท้วงในตะวันออกกลางระยะสั้น (อัลไกด้า และ อิหร่าน) คือ ซาอุ ประเทศส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก หากซาอุเกิดจลาจล ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะกระทบทันที ราคาน้ำมันจะพุ่งกระโดดในชั่วข้ามคืน  หากสถานการณ์บานปลาย เตรียมรับมือสภาวะน้ำมันแพง และ ขาดแคลนกันได้เลย

  • อุบัติเหตุ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศญี่ปุ่น ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์หยุดชะงักทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้ Carbon based fuel สูงขึ้นไปอีก
  • น้ำมันแพงจะกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่าขนส่ง และพลังงานแพง และ สุดท้ายราคาอาหาร และ สินค้าทุกชนิดจะแพงขึ้นอีก

3. ระบบทุนนิยมกำลังล้มเหลว
FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ธนาคารกลางยุโรป และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (และธนาคารกลางประเทศอื่น) ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ต้องใช้ทองคำ หรือโลหะมีค่าในการหนุนค่าเงิน
เมื่อปริมาณเงินล้นระบบ ราคาเงินก็ลดลง
มองในทางกลับกัน ก็คือการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ นั่นเอง

ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในยุโรป และ อเมริกา มีหนี้สาธารณะปริมาณมหาศาล หลายๆ ประเทศอยู่ในระดับกว่า 90% ของ GDP
ปริมาณ หนี้ในระดับนี้ถือว่าทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูง บางประเทศชนเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว ก่อหนี้เพิ่มไม่ได้อีก นอกจากแก้กฏหมาย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ต้นทุนในการกู้เพิ่มขึ้นไปอีก

**รูปเก่าไปหน่อย ปัจจุบัน USA กลายเป็น สีแดงเข้มไปแล้ว**

เพื่อ รับมือกับเงินเฟ้อที่ำกำลังเกิดขึ้น และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในระยะใกล้นี้ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยสะกัดเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามไปเร็ว นักได้
อย่างไรก็ตาม จากภาระหนี้ที่สูงมากของหลายประเทศ ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายให้แก่รัฐบาลในการจ่ายดอกเบี้ย
หลายๆ ประเทศกำลังจนมุม ไม่สามารถเลือกตัดสินใจ ทำได้เพียงซื้อเวลาไปก่อน
นั่นคือ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่สูงจะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ คนจะไม่ฝากเงิน เงินเฟ้อจะไม่ชะลอ
ขี้ นดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีภาระต่องบประมาณ (ที่ขาดดุลอยู่แล้ว) ต้องกู้หนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้เก่า ไม่รู้จัดจบจักสิ้น ซึ่งหนี้ใหม่จะดอกแพงขึ้นอีก เป็นภาระต่องบประมาณมากขึ้นอีก เป็นวัฎจักรที่ไม่รู้จักจบสิ้น  สุดท้ายลงเอยด้วยการพิมพ์แบงค์เพิ่มขึ้นมาดื้อๆ แบบที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว (และมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก) นั่นเอง

เรา จะได้เห็นบางการล่มสลายของเศรษฐกิจ (financial meltdown) ของบางประเทศ ที่จะ trigger ให้เกิด domino effect ไปยังประเทศอื่นๆ จากยุโรป ไป อเมริกา สุดท้ายลุกลามไปทั่วโลก

การล่มสลายของเศรษฐกิจ จะทำให้เงิน (money) ของประเทศนั้นลดค่า ดูตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลดค่าจาก 25 บาทต่อ US$  เหลือเพียง 50 บาทต่อ US$ ในขณะนั้น

เมื่อ เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ (โดยเฉพาะ USA) ล่มสลาย ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกก็จะประสบปัญหาหนัก ไม่สามารถหาค่ากลางเพื่ออ้างอิงค่าของเงินตราของแต่ละประเทศได้ ราคาอาหาร และพลังงาน ก็จะผันผวน เกิดภาวะขาดแคลน อาหารและพลังงานทั่วโลก


เพื่อเอาตัวรอดจากยุคข้าวยากหมากแพง ควรทำอย่างไร
1. ถือครองโลหะมีค่าเช่น เงิน ทอง ให้มากที่สุด ลดการถือครองเงินสดเหลือเฉพาะที่พอใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน
2. ปรับตัวพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพิงระบบตลาด ระบบเศรษฐกิจให้น้อยลง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง และ ครอบครัว ให้มีความมั่นคงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านอาหาร และ พลังงาน
3. ลดละเลิก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ฝึกตนให้ตั้งอยู่ในศีล และ ปัญญา

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต


มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต
แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีน นับวันจะแผ่อิทธิพลครอบงำประชาคมเศรษฐกิจโลกครอบคลุมในแทบทุกมิติ ถึงขั้นอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชะตากรรมเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ อยู่ในเงื้อมมือของจีน
ชีวิตความเป็นอยู่ของพลโลกทุกวันนี้ เป็นชีวิตที่ขาดจีนไปไม่ได้ มิเช่นนั้นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตจะแพงขึ้นทันที
ข้าวของเครื่องใช้สารพัดในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลกเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนใหญ่ล้วนมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนเกือบทั้งหมด
ไอแพด...ไอโฟน...หรือแม้กระทั่งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อเด่นดังทั้งหลาย หากจะลองพลิกหงายท้องดูถึงแหล่งที่มาก็จะประจักษ์แจ้งในบัดดลว่า "เมดอินไชน่า"
พลังเศรษฐกิจจีนที่ทรงอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตประชากรโลก และทรงอิทธิพลต่อพลวัตของเศรษฐกิจโลก มีส่วนอย่างสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐีจีน มีชื่อติดอันดับในทำเนียบมหาเศรษฐีโลกมากขึ้น

ล่าสุดชื่อของ "จง-ชิง-โหว" (Zong Qinghou) วัย 66 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหางโจววาฮาฮากรุ๊ป สัญลักษณ์ "เด็กหัวร่อ"
ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแถวหน้าของเมืองจีน ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน

ขณะเดียวกันชื่อของเขา ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 146 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมของทรัพย์สินในความครอบครองจำนวน 21,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 669,000 ล้านบาท
จังหวะชีวิตของ "จง-ชิง-โหว" กว่าจะฝ่าด่านก้าวขึ้นมายืนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีนในวันนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ด้วยความทรหดยาวนานถึง 25 ปี
ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว "จง-ชิง-โหว" เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินกู้ยืมจำนวน 22,048 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 680,000 บาท

25 ปีผ่านไป อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป กลายเป็นมหาอาณาจักรธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโรงงาน 60 โรง กระจายตัวอยู่ใน 29 มณฑล ทั่วประเทศจีน
ผลิตภัณฑ์ภายใต้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป มีตั้งแต่โซดา น้ำผลไม้ เรื่อยไปถึงอาหาร และอาหารสำหรับทารก ตลอดจนเสื้อผ้าเด็ก

กรณีของเครื่องดื่ม ณ ขณะนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.2 ขณะที่ค่ายโคคา-โคล่า แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 16.8

สำหรับฐานะการเงินของค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป เมื่อปีที่แล้วมีรายได้รวม 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,000 ล้านบาท และมียอดกำไรอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท

ในรอบปีนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 412,000 ล้านบาท และผลกำไรที่ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,600 ล้านบาท
แม้ทุกวันนี้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป จะทำกำไรได้ปีละนับพันๆล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่เจ้าสัวจงชิงโหว ผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร กลับใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์เพียงแค่วันละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 620 บาทเท่านั้น

ที่มา : http://money.sanook.com