head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

มะกันจ่อขึ้นแท่นผู้ผลิตน้ำมันเบอร์ 1 ส่งเสริมบทบาท-อิทธิพลบนเวทีโลก

เขียนโดย jihad เมื่อ 27 เมษายน, 2013 - 06:41. ข่าว-สถานการณ์ อเมริกา
exxon บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกา
ที่มา http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/3791   
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของโอบามา ชี้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซเพิ่มมากขึ้น กระทั่งกลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กำลังทำให้บทบาทและอำนาจของอเมริกาในกิจการโลกหนักแน่นขึ้น อีกทั้งส่งผลลึกซึ้งต่อนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของแดนอินทรี

      ในการแสดงปาฐกถาที่ “ศูนย์นโยบายพลังงานโลก” ซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24) ซึ่งเป็นปาฐกถาสำคัญครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน ทอม โดนิลอน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่า การผลิตน้ำมันและก๊าซที่ขยายตัวเกินคาด ช่วยส่งเสริมการสร้างงาน และทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น และสหรัฐฯ มีอำนาจมากขึ้นในการเจรจากับชาติอื่นๆ

      เขาชี้ว่า จากการใช้เทคโนโลยีขุดเจาะแบบใหม่ ด้วยการอัดน้ำที่มีแรงดันสูง (hydraulic fracturing หรือ fracking) ทำให้สามารถสกัดน้ำมันและก๊าซจากหินน้ำมัน (shale rock) และจะส่งให้อเมริกาแซงหน้าซาอุดีอาระเบียขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลกในปี 2017

      โดนิลอนซึ่งบอกว่า เวลานี้ตนต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านนโยบายพลังงานแทบจะทุกวัน กล่าวต่อไปว่า หลังจากเชื่อกันมาตลอด 40 ปีว่า ซัปพลายพลังงานของสหรัฐฯ กำลังลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้อเมริกาต้องพึ่งพิงน้ำมันต่างชาติมากขึ้นๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว

      การผลิตน้ำมันและก๊าซได้เพิ่มขึ้นเช่นนี้ มีส่วนช่วยในเรื่องที่อเมริกากำลังเป็นผู้นำในการผลักดันการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจากกรณีโครงการนิวเคลียร์ และมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดเช่นนี้เองส่งผลให้เตหะรานส่งออกน้ำมันได้ลดลง กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ทว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้พุ่งทะยานแต่อย่างใด

      กระนั้น โดนิลอนยืนยันว่า แม้พึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยลง แต่อเมริกาจะยังคงร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคดังกล่าวต่อไป

      วอชิงตันยังหวังรับบทบาทสำคัญทางการทูตเพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกระหว่างจีนกับชาติเพื่อนบ้านที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมีปัจจัยผลักดันคือแนวโน้มแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง โดยโดนิลอนชี้ว่า คณะรัฐบาลโอบามาต่อต้านอย่างหนักแน่นจริงๆ ในเรื่องการใช้กำลังมาสนับสนุนการอ้างสิทธิอธิปไตย

      อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับการตัดสินใจด้านนโยบายพลังงานที่ยังคงคั่งค้างอยู่

      ทั้งนี้ พันธมิตรในเอเชียและยุโรปต่างต้องการให้อเมริกาเพิ่มการส่งออกก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนก๊าซนำเข้าของพวกตนลง

      แม้ยอมรับว่า การส่งออกก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ อาจสามารถลดทอนบทบาทของบางประเทศ เช่น รัสเซียที่เวลานี้มีอิทธิพลครอบงำตลาดก๊าซโลก แต่โดนิลอนไม่ได้เปิดเผยว่า วอชิงตันจะอนุญาตให้ส่งออกเชื้อเพลิงไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่

      ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคำร้องจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศล็อบบี้อย่างหนักเนื่องจากกลัวว่า การส่งออกก๊าซจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของตนก็จะต้องขยับขึ้นเช่นกันในท้ายที่สุด

      นอกจากนี้ โดนิลอนยังไม่พาดพิงถึงโครงการสร้างสายท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน เอ็กซ์แอล ที่จะลำเลียงน้ำมันดิบจากแคนาดาไปยังโรงกลั่นในมลรัฐนอร์ทดาโคตา ของสหรัฐฯ

      โครงการนี้ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากโอบามา อยู่ในภาวะหยุดชะงักมาหลายปีแล้ว กลุ่มพิทักษณ์สิ่งแวดล้อมนั้นต้องการให้ยกเลิกเด็ดขาดไปเลย โดยอ้างว่า การผลิตและการจัดส่งน้ำมันชนิดนี้ของแคนาดาจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

      ทางด้านเจสัน บอร์ดอฟฟ์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพลังงานแห่งใหม่ของโคลัมเบีย ชี้ว่า วิวาทะเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันและโครงการท่อส่งน้ำมัน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า อเมริกากำลังสาละวนกับโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงเวลาที่ประเทศขาดแคลนน้ำมันและต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมัน

      บอร์ดอฟฟ์ ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพลังงานระดับสูงของทำเนียบขาวมาจนถึงเดือนมกราคม ทิ้งท้ายว่า พลังงานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่คำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับนโยบายมากมายที่ไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อน

      ทั้งนี้ ศูนย์นโยบายพลังงานของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแห่งนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะอุดช่องโหว่ทางด้านนโยบายเหล่านี้ ด้วยการวิเคราะห์วิจัยอย่างเป็นอิสระในประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกับภาวะที่สหรัฐฯกลับมีพลังงานเหลือล้น ตลอดจนเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต


วิกฤติการณ์น้ำมันแพงครั้งอดีต

http://www.technologymedia.co.th/article/articleview.asp?id=214
วิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง คือ

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 เกิดหลังสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล ที่ประเทศกลุ่มอาหรับต้องการให้บทเรียนกับประเทศตะวันตกที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล ด้วยการลดกำลังการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่เคยเป็นของถูกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

ผลจากการปรับเปลี่ยนราคาในครั้งนั้น นอกจากจะทำให้สังคมโลกตระหนักว่า “ น้ำมัน” มิใช่ของฟรีแล้ว ยังทำให้เหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งยุโรปและในอเมริกาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของตนเองอย่างจริงจัง มีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านพลังงานทดแทน หรือเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ ๆ มีการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันในราคาแพงเพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาระบบขนส่งมวลชน

วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 80 เกิดจากกรณีสงครามอิรัก- อิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่าอิรักในช่วงนั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากอเมริกา ที่สูญเสียอำนาจในประเทศอิหร่านจากการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ของกษัตริย์ชาร์ ให้ต่อสู้กับประเทศอิหร่าน เพื่อล้มล้างอิทธิพลของอโยตลาโคไมนี่ผู้นำการปฏิบัติของอิหร่าน ระยะเวลาที่เกิดสงครามกินเวลานานหลายปีนั้น ได้ทำให้ปริมาณน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศที่ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส มีปริมาณลดลง ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

การขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤติครั้งที่ 2 นั้น ทำให้เกิดความพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ และได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แหล่งคือ ที่อ่าวเม็กซิโก และที่ทะเลเหนือ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ค้นพบ นอกจากทำให้ช่วยลดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 แล้วยังส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาต่ำลงเป็นประวัติการณ์หลังสงครามอิรัก- อิหร่าน ทั้งนี้เพราะปริมาณน้ำมันจาก 2 แหล่งใหม่นี้ ได้ทำให้ปริมาณของน้ำมันดิบที่ผลิตได้เกินความต้องการของตลาดโลก ขณะที่ประเทศกลุ่มอาหรับก็ไม่อยากให้รายได้จากการขายน้ำมันลดลง เพราะยังมีความต้องการเม็ดเงินเข้าไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศ ทำให้ประเทศกลุ่มอาหรับไม่สามารถลดกำลังการผลิตลงมาได้ จนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในช่วงปี 1990 เป็นต้นมามีราคาตกลงมา จนราคาน้ำมันเริ่มเข้าสู่สมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง

วิกฤติการณ์ครั้งที่ 3
ในวิกฤติการณ์ 2 ครั้งแรกนั้น สาเหตุสำคัญเกิดจาก “ สงคราม” ในปี 1990-91 แม้จะมีสงครามบริเวณตะวันออกกลางเกิดขึ้นอีก 1 ครั้งคือ การขับไล่อิรักออกจากคูเวตในสมัยบุชผู้พ่อ แต่ราคาน้ำมันก็จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ และปรับตัวลงหลังจากสงครามไม่นานนัก

ราคาน้ำมันดิบ กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีสงครามระหว่งสหรัฐ- อิรัคอีกหนึ่งครั้งในสมัยบุชผู้ลูก ในเดือนมีนาคม 2003 แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง เลย ( หรือมีน้อยมาก) ซึ่งนักวิเคราะห์มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 5 ประการคือ

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  • การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
  • การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
  • ความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาล
  • สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
ในปี 2003 ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของการใช้น้ำมันมากที่สุดคือประเทศจีนที่ใช้น้ำมันในปีที่แล้ว(2004) เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนอกจากประเทศจีนแล้ว การบริโภคน้ำมันในประเทศอินเดีย และสหรัฐอเมริกา ก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในปริมาณสูงเช่นกัน

การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ (Demand) เช่นนี้ หากเป็นในสมัยก่อน คงจะไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากเรามีการขุดเจาะบ่อน้ำมันใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในปีล่าสุด (2003) นี้ เรามีการพบน้ำมันจากแหล่งขุดเจาะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนักพลังงานหลายท่านวิเคราะห์ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำมันที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้มาถึงจุดสูงสุดของกำลังผลิต และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากไปกว่านี้ และมีแต่จะลดลงในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ อุปสงค์ เริ่มมีตัวเลขใกล้เคียงจนเกือบเท่ากับอุปทาน จนเป็นเหตุสำคัญของการเก็งกำไรน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 การปรับเปลี่ยนตะกร้าเงินในการซื้อขายน้ำมันของประเทศกลุ่มโอเปก
แต่เดิม การซื้อขายน้ำมันจะใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นตัวกลางในการซื้อขาย ซึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มรู้สึกว่า ราคาน้ำมันของตนเองนอกจากจะถูกดึงไปเป็นกลไกในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นเจ้าของสกุลเงินแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถควบคุมรายได้หลักของประเทศที่ไปอิงอยู่กับการอ่อนตัวหรือแข็งค่าของเงินเพียงสกุลเดียว

ดังนั้นในช่วงปี 2003 ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง จึงเริ่มมีการนำเงินยูโร มาเป็นสื่อกลางในการสำรองเงินตราของตนอีกหนึ่งสกุล ซึ่งการที่เงินสหรัฐมีค่าอ่อนกว่าเงินยูโร ได้ทำให้การซื้อขายน้ำมันเมื่อเทียบเป็นเงินสกุลดอลลาร์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ภายหลังวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 เข้าสู่สมดุล และนำมาซึ่งสถานการณ์น้ำมันล้นตลาดเป็นเวลาหลายปีนั้น ได้ทำให้โรงกลั่นน้ำมันที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมัน อยู่ในภาวะ “ ล้นตลาด” และหลายแห่งประสบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แทบจะไม่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาหรือสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลก ( โดยเฉพาะประเทศจีน) เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความต้องการด้านพลังงานน้ำมันในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่ากำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก อาจไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาคมโลกได้ และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ราคาน้ำมันที่ซื้อขายกันมีราคาเพิ่มสูงขึ้น

 ความต้องการน้ำมันตามฤดูกาล
ในช่วงฤดูหนาว ประเทศทางซีกโลกเหนือจะมีความต้องการน้ำมันมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น และแม้ความต้องการดังกล่าวจะลดลงหลังจากหมดฤดูหนาว แต่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ก็จะสูงขึ้นในหน้าร้อน ซึ่งนั่นเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลง

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ


ความไม่แน่นอนของสถานการ์ทางการเมืองโลก เช่น การที่สหรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าไปจัดการในอุตสาหกรรมการผลิตและขายน้ำมันของอิรักได้เต็มที่ ซึ่งแม้ผลกระทบที่มีต่อกำลังการผลิตรวมของทั้งโลกจะไม่มากนัก แต่ในแง่จิตวิทยามีผลค่อนข้างรุนแรงต่อตลาดซื้อขาย และยิ่งผสมกับการเก็งกำไรของนักลงทุน ได้ทำให้สถานการณ์น้ำมันยิ่งทวีความผันผวนมากยิ่งขึ้น

ราคาน้ำมันจะมีราคา ณ สมดุลใหม่อยู่ที่ใด

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มิใช่เกิดเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับวิกฤติการณ์เมื่อ 2 ครั้งก่อน ที่เกิดจากความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ( เช่น สงคราม) หากแต่เกิดจากสาเหตุของความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน รวมถึงสาเหตุอีกหลายประการ ที่มีแนวโน้มว่าคงจะเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะปรับราคาลงมาเช่นวิกฤติการณ์น้ำมันเมื่อ 2 ครั้งก่อนหน้า

หากจะคิดว่า เหตุการณ์ใดที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ
  • สภาวะเศรษฐกิจในประเทศจีน หรือสหรัฐ หรือเศรษฐกิจโลก เกิดการชะงักงันอย่างกระทันหัน และฉับพลัน ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้แต่ก็ค่อนข้างน้อยมาก เช่น เกิดสงครามระหว่างจีนกับไต้หวัน
  • การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ คล้าย ๆ กับการค้นพบน้ำมันในทะเลเหนือและอ่าวเม็กซิโก ที่ทำให้อุปทานมากกว่าอุปสงค์อย่างชัดเจน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยและต้องอาศัยโชคพอสมควร
ดังนั้น หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นปัจจุบัน ก็คาดได้ว่า “ สมดุลใหม่ของน้ำมัน” จะเป็นสมดุลที่ราคาน้ำมันมีราคาแพงมากจนทำให้ระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต และการดำรงชีวิต ในแบบปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ( ซึ่งนักวิชาการคาดกันว่าอยู่ที่ประมาณบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ขึ้นไป)

 ไทยกับการรับมือ
  • การแก้ไขปัญหาพลังงาน ปกติแล้วต้องใช้เวลายาวนาน ( มากกว่า 3 ปีขึ้นไป) จึงจะเห็นผล ไม่สามารถทำงานแบบไฟไหม้ฟางได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
  • 3 แนวทางการประหยัดพลังงาน
  • การลงทุนและการจัดการเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเปลี่ยนแปลงชนิดเชื้อเพลิงให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกลง และการใช้พลังงานทดแทน
  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและใช้พลังงานที่สำคัญของประเทศ

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

น้ำมันขึ้นราคา: ควรรีบ รอหรือเลิกซื้อบ้าน

น้ำมันขึ้นราคา: ควรรีบ รอหรือเลิกซื้อบ้าน

ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 26 ฉบับที่ 2033 วันที่ 7-10 สิงหาคม 2548 หน้า 35
 ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>(sopon@thaiappraisal.org)
ที่มา  http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market79.htm
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย<2>
          ราคาน้ำมันวันนี้ขึ้นสูงขึ้นนับเท่าตัวอย่างน่าใจหาย และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นอีกอย่างไม่หยุดยั้ง ถ้าเรามีแผนการที่จะซื้อบ้าน เราควรจะทำอย่างไรดี รีบ, รอ หรือเลิกซื้อกันแน่
นักพัฒนาที่ดิน: ต้อง "รีบ" เสมอ
          ถ้าไปถามนักพัฒนาที่ดิน โดยมากท่านก็มักต้องว่า “รีบ” คือ ยิ่งรีบยิ่งดี เพราะตัวเองจะได้ขายหมด (ห่วง) ไปเสียที กลยุทธกระตุ้นให้ผู้ซื้อบ้านรีบตัดสินใจซื้อ จึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะในเวลาที่วัสดุก่อสร้างจะขึ้นราคา ยิ่งในช่วงราคาน้ำมันทำท่าจะวิกฤติเท่าไร ก็ยิ่งต้องงัดกลยุทธนี้มาใช้เสมอ คงสังเกตได้ว่า นักพัฒนาที่ดินมักจะพูดว่า “ปีนี้เป็นปีทองของผู้บริโภค เพราะฉะนั้นรีบซื้อด่วน” (ก่อนที่ฉันจะ “แย่”) และทุกปีก็ล้วนถูกเอ่ยอ้างเป็นปีทองกันทั้งนั้น
          อันนี้จะไปโทษนักพัฒนาที่ดินก็คงไม่ได้ คนค้าขายสุจริต ไม่ได้ไปปล้นเขากิน ก็ต้องพยายามกระตุ้นให้คนซื้อด้วยวิธีการสารพัด ขอแต่ไม่ผิดศีลธรรม (แต่อาจกระตุ้นต่อม “อยาก”) ก็ถือเป็นใช้ได้ทั้งนั้น
น้ำมันขึ้นมีผลลบอย่างยิ่ง
          นับแต่ปี 2543 ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มกระเตื้องและเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งที่ราคาวัสดุก่อสร้างได้ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ราคาค่าก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นถึง 60% ในช่วงปี 2539-2547 และยิ่งในปี 2548 <3> ค่าก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้นถึง 75% ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมานักพัฒนาที่ดินอาจนำเรื่องค่าก่อสร้างขึ้นราคามาเป็นข้อ อ้างกระตุ้นให้คนรีบซื้อบ้าน สำหรับอัตราดอกเบี้ย ในช่วง 2 ปีมานี้ ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็คาดว่าคงไม่สูงขึ้นมากมายและเป็นการปรับตัวอย่างช้า ๆ ประกอบกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ล้วนได้บวกเผื่อไว้ในเงินผ่อนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบจึงอาจมีไม่มากนัก
          อาจกล่าวได้ว่า ดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะเศรษฐกิจ กล่าวคือถ้าเศรษฐกิจดี ดอกเบี้ยก็ขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ก็ยังอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยมาชลอ ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นทั้งในภาวะเศรษฐกิจดี (ต้นทุนค่าแรงเพิ่ม) และเศรษฐกิจตกต่ำ (ราคาวัสดุจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพราะค่าเงินตกต่ำ)
          ประเด็นสำคัญคงอยู่ที่ราคาน้ำมัน เพราะถ้าราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก ๆ ก็จะเป็นการสร้างการหยุดชะงักให้แก่เศรษฐกิจทั้งระบบ วิกฤติเศรษฐกิจอันเกิดจากราคาน้ำมันเคยเกิดขึ้นในโลกและประเทศไทยมาหลายหน แล้ว ดังนั้นประเด็นราคาน้ำมันจึงมีความสำคัญและน่าหวงเป็นที่สุด
          นี่แหละ การที่สิงคโปร์ไม่ตามก้นฝรั่ง จึงเกิด HDB ขึ้นอย่างสง่างาม
เราควรซื้อบ้านในภาวะนี้หรือไม่
          ประเด็นหลักที่ควรพิจารณาก็คือ เราจะมีเงินเพียงพอกับการผ่อนชำระหรือไม่ (ถ้าซื้อสดก็หมดห่วง) ทั้งนี้พิจารณาจากแหล่งรายได้ของเรา ว่าจะถูกกระทบจากราคาน้ำมันไหม ภาคธุรกิจที่เราอยู่นั้น จะได้รับผลกระทบสูงไหม ถ้าสูง ก็อาจกระทบต่อการงาน อาจตกงานและจะหางานใหม่ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็คงไม่มีปัญหา ถ้าไม่ได้ก็คงต้องคิดใหม
          เรายังคงจำได้ว่า สมัยเกิดวิกฤติ ประเภทที่ต้องการซื้อบ้านใกล้ที่ทำงานซึ่งเป็นเหตุผลของกลุ่มเป้าหมายแท้ ๆ ก็ยังมลายไปตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะถึงวันนั้นแม้แต่ที่ทำงานก็ไม่มีเหลือแล้ว บางคนที่เคยบอกจะซื้อบ้านเพื่อแต่งงาน หรือสร้างครอบครัวใหม่ ก็ยกเลิกการเพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อแล้ว เป็นต้น ดังนั้นเราจึงต้องดูว่าเรามีความสามารถในการจ่ายมากน้อยเพียงใด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน
          ถ้าเรามีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอ เราก็สามารถซื้อบ้านได้โดยไม่ต้องรั้งรอ ยิ่งในภาวะตกต่ำอาจยิ่งน่าซื้อเพราะอาจมีบางคน “ร้อนเงิน” จำเป็นต้องขายในราคาถูกว่าท้องตลาด ดังนั้นในกรณีนี้ แม้สมมติอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาบ้านจะไม่เพิ่มขึ้น แต่การซื้อต่ำกว่าราคาท้องตลาดก็เท่ากับได้กำไร ได้มูลค่าเพิ่มมาตั้งแต่แรกแล้ว
ควรซื้อบ้านสร้างเสร็จหรือบ้าน "กระดาษ"
          โดยทั่วไปบ้านที่สร้างเสร็จแล้วมี “ภาษี” ดีกว่า ด้วยซื้อแล้วได้แน่นอน บ้านโครงการจัดสรรที่ยังไม่ได้สร้าง ถ้าเศรษฐกิจผันผวนก็อาจ “เจ๊ง” ไปเสียก่อนได้ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ผู้จองซื้อบ้านยังไม่มี (น่าแปลกแท้ เราผ่านบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจมา 8 ปีแล้ว ยัง “เจ็บไม่จำ” ยังไม่มีการ “ล้อมคอก” ออกมาตรการนี้เลย)
          แล้วจะปรับตัวกันอย่างไร ในส่วนของคนซื้อบ้าน ถ้าจะซื้อบ้าน “กระดาษ” (ทำสัญญาบนกระดาษก่อนแล้วค่อยสร้าง) เราก็ต้องพยายามเลือกบริษัทที่เชื่อถือได้ (อย่าลืมว่าในยามวิกฤติปี 2540 แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ก็ยัง “เดี้ยง” เลย) ในส่วนของบริษัทพัฒนาที่ดิน ก็อาจปรับตัวด้วยการประกาศมาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ซื้ออุ่นใจ อันถือเป็นกลยุทธทางการตลาดอย่างหนึ่ง
ตลาดนี้ไม่ใช่มีเฉพาะบ้านจัดสรร
          คนไทยเคยชินกับการซื้อบ้านจัดสรรมือหนึ่ง จะได้ใหม่ ๆ เฮง ๆ เมื่อคราวฉลองกรุงเทพมหานครครบรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2525) กทม.และปริมณฑลมีบ้านรวมกัน 1 ล้านหน่วย บัดนี้ผ่านไป 23 ปีกลับมีบ้านเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้าน รวมเป็น 3 ล้านหน่วย และบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านในโครงการจัดสรรหรืออาคารชุดเสียด้วย
          แต่ในอนาคตทิศทางจะเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ การซื้อขายหลักอาจไม่ใช่บ้านจัดสรรอีกต่อไป จะเป็นบ้านมือสองเป็นสำคัญ บ้านมือหนึ่งยิ่งเกิดขึ้นมาก บ้านมือสองยิ่งโตเป็นเงาตามตัวและทอดยาวกว่าบ้านมือหนึ่งเสียอีก ในสหรัฐอเมริกา ปีหนึ่ง ๆ มีการซื้อขายบ้านมือสองประมาณ 6 ล้านหน่วย ในขณะที่มีการขออนุญาตสร้างบ้านใหม่เพียง 2 ล้านหน่วยหรือเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น <4>
          ดังนั้นในกรณีประเทศไทย ถ้าเราจะซื้อบ้านมือสอง (ซึ่งบางทียังไม่มีคนอยู่ด้วยซ้ำเพราะเป็นมือสองจากการซื้อ ไม่ใช่จากการอยู่อาศัย) เรายังมีโอกาสซื้อได้อีกมาก ความเสี่ยงต่ำ ราคาต่ำกว่าบ้านมือหนึ่ง แหล่งขายบ้านมือสองก็ได้แก่ สถาบันการเงินต่าง ๆ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ทั้งหลาย กรมบังคับคดี บริษัทนายหน้า หรือแม้แต่บ้านใกล้เรือนเคียง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการซื้อบ้านมือสองก็มี เช่น ต้องตรวจสอบว่ายังมีใครครอบครองหรือบุกรุกอยู่หรือไม่ สภาพเป็นอย่างไร ต้องซ่อมแซมหรือไม่ เป็นต้น
สรุป: ซื้อด้วยวิจารณญาณ
          การซื้อบ้านนั้นเราต้องรอบรู้ (knowledgeable) ด้วยการทำ “การบ้าน” คือไปหาข้อมูลเปรียบเทียบโครงการทั้งเก่าและใหม่ให้ดี ให้เวลากับการไตร่ตรองพอสมควร หรืออาจว่าจ้างหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกฎหมาย ช่างโยธาสำรวจบ้าน ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นายหน้า นักบริหารทรัพย์สิน เป็นต้น
          ถ้าเราจะซื้อบ้าน โดยเฉพาะเพื่อใช้สอยเอง (ไม่ใช่เก็งกำไร) กอปรด้วยการมีความพร้อมและมั่นใจว่าไม่ซื้อ “ผิดราคา” ก็ซื้อได้ทันทีไม่ต้องรั้งรอ แต่ถ้าประเมินฐานะตัวเองสูงไป ขาดความพร้อมและยังไม่มั่นใจว่าซื้อได้สมราคาหรือไม่ ก็ค่อย ๆ คิดก็ได้ บ้านไม่ใช่ถูก ๆ เช่น ผักปลา (ทั่วไป) อย่าลืมว่า เสียดายที่ไม่ได้ซื้อ ดีกว่าเสียดายที่ซื้อ เพราะ ถ้าซื้อไม่ทัน กล้าเสี่ยงน้อยกว่าคนอื่นแล้วคนอื่นได้กำไรไป ก็ควรอนุโมทนากับเขา ไม่ควรไปอิจฉาเขา แต่ถ้าซื้อผิดพลาดไป ทุนหายกำไรหด จะแย่ไปใหญ่
หมายเหต
<1>
เป็นนักวิจัย-ประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA.co.th กรรมการสมาคมการวางแผนและเคหะแห่งอาเซียน ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์โลก (FIABCI) ประจำ ESCAP และผู้แทนของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน IAAO ประจำประเทศไทย
<2>
ทะเบียนมูลนิธิเลขที่ กท.1075 เป็นองค์กรที่มุ่งให้ความรู้ด้านการประเมินค่าทรัพย์สินและการพัฒนาเมืองแก่ ประชาชนทั่วไป ถือเป็นองค์กรวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจการคึกคักต่อเนื่องที่สุดแห่ง หนึ่งในปัจจุบัน
<3>
โปรดดูรายละเอียดได้ใน http://www.thaiappraisal.org/images/cost47-thai.pdf
<4>
โปรดดูรายละเอียดได้ใน http://www.meyersgroup.com/homebuilding/homebuilding.asp

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 4 ภาคน้ำมัน

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 4 ภาคน้ำมัน

น้ำมัน โลหิตสีดำ ที่หล่อเลี้ยงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก นำมาซึ่งวิวัฒนาการ ความก้าวหน้า ความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งของโลกในศตวรรษที่ 20  

น้ำมัน โลหิตของปีศาจ ที่ชักนำให้เกิดความขัดแย้ง สงครามในหมู่มนุษยชาติมานับครั้งไม่ถ้วน

คุณเคยลองหยุดคิดซักครั้งไหมว่า ชีวิตของคุณถ้าไม่มีน้ำมันจะเป็นอย่างไร หากไม่เคยลองหยุดคิดดูซักนิดครับ

เพราะเราเคยชินกับการมีชีวิตอยู่โดยพึ่งพิงพลังงานที่มีราคาถูก และมีปริมาณมากให้ใช้อย่างเหลือเฟือ   
 ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคที่พลังงานมีราคาแพง และ หายาก 
หากเราไม่เตรียมพร้อมต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สุดท้ายสิ่งเดียวที่คุณทำได้อาจเป็นเพียงการร้องไห้คร่ำครวญ

ต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับน้ำมันที่คุณควรทราบ
  • การสำรวจค้นพบบ่อน้ำมันใหม่ๆ ของโลกถึงจุดสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1960 ในขณะที่ในปัจจุบัน ในแต่ละวัน เราบริโภคน้ำมัน มากกว่า ที่เราค้นพบบ่อน้ำมันและแหล่งผลิตใหม่ถึง 4 เท่า

ที่มาhttp://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011-4.html
  • จากการคาดการณ์ของผู้เชียวชาญด้านพลังงานจำนวนมากเชื่อว่าการผลิตน้ำมันของโลกได้มาถึงจุดสูงสุดของกำลังการผลิตแล้ว (Peak Oil)  แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าเราจะยังไม่ถึง Peak Oil จนกระทั่งปี 2020  ไม่ว่านักวิเคราะห์กลุ่มไหนจะเป็นฝ่ายถูกต้อง นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่บริเวณยอด “ดอยน้ำมัน“
  •  กำลังการผลิตน้ำมันของโลกหากไม่ลดลง ก็คงจะไม่สามารถเพิ่มจากนี้ได้อีกมากนัก



  • ขณะ ที่ความต้องการใช้น้ำมันของประชากรโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจีน และ อินเดีย ประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก 





  • ปัจจุบันประเทศซาอุดิอาราเบียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 24% ของปริมาณการค้าน้ำมันของโลก
  • เชื่อ กันว่าประเทศซาอุ ยังมีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก และสามารถผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก ได้อีกหลายปี

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เว็บไซท์ wikileaks ได้ เผยแพร่เอกสารลับจากสถานทูตสหรัฐประจำกรุงริยาด แจ้งเตือนรัฐบาลสหรัฐว่า ประเทศซาอุอาจมีปริมาณสำรองน้ำมันที่จะผลิตเข้าสู่ตลาดไม่เพียงพอที่จะ ป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นได้ และยังได้กล่าวอีกว่า ตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันที่ประเทศซาอุอ้างว่าตัวเองมีอยู่ อาจเป็นการกล่าวเกินจริงถึง 40%

หมาย ความว่า ความหวังที่นานาประเทศฝากให้ซาอุ และ กลุ่มโอเปค ช่วยประคับประคองไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นสูงเกินไปจากสภาวะน้ำมันแพงที่ประชากร โลกกำลังประสบอยู่ตอนนี้ จะไม่สำเร็จผล

*******

นอก จากเหตุผลด้านความตึงตัวของอุปสงค์อุปทาน ที่มีผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในขณะนี้แล้ว อีกสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นคือการอ่อนค่าของเงิน US$ กราฟต่อไปนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับค่าเงิน US$ เมื่อ US$ แข็งค่า น้ำมันจะถูกลง และในทางตรงกันข้าม เมื่อ US$ อ่อนค่า น้ำมันจะแพง


จากบทความก่อนหน้า คุณคงทราบแล้วว่าค่าเงิน US$ กำลัง อยู่ปริ่มขอบเหว ที่จะอ่อนค่าลงอย่างมาก และ รวดเร็ว ดังนั้นเราสามารถคาดการณ์ได้ว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงไปอีกมาก เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

******

ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีการผลิต และ ส่งออกน้ำมันมากที่สุดของโลกในปัจจุบัน

โครง สร้างประชากรที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทำให้มีปัญหาความว่างงานในประเทศต่างๆ มีอัตราสูง ทำให้เกิดการประท้วง จลาจล นำไปสู่ ความไม่มีเสถียรภาพของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ปัญหา ดังกล่าวมีผลกระทบต่อกำลังการผลิต และ ปริมาณส่งออกของน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลาง จากปัญหาในประเทศลิเบีย กระทบต่อปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศลิเบียทำให้ราคาน้ำมัน พุ่งสูงขึ้นกว่า 20 US$ ต่อบาเรล


มี ความพยายามก่อการประท้วงในประเทศซาอุดิอาราเบียแล้วหลายระลอก เป็นผลให้กษัตริย์อับบุลลาห์แห่งซาอุดิอาราเบียต้องอัดฉีดเงินกว่า 125000 ล้าน US$ เพื่อ เสริมสร้างสวัสดิการต่างๆ ของประชาชนชาวซาอุ และทำให้สถานการณ์ควบคุมอยู่ได้ในปัจจุบัน ผลของการอัดฉีดดังกล่าว ทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันของซาอุปัจจุบันอยู่ที่ 88  US$ ต่อบาเรล

แต่ การเคลื่อนไหวในประเทศซาอุยังไม่ยุติ  เพียงแต่รอเวลาให้สถานการณ์สุกงอมเท่านั้น
“The main threat is . . . Saudi instability when the current king dies. We know he is very ill but obviously there is no indication of how critical that condition is. But it is acknowledged that the next transition will present a much bigger threat to internal stability. . . . Vested interest groups have been waiting for this transition to push their agenda. Saudi experienced considerable regional instability up to 10 years ago but bought it off with higher oil-based spending. Today the problem is as bad, if not worse. There have been only a few of the promised reforms. . . . Resentment towards the wealth gap with the royals is very high. . . . Even if/when the instability in other countries, such as Libya, settles, the Saudi succession threat is now firmly on the table. What happens in Bahrain could be very key. That alone will keep the oil market nervous for this year.”  

หากการประท้วงและจลาจลในประเทศซาอุถูกจุดติด ปริมาณ supply น้ำมัน ของโลกจะถูกกระทบอย่างหนัก นอกจากราคาน้ำมันที่จะแพงสูงขึ้นมากแล้ว สิ่งที่เราอาจจะต้องเจอก็คือ สภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย


อ้างอิง

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว?

    ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว?


    สมสกุล เผ่าจินดามุข


    กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : 6 เดือนก่อน หากไปถามคนทั้งในวงการและนอกวงการคงไม่มีใครเชื่อว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงสุด 44 บาทกว่า เมื่อ 7 กรกฎาคม 2551 จะหล่นมาเหลือ 19 บาทกว่าเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 และเบนซินธรรมดาที่ปรับลดลงมาเกินครึ่งหนึ่ง จากราคาสูงสุดเมื่อกลางปี

    มันน่าฉงน หากย้อนพิจารณาราคาน้ำมันที่ต้องใช้เวลา 3 ปีถึงปรับเพิ่มขึ้นมา 1 เท่าตัว แต่ใช้เวลาเพียง 6 เดือนลดลงอยู่ระดับเดียวกับ 3 ปีที่แล้ว

    ไม่นานมานี้ นักวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ และจีน ศึกษาการปรับตัวของราคาน้ำมันโดยดูเทียบกับอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกย้อนหลังไป 4 ปี ได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า "พวกเรากำลังอยู่ในช่วงฟองสบู่น้ำมัน"

 
ภาพจาก: http://www.goldhips.com
    ทำไมนะหรือครับ ก็เพราะกราฟแสดงการปรับตัวของราคาน้ำมันฟ้องชัดว่า ราคาน้ำมันพุ่งเร็วกว่าระดับเอ็กซ์โพเนนเชียล พูดอีกอย่าง ก็คือ ราคาน้ำมันช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุปสงค์/อุปทานเลย แต่เป็นเพราะการเก็งกำไรมากกว่า

    เอฟ. วิลเลียม อิงดาลห์ จากโกลบอล รีเสิร์ช เจ้าของงานเขียนเรื่อง Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order (PlutoPress), and Seeds of Destruction: The Hidden Agenda of Genetic Manipulation ได้เสนองานวิเคราะห์บนเวบไซต์โกลบอล รีเสิร์ช เรื่อง "เป็นไปได้ที่ 60% ของราคาน้ำมันทุกวันนี้เกิดจากการเก็งกำไร" โดยเชื่อว่าราคาน้ำมันปัจจุบันไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน แต่ถูกควบคุมจากระบบตลาดเงินที่ละเอียดอ่อน และถูกคุมจากบริษัทน้ำมันอังกฤษและสหรัฐรายใหญ่ 4 ราย

"อย่างน้อย 60% ของราคาน้ำมันที่ระดับ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล้วนมาจากแรงการเก็งกำไรของเฮดจ์ฟันด์ กลุ่มการเงินและนักค้าของธนาคารรายใหญ่ และจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าอย่างไม่ถูกต้องตามกฎข้อบังคับ ในตลาดลอนดอน ไอซีอี ฟิวเจอร์ส กับตลาดล่วงหน้าไนเมกซ์ รวมถึงการเทรดผ่านอินเตอร์แบงก์กับหน้าเคาน์เตอร์ หรือโอทีซี เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบ" อิงดาลห์อธิบาย

    ข้อมูลที่พวกเขานำมาวิเคราะห์นอกจากราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ยังนำอัตราแลกเปลี่ยนสกุลดอลลาร์ ยูโร และสกุลหลักอื่นมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย เพื่อยืนยันว่า ราคาที่ปรับขึ้นรวดเร็วไม่เกี่ยวกับการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ และยังพอตรวจสอบอุปสงค์และอุปทานน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนและอินเดีย

    ทั้งนี้เอกสารของ ดร.เคน โคยามา ผู้อำนวยการและสมาชิกคณะกรรมการ หน่วยวิจัยอุตสาหกรรมและการวางแผน จากสถาบันเศรษฐกิจการพลังงานของญี่ปุ่น หรือ ไออีอีเจ หนึ่งในผู้ร่วมงานสัมมนาของธนาคารโลก ซึ่งให้ข้อมูลเรื่อง "ราคาน้ำมันกับตลาดน้ำมันทั่วโลก" วิเคราะห์ที่มาและผลกระทบของการไหลเวียนของเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันว่า นอกเหนือจากผู้ซื้อและผู้ขายในอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหญ่จากตลาดเงินแยกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

    กลุ่มแรกกองทุนบำเหน็จบำนาญ (เพนชั่นฟันด์) มีเงินลงทุนในตลาด 16-17 ล้านล้านดอลลาร์ กลุ่มสองกองทุนรัฐมีเงินลงทุน 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ และสุดท้ายเฮดจ์ฟันด์มีเงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 3 รายต่างมีแผนการลงทุนแตกต่างกัน แต่ทั้ง 3 กลุ่มมีจุดประสงค์เดียวกันคือโยกเงินจากตลาดหุ้น ตราสารหนี้และตลาดเงิน ที่หนีปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ปล่อยกู้ลูกค้ามีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) ไปหาผลตอบแทนจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันมากขึ้น
    จากแบบจำลองที่ต่างกัน 3 บริบท ได้ข้อสรุปอย่างเดียว คือ "ฟองสบู่" เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าราคาอนาคตจะสูงขึ้น เลยกระพือให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยไม่มีเหตุผลด้านพื้นฐานรองรับ

    จุดสังเกตที่สำคัญ คือ ปี 2547 และ 2548 อุปสงค์และอุปทานน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นเหมือนกันหมด พอมาต้นปี 2549 อุปทานเริ่มตกลง อีก 2-3 เดือนต่อมาอุปสงค์ลดลงตาม และหลังจากนั้น 6 เดือน ราคาน้ำมันถึงเริ่มลดลง

    ช่วงระหว่างกลางปี 2549 ถึงต้นปี 2550 อุปสงค์กับอุปทานเริ่มผันผวน จากนั้นอุปสงค์ อุปทาน และราคาน้ำมันทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดรอบใหม่สุดเป็นประวัติการณ์

    ด้าน ศจ.โรเบิร์ต ไวเนอร์ นักวิชาการจาก จอร์จ วอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ ประเทศสหรัฐ เห็นสอดคล้องกับ ดร.โคยามาว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาราคาน้ำมันผันผวนมาก ราคาน้ำมันดิบกระโดดจาก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2533 มาอยู่ที่กว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้

    ทั้งนี้ ศจ.ไวเนอร์ให้ความเห็นในข้อสงสัยกองทุนรัฐมีส่วนเก็งกำไร ดันราคาน้ำมันสูงขึ้นว่า เป็นเรื่องยากในการจับตาติดตามดูปฏิกิริยาของกลุ่มเก็งกำไร และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ได้ ในเรื่องการเทรดของกลุ่มเก็งกำไรซึ่งเป็นกลุ่มไม่เกี่ยวข้องการค้ากับการพาณิชย์ และจากสถิติการเทรดของกลุ่มผู้จัดการกองทุนในตลาดน้ำมันตอนนี้ยังไม่มาก และอยู่ระดับปานกลาง หมายความว่ากิจกรรมกลุ่มเก็งกำไรเกือบครึ่งหนึ่ง ทั้งการซื้อและขาย 

    ครั้นลองเอาอุปทานและอุปสงค์ล่าสุด (ก.ค.) มาเทียบกัน ก็มาเจอว่าอุปทานสูงเกินกว่าอุปสงค์ถึงครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ราคาดันทะลึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมา ดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ส่งผลต่อราคาน้ำมันน้อยมาก นักวิจัยเลยตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก น่าจะมาจากที่อื่นที่ไม่ใช่อุปสงค์/อุปทาน

    และได้คำตอบสุดท้าย ว่า เป็นเรื่องของการเก็งกำไร เป็นเพราะการบริโภคข่าวลือหนาหูว่าน้ำมันใกล้หมดโลกทำให้ราคาสูงขึ้น

    ส่วนปัจจัยหนุนอื่น อาจเป็นเพราะนักลงทุนกำลังมองหาผลตอบแทนรายได้สูงสุดจากการลงทุนหลังจากฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐ แตกไปแล้ว 3 ฟอง (ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตปี 2540 ฟองสบู่อสังหาฯ ปี 2549 และปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพปี 2550)

    บางส่วนหันมาเก็งกำไรหลังรัฐบาลสหรัฐยกเลิกกฎระเบียบการค้าน้ำมันล่วงหน้าเมื่อต้นปี 2549 ซึ่งตอนนั้นทำให้เกิดความผันผวนขึ้นช่วงสั้นๆ สุดท้าย นักลงทุนอาจวิตกว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนอาจกระตุ้นให้คนหันไปทำประกันความเสี่ยงเผื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในอนาคต

    ตอนนี้อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่า ฟองสบู่น้ำมันแตกแล้ว แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือน พอให้ข้อสรุปบางอย่างได้บ้าง

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com
       http://www.nidambe11.net