head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ท่องเที่ยวใต้ยังคึกคัก‘ททท.’ชูคอนเซ็ปต์ป่าสวย ทะเลใสฯ

วันอังคาร ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.
นายปรเมศวร์ อมาตยกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยว่า ในขณะนี้การท่องเที่ยวในภาคใต้ถือว่ามีการเติบโตมากกว่าปี 2555 ที่ผ่านมา โดยมีอัตรานักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 28.99% ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 87,696.34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4.03% และคาดว่าในปี 2556 นี้จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 20% ซึ่งนับว่าการท่องเที่ยวในภาคใต้ยังคงได้รับความนิยมสูงอยู่ ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเอง

ในปี 2556 นี้ทาง ททท.มีแผนประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในภาคใต้ ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ป่า และศาสนา ตามคอนเซ็ปต์ของการท่องเที่ยวภาคใต้ “ป่าสวย ทะเลใส หลากหลายวัฒนธรรม” เพื่อให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอย่าง ภูเก็ต มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะแออัดแล้ว ททท.จึงเริ่มทำประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่ใหม่ๆ โดยมีกิจกรรมการออกบูธตามภาคต่างๆของประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในภาคอื่นๆ ให้เข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้มากขึ้น อีกทั้ง ททท.ยังเตรียมจัดงาน “เที่ยววันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา” และงาน “มหัศจรรย์ 2 ฝั่งทะเลใต้” เพื่อเป็นการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในภาคใต้ ที่มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ และไม่แออัด อาทิ เกาะตาชัย เกาะหลีเป๊ะ และหมู่เกาะตะรุเตา เพราะการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น มีสายการบินที่บินตรงถึงเกาะ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังลังกาวีได้

จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเหล่านี้เริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และจะพักประมาณ 4-5 วันเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อคน

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวประเภทอื่นๆ ในภาคใต้ที่ทาง ททท.จะเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวคือ ป่าไทรนับร้อยปีที่ได้ชื่อว่า “Little Amazon” ในจังหวัดพังงา ซึ่งในขณะนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว แต่ในตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยยังไม่ได้ผลตอบรับมากนัก ดังนั้น ททท.จะมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อให้มีการเข้ามาท่องเที่ยวกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความน่าสนใจ ซึ่งในขณะนี้ยังคงได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวกลุ่มมาเลเซีย ที่เข้ามาทำบุญ ไหว้พระ สำหรับปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังต่อไป แต่ ททท.ก็ยังคงมีการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ ททท.จัดทำโครงการ “เที่ยว 12 เดือนสุขใจ ให้พลังชีวิต” เพื่อเป็นการกระตุ้นนักท่องเที่ยวทำบุญ ไหว้พระ เสริมสิริมงคล ที่รวมวัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/tourism-related
ประเทศเวียดนามมีความโดดเด่นเรื่องของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ ฮาลองเบย์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย สงบ และ สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นมิตร จุดขายในเรื่องของการท่องเที่ยวแบบประหยัด และผจญภัย ซึ่งเป็นแนวโน้มของการท่องเที่ยวทั่วโลกในขณะนี้ และเวียดนามพยายามนำเสนอการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค โดยนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา ในคราวเดียว

อุปสงค์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
ธนาคารแห่งประเทศไทย (2551) รายงานว่า World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (2549)รายงานว่ารัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว (Master Plan on Development of Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553

ปี 2549 รัฐบาลเวียดนามกำหนดเป้าหมายการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ 3.6 ล้านคน16 แต่จำนวนตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ประมาณ 3.2 ล้านคน แสดงว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติปี2552 มีจำนวน 3.8 ล้านคน ลดลงจากปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 4.2 ล้านคน

จะเห็นว่าแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศเวียดนามจะมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จากปี 2541 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านคน เป็น 4.2 ล้านคนในปี 2550 และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย จากปี 2541 จำนวน 0.016 ล้านคน เป็น 0.161 ล้านคนในปี 2550

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552


  • ท่องเที่ยว 2.0 ล้านคน ลดลง 16.2% มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาเวียดนามประมาณ 3.4 ล้านคน ลดลง 12.3% โดยแยกตามวัตถุประสงค์การเดินทางเข้ามาได้ ดังนี้
  • ธุรกิจ 0.7 ล้านคน ลดลง 10.2%
  • เยี่ยมญาติ 0.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.8%
  • อื่น ๆ 0.23 ล้านคน ลดลง 8.1%
ทั้งนี้ เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาจาก จีน (14%) สหรัฐอเมริกา (10.8%) เกาหลีใต้ (9.6%) ญี่ปุ่น (9.6%) ไต้หวัน (7.2%) และจากประเทศอื่น ๆ (48.8%)

นอกจากนี้อุปสงค์ของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว มีลักษณะที่ไม่มีเหมือนกันในแต่ละบุคคลเนื่องจากนักท่องเที่ยวแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันทางด้านสภาพแวดล้อม หรือคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งนักท่องเที่ยวมีทั้งกลุ่มที่มาจากยุโรป อเมริกา และแถบเอเซีย พฤติกรรมการท่องเที่ยวจะมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวอาจมีผลทำให้ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มรับรู้หรือเข้าใจหรือคิดนึกถึงมีความแตกต่างกันตามกลุ่มของนักท่องเที่ยวและอาจทำให้คุณค่าที่ได้รับความพึงพอใจ และความภักดีต่อแหล่งท่องเที่ยวมีความแตกต่างกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งภายในประเทศเวียดนามเอง และชาวต่างประเทศ ที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามนับวันจะสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ มีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจการท่องเที่ยว  
ภาวะการแข่งขัน

ในด้านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม จะมีการแข่งขันเป็นไปในลักษณะของการแข่งขันในด้าน Outbound ของต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศเวียดนามเองมีปริมาณไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 มีเพียง 3.8 ล้านคน เนื่องจากในประเทศคู่แข่งหรือคู่ค้า คือ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีบริษัทที่จัดทำทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าไปประเทศตน ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยนั้น บริษัทต่างๆ ก็จะมีการแข่งกันในการลดราคา การซื้อเป็นเพกเกจทัวร์นั้นสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งแพกเกจ 4 วัน 3 คืน ราคาเพียง 300 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกมาก เป็นการแข่งกันตัดราคาของผู้ประกอบการกันเองแต่สำหรับการจัดทัวร์ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามนั้นยังมีราคาสูง ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในแถบเอเซียนี้มองว่าประเทศเวียดนามเป็นตัวเลือกลำดับรองๆ ลงมา

สำหรับการทำธุรกิจด้านการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การก่อสร้างโรงแรมที่พัก หรือการก่อสร้างสถานที่ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ จะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ เช่น

การเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ สามารถทำได้ทั้งการลงทุน 100% และการร่วมลงทุนกับบริษัทท้องถิ่น ซึ่งหากต้องการลงทุน 100 ก็สามารถขอใบอนุญาตได้สะดวก และรวดเร็วอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก การเช่ารถ การนวด สปา ภัตตาคาร เป็นต้น การที่จะเปิดธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น เนื่องด้วยข้อกฎหมายของเวียดนาม การลงทุนของต่างชาติควรที่จะเปิดในรูปแบบของบริษัท หรือการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การประกอบธุรกิจสปา ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยมีฝีมือ และมีความสามารถ อีกทั้งภูมิปัญญาในการนวดแผนไทย การที่จะดำเนินธุรกิจควรจะเข้าไปเปิดเป็นส่วนควบกับกิจการที่เปิดเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างเช่นควรจะไปเปิดอยู่กับโรงแรมที่เปิดกิจการอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ การที่จะไปเปิดเป็นร้านทั่วๆ ไป ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยตรง
ปัจจุบันต่างชาติยังถือครองที่ดินในเวียดนามไม่ได้ ทำได้เพียงทำสัญญาระยะยาว เช่น เช่าที่ดินได้นาน 50 ปี ตารางเมตรละ 20-50 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวนความสะดวกสิ่งที่นักลงทุนควรคำนึงถึงคือ ตามหลักการของเวียดนาม เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า อาจต้องคืนที่ดินให้กับทางการ ขณะที่ในประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ และมูลค่าของที่ดินมีแต่จะเพิ่มขึ้น
การที่จะทำการลงทุนก่อสร้างสถานที่แห่งหนึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก เพราะราคาที่ดินแพง เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยได้มีเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด อีก 2 ส่วนจะเป็นพื้นที่ภูเขา ป่า เกาะแก่ง ซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้
ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวค่อนข้างแพง ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก ค่าที่พัก ค่าโรงแรม ถ้าระดับดี หรือระดับ 5 ดาว ก็จะตกราว 120-150 เหรียญดอลล่าสหรัฐ ต่อห้องต่อวัน นอกจากนี้ค่าอาหารการกินก็มีราคาแพงมาก
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว จะไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยว แหล่งช๊อปปิ้งมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของแต่ละเขตเมือง เพราะสภาพบ้านเมืองยังไม่พัฒนามากนัก การเดินทางระหว่างเมืองยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ถนนหนทางยังเป็นถนนที่แคบอยู่ ซึ่งการเดินทางสัญจรไปมา ส่วนใหญ่จะใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถประจำทางยังมีไม่มาก ที่สำคัญคือ การเดินทางเสียเวลามาก ทำให้ท่องเที่ยวได้น้อย

การขยายตัวของด้านการท่องเที่ยว

จากการคาดหมายของ World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ถึงแม้ว่าเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553 แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ในปี 2552 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในเวียดนามมีแค่ 3.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้ามาลดลงทุกด้าน เช่น การเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การทำธุรกิจ และด้านอื่นๆ ยกเว้นการเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังเวียดนามกว่าร้อยละ 90 ที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพียงครั้งเดียว คือเมื่อมาเที่ยวแล้วจะไม่มาซ้ำอีก เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการบริการด้านสาธารณูปโภค แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งมีไม่มาก

สิ่งที่ควรปรับปรุงเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา คือ การลดราคาสำหรับค่าทัวร์ ค่าตั๋วโดยสารให้ถูกลง สำหรับการจัดทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศเวียดนามนั้น ควรที่จะต้องจัดทำราคาสำหรับค่าเพกเกจการท่องเที่ยวให้ถูกลง เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เลือกจะมาเที่ยวในแถบเอเชีย ลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ให้ถูกลง ปรับปรุงการจัดการบริการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ปรับปรุงขั้นตอนในการให้บริการ มีการพัฒนามัคคุเทศก์ ให้ดีขึ้น อีกทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งด้านสาธารณูปโภค และเส้นทางการคมนาคม

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
(ภาพที่ 3.10 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว)

จากห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะเป็นการเชื่อมโยงกันของธุรกิจที่ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อที่จะให้การบริการต่างๆ นั้นไปถึงมือผู้บริโภค หรือลูกค้า เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้บริโภคนั้นได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากการได้รับการบริการ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้โดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การให้บริการด้านความบันเทิง บริการอาหารการกิน ร้านอาหาร บริการการเดินทาง ตลอดจนโรงแรม ที่พัก นอกจากนี้ในส่วนของการนำเที่ยว โดยมีบริษัทนำเที่ยว หรือตัวแทนจากบริษัท ซึ่งก็คือไกด์นำเที่ยว พาเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ

นอกจากนี้การที่ลูกค้าจะติดต่อกับธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ติดต่อห้องพัก โรงแรม สถานบันเทิง ตลอดจนการขนส่ง หรือหาพาหนะเดินทาง ผู้บริโภคหรือลูกค้าสามารถติดต่อผ่านเอเย่นต์ ตัวแทน หรือบริการทัวร์ แม้กระทั่งสามารถหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ได้

ธุรกิจในอุสาหกรรมท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยตรง ในระบบเศรษฐกิจคำว่า การท่องเที่ยว หมายถึงภาคเศรษฐกิจที่รวมธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม

การประกอบธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งด้วยพาหนะขนส่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการท่องเที่ยว แบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ


  • ธุรกิจขนส่งทางบก (Land transportation) การเดินทางโดยรถไฟ, รถยนต์ส่วนบุคคล รถเช่า รถตู้เพื่อนันทนาการ, รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว
  • ธุรกิจขนส่งทางน้ำ(Water transportation) เรือเดินทะเล, เรือล่องแม่น้ำ, เรือข้ามฟาก
  • ธุรกิจขนส่งทางอากาศ (Air transportation) การบินที่เป็นลักษณะเที่ยวบินประจำ, ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ, และการบินแบบเช่าเหมาลำ
  • นิยมใช้หลายๆ แบบปะปนกัน

ธุรกิจเกี่ยวกับที่พักแรม

เป็นการประกอบธุรกิจการขายบริการที่พักเพื่อคนเดินทางที่ต้องการพักค้าง ซึ่งอาจมีการบริการอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการด้วย อาทิ โรงแรม (Hotel), ที่พักประเภทอื่นๆ เช่น บ้านแบ่งให้เช่า ที่พักสำหรับเยาวชน โมเต็ล โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม กรรมสิทธิ์ร่วม เกสต์เฮ้าส์ สถานที่พักแรมกลางแจ้ง (Accommodation)

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

การประกอบธุรกิจในการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนเดินทาง นักท่องเที่ยว หรือประชาชนทั่วไป โดยจัดเตรียมที่ให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารภายในสถานที่ที่ให้บริการ หรืออาจให้บริการบรรจุอาหารเพื่อให้ผู้บริโภค สามารถนำไปรับประทานที่อื่นได้

ธุรกิจนำเที่ยว

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหรือการให้บริการ หรือการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม ทัศนาจรหรือการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว อาจขายให้แก่นักท่องเที่ยวโดยตรง หรือขายผ่านตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว (Travel Agent) หรือดำเนินการนำเอาบริการอำนวยความสะดวกด้านยานพาหนะ ที่พัก อาหาร และทัศนาจรรวมกัน และขายในลักษณะเหมารวม (Package tour) อาทิการจัดบริการนำเที่ยวภายในประเทศ นำนักท่องเที่ยวต่างประเทศไปยังแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ นำนักท่องเที่ยวไทยไปยังต่างประเทศ, บริการแบบเหมารวม, บริการเฉพาะกลุ่ม

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าธุรกิจของที่ระลึก

เป็นสินค้าช่วยประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวสินค้าบางประเภท และเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบ ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยว อาทิ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านค้าปลอดอากร, ธุรกิจของที่ระลึก อาทิ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่นักท่องสามารถนำกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเองได้

ธุรกิจนันทนาการ

เป็นการประกอบกิจการให้บริการเพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลินสำหรับคนเดินทางหรือนักท่องเที่ยวได้แก่


  • ธุรกิจสวนสนุก อาทิสวนสนุก สวนสนุกรูปแบบเฉพาะ
  • ธุรกิจบันเทิง อาทิไนท์คลับ บาร์ ดิสโก้เธค และคาสิโน
  • ธุรกิจการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว อาทิเป็นผู้ชมกีฬา เป็นผู้เล่นกีฬา

ข้อมูลข่าวสารทางการท่องเที่ยว

การให้ข่าวสารการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการท่องเที่ยว และตัวนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ใช้บริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่คนในท้องถิ่น, ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่นักท่องเที่ยว

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะในฮานอย และนครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญ มีโรงแรมเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 ปี ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมท้องถิ่นของชาวเวียดนามขณะที่โรงแรมของชาวต่างชาติมีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้ ในปี 2549 โรงแรมและบ้านพักตากอากาศในฮานอยมีจำนวน 698 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เป็นของชาวเวียดนาม 683 แห่ง และชาวต่างชาติ 15 แห่งขณะที่ในนครโฮจิมินห์ มีจำนวน 916 แห่ง เป็นของชาวเวียดนาม 897 แห่ง และชาวต่างชาติ 19 แห่ง

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน ขยายเส้นทางการบิน ปรับปรุงโรงแรมและบ้านพักตากอากาศให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้น รวมถึงการมุ่งพัฒนาให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย


จุดแข็ง

จุดอ่อน

    • มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
    • ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีของคนไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น  “Land of Smile” และการให้บริการแบบไทย ซึ่งเป็นจุดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทย เพราะความเป็นกันเอง มีน้ำใจไมตรี ให้บริการเสมือนเป็นคนในครอบครัว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยได้รับจากประเทศไหน
    • ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยว ที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เป็นแหล่งให้ความรู้ทางการศึกษา
    • ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ไม่สูง ทำให้ผู้มาเที่ยวรู้สึกคุ้มค่าในการมา
    • ความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ทั้งด้านการเดินทางและภาษา เพราะคนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และในกรณีสื่อสารไม่ได้ก็มีบริการช่วยเหลือ เช่น บริการของบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ให้บริการแปลภาษาอังกฤษให้กับแท็กซี่ เป็นต้น
    • มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวโดยตรง
    • ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกเหนือจากหน่วยงานปกติแล้ว ก็จะมีตำรวจท่องเที่ยวเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
            • การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพฯ และเมืองหลัก และแออัด ในแหล่งท่องเที่ยว
            • มาตรฐานสินค้าและบริการ รวมถึงคุณภาพของสินค้าทางการท่องเที่ยว
            • การขาดแคลนศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว
            • การขาดการดูแลรักษาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ไม่เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าการ ท่องเที่ยว(Valued Added) ภายในประเทศ
            • การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

                โอกาส

                อุปสรรค

                    • มีจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขงทางอากาศ โดยผู้เดินทางจากนานาประเทศที่เข้าสู่ภูมิภาคส่วนใหญ่จะต้องผ่านประเทศไทย และมีข้อได้เปรียบของระบบการจัดการสินค้าท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มี ประสิทธิภาพมากกว่าประเทศ อื่นในภูมิภาค
                    • การเปิดเสรีสินค้าบริการ และลงทุนในอาเซียน เพื่อการปรับตัวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (AEC) โดยต้นปี 2553 อัตราภาษีเป็นศูนย์ มีการนำร่องลดภาษีสินค้ากว่า 8,000 รายการเป็นศูนย์ หวังให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน ในการเจาะตลาดอาเซียน และอาเซียนกับตลาดโลก
                    • สถานภาพทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในตลาดโลก มีสถานที่จัดงานการท่องเที่ยว ระดับโลก เช่น งานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ จ.เชียงใหม่ ที่จัดไปแล้วในปี 2549 งานชมสวนราชพฤกษ์ เทศกาลดอกไม้ล้านดอก เป็นต้น
                    • การเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และการให้บริการสายการบินราคาถูก (Low cost airline) ทำให้ การท่องเที่ยวในประเทศมีราคาถูกลง และมีความสะดวกมากขึ้น
                          • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีภาวะการแข่งขันสูงและคู่แข่งมีชื่อเสียงที่เข้มแข็ง  ประเทศ คู่แข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม
                          • ต้นทุนผู้ประกอบการด้านอุสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
                          • การระบาดของโรคไข้หวัดนก, ไข้หวัด 2009 และความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ล่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
                          • ผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวซบเซา จำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง

                          กลยุทธ์การตลาดสำหรับสินค้าไทย  
                          ประเทศเวียดนามนอกจากจะเป็นตลาดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงแล้วเวียดนามยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอินโดจีนที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิกระแสการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศมีแนวโน้มเปลี่ยนปลายทางเป้าหมายจากประเทศไทยและอินโดนีเซียไปยังเวียดนามแทน

                          เวียดนามกำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในด้านศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานของหลายเชื้อชาติโบราณสถานที่เก่าแก่กว่าพันปีและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งชายทะเล น้ำตก และป่าเขตร้อนสำหรับการวางแผนการเข้าตลาดด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องในเวียดนาม ทั้ง 3 นคร  สามารถสรุปได้พอสังเขปดังนี้

                          แผนระยะสั้น นักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องได้ที่นครโฮจิมินห์  และนครไฮฟอง เนื่องจากธุรกิจนี้จะเป็นการให้บริการแก่ลูกค้า ในระยะเริ่มต้นนั้นนักธุรกิจจะต้องเน้นที่การให้บริการที่ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพราะการบริการของไทย มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคของชาวเวียดนาม  ลักษณะของสินค้าและบริการต้องมีสิ่งที่เด่นกว่าคู่แข่งขันที่มีอยู่เดิม  อีกทั้งจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือลูกค้ารู้จักมากขึ้น โดยจัดทำแผ่นพับ โบว์ชัวร์ วางไว้ตามโรงแรม ที่พักต่างๆ หรือทำการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซด์ หรือการลงโฆษณาในนิตยสาร

                          ดังนั้นการพิจารณาแผนการตลาดระยะสั้น ควรพิจารณาในด้านการให้บริการเป็นหลัก พร้อมทั้งการทำประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นฐานของกิจการให้มีความมั่นคง และปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากชาวเวียดนาม มีพฤติกรรมชอบการอ่าน การเลือกซื้อสินค้า และบริการที่บอกต่อๆ กัน ทำให้ง่ายต่อการทำตลาดในระยะต่อไป

                          แผนระยะกลาง ช่วงเวลา 3-5 ปี เพื่อที่จะสนับสนุนและทำให้เป็น Long term strategy ในช่วงนี้จะเป็นการทำการตลาดให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน หาจุดที่สำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านราคา หรือการให้บริการ ซึ่งนำมาปรับการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีกว่า โดยร่วมมือกับธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร การให้บริการนวดสปา ฯลฯ มีการจัดรูปแบบการนำเที่ยวให้มีความหลากหลาย เช่น

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการกีฬา โดยนำเที่ยวมาเล่นกอล์ฟ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เมื่อจัดมาเล่นที่เวียดนามแล้ว ในครั้งต่อไปก็อาจจัดไปที่ประเทศไทยบ้างซึ่งค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่า

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการผจญภัย สำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบการผจญภัย มีการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ฯลฯ

                          แผนระยะยาว ช่วงเวลา 6-10 ปี เป็นการทำในช่วง Long term ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นการขยายตลาดออกไปมากขึ้น ขยายไปสู่ตลาดยุโรป อเมริกา เป็นการสร้าง Connection กับบริษัทต่างๆ เนื่องจากแนวโน้มของการท่องเที่ยวจากชาวยุโรป และอเมริกา จะเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น มีการเพิ่มสายการบิน เที่ยวบินเข้ามามาก จึงเป็นโอกาสในการที่จะติดต่อกับบริษัททางยุโรป และอเมริกา เพื่อที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวเวียดนาม และมีการแวะพักท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย อีกทั้งจัดให้มีการทำท่องเที่ยวในเชิงธุรกิจ นำมางาน Exhibition ต่างๆ หรือด้านการศึกษา เพื่อทำการต่อยอดต่อไป

                          ร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานราชการให้มีการโฆษณาการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม โดยให้รัฐบาลจัดทำสื่อโฆษณาโดยใช้คนที่มีชื่อเสียง หรือดาราของเวียดนามมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือมีการสร้างภาพยนตร์ละครที่สร้างขึ้นโดยใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นฉาก เพื่อให้เห็นถึงความสวยงามของประเทศ ทำให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้

                          ในระยะยาวนักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเชื่อมต่อเข้าไปในนครเกิ่นเธอ หรือเมืองอื่นๆ ที่มีการพัฒนาด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น มีการการพัฒนาในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ แล้ว มีถนนหนทางที่มีความสะดวกในการเดินทาง  ก็สามารถหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยว หรือลูกค้าเดิม กลับมาท่องเที่ยวอีกในสถานที่แห่งใหม่





                          วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

                          ภาพรวมของกัมพูชา (5)


                          การพัฒนาและการสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

                          http://122.155.9.68/talad/index.php/cambodia/sector/tourism
                          รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยได้จัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2544 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว (Tourism Action Plan) โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น ล้านคน โดยการสนับสนุนให้นักลงทุนภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ การขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และน้ำประปา รวมถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อชักจูงให้เข้าไปลงทุนในภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ทำบันทึกความตกลง (MOU) กับสายการบินต่าง ๆ ให้มีการเพิ่มเที่ยวบิน และเปิดเที่ยวบินตรง (Direct Flights) ไปยังประเทศกัมพูชา ภายใต้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี (Open Sky Policy) แต่สิ่งที่อยู่ในแผนการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพของการบริการ การฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว การพัฒนาโรงแรมให้ได้มาตรฐาน และการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศ
                          ทางด้านการพัฒนาจุดขายด้านการท่องเที่ยวนั้น ทางการกัมพูชาได้จำแนกลักษณะของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็น ด้านหลัก ดังนี้
                          1. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวชูโรงของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวกัมพูชา โดยเฉพาะมรดกโลกด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ นครวัด-นครธม ซึ่งนักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 50 ที่เดินทางเข้าไปในกัมพูชาต้องเดินทางไปเยี่ยมชมความอลังการของนครวัด-นครธม ทางการกัมพูชาได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในพื้นที่จังหวัดเสียมเรียบเป็นหลัก ส่วนการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เน้นประวัติศาสตร์การเมืองในสมัยสงครามกลางเมือง เน้นส่งเสริมในพื้นที่กรุงพนมเปญ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีสถานที่สำคัญอันแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความรุนแรงและสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีต อาทิเช่น คุกโตนสเลง สถานที่คุมขังนักโทษการเมืองกว่า 15,000 คนก่อนจะส่งไปที่ทุ่งสังหาร
                          2. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เน้นส่งเสริมในพื้นที่ซึ่งแม่น้ำโขงไหลผ่าน รวมทั้งในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดสตึงเตร็ง รัตนคีรี มนฑลคีรี และกระแจะ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ของประเทศ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นี้ยังรวมถึงการเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะการประกอบอาชีพการเกษตร ซึ่งสถานที่สำคัญที่ทางการกำหนดให้เป็นจุดขายคือจังหวัดพระตะบอง ซึ่งเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ
                          3. การท่องเที่ยวชายทะเล เน้นส่งเสริมในพื้นที่ติดกับทะเล ซึ่งกัมพูชามีข้อได้เปรียบ ตรงที่สถานที่ชายฝั่งทะเลยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสีหนุวิลล์ จังหวัดแกป จังหวัดกัมปอต และจังหวัดเกาะกง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าหากสนามบินสีหนุวิลล์ ให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวในแถบนั้นเช่นเดียวกัน

                          ช่องทางและโอกาสของสินค้า/บริการด้านการท่องเที่ยว


                          การหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในกัมพูชาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีผลให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องหรือบริการการท่องเที่ยว เพื่อให้ความสะดวกและความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอุปทานของสินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบไปด้วยสินค้าและบริการ กลุ่มหลัก ได้แก่
                          1. กลุ่มธุรกิจที่พัก ได้แก่ โรงแรม รีสอร์ท เกสเฮาส์ และโฮมสเตย์ เป็นต้น
                            โรงแรมและที่พักในกัมพูชามีหลายระดับ ตั้งแต่ห้องพักที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ นอกจากเตียงนอน ไปจนถึงโรงแรมระดับ ดาว ทั้งนี้ ในส่วนของที่พัก โรงแรม เกสท์เฮาส์ และโฮมส์สเตย์ นั้นนับว่าเป็นภาคธุรกิจดาวรุ่ง ตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยว มีอัตราการเข้าพักโรงแรม (Hotel Occupancy) กว่าร้อยละ 62.68 แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือในอนาคตการแข่งขันทางธุรกิจจะค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมีแนวโน้มการขยายตัวของจำนวนที่พักจำนวนมากในรอบ 2-3 ปีนี้
                            (
                            ตารางที่ 2.51 จำนวนโรงแรมและเกสท์เฮาส์ ระหว่างปี 2541-2550) (P2-122)ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสนใจกลุ่มธุรกิจที่พัก ควรมุ่งเน้นในกลุ่มเกสท์เฮาส์ และโฮมส์สเตย์ เนื่องจากมีความเหมาะสมกับขนาดธุรกิจ และตลาดยังมีโอกาสของการขยายตัว แต่ข้อที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การประกอบธุรกิจดังกล่าวจะต้องขอใบอนุญาตจากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาเสียก่อน ซึ่งจะต้องมั่นใจว่ามีสายป่านที่ยาวพอสำหรับการดำเนินการในขั้นตอนและกระบวนการของทางราชการ และประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นคือราคาที่ดินและค่าเช่าค่อนข้างสูง ซึ่งราคาที่ดินถือเป็นต้นทุนจมที่ผู้ประกอบการควรให้ความใส่ใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มธุรกิจที่พักคือ สินค้าจำเป็นพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผลิตภัณฑ์ซักล้าง รวมถึงกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสินค้าจากไทยมีความเชื่อถือในเรื่องคุณภาพของสินค้า และมีความต้องการสินค้าจากไทยค่อนข้างมาก ดังนั้น กลยุทธ์ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย คือการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) หรือจัดหาสินค้าป้อนให้กับผู้ประกอบการที่พักในประเทศกัมพูชา
                          2. กลุ่มธุรกิจบริการการท่องเที่ยว ได้แก่ บริการทัวร์และนำเที่ยว รถเช่า เรือเช่า
                            สำหรับธุรกิจในกลุ่มบริการการท่องเที่ยว ธุรกิจหลัก คือบริการทัวร์และนำเที่ยว ส่วนธุรกิจเสริมคือการให้บริการรถเช่า เรือเช่า ขายตั๋วเครื่องบิน ขอวีซ่า เป็นต้น โดยการดำเนินธุรกิจนำเที่ยว สามารถทำได้ แนวทาง โดยแนวทางแรกคือการ จดทะเบียนดำเนินธุรกิจนำเที่ยวกับกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา เพื่อประกอบธุรกิจภายในประเทศกัมพูชา (Inbound) และแนวทางที่สอง จดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและจัดทำทัวร์ต่างประเทศ (Outbound) อย่างไรก็ดี เนื่องจากการแข่งขันของธุรกิจนำเที่ยวในประเทศกัมพูชาค่อนข้างเสรี มีบริษัทชั้นนำเกือบทุกมุมโลกเข้าไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในกัมพูชา โดยข้อมูลในปี 2550 พบว่า มีการจดทะเบียนในลักษณะสำนักงานใหญ่ (Head Offices) จำนวน 333 บริษัท และจดทะเบียนสำนักงานสาขา (Branch Offices) อีก 118 บริษัท รวมทั้งสิ้น 451 บริษัท ในจำนวนนี้มีบริษัทในประเทศต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากที่สุด อันดับแรก ได้แก่ บริษัทสัญชาติกัมพูชา จำนวน 224 บริษัท บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 40 บริษัท บริษัทสัญชาติจีน จำนวน 13 บริษัท บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น จำนวน 12 บริษัท และบริษัทสัญชาติไทย จำนวน บริษัท
                            (
                            ตารางที่ 2.52 จำนวนบริษัททัวร์และบริษัทนำเที่ยว ระหว่างปี 2544-2550) (P2-124)การประกอบธุรกิจนำเที่ยวและบริษัททัวร์ในประเทศกัมพูชาถือเป็นการทำธุรกิจที่มีการแข่งขันที่รุนแรง จึงไม่เหมาะสมถ้าหากจะเข้าไปดำเนินธุรกิจนำเที่ยวในประเทศกัมพูชา ดังนั้นแนวทางที่แนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยว คือการจัดทัวร์ต่างประเทศ (Outbound) โดยเปรียบประเทศกัมพูชาเป็นสถานที่ทางเลือกแห่งหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเดินทางไปท่องเที่ยว อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งควรดำเนินการใน ลักษณะ คือ การสร้างพันธมิตรกับคู่ค้า เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือสายการบิน เพื่อให้ได้ส่วนลดในการจัดทัวร์ และอีกลักษณะหนึ่งคือการสร้างพันธมิตรกับบริษัทนำเที่ยวในประเทศกัมพูชา เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าที่ต้องการท่องเที่ยวในหลากหลายประเทศ ทั้งในลักษณะการจัดทัวร์ไปต่างประเทศ (Outbound) และการจัดทัวร์เข้ามาในประเทศ (Inbound) ในกรณีที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางเข้ามาเที่ยวต่อในประเทศไทย
                          3. ธุรกิจบริการทั่วไป ได้แก่ บริการสุขภาพ สปา สถานบริการ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ
                            เป็นธุรกิจต่อเนื่องและสนับสนุนการท่องเที่ยว ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริการสุขภาพ สปา สถานบริการ นวด และร้านจำหน่ายของที่ระลึก เป็นต้น
                            (
                            ตารางที่ 2.53 จำนวนร้านอาหาร บริการนวด สปอร์ตคลับ และร้านจำหน่ายของที่ระลึกในกัมพูชา) (P2-125)
                            • ร้านอาหาร ธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะร้านอาหารต่างชาติที่ตกแต่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากกัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับชาวกัมพูชาเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ รวมทั้งอาหารประเภท Fast Food และ Food Court ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารในกรุงพนมเปญ และจังหวัดเสียมเรียบทำได้หลายระดับเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยอาจเน้นร้านอาหารนานาชาติเพื่อให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก สำหรับการลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารไทยนับว่ามีศักยภาพมาก เนื่องจากอาหารไทยขึ้นชื่อทั้งในด้านคุณภาพและความอร่อย รวมทั้งภาพลักษณ์ในด้านความพิถีพิถันในการปรุงแต่ง จึงได้รับการตอบรับจากชาวกัมพูชารวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในกัมพูชาเป็นอย่างดี
                            • บริการด้านสุขภาพและสปา ในกัมพูชาคาดว่าน่าจะเป็นอีกช่องทางของสินค้าไทยที่สามารถเข้าไปทำตลาดได้ สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต (Life style) ที่มีกำลังซื้อมากขึ้น และการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว และคู่แข่งในธุรกิจยังมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ นอกจากนี้ วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรท้องถิ่นแปรรูปของไทย อาทิเช่น ขมิ้น ชัน ข่า ตะไคร้ ฯลฯ ทำให้สามารถสร้างมูลค่าให้กับสมุนไพรไทยได้อีกด้วย
                            • ร้านจัดจำหน่ายของที่ระลึก การเปิดร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก สามารถเลือกดำเนินการตั้งแต่ร้านขนาดเล็ก หรือลงทุนเปิดร้านขนาดใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ หรืออาจจะรับจ้างผลิตสินค้าให้แก่ร้านขายของที่ระลึกอีกทอดหนึ่ง
                          4. ธุรกิจสนับสนุน ได้แก่ โรงเรียนการท่องเที่ยว โรงเรียนฝึกอบรมมัคคุเทศก์
                            ทางรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงร่วมมือกับภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถานศึกษา ร่วมจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศกัมพูชา ได้บรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เลือกเรียน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้รัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ทว่าปัญหาหลักคือขาดมาตรฐานการเรียนการสอน แรงงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องในกัมพูชาก็ยังคงขาดทักษะเกี่ยวกับการให้บริการ จึงเป็นโอกาสในการทำธุรกิจโรงเรียนสอนวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม รวมถึงการสอนภาษา และช่างฝีมือแขนงต่าง ๆ ซึ่งผู้ประกอบการของไทยค่อนข้างถนัด เนื่องจากประเทศไทยมีความโดดเด่นทางด้านการให้บริการ

                          จุดแข็ง

                          จุดอ่อน

                          • มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม เช่น หาดทรายชายทะเล น้ำตก ภูเขา เป็นต้น
                          • ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีของคนไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Land of Smile”
                          • ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์
                          • การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองหลัก
                          • มาตรฐานสินค้าและบริการรวมถึงคุณภาพของสินค้าทางการท่องเที่ยวยังต่ำ
                          • การขาดแคลนศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว
                          • การขาดการดูแลรักษาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ไม่เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าการท่องเที่ยว (Valued Added) ภายในประเทศ

                          โอกาส

                          อุปสรรค

                          • จุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาค
                          • การขยายตัวของตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวของจีนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นและต้องการเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศมากขึ้น รวมถึงตลาดตะวันออกกลางที่เริ่มสนใจการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีบริการรูปแบบใหม่ ๆ ราคาไม่สูงมากนัก เช่น ทัวร์สุขภาพ ทัวร์เสริมความงาม เป็นต้น
                          • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีภาวะการแข่งขันสูงและคู่แข่งมี Brand ที่เข้มแข็ง
                          • การท่องเที่ยวกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาค ด้านจำนวน และรายได้
                          • ต้นทุนผู้ประกอบการด้านอุสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น
                          • การระบาดของโรคไข้หวัดนก,โรคซาร์ และความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

                          ภาพรวมของกัมพูชา (4)


                          อุปสงค์ความต้องการกลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร

                          http://122.155.9.68/talad/index.php/cambodia/sector/agro-products
                          ภาพรวมของภาคการเกษตรในกัมพูชา

                          ภาคการเกษตรนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2551 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคการเกษตร (ราคา ณ ปี ปัจจุบันเท่ากับ 13,593.32 พันล้านเรียล หรือมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 32.38 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพีซึ่งมีมูลค่าจีดีพีเท่ากับ 41,977.30 พันล้านเรียล ภาคการเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ รองจากภาคบริการ ที่มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 38.83 ตามด้วยภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับที่ ที่มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 22.37 โดยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกันเป็นปีต่อปีจะพบว่าภาคเกษตรและภาคบริการมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญน้อยลง ดังแผนภาพที่ 2.14 (P2-106)
                          สำหรับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร หรือจีดีพีภาคการเกษตร มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง ปี 2546-2551 โดยเมื่อปี 2546 มีมูลค่าจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับ 5,925.84 พันล้านเรียล และในปี 2551 มีมูลค่าจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับ 13,593.32 พันล้านเรียล นั่นคือในระหว่าง ปี 2546-2551 มีอัตราการขยายตัวของจีดีพีภาคการเกษตร เท่ากับร้อยละ 18.38
                          (แผนภาพที่ 2.15 การขยายตัวของจีดีพีภาคการเกษตร ระหว่าง ปี 2546-2551) (P2-107)
                          เมื่อพิจารณาเฉพาะองค์ประกอบของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร ของปี 2551 พบว่า มีมูลค่าผลผลิตทางด้านพืชเกษตรมากที่สุดเป็นอันดับ โดยมีมูลค่าเท่ากับ 7,500.66 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคการเกษตร รองลงมา ได้แก่ การประมง มีมูลค่าเท่ากับ 2,921.58 พันล้านเรียล หรือ คิดเป็นร้อยละ 22 ตามด้วยการทำฟาร์มปศุสัตว์ มีมูลค่าเท่ากับ 1,810.91 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 13 และองค์ประกอบสุดท้ายคือการทำป่าไม้ มีมูลค่าเท่ากับ 1,360.18 พันล้านเรียล หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ตามลำดับ
                          (แผนภาพที่ 2.16 องค์ประกอบของจีดีพีภาคการเกษตร ปี 2551) (P2-108)
                          ทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการเกษตร พบว่า มีระบบการชลประทานครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานร้อยละ 31 และเวียดนามมีพื้นที่ชลประทาน ร้อยละ 45 ในขณะที่เกษตรกรทั่วไปที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองอยู่ร้อยละ 80 หรือเกษตรกรกว่าร้อยละ 20 ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เมื่อพิจารณาถึงองค์ความรู้ด้านการเกษตร พบว่าอยู่ในระดับต่ำมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ที่คอยถ่ายทอดความรู้ทางด้านการเกษตร ให้แก่เกษตรกรทั่วทั้งประเทศเพียง 500 คน ซึ่งมีภาระที่จะต้องดูแลเกษตรกรทั่วประเทศกว่า ล้านครัวเรือน นั่นคือเจ้าหน้าที่ คน ต้องคอยดูแลเกษตรกรถึง 4,000 ครัวเรือน เมื่อเป็นเช่นนี้เกษตรกรจึงต้องเผชิญกับปัญหาปุ๋ยปลอม การใช้สารเคมีทางการเกษตรแบบผิดวิธี รวมถึงการขาดการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต ทำให้ต้นทุนในการทำการเกษตรค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณาถึงการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรก็จัดอยู่ในระดับที่ล้าสมัย มีรายงานจำนวนรถไถนาทั่วประเทศ ประมาณ 5,000 คัน นอกจากนี้ การให้สินเชื่อเพื่อการเกษตรก็ยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับที่สูงมาก (Lim, 2006)
                          การทำการเกษตรในประเทศกัมพูชา
                          เมื่อพิจารณาขนาดพื้นที่การทำการเกษตรในกัมพูชา โดยจำแนกตามการจัดหมวดหมู่ประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ซึ่งแบ่งการจัดหมวดหมู่พืชเข้าเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ พืชอาหาร พืชน้ำมัน พืชเส้นใย พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น จะพบว่าพืชอาหารมีความสำคัญมากต่อการทำการเกษตรของกัมพูชา เนื่องจากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกพืชอาหารเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันพืชน้ำมัน ไม้ผล พืชผัก และไม้ยืนต้น ก็มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ในด้านการทำปศุสัตว์ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
                          1. พืชอาหารในหมวดของพืชอาหาร ข้าว ยังคงเป็นพืชที่มีความสำคัญเป็นอันดับ โดยมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 2.6 ล้านเฮกตาร์ รองลงมาคือ มันสำปะหลัง มีพื้นที่เพาะปลูก 1.7 แสนเฮกตาร์ ข้าวโพด มีพื้นที่เพาะปลูก 1.6 แสนเฮกตาร์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เพาะปลูก 1.4 แสนเฮกตาร์ ถั่วเขียว มีพื้นที่เพาะปลูก 4.5 หมื่นเฮกตาร์ อ้อยโรงงาน มีพื้นที่เพาะปลูก 1.3 หมื่นเฮกตาร์ และมันเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ข้าวโพดและ มันสำปะหลังอาจมีการเปลี่ยนแปลงลำดับของพื้นที่เพาะปลูก โดยมีปัจจัยสำคัญคือราคาผลผลิตในแต่ละฤดูกาลเพาะปลูก
                            (
                            ตารางที่ 2.43 พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร ระหว่างปี 2549-2551) (P2-110)
                          2. พืชน้ำมันในหมวดพืชน้ำมัน พืชที่มีการเพาะปลูกกันมากคือปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2549 กว่า ล้านเฮกตาร์ รองลงมาได้แก่ถั่วเหลือง มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2551จำนวน 7.4 หมื่นเฮกตาร์ ถั่วลิสง มีพื้นที่เพาะปลูก 1.8 หมื่นเฮกตาร์ มะพร้าว มีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2549 จำนวน 2.9 หมื่นเฮกตาร์ และงามีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2551 จำนวน 3.5หมื่นเฮกตาร์ เมื่อพิจารณาในหมวดพืชน้ำมัน จะพบว่า ถั่วเหลืองและงา มีแนวโน้มการเพาะปลูกน้อยลง ในขณะที่ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว เนื่องจากไม่มีรายงานตัวเลขจึงไม่สามารถวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของการเพาะปลูกได้
                            (
                            ตารางที่ 2.44 พื้นที่เพาะปลูกพืชน้ำมัน ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                          3. พืชเส้นใยในหมวดพืชเส้นใย พืชที่มีการรายงานพื้นที่การเพาะปลูกมีอยู่ชนิดเดียวคือปอแก้ว แต่มีขนาดพื้นที่เพาะปลูกน้อยมาก โดยในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 449 เฮกตาร์ ปี 2550 มีพื้นที่เพาะปลูก 461 เฮกตาร์ และปี 2551 มีพื้นที่เพาะปลูกลดลงเป็น 397เฮกตาร์
                            (
                            ตารางที่ 2.45 พื้นที่เพาะปลูกพืชเส้นใย ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                          4. พืชผักในหมวดพืชผัก มีการรายงานพื้นที่เพาะปลูกผักทุกชนิดในภาพรวม โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ หมื่นเฮกตาร์ และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูก ส่วนหนึ่งของพืชผักใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้อนร้านอาหารและโรงแรม
                            (
                            ตารางที่ 2.46 พื้นที่เพาะปลูกพืชผัก ระหว่างปี 2549-2551) (P2-111)
                          5. ไม้ผลในหมวดไม้ผล มีการรายงานพื้นที่เพาะปลูกเพียงปี 2549 เพียงปีเดียว โดยไม้ผลที่มีความสำคัญ อันดับแรก ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ มีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ รองลงมาคือกล้วยมีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ มะม่วง มีพื้นที่เพาะปลูก หมื่นเฮกตาร์ ขนุน มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ และน้อยหน่า มีพื้นที่เพาะปลูก พันเฮกตาร์ ดังรายละเอียดในตาราง
                            (
                            ตารางที่ 2.47 พื้นที่เพาะปลูกไม้ผล ระหว่างปี 2549-2551) (P2-112)
                          6. ไม้ยืนต้นในหมวดไม้ยืนต้น เป็นอีกกลุ่มผลผลิตที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยพื้นที่ปลูกมากคือ ยางพารา มีพื้นที่เพาะปลูก ในปี 2549 จำนวน หมื่นเฮกตาร์ ปี 2550 มีพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มเป็น หมื่นเฮกตาร์ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางรัฐบาลกัมพูชา ได้ให้สัมปทานพื้นที่เพาะปลูกระยะยาวแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ สำหรับพืชชนิดอื่นในหมวดเดียวกัน แต่ไม่มีความสำคัญมากนักคือพริกไทย และกาแฟ มีพื้นที่ประมาณ ร้อยเฮกตาร์และ ร้อยเฮกตาร์ ตามลำดับ
                            (
                            ตารางที่ 2.48 พื้นที่เพาะปลูกไม้ยืนต้น ระหว่างปี 2549-2551) (P2-113)
                          7. การปศุสัตว์การทำฟาร์มปศุสัตว์ในประเทศกัมพูชายังเป็นลักษณะการทำฟาร์มแบบครัวเรือน ไม่ใช่ลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยตัวเลขในปี 2551 พบว่า มีการเลี้ยงกระบือจำนวน แสนตัว สัตว์ปีก 16 ล้านตัว โค จำนวน ล้านตัว และสุกร จำนวน ล้านตัว โดย มีแนวโน้มที่การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเกือบทุกชนิด ยกเว้นสุกร ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งคือการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศไทย เข้าไปแย่งตลาด
                            (
                            ตารางที่ 2.49 ปริมาณสัตว์เลี้ยงในช่วงระหว่างปี 2549-2551) (P2-113)


                          ช่องทางและโอกาสของสินค้าเกษตร


                          สินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ประกอบไปด้วยสินค้าจำนวน กลุ่ม คือ

                          1. จักรกลการเกษตร แบบเคลื่อนที่ เช่น รถไถนั่งขับ รถไถเดินตาม รถเก็บเกี่ยว รถตัดหญ้า เครื่องตัดหญ้า และหยอดเมล็ดพันธุ์ แบบไม่เคลื่อนที่ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องคัดแยก และเครื่องปั๊มน้ำ
                          2. เคมีเกษตร เช่น ปุ๋ยต่าง ๆ ฮอร์โมน ยาปราบศัตรูพืช สารป้องกันโรคพืช และสารกำจัดวัชพืช เป็นต้น และ
                          3. เมล็ดพันธุ์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ
                          อาชีพหลักของชาวกัมพูชา คือ การเกษตรกรรม ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 70 ซึ่งส่วนใหญ่จะเพาะปลูกอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบกัมพูชา ทั้งนี้ รายได้หลักของประเทศกัมพูชามาจากภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 32.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ได้แก่ การกสิกรรม การประมง ปศุสัตว์ และป่าไม้ ซึ่งสินค้าเกษตรที่ส่งออก ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์ปลา และยางพารา รองลงมา ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วลิสง สัตว์มีชีวิต ผลไม้ และปลา เป็นต้น
                          ปัจจุบัน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการจากกัมพูชา เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง และไม้ยูคาลิปตัส ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเหล่านี้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำ Contract Farming ระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังช่วยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของกัมพูชา ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากประเทศกัมพูชามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปร่วมส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกับกัมพูชาและรับซื้อสินค้าเกษตรเหล่านั้น ในราคายุติธรรมภายใต้ระบบ Contract Farming และส่งออกสินค้ามาไทย ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากไทย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศ อาทิ คูเวต ญี่ปุ่น เวียดนาม เข้ามาเช่าพื้นที่ในกัมพูชา เพื่อทำการเกษตร เพื่อส่งผลผลิตนั้นกลับประเทศตัวเอง
                          ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในกัมพูชาจะมีลักษณะราบลุ่มเหมาะกับเกษตรกรรมคล้ายกับประเทศไทยและประชากรส่วนใหญ่ของกัมพูชาประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ชาวกัมพูชามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.919 ต่อปี ในขณะที่วิธีการเพาะปลูกยังคงเป็นแบบดั้งเดิมคือผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ กัมพูชาจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้าเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรจากต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
                          อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นที่ต้องการของกัมพูชาทั้งจักรกลแบบเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่นั้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่รายได้น้อยและไม่ได้รับการศึกษามากนัก การพิจารณาสินค้าที่จะทำการส่งเสริมนั้น ควรเป็นสินค้าที่ราคาไม่แพงมากนัก และการใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงสามารถซ่อมบำรุงด้วยตัวเองได้ ขณะที่ในส่วนของปุ๋ยและเคมีภัณฑ์นั้น เนื่องจากการที่พื้นที่โดยรวมของกัมพูชาปลอดจากปุ๋ยเคมีและสารเคมีตกค้าง กัมพูชาจึงมีศักยภาพในการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและกำลังเป็นที่นิยมในตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกัมพูชาจึงส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก ดังนั้น หากต้องการค้าปุ๋ย จึงควรเน้นปุ๋ยอินทรีย์มากกว่าปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีราคาแพง ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดและวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น โรงงานผงชูรส และโรงงานสุราฯ จึงเป็นการสร้างประโยชน์ด้วยการสร้างคุณค่าการตลาดของปุ๋ยให้สูงขึ้น

                          ตลาดด้านการท่องเที่ยวในกัมพูชา

                          รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยได้จัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2544 ต่อมารัฐบาลได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว (Tourism Action Plan) โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น ล้านคน โดยการสนับสนุนให้นักลงทุนภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ การขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และน้ำประปา รวมถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อชักจูงให้เข้าไปลงทุนในภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ทำบันทึกความตกลง (MOU) กับสายการบินต่าง ๆ ให้มีการเพิ่มเที่ยวบิน และเปิดเที่ยวบินตรง (Direct Flights) ไปยังประเทศกัมพูชา ภายใต้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี (Open Sky Policy) แต่สิ่งที่อยู่ในแผนการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพของการบริการ การฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว การพัฒนาโรงแรมให้ได้มาตรฐาน และการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศ
                          การหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในกัมพูชาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีผลให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องหรือบริการการท่องเที่ยว เพื่อให้ความสะดวกและความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอุปทานของสินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบไปด้วยสินค้าและบริการ กลุ่มหลัก ได้แก่
                          (1) กลุ่มธุรกิจที่พัก ได้แก่ โรงแรม รีสอร์ท เกสเฮาส์ และโฮมสเตย์ เป็นต้น
                          (2) กลุ่มธุรกิจบริการการท่องเที่ยว ได้แก่ บริการทัวร์และนำเที่ยว รถเช่า เรือเช่า
                          (3) ธุรกิจบริการทั่วไป ได้แก่ บริการสุขภาพ สปา สถานบริการ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ
                          (4) ธุรกิจสนับสนุน ได้แก่ โรงเรียนการท่องเที่ยว โรงเรียนฝึกอบรมมัคคุเทศก์

                          อุปสงค์ความต้องการกลุ่มสินค้า บริการด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง

                          ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา
                          ในปี 2538 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกัมพูชา จำนวน 219,680 คน ล่าสุดจากการรายงานเมื่อปี 2551 มีจำนวน 2,125,465 คน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชา มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการขยายตัวในรอบ 14 ปีโดยเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 20.77 ต่อปี ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าสู่หลักล้านคนครั้งแรกในปี 2547 จากนั้นก็อยู่ในระดับเกินกว่า ล้านคนมาโดยตลอด เฉพาะปี 2551 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ประมาณ 1,595 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นร้อยละ 16 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นับว่าภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็น ใน ภาคธุรกิจ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชา และสามารถจ้างงานในประเทศมากกว่า 250,000 ตำแหน่ง
                          (แผนภาพที่ 2.17 จำนวนนักท่องเที่ยว ระหว่างปี 2538-2551) (P2-116)
                          ในปี 2551 กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกัมพูชา 10 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 266,525 คน คิดเป็นร้อยละ 12.54 เวียดนาม จำนวน 209,516 คน คิดเป็นร้อยละ 9.86 ญี่ปุ่น จำนวน 163,806 คน คิดเป็นร้อยละ 7.71 สหรัฐอเมริกา จำนวน 145,079 คน คิดเป็นร้อยละ 6.83 จีน จำนวน 129,626 คน คิดเป็นร้อยละ 6.10 ไทย จำนวน 109,020 คน คิดเป็นร้อยละ 5.13 สหราชอาณาจักร จำนวน 98,093 คน คิดเป็นร้อยละ 4.62 ฝรั่งเศส จำนวน 97,517 คน คิดเป็นร้อยละ 4.59 ออสเตรเลีย จำนวน 84,957 คน คิดเป็นร้อยละ และไต้หวัน จำนวน 83,000 คน คิดเป็นร้อยละ 3.91
                          เป้าหมายหลักของการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศกัมพูชา คือ จังหวัดเสียมเรียบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก "ประสาทนครวัด (Angkor Wat)-นครธม (Angkor Thom)" โดยกว่าครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีจุดมุ่งหมายที่จะเข้าไปเยี่ยมชม สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ และอีกกว่าครึ่งเดินทางไปยังกรุงพนมเปญและจังหวัดอื่น ๆ ดังสัดส่วนในแผนภาพที่ 2.18 (P2-118)
                          ข้อมูลฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชา จากสถิติการท่องเที่ยวระหว่างปี 2547-2551 ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวคึกคักมาก (High Season) คือช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเบาบาง (Low Season) คือช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน โดยสถิติเมื่อปี 2551 พบว่า เดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด เดือนแรก ได้แก่ เดือนธันวาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 229,269 คน เดือนมกราคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 223,581 คน และเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนนักท่องเที่ยว 214,902 คน ตามลำดับ ส่วนเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำสุด เดือนแรก ได้แก่ เดือนมิถุนายน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 130,853 คน เดือนกันยายน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 145,146 คน และเดือนกรกฎาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยว 148,449 คน ตามลำดับ
                          เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในประเทศกัมพูชา พบว่า ในปี 2551 มีอัตราจำนวนวันที่พำนักโดยเฉลี่ย (Average Length of Stay) เท่ากับ 6.65 วัน และมีอัตราการเข้าพักโรงแรม (Hotel Occupancy) เท่ากับ ร้อยละ 62.68 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเข้าพักโรงแรมของประเทศไทยในปีเดียวกัน เท่ากับ ร้อยละ 51.3 โดยนักท่องเที่ยว คน ใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาโดยเฉลี่ย เท่ากับ 750 เหรียญสหรัฐฯ โดยสามารถจัดประเภทของการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ดังแสดงในตารางที่ 2.50 (P2-119)