head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

5 กลยุทธ์การตลาด ตั้งราคาสินค้าให้ดูราคาถูกลง



"Ninety-nine percent of advertising doesn't sell much of anything." ~David Ogilvy • Photo belongs to Elliott Brown
 ที่มา http://incquity.com/articles/money-talk/5-low-price-strategy
ไม่น่าเชื่อว่าการจัดแจงเกี่ยวกับราคาเล็กๆ น้อยๆ นั้นกลับสร้างผลทางจิตวิทยาที่ทำให้สินค้าเจ้าหนึ่งเอาชนะสินค้าไปได้อย่างฉิวเฉียดในตอนจบได้บ่อยๆ
เมื่อไปช้อปปิ้งหรือแม้แต่ไปเลือกซื้อสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต ภาพหนึ่งที่คุณอาจไม่ค่อยได้นึกถึง นั่นคือที่จริงเรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางสงครามราคาอันเงียบกริบระหว่างแต่ละยี่ห้อที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด! และทุกคนต่างก็หวังว่าจะเฉือนเอาชนะใจเราได้เพื่อจะได้เงินของเรา ซึ่งชัยชนะที่ว่านั่น (ถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค) ส่วนใหญ่ชัยชนะจะตัดสินกันที่แทบวินาทีสุดท้ายที่จุดขายสินค้า (Point of Sale) เมื่อลูกค้าจะตัดสินใจซื้อจากราคาว่าสินค้าตัวไหนราคาถูกกว่า

ถึงแม้สินค้าจะราคาต่างกันไม่เท่าไร แต่ไม่น่าเชื่อว่าการจัดแจงเกี่ยวกับราคาเล็กๆ น้อยๆ นั้นกลับสร้างผลทางจิตวิทยาที่ทำให้สินค้าเจ้าหนึ่งเอาชนะสินค้าไปได้อย่างฉิวเฉียดในตอนจบบ่อยๆ และ 5 กลยุทธ์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เราพบว่าผู้ขายสินค้าในตลาดปัจจุบันนิยมเลือกใช้เพื่อให้สินค้าของตัวเองดูราคาถูกลงได้สำหรับเรา

1.ราคานี้ยังไม่รวม
เทคนิคนี้เรามักจะพบบ่อยตามร้านอาหาร ที่เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินทีไรราคาก็มักจะออกมาสูงกว่าที่ราคาอาหารที่เราสั่งทุกที นั่นเป็นเพราะราคาที่อยู่ในเมนูนั้นคือราคาที่ยังไม่รวมภาษีหรือค่าบริการต่างๆ ที่เพิ่มมามากถึง 7-10% ของราคาอาหารเลยทีเดียว

ในธุรกิจร้านอาหาร เรามักพบข้อความที่ด้านล้างสุดของเมนูระบุว่าราคาอาหารยังไม่รวมเซอร์วิส ชาร์จ (service charge) และภาษี หรือเราอาจพบแบบเครื่องหมายบวกบวก “++” ซึ่งหมายถึงจะมีคิดเงินเพิ่มโดยจะคำนวน service charge ก่อนแล้วคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามลำดับ หรือแบบบวก“+” เพียงอันเดียวซึ่งจะหมายถึง บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว

ที่จริงแล้วธรรมเนียม (หรือแนวคิด) การบวก service charge นั้นตั้งอยู่บนแนวคิดว่าเราได้ “ใช้บริการ” ของเขาหรือไม่ ซึ่งการบริการของร้านอาหารนั้นก็เป็นไปได้ตั้งแต่การนั่งรับประทานในร้านซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และใช้บริกรอำนวยความสะดวกของร้าน ไปจนถึงบริการส่งสินค้าถึงบ้าน ซึ่งต้องใช้พนักงานส่งสินค้า ซึ่งบริการเหล่านั้นเกิดเป็นค่าใช้จ่ายกับเจ้าของสินค้าทั้งสิ้น การบวก service charge จึงเป็นเสมือนการชดเชยค่าใช้จ่ายเหล่านั้นให้กับทางร้าน ซึ่งถ้าเราได้ใช้บริการอย่างยาวนานหรือสมเหตุผล (เช่น อยู่ที่ร้านนาน หรือระยะทางส่งสินค้าไกลมากๆ) ค่าบริการนี้ก็ถือว่าดูมีที่มาที่ไปที่น่าจะยอมรับได้

ส่วนทิปซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นพร้อมกันแต่เป็นการยากที่จะแยกแยะว่าร้านค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นคิด service charge ไปเพื่อประโยชน์ของผู้บริการจริงหรือไม่ ดังนั้น การให้ทิปในปัจจุบัน (หากประทับใจการบริการของผู้ให้บริการ) จึงควรให้เป็นเงินแยกต่างหากอย่างชัดเจนแทน

และบางครั้งเมื่อเราจะซื้อสินค้าในจากต่างประเทศโดยเฉพาะเครื่องไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ IT เราจะพบว่านอกจากราคาสินค้าที่ปิดป้ายไว้แล้วก็ควรจะเช็คให้ดีก่อนว่ามีภาษีอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจเจอบวกแปลกๆ อย่าง Electronic Waste Recycling Fee (Ewaste) ในอเมริกา ซึ่งหมายถึงค่าธรรมเนียมการรีไซเคิลสำหรับสินค้าอิเลคทรอนิคส์บางกลุ่ม ที่ทำให้เราต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

2. (ลดปริมาณแต่)ไม่เพิ่มราคา
มั่นใจว่าเกือบทุกคนน่าจะเคยสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของขนมกรุบกรอบ ที่ในปัจจุบันเปิดห่อมาแล้วจะต้องแปลกใจว่าทำไมถึงเหลือปริมาณเพียงเท่านี้ (บางรายเหลือไม่ถึง 10 ชิ้น) หรือแม้กระทั่งน้ำดื่มบางยี่ห้อที่มีการเปลี่ยนแพคเกจและถือโอกาสลดปริมาณลงไปด้วย ทั้งๆที่ราคาขายก็ยังเท่าเดิมกับเมื่อก่อน โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็มักจะโฆษณาไปว่านี่คือ “โฉมใหม่” สินค้า ก็มี

เป็นอันว่าราคาสินค้าที่ถูกลงหลายครั้งก็หมายถึงจำนวนชิ้นที่ลดลง หรือรสชาติที่จัดจ้านน้อยลงก็ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามนั่นเป็นวิธีการลดต้นทุน

3.ดอกจันโปรโมชั่น
เดี๋ยวนี้ไม่มีป้ายโปรโมชั่นไหนที่ไม่มีดอกจันพร้อมตัวหนังสือเล็กๆ อยู่ใต้ภาพอีกต่อไปแล้ว! บางอันตั้งหัวคำโปรยดูน่าสนใจและชักชวนให้ซื้อเป็นอย่างมาก แต่หากเราไม่ใส่ใจดูให้ดีก็คงติดกับแน่ๆ

ดังนั้นเราจึงควรสังเกตและอ่านรายละเอียดของโปรโมชั่นนั้นๆ อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกบริษัทบัตรเครดิตต่างๆ ที่มักจะนำเสนอแต่สิทธิพิเศษเมื่อสมัครบัตรและค่าสมัครฟรี แต่จะใช้วิธีปกปิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้ตัวหนังสือเล็กๆ เหล่านั้นเสมอ

4.ราคาเริ่มต้นเพียง
เรามักตกหลุมพรางกับสินค้าราคาถูก ยิ่งเมื่อได้ยินว่าราคาเริ่มต้นหรือราคาต่ำที่สุดในร้านนั้นช่างถูกแสนถูก หรือการตั้งลดราคาสินค้าค้างสต็อคที่ 80% แล้วเขียนราคาลดกว้างตั้งแต่ 20%-80% ก็มักจะดึงความสนใจของเราได้แทบจะในทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ราคาเริ่มต้นนั้นเป็นไปได้ตั้งแต่สินค้าที่จงใจผลิตเพื่อให้เป็น “สินค้าราคาเริ่มต้น” สำหรับโฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งหลายครั้งต่อให้ไม่ว่าจะลดราคาไปมากแค่ไหนก็ยังไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่ดี

สมมติว่าร้านซูชิชื่อดังร้านหนึ่งที่ติดป้ายข้างหน้าว่าเริ่มต้นเพียง 19 บาท ซึ่งเมื่อลูกค้าเข้าไปก็พบว่า 19 บาทนั้นเป็นเพียงซูชิราคาถูกต่างๆ ที่ตนไม่ได้สนใจทานอยู่แล้ว จึงเลี่ยงไปทานสินค้าราคาปรกติอื่นๆแทน ส่วนราคาอาหารชนิดอื่นที่สนใจกลับมีราคาที่สูงมากเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกค้าเข้าไปในร้านแล้วโอกาสในการซื้อนั้นเกิดขึ้นเสมอ จึงอาจพูดได้ว่าผู้ขายได้ประโยชน์มากกว่าผู้ซื้อในกรณีนี้

ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่า “เริ่มต้นเพียง…” ก็ควรคิดให้ดีก่อนเลือกซื้อหรือเลือกใช้บริการ

5.เพิ่มราคาก่อนลดราคา
อีกหนึ่งกลยุทธ์ยอดฮิตที่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร แต่ถ้าติดป้ายว่า “ลดราคา” ก็มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อเห็นป้ายลด 30% หรือ 50% แล้วก็จะยิ่งดึงดูดนักช็อปทั้งหลายให้เข้าไปเลือกดูกัน แต่ปัญหาก็คือว่าเราเห็นเพียงป้ายลดราคาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าลดจากราคาเต็มเท่าไรด้วยซ้ำ ซึ่งทางที่ดีแล้วถึงแม้ว่าจะเห็นป้ายลดราคาแล้วก็ควรจะเปรียบเทียบราคาหรือโปรโมชั่นกับร้านอื่นด้วยก่อนตัดสินใจซื้อ

เรื่องนี้ประสบการณ์ในการไปซื้อสินค้าตามเอาต์เล็ทนั้นบอกเราได้เป็นอย่างดี ที่ราคาลด 30-50% ที่มีราคาเกือบจะเท่ากับราคาเต็มที่กรุงเทพฯ นั้นทำเอาเราใจหายไปหลายหนแล้วเหมือนกัน เพราะราคาที่บอกว่าลดนั้น แท้จริงมีการเพิ่มราคาขึ้นไปเพื่อทำให้ราคาลดกลับมาเป็นราคาสินค้าปรกตินั่นเอง

• • •

ถ้าเราไม่ใช่นักล่าสินค้าถูกหรือ Price hunter ที่มีการเตรียมตัวดีทุกครั้งก่อนออกช้อปปิ้ง ไม่ใช่คุณแม่บ้านที่ต้องซื้อของเข้าบ้านเป็นประจำ หรือไม่ได้เป็นแฟนแบรนด์สินค้าโปรดจนแทบจะบอกราคาได้ทุกชิ้นว่าอันไหนลดไม่ลดแล้วละก็ ทั้ง 5 ประการนี้น่าจะพอให้แนวทางกับเราได้บ้างว่ามีอะไรบ้างที่ควรสังเกตและระวังเกี่ยวกับเรื่องราคาสินค้า เพราะหลายครั้งการหัวเสียหลังจากรับประทานอาหารหรือเพิ่งจับจ่ายอย่างมีความสุขเสร็จใหม่ๆ ก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดเสียจริง และถ้าเป็นไปได้ เพียงเรารู้ตัวก่อนสักหน่อยก็ น่าจะทำให้เรารอบคอบและได้รับความพึงพอใจจากสินค้าและบริการได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

Gen S ผู้บริโภครุ่นใหม่มาแล้ว

กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 14 กุมภาพันธ์ 2556
Added on: 14/2/2556
ที่มาhttp://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=95689
เด็กที่เกิดในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ได้ชื่อว่าเป็น Gen s หรือ Generation Screen เพราะเกิดมาในยุคดิจิตอลที่มีการปฏิวัติเทคโนโลยี และอยู่ท่ามกลาง “จอ” รอบตัว

รายงานของ Adam Shlachter ผู้บริหารของ MEC เครือกรุ๊ปเอ็ม ได้วิเคราะห์ว่า Gen S เติบโตในโลกของจอทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และทีวีอินเทอร์เน็ต ทั้งเพื่อความบันเทิง สื่อสาร การศึกษา ช้อปปิ้ง โลกของเขาเล็กลงเพราะเข้าถึงกันได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบเสมือนจริง อุปกรณ์สำหรับพวกเขาคือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ทีวี แล็ปท็อปที่เป็นทัชสกรีน

แล้วนักการตลาด แบรนด์ ร้านค้า จะเข้าถึงกลุ่ม Gen S ที่จะเป็นผู้บริโภคในอนาคตนี้ได้อย่างไร?

คำตอบ คือ แบรนด์ต้องอยู่ในที่ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้อยู่ ต้องพยายามทำให้ข้อมูลของแบรนด์สินค้าปรากฏกับสายตาพวกเขาให้ได้ เช่น ต้องสร้างสรรค์และออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับจอประเภท และแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นการอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

ทั้งนี้ที่อเมริกาพบว่าแบรนด์จำนวนมากยังตามไม่ทันเทรนด์นี้ โดยผลการวิจัยของ Interactive Advertising Bureau พบว่าปัจจุบัน 45% ของบริษัทฟอร์จูน 500 ยังไม่ได้ทำเว็บสำหรับการดูผ่านมือถือ ส่วนแบรนด์ที่ทำแล้วก็มีการสร้างสรรค์เป็นแอปพลิเคชั่น มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายทั้งแม่และเด็ก อย่างเช่น แอปฯ Magic Vision ของสินค้าพลาสเตอร์ยา ที่หาลูกเล่นให้เด็กๆ สนใจสินค้า โดยให้เล่นกับแอปฯ บนไอแพด สแกนแล้วสนุกกับการคุมหุ่นบนจอ




หรืออย่าง Crayola Color Studio ที่ให้เด็กได้วาด หรือลงสีบนแท็บเล็ต หรืออย่างแอปฯ ของพิพิธภัณฑ์อเมริกันที่นำนิทรรศการไดโนเสาร์มาให้เด็กๆ ได้ดู

นี่คือ Gen S ที่จะเป็นผู้มีกำลังซื้อในอนาคต ที่นักการตลาดต้องจับให้อยู่ เพื่อค้นหารูปแบบที่เหมาะสม ทดลองและเรียนรู้ ใครได้คำตอบที่ใช่ก่อน คือผู้ชนะใจลูกค้าในอนาคตอย่างแน่นอน



In&Out ของ Gen S

 In

- เอ็นพีดีพบว่า 27% ของยอดขายทีวีในไตรมาสแรกของปี 2012 หรือเกือบ 14 ล้านเครื่องเป็นอินเทอร์เน็ตทีวี

- การ์ทเนอร์คาดว่าในปี 2012 จะมียอดขายแท็บเล็ต 60 ล้านเครื่องซึ่งมากกว่าปีที่แล้วเท่าตัว

- โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าปี 2012 สมาร์ทโฟนทั่วโลกจะมีถึง 2,000 ล้านเครื่อง ทำให้พฤติกรรมของเด็กจะทำอะไรต้องมีจอ ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ต้องทัช ต้องมีกล้อง ต้องเชื่อมต่อกัน เพื่อแชร์

Out

คีย์บอร์ดและเมาส์เป็นอุปกรณ์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และในไม่ช้ารีโมตก็จะเป็นอุปกรณ์ที่แปลกสำหรับกลุ่มนี้ รวมไปถึงกระเป๋าเงิน เครดิตการ์ด หรือแม้แต่เงินสดก็เอาต์สำหรับพวกเขาในเวลา 2-3 ปีนับจากนี้

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

เด็กกับอำนาจซื้อที่คาดไม่ถึง!

ที่มา http://www.learners.in.th/blogs/posts/139097?locale=en
http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=59614
เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบริษัทต่างๆจึงมีการทำการตลาดกับเด็กทั้งๆที่เด็กทั้งหลายก็ไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยได้เท่าไรนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กกลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของพ่อแม่อย่างมาก

ซึ่งในแต่ละปี เด็กอเมริกันสามารถทำให้เกิดการใช้สอยกว่า 500,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นมูลค่ามหาศาล จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมบริษัทต่างๆได้สร้างโฆษณาเพื่อจูงใจเด็กโดยเฉพาะ เช่นแมคโดนัลด์ ทำชุดแฮปปี้มีลที่มีของเล่นแถมมากับอาหาร หรือ การสร้างสนามเด็กเล่นในร้านแมคโดนัลด์ ที่แมคโดนัลด์เน้นการทำการตลาดกับเด็กเพราะเห็นว่า หากเด็กๆต้องการเข้ามาทานอาหารที่ร้านแมคโดนัลด์ เด็กๆก็ต้องให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองพามานั่นก็หมายความว่าเราได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกสองคน

ความสำเร็จของแมคโดนัลด์ทำให้เกิดกระแสการโฆษณาสินค้าที่พุ่งเป้าไปที่เด็กโดยตรง  ซึ่งทุกวันนี้บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ก็มีแผนกเด็กโดยเฉพาะ และบริษัทการตลาดบางแห่งก็ตั้งขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดเด็กอย่างเดียว ไม่น่าเชื่อว่าอันที่จริงแล้ว นักวิจัยได้ค้นพบว่าเด็กสามารถจำโลโก้เส้นโค้งสีทองของแมคโดนัลด์ได้ก่อนชื่อตัวเองซะอีก                การโฆษณาที่พุ่งเป้าไปที่เด็กนั้น จะเปลี่ยนให้เด็กเป็นเซลล์แมนตัวน้อยๆที่ประสิทธิภาพสูงมาก เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่รู้จักพ่อแม่ของเขาดีที่สุด รู้จุดอ่อนของพ่อแม่ว่าจะต้องทำอย่างไร ถึงจะซื้อสินค้าที่ต้องการให้



ข้อสรุป ทำไมตลาดเด็กจึงทรงพลัง 
1.เด็กถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สามารถปลูกฝังแบรนด์ได้ดี ซึมซับได้ผลเร็ว มีผลต่อการสร้างแบรนด์ในระยะยาว
2.พลังของเด็กสามารถเชื่อมต่อ หรือกระตุ้นยังกลุ่มพ่อแม่หรือผู้บริโภคอื่นๆ ทำให้เกิดพลังการจับจ่ายมากขึ้น
3.กลุ่มเด็กทำให้แบรนด์ดูสดใส กระฉับกระเฉง และทันสมัยมากขึ้น
4.เด็กสามารถสะท้อนไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เพื่อเป็นโจทย์ให้ผู้ผลิตสินค้านำมาปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ
5.กลุ่มเด็กมีความต้องการที่หลากหลาย ทำให้สามารถสร้างโปรดักส์ใหม่ๆ หรือกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น


ข้อควรระวังต่อการทำตลาดเด็ก 
1.การสื่อสารด้านการตลาดของเด็ก จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หรือข้อความการโฆษณาที่เข้าใจง่ายๆ หรือสนุกๆ เช่น มีตัวการ์ตูนในการสื่อสาร เพราะเด็กมักจะเลือกรับการสื่อสารที่เข้าใจง่ายๆ และมีการตัดสินใจบริโภคจากการรับข้อมูลที่ซ้ำไปซ้ำมา
2.สินค้าบริโภคสำหรับเด็ก เช่น ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม ฟาสต์ฟู้ดส์ ปัจจุบันมีผลต่อปัญหาสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดโรคอ้วน จึงมักเป็นสินค้าที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักต่อต้านการบริโภค ดังนั้นผู้ผลิตจึงต้องหนทางในการปรับปรุงสินค้าเพื่อสุขภาพของเด็ก
3.การตลาดเด็ก จำเป็นต้องคำนึงถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย หากทำแคมเปญใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กต้องมีแผนรองรับผู้ปกครองเด็กด้วย หรือผู้ผลิตสินค้า อย่างเช่นเกมเครื่องเล่น ควรจะมีวิธีเล่นที่พ่อแม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย


พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของเด็ก 
1. ข้อมูลทางด้านพฤติกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า เด็กร้อยละ 50 ของประชากรในประเทศไทย หรือในอเมริกา ยุโรป อายุเฉลี่ย 8 ขวบ เปลี่ยนจากการวิ่งเล่นกลางแจ้งมาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ การทำตลาดกับเด็กยุคใหม่จึงควรมีช่องทางผ่านเว็บไซต์ เพื่อเกิดการรับรู้ของโลก

2. การบริโภคเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ยังเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่เติบโตสูงสุด ปัจจุบันกลุ่มที่เป็นเด็กในจำนวนเด็กทั่วโลกมีสัดส่วนถึง 40% สูงกว่าการบริโภคโดยเฉลี่ยของประชากรทุกกลุ่ม สินค้าน้ำอัดลมจึงยังเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่ากับเด็กได้อย่างมาก

มูลค่าตลาด
ปัจจุบันมูลค่าตลาดเด็กยังมีการวิจัยถึงมูลค่ารวมที่ชัดเจน มักจะวิจัยหรือประมาณการเป็นเซ็กเมนต์สินค้า เช่น ตลาดนมผงเด็ก ตลาดผ้าอ้อม ตลาดเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งแต่ละประเภทสินค้าจะมีมูลค่าประมาณพันกว่าล้านบาท ดังนั้นถ้าวิเคราะห์โดยภาพรวมมูลค่าตลาดเด็ก จึงถูกประมาณไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

ตลาดด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม

http://122.155.9.68/talad/index.php/vietnam/sector/tourism-related
ประเทศเวียดนามมีความโดดเด่นเรื่องของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ ฮาลองเบย์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย สงบ และ สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นมิตร จุดขายในเรื่องของการท่องเที่ยวแบบประหยัด และผจญภัย ซึ่งเป็นแนวโน้มของการท่องเที่ยวทั่วโลกในขณะนี้ และเวียดนามพยายามนำเสนอการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค โดยนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา ในคราวเดียว

อุปสงค์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
ธนาคารแห่งประเทศไทย (2551) รายงานว่า World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (2549)รายงานว่ารัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว (Master Plan on Development of Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553

ปี 2549 รัฐบาลเวียดนามกำหนดเป้าหมายการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ 3.6 ล้านคน16 แต่จำนวนตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ประมาณ 3.2 ล้านคน แสดงว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติปี2552 มีจำนวน 3.8 ล้านคน ลดลงจากปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 4.2 ล้านคน

จะเห็นว่าแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศเวียดนามจะมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จากปี 2541 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 ล้านคน เป็น 4.2 ล้านคนในปี 2550 และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย จากปี 2541 จำนวน 0.016 ล้านคน เป็น 0.161 ล้านคนในปี 2550

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552


  • ท่องเที่ยว 2.0 ล้านคน ลดลง 16.2% มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาเวียดนามประมาณ 3.4 ล้านคน ลดลง 12.3% โดยแยกตามวัตถุประสงค์การเดินทางเข้ามาได้ ดังนี้
  • ธุรกิจ 0.7 ล้านคน ลดลง 10.2%
  • เยี่ยมญาติ 0.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.8%
  • อื่น ๆ 0.23 ล้านคน ลดลง 8.1%
ทั้งนี้ เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาจาก จีน (14%) สหรัฐอเมริกา (10.8%) เกาหลีใต้ (9.6%) ญี่ปุ่น (9.6%) ไต้หวัน (7.2%) และจากประเทศอื่น ๆ (48.8%)

นอกจากนี้อุปสงค์ของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว มีลักษณะที่ไม่มีเหมือนกันในแต่ละบุคคลเนื่องจากนักท่องเที่ยวแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันทางด้านสภาพแวดล้อม หรือคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งนักท่องเที่ยวมีทั้งกลุ่มที่มาจากยุโรป อเมริกา และแถบเอเซีย พฤติกรรมการท่องเที่ยวจะมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างดังกล่าวอาจมีผลทำให้ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มรับรู้หรือเข้าใจหรือคิดนึกถึงมีความแตกต่างกันตามกลุ่มของนักท่องเที่ยวและอาจทำให้คุณค่าที่ได้รับความพึงพอใจ และความภักดีต่อแหล่งท่องเที่ยวมีความแตกต่างกันอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งภายในประเทศเวียดนามเอง และชาวต่างประเทศ ที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามนับวันจะสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ มีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจการท่องเที่ยว  
ภาวะการแข่งขัน

ในด้านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม จะมีการแข่งขันเป็นไปในลักษณะของการแข่งขันในด้าน Outbound ของต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศเวียดนามเองมีปริมาณไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 มีเพียง 3.8 ล้านคน เนื่องจากในประเทศคู่แข่งหรือคู่ค้า คือ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีบริษัทที่จัดทำทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าไปประเทศตน ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยนั้น บริษัทต่างๆ ก็จะมีการแข่งกันในการลดราคา การซื้อเป็นเพกเกจทัวร์นั้นสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งแพกเกจ 4 วัน 3 คืน ราคาเพียง 300 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกมาก เป็นการแข่งกันตัดราคาของผู้ประกอบการกันเองแต่สำหรับการจัดทัวร์ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามนั้นยังมีราคาสูง ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในแถบเอเซียนี้มองว่าประเทศเวียดนามเป็นตัวเลือกลำดับรองๆ ลงมา

สำหรับการทำธุรกิจด้านการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การก่อสร้างโรงแรมที่พัก หรือการก่อสร้างสถานที่ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ จะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ เช่น

การเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ สามารถทำได้ทั้งการลงทุน 100% และการร่วมลงทุนกับบริษัทท้องถิ่น ซึ่งหากต้องการลงทุน 100 ก็สามารถขอใบอนุญาตได้สะดวก และรวดเร็วอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก การเช่ารถ การนวด สปา ภัตตาคาร เป็นต้น การที่จะเปิดธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น เนื่องด้วยข้อกฎหมายของเวียดนาม การลงทุนของต่างชาติควรที่จะเปิดในรูปแบบของบริษัท หรือการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การประกอบธุรกิจสปา ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยมีฝีมือ และมีความสามารถ อีกทั้งภูมิปัญญาในการนวดแผนไทย การที่จะดำเนินธุรกิจควรจะเข้าไปเปิดเป็นส่วนควบกับกิจการที่เปิดเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างเช่นควรจะไปเปิดอยู่กับโรงแรมที่เปิดกิจการอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ การที่จะไปเปิดเป็นร้านทั่วๆ ไป ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้โดยตรง
ปัจจุบันต่างชาติยังถือครองที่ดินในเวียดนามไม่ได้ ทำได้เพียงทำสัญญาระยะยาว เช่น เช่าที่ดินได้นาน 50 ปี ตารางเมตรละ 20-50 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวนความสะดวกสิ่งที่นักลงทุนควรคำนึงถึงคือ ตามหลักการของเวียดนาม เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า อาจต้องคืนที่ดินให้กับทางการ ขณะที่ในประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ และมูลค่าของที่ดินมีแต่จะเพิ่มขึ้น
การที่จะทำการลงทุนก่อสร้างสถานที่แห่งหนึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนอย่างมาก เพราะราคาที่ดินแพง เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยได้มีเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด อีก 2 ส่วนจะเป็นพื้นที่ภูเขา ป่า เกาะแก่ง ซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้
ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวค่อนข้างแพง ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก ค่าที่พัก ค่าโรงแรม ถ้าระดับดี หรือระดับ 5 ดาว ก็จะตกราว 120-150 เหรียญดอลล่าสหรัฐ ต่อห้องต่อวัน นอกจากนี้ค่าอาหารการกินก็มีราคาแพงมาก
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว จะไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยว แหล่งช๊อปปิ้งมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของแต่ละเขตเมือง เพราะสภาพบ้านเมืองยังไม่พัฒนามากนัก การเดินทางระหว่างเมืองยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ถนนหนทางยังเป็นถนนที่แคบอยู่ ซึ่งการเดินทางสัญจรไปมา ส่วนใหญ่จะใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถประจำทางยังมีไม่มาก ที่สำคัญคือ การเดินทางเสียเวลามาก ทำให้ท่องเที่ยวได้น้อย

การขยายตัวของด้านการท่องเที่ยว

จากการคาดหมายของ World Travel and Tourism Council (WTTC) คาดหมายให้เวียดนามมีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี 2548-2558และในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวตามลำดับ ถึงแม้ว่าเวียดนามได้อนุมัติกฎหมายว่าด้วยการท่องเที่ยว (Law on Tourism) ซึ่งกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 6 ล้านคนในปี 2553 และนักท่องเที่ยวในประเทศ 25-26 ล้านคนในปี 2553 แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ในปี 2552 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในเวียดนามมีแค่ 3.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้ามาลดลงทุกด้าน เช่น การเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การทำธุรกิจ และด้านอื่นๆ ยกเว้นการเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังเวียดนามกว่าร้อยละ 90 ที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพียงครั้งเดียว คือเมื่อมาเที่ยวแล้วจะไม่มาซ้ำอีก เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการบริการด้านสาธารณูปโภค แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งมีไม่มาก

สิ่งที่ควรปรับปรุงเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา คือ การลดราคาสำหรับค่าทัวร์ ค่าตั๋วโดยสารให้ถูกลง สำหรับการจัดทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศเวียดนามนั้น ควรที่จะต้องจัดทำราคาสำหรับค่าเพกเกจการท่องเที่ยวให้ถูกลง เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เลือกจะมาเที่ยวในแถบเอเชีย ลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ให้ถูกลง ปรับปรุงการจัดการบริการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ปรับปรุงขั้นตอนในการให้บริการ มีการพัฒนามัคคุเทศก์ ให้ดีขึ้น อีกทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งด้านสาธารณูปโภค และเส้นทางการคมนาคม

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  
(ภาพที่ 3.10 ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว)

จากห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะเป็นการเชื่อมโยงกันของธุรกิจที่ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อที่จะให้การบริการต่างๆ นั้นไปถึงมือผู้บริโภค หรือลูกค้า เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้บริโภคนั้นได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากการได้รับการบริการ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้โดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การให้บริการด้านความบันเทิง บริการอาหารการกิน ร้านอาหาร บริการการเดินทาง ตลอดจนโรงแรม ที่พัก นอกจากนี้ในส่วนของการนำเที่ยว โดยมีบริษัทนำเที่ยว หรือตัวแทนจากบริษัท ซึ่งก็คือไกด์นำเที่ยว พาเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ

นอกจากนี้การที่ลูกค้าจะติดต่อกับธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ติดต่อห้องพัก โรงแรม สถานบันเทิง ตลอดจนการขนส่ง หรือหาพาหนะเดินทาง ผู้บริโภคหรือลูกค้าสามารถติดต่อผ่านเอเย่นต์ ตัวแทน หรือบริการทัวร์ แม้กระทั่งสามารถหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ได้

ธุรกิจในอุสาหกรรมท่องเที่ยวมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยตรง ในระบบเศรษฐกิจคำว่า การท่องเที่ยว หมายถึงภาคเศรษฐกิจที่รวมธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม

การประกอบธุรกิจการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งด้วยพาหนะขนส่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการท่องเที่ยว แบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ


  • ธุรกิจขนส่งทางบก (Land transportation) การเดินทางโดยรถไฟ, รถยนต์ส่วนบุคคล รถเช่า รถตู้เพื่อนันทนาการ, รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว
  • ธุรกิจขนส่งทางน้ำ(Water transportation) เรือเดินทะเล, เรือล่องแม่น้ำ, เรือข้ามฟาก
  • ธุรกิจขนส่งทางอากาศ (Air transportation) การบินที่เป็นลักษณะเที่ยวบินประจำ, ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ, และการบินแบบเช่าเหมาลำ
  • นิยมใช้หลายๆ แบบปะปนกัน

ธุรกิจเกี่ยวกับที่พักแรม

เป็นการประกอบธุรกิจการขายบริการที่พักเพื่อคนเดินทางที่ต้องการพักค้าง ซึ่งอาจมีการบริการอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการด้วย อาทิ โรงแรม (Hotel), ที่พักประเภทอื่นๆ เช่น บ้านแบ่งให้เช่า ที่พักสำหรับเยาวชน โมเต็ล โรงแรม รีสอร์ท คอนโดมิเนียม กรรมสิทธิ์ร่วม เกสต์เฮ้าส์ สถานที่พักแรมกลางแจ้ง (Accommodation)

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

การประกอบธุรกิจในการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคนเดินทาง นักท่องเที่ยว หรือประชาชนทั่วไป โดยจัดเตรียมที่ให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารภายในสถานที่ที่ให้บริการ หรืออาจให้บริการบรรจุอาหารเพื่อให้ผู้บริโภค สามารถนำไปรับประทานที่อื่นได้

ธุรกิจนำเที่ยว

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหรือการให้บริการ หรือการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม ทัศนาจรหรือการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว อาจขายให้แก่นักท่องเที่ยวโดยตรง หรือขายผ่านตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว (Travel Agent) หรือดำเนินการนำเอาบริการอำนวยความสะดวกด้านยานพาหนะ ที่พัก อาหาร และทัศนาจรรวมกัน และขายในลักษณะเหมารวม (Package tour) อาทิการจัดบริการนำเที่ยวภายในประเทศ นำนักท่องเที่ยวต่างประเทศไปยังแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ นำนักท่องเที่ยวไทยไปยังต่างประเทศ, บริการแบบเหมารวม, บริการเฉพาะกลุ่ม

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าธุรกิจของที่ระลึก

เป็นสินค้าช่วยประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาแหล่งท่องเที่ยวสินค้าบางประเภท และเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบ ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยว อาทิ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านค้าปลอดอากร, ธุรกิจของที่ระลึก อาทิ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่นักท่องสามารถนำกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเองได้

ธุรกิจนันทนาการ

เป็นการประกอบกิจการให้บริการเพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลินสำหรับคนเดินทางหรือนักท่องเที่ยวได้แก่


  • ธุรกิจสวนสนุก อาทิสวนสนุก สวนสนุกรูปแบบเฉพาะ
  • ธุรกิจบันเทิง อาทิไนท์คลับ บาร์ ดิสโก้เธค และคาสิโน
  • ธุรกิจการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว อาทิเป็นผู้ชมกีฬา เป็นผู้เล่นกีฬา

ข้อมูลข่าวสารทางการท่องเที่ยว

การให้ข่าวสารการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการท่องเที่ยว และตัวนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ใช้บริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่คนในท้องถิ่น, ข้อมูลข่าวสารและสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ให้แก่นักท่องเที่ยว

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะในฮานอย และนครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญ มีโรงแรมเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 ปี ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมท้องถิ่นของชาวเวียดนามขณะที่โรงแรมของชาวต่างชาติมีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้ ในปี 2549 โรงแรมและบ้านพักตากอากาศในฮานอยมีจำนวน 698 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เป็นของชาวเวียดนาม 683 แห่ง และชาวต่างชาติ 15 แห่งขณะที่ในนครโฮจิมินห์ มีจำนวน 916 แห่ง เป็นของชาวเวียดนาม 897 แห่ง และชาวต่างชาติ 19 แห่ง

รัฐบาลเวียดนามได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน ขยายเส้นทางการบิน ปรับปรุงโรงแรมและบ้านพักตากอากาศให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้น รวมถึงการมุ่งพัฒนาให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ของสินค้าไทย


จุดแข็ง

จุดอ่อน

    • มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
    • ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีของคนไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น  “Land of Smile” และการให้บริการแบบไทย ซึ่งเป็นจุดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทย เพราะความเป็นกันเอง มีน้ำใจไมตรี ให้บริการเสมือนเป็นคนในครอบครัว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยได้รับจากประเทศไหน
    • ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยว ที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เป็นแหล่งให้ความรู้ทางการศึกษา
    • ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ไม่สูง ทำให้ผู้มาเที่ยวรู้สึกคุ้มค่าในการมา
    • ความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว ทั้งด้านการเดินทางและภาษา เพราะคนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และในกรณีสื่อสารไม่ได้ก็มีบริการช่วยเหลือ เช่น บริการของบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ให้บริการแปลภาษาอังกฤษให้กับแท็กซี่ เป็นต้น
    • มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวโดยตรง
    • ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกเหนือจากหน่วยงานปกติแล้ว ก็จะมีตำรวจท่องเที่ยวเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
            • การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพฯ และเมืองหลัก และแออัด ในแหล่งท่องเที่ยว
            • มาตรฐานสินค้าและบริการ รวมถึงคุณภาพของสินค้าทางการท่องเที่ยว
            • การขาดแคลนศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว
            • การขาดการดูแลรักษาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ไม่เกิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าการ ท่องเที่ยว(Valued Added) ภายในประเทศ
            • การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

                โอกาส

                อุปสรรค

                    • มีจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขงทางอากาศ โดยผู้เดินทางจากนานาประเทศที่เข้าสู่ภูมิภาคส่วนใหญ่จะต้องผ่านประเทศไทย และมีข้อได้เปรียบของระบบการจัดการสินค้าท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มี ประสิทธิภาพมากกว่าประเทศ อื่นในภูมิภาค
                    • การเปิดเสรีสินค้าบริการ และลงทุนในอาเซียน เพื่อการปรับตัวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (AEC) โดยต้นปี 2553 อัตราภาษีเป็นศูนย์ มีการนำร่องลดภาษีสินค้ากว่า 8,000 รายการเป็นศูนย์ หวังให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน ในการเจาะตลาดอาเซียน และอาเซียนกับตลาดโลก
                    • สถานภาพทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในตลาดโลก มีสถานที่จัดงานการท่องเที่ยว ระดับโลก เช่น งานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ จ.เชียงใหม่ ที่จัดไปแล้วในปี 2549 งานชมสวนราชพฤกษ์ เทศกาลดอกไม้ล้านดอก เป็นต้น
                    • การเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และการให้บริการสายการบินราคาถูก (Low cost airline) ทำให้ การท่องเที่ยวในประเทศมีราคาถูกลง และมีความสะดวกมากขึ้น
                          • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีภาวะการแข่งขันสูงและคู่แข่งมีชื่อเสียงที่เข้มแข็ง  ประเทศ คู่แข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม
                          • ต้นทุนผู้ประกอบการด้านอุสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
                          • การระบาดของโรคไข้หวัดนก, ไข้หวัด 2009 และความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ล่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
                          • ผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวซบเซา จำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง

                          กลยุทธ์การตลาดสำหรับสินค้าไทย  
                          ประเทศเวียดนามนอกจากจะเป็นตลาดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงแล้วเวียดนามยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอินโดจีนที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิกระแสการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศมีแนวโน้มเปลี่ยนปลายทางเป้าหมายจากประเทศไทยและอินโดนีเซียไปยังเวียดนามแทน

                          เวียดนามกำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในด้านศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานของหลายเชื้อชาติโบราณสถานที่เก่าแก่กว่าพันปีและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งชายทะเล น้ำตก และป่าเขตร้อนสำหรับการวางแผนการเข้าตลาดด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องในเวียดนาม ทั้ง 3 นคร  สามารถสรุปได้พอสังเขปดังนี้

                          แผนระยะสั้น นักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องได้ที่นครโฮจิมินห์  และนครไฮฟอง เนื่องจากธุรกิจนี้จะเป็นการให้บริการแก่ลูกค้า ในระยะเริ่มต้นนั้นนักธุรกิจจะต้องเน้นที่การให้บริการที่ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพราะการบริการของไทย มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคของชาวเวียดนาม  ลักษณะของสินค้าและบริการต้องมีสิ่งที่เด่นกว่าคู่แข่งขันที่มีอยู่เดิม  อีกทั้งจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือลูกค้ารู้จักมากขึ้น โดยจัดทำแผ่นพับ โบว์ชัวร์ วางไว้ตามโรงแรม ที่พักต่างๆ หรือทำการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซด์ หรือการลงโฆษณาในนิตยสาร

                          ดังนั้นการพิจารณาแผนการตลาดระยะสั้น ควรพิจารณาในด้านการให้บริการเป็นหลัก พร้อมทั้งการทำประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นฐานของกิจการให้มีความมั่นคง และปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากชาวเวียดนาม มีพฤติกรรมชอบการอ่าน การเลือกซื้อสินค้า และบริการที่บอกต่อๆ กัน ทำให้ง่ายต่อการทำตลาดในระยะต่อไป

                          แผนระยะกลาง ช่วงเวลา 3-5 ปี เพื่อที่จะสนับสนุนและทำให้เป็น Long term strategy ในช่วงนี้จะเป็นการทำการตลาดให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน หาจุดที่สำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านราคา หรือการให้บริการ ซึ่งนำมาปรับการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีกว่า โดยร่วมมือกับธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร การให้บริการนวดสปา ฯลฯ มีการจัดรูปแบบการนำเที่ยวให้มีความหลากหลาย เช่น

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการกีฬา โดยนำเที่ยวมาเล่นกอล์ฟ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เมื่อจัดมาเล่นที่เวียดนามแล้ว ในครั้งต่อไปก็อาจจัดไปที่ประเทศไทยบ้างซึ่งค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่า

                          จัดท่องเที่ยวเชิงการผจญภัย สำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบการผจญภัย มีการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ฯลฯ

                          แผนระยะยาว ช่วงเวลา 6-10 ปี เป็นการทำในช่วง Long term ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นการขยายตลาดออกไปมากขึ้น ขยายไปสู่ตลาดยุโรป อเมริกา เป็นการสร้าง Connection กับบริษัทต่างๆ เนื่องจากแนวโน้มของการท่องเที่ยวจากชาวยุโรป และอเมริกา จะเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น มีการเพิ่มสายการบิน เที่ยวบินเข้ามามาก จึงเป็นโอกาสในการที่จะติดต่อกับบริษัททางยุโรป และอเมริกา เพื่อที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวเวียดนาม และมีการแวะพักท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย อีกทั้งจัดให้มีการทำท่องเที่ยวในเชิงธุรกิจ นำมางาน Exhibition ต่างๆ หรือด้านการศึกษา เพื่อทำการต่อยอดต่อไป

                          ร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานราชการให้มีการโฆษณาการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนาม โดยให้รัฐบาลจัดทำสื่อโฆษณาโดยใช้คนที่มีชื่อเสียง หรือดาราของเวียดนามมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือมีการสร้างภาพยนตร์ละครที่สร้างขึ้นโดยใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นฉาก เพื่อให้เห็นถึงความสวยงามของประเทศ ทำให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้

                          ในระยะยาวนักธุรกิจหรือนักลงทุน สามารถดำเนินธุรกิจเชื่อมต่อเข้าไปในนครเกิ่นเธอ หรือเมืองอื่นๆ ที่มีการพัฒนาด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น มีการการพัฒนาในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ แล้ว มีถนนหนทางที่มีความสะดวกในการเดินทาง  ก็สามารถหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยว หรือลูกค้าเดิม กลับมาท่องเที่ยวอีกในสถานที่แห่งใหม่





                          วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

                          มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต

                          มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต


                          มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต
                          แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีน นับวันจะแผ่อิทธิพลครอบงำประชาคมเศรษฐกิจโลกครอบคลุมในแทบทุกมิติ ถึงขั้นอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชะตากรรมเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ อยู่ในเงื้อมมือของจีน
                          ชีวิตความเป็นอยู่ของพลโลกทุกวันนี้ เป็นชีวิตที่ขาดจีนไปไม่ได้ มิเช่นนั้นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตจะแพงขึ้นทันที
                          ข้าวของเครื่องใช้สารพัดในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลกเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนใหญ่ล้วนมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนเกือบทั้งหมด
                          ไอแพด...ไอโฟน...หรือแม้กระทั่งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อเด่นดังทั้งหลาย หากจะลองพลิกหงายท้องดูถึงแหล่งที่มาก็จะประจักษ์แจ้งในบัดดลว่า "เมดอินไชน่า"
                          พลังเศรษฐกิจจีนที่ทรงอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตประชากรโลก และทรงอิทธิพลต่อพลวัตของเศรษฐกิจโลก มีส่วนอย่างสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐีจีน มีชื่อติดอันดับในทำเนียบมหาเศรษฐีโลกมากขึ้น

                          ล่าสุดชื่อของ "จง-ชิง-โหว" (Zong Qinghou) วัย 66 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหางโจววาฮาฮากรุ๊ป สัญลักษณ์ "เด็กหัวร่อ"
                          ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแถวหน้าของเมืองจีน ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน

                          ขณะเดียวกันชื่อของเขา ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 146 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมของทรัพย์สินในความครอบครองจำนวน 21,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 669,000 ล้านบาท
                          จังหวะชีวิตของ "จง-ชิง-โหว" กว่าจะฝ่าด่านก้าวขึ้นมายืนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีนในวันนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ด้วยความทรหดยาวนานถึง 25 ปี
                          ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว "จง-ชิง-โหว" เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินกู้ยืมจำนวน 22,048 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 680,000 บาท

                          25 ปีผ่านไป อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป กลายเป็นมหาอาณาจักรธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโรงงาน 60 โรง กระจายตัวอยู่ใน 29 มณฑล ทั่วประเทศจีน
                          ผลิตภัณฑ์ภายใต้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป มีตั้งแต่โซดา น้ำผลไม้ เรื่อยไปถึงอาหาร และอาหารสำหรับทารก ตลอดจนเสื้อผ้าเด็ก

                          กรณีของเครื่องดื่ม ณ ขณะนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.2 ขณะที่ค่ายโคคา-โคล่า แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 16.8

                          สำหรับฐานะการเงินของค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป เมื่อปีที่แล้วมีรายได้รวม 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,000 ล้านบาท และมียอดกำไรอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท

                          ในรอบปีนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 412,000 ล้านบาท และผลกำไรที่ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,600 ล้านบาท
                          แม้ทุกวันนี้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป จะทำกำไรได้ปีละนับพันๆล้านดอลลาร์สหรัฐ
                          แต่เจ้าสัวจงชิงโหว ผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร กลับใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์เพียงแค่วันละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 620 บาทเท่านั้น

                          ที่มา : http://money.sanook.com