head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้สาธารณะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้สาธารณะ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาต่อจีน


วันที่ 04/10/2554เวลา : 09.30
ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
ในช่วงต้นสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจการเงินได้เกิดสภาวะกระเพื่อมไหวไปทั่วโลก อันเป็นผลมาจากหนี้สาธารณะ (Public debt) ของสหรัฐฯ อันเป็นอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก

มหาเศรษฐีที่ทำท่าจะ “ขาดไฟ”เพราะได้ก่อหนี้จนชนเพดานของทางการอินทรี ได้สร้างความปั่นป่วนของทั้งตลาดเงิน (Money market) ตลาดทุน (Capital market) รวมตลอดถึงตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (Futures commodity markets) ไปทั่วโลก

“โภคภัณฑ์” ที่มีความผันผวนแกว่งไกวไปในทิศทางพุ่งทะยาน ก็คือราคาทองคำ ที่ได้พุ่งสูงเกินกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อน้ำหนักหนึ่งออนซ์ในช่วงต้นสิงหาคม 2011 ดังกล่าว

เมื่อสินทรัพย์ (Assets) อื่นๆ ตกอยู่สภาวะ“อันตราย” ทองคำดูจะกลายเป็น “สวรรค์”ที่ปลอดภัยที่สุด (The safe heaven) ที่ผู้คนแย่งกันซื้อ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการบริหารสินทรัพย์ (Asset management) ของตน

การที่ทางการของแผ่นดินอินทรี ได้ก่อหนี้สาธารณะจน“ชน”เพดาน ที่มูลค่าประมาณ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ ได้สร้างทั้งความตระหนกและกังวลแก่ทั้งผู้คนในแดนอินทรี และที่อื่นๆ ของโลก

เพราะมูลค่าหนี้ดังกล่าว มีสัดส่วนใกล้เคียงกับตัวเลขมูลค่า GDP ของสหรัฐฯ อันเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราแผ่นดินอินทรีเพียงแดนดินเดียว ก็มี GDP ที่มีมูลค่าร่วม 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของมูลค่า GDP รวมทั้งโลกที่มีมูลค่ากว่า 60 ล้านล้านดอลลาร์

เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่เชิดชูระบบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ทำให้การก่อหนี้ของรัฐบาล ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาครองเกรสที่มีสมาชิกมาจากตัวแทนของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจอันมีผลสำคัญมาจากฤทธิ์เดชของวิกฤต การณ์ซัปไพร์ม(Subprime crisis) ที่“ลุงแซม”ยังไม่สามารถเยียวยารักษาตนเองให้“หายขาด”ได้ ได้ส่งผลให้การเมืองของแผ่นดินอินทรีดูจะมี”คุณภาพ”ที่เสื่อมทรุดลงด้วยเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ที่ได้ “ผ่านเลย” ประสบการณ์ของวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ยกเว้นแม้กระทั่งประเทศที่เคยมีทั้งฐานรากเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้มแข็งมากๆ เช่น ญี่ปุ่น

ก่อนเผชิญกับปัญหา“ฟองสบู่”ทางเศรษฐกิจแตกตัวในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s การเมืองของแดนซามูไรเคยมีเสถียรภาพมากๆ ภายใต้การปกครองที่พรรค“LDP” (Liberal Democratic Party) เพียงพรรคเดียว มาตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากการถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตรภายหลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

เสถียรภาพทางการเมืองอันต่อเนื่องยาวนานนับเป็นเวลาหลายๆ ทศวรรษดังกล่าวของ“ซามูไร” ได้มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศที่เคย“ย่อยยับ”จากสัประยุทธ์แห่งมหาสงคราม โลกครั้งที่ 2 ให้สามารถตั้งหลักและผงาดตัวในทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ ในช่วงเวลาเพียง 1-2 ทศวรรษเท่านั้น

ราวๆ ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s ญี่ปุ่นก็สามารถเติบใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นประเทศที่มีมูลค่า GDP สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยเป็นรองเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น

แต่การ“ระเริง”กับเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ในช่วงหลังการประชุม“พลาซ่าแอ็กคอร์ด” (Plaza Accord) ที่เกิดขึ้นในปลายปี 1985 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจดังกล่าวที่โปร่งพองเต็มที่ต้องแตกตัวออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ขวบปีภายหลังจากนั้น โดยแตกตัวออกมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s ที่ได้สร้างวิกฤตการณ์อันรุนแรงตามมา ดังที่ปรากฏรูปธรรมออกมาให้เห็นจากความตกต่ำของตลาดหุ้น การร่วงลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ สภาวะการเสื่อมทรุดและซวนเซของธุรกิจต่างๆ ทั้งที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) และภาคการเงิน (Financial sector)ต่างๆ ที่หลายแห่งต้องอาศัยภาครัฐมาช่วยประคับประคอง เพื่อให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤติดังกล่าว ฯลฯ

การกอบกู้วิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกข้างต้น ไม่เพียงทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องก่อหนี้ด้วยมูลค่ามหาศาล จนกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าของหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงที่สุดในโลก คือสูงกว่า 200% ของ GDP เช่นในปัจจุบันเท่านั้น หากแต่ “คุณภาพ”ทางการเมืองของแดนซามูไร ก็ได้เสื่อมทรุดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งภายในพรรคแกนนำรัฐบาลเอง ที่ทำให้ต้องมีการปรับครม. หรือไม่ก็ต้องยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่บ่อยครั้ง ทำให้แดนซามูไรมีทั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ มากและบ่อยขึ้น

ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าว เป็นที่มาของความตกต่ำลงของ “คุณภาพ”ทางการเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งก็หมายถึงปัญหาการกำหนดนโยบายที่มีความถูกต้องและความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายหลังการแตกตัวของฟองสบู่ที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจมากมาย

เคราะห์ดีว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่รู้จักมัธยัตถ์อดออม ยามที่รัฐบาล“ปั้ม”พันธบัตรออกมาขายหรือก่อหนี้สาธารณะ ชาวญี่ปุ่นเองก็มีเงินออมมากพอที่จะนำมาซื้อพันธบัตรดังกล่าวแม้ว่าจะได้รับดอกเบี้ยเพียงน้อยนิด ทำให้ทางการซามูไรไม่ต้องตกเป็นหนี้ต่างประเทศเหมือนบรรดาประเทศตะวันตกทั้งหลายของประเทศ โดยที่มีเจ้าหนี้มากมายเป็นต่างประเทศเพราะภายใน ประเทศเองมีเงินออม (Savings) ไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันเป็น“ลูกหนี้”รายใหญ่ที่สุดของโลก  โดยมีจีนเป็น เจ้าหนี้”รายใหญ่ที่สุด เพราะจนถึงประมาณกลางปี 2011 ที่ผ่านมามังกรได้ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าร่วม 1.2 ล้านล้าน (trillion) ดอลลาร์ ขณะที่ทุนสำรองต่างประเทศ (Foreign reserve) กว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่ธนาคารกลางของจีนมีอยู่ ประมาณ 70% (กว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์) ก็อยู่ในมูลค่าของสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ

การพึ่งพาตลาดส่งออกในแดนอินทรีมากๆ ยังทำให้มังกรเกิดความสุ่มเสี่ยงในการบริหารภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) เช่นการส่งออกของตน เพราะถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีปัญหากว่านี้ และไม่สามารถนำเข้าได้มากเช่นเดิม จีนซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่ สุดในโลก ก็ไม่แคล้วต้องถูกกระทบตามไปด้วย

ถ้าดอลลาร์ลดค่าลงอีกในอนาคต ก็คงจะกดดันค่าเงินหยวนให้ต้องแข็งค่าขึ้นไปอีกในอนาคต ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อจีนตามมาทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤตโปรตุเกส


March 30, 2011
Posted by KOBSAK (ADMIN)

วิกฤตโปรตุเกส

คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร. กอบ
          เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว สายตานักลงทุนเริ่มไปจับจ้องที่โปรตุเกสอีกครั้ง โดยหลายๆ คนมีคำถามที่อยู่ในใจว่า “ยังเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนโปรตุเกสจะเข้ารับการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและ IMF

เกิดอะไรขึ้น
          โปรตุเกสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางมากทางเศรษฐกิจ จากปัญหาด้านต่างๆ นับแต่

          (1) การที่เศรษฐกิจขาดประสิทธิภาพ แข่งขันไม่ได้ ขยายตัวไม่ดีเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป           (2) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในระดับสูง รวมทั้ง (3) การกู้ยืมจากต่างประเทศ จนมีหนี้ภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก

          ครั้นวิกฤตในสหรัฐและยุโรปได้ปะทุขึ้น เศรษฐกิจโปรตุเกสได้ชะลอตัวลง ประสบปัญหาการว่างงาน นำไปสู่ปัญหาด้านการคลัง โดยมีการขาดดุลในระดับที่สูง จนกลายเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในการเก็งกำไร และเล็งว่าโปรตุเกสจะเป็นประเทศต่อไปที่จะเกิดวิกฤต อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลกู้ยืมจากตลาดจึงพุ่งขึ้นสูงมากกว่าระดับ 7% ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่เคยทำให้กรีซและไอร์แลนด์ต้องเกิดวิกฤตมาแล้ว
          ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลโปรตุเกสจึงได้พยายามที่จะประคับประคองตน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาด้านการคลัง สามารถทำให้วินัยทางการคลังเกิดขึ้น และสามารถคืนหนี้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจาก สหภาพยุโรปและ IMF
แต่ล่าสุด การลาออกของนายกรัฐมนตรี หลังรัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบแผนการรัดเข็มขัดของทางรัฐบาลที่จะลดการใช้จ่าย ของภาครัฐ และเก็บภาษีเพิ่มเติม ได้มาซ้ำเติมให้ปัญหามีความหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น

จะเกิดอะไรต่อไป
          สิ่งที่ท้าทายในช่วงต่อไปคือ รัฐบาลชั่วคราวของโปรตุเกสจะสามารถกู้ยืมเงินมาคืนหนี้ที่ครบกำหนดชำระจำนวน 4.3 พันล้านยูโร ในเดือนเมษายน และ4.9 พันล้านยูโร ในเดือนมิถุนายน พร้อมดอกเบี้ยอีก 3 พันล้านยูโร ได้หรือไม่ และต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่เท่าไร ท่ามกลางปัญหาด้านต่างๆ ที่คุกคามอยู่ โดยเฉพาะจาก



          (1) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่พากันประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสลง โดย S&P ลดอันดับโปรตุเกสลง 2 ขั้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็น BBB ทั้งยังขู่ว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออีกในเร็วๆ นี้ ซึ่งเรื่องนี้กำลังส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกส เพราะ LCH.Clearnet (ซึ่งทำหน้าที่เหมือนศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของประเทศไทย) ประกาศว่า ไม่ให้ใช้พันธบัตรของรัฐบาลโปรตุเกสเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมต่อ ไป
          (2) สถาบันการเงินในโปรตุเกสที่ขาดสภาพคล่อง ในอดีตสถาบันการเงินเหล่านี้ได้กู้ยืมเงินมาเพื่อปล่อยสินเชื่อเป็นจำนวนมาก โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของสถาบันการเงินบางแห่งเคยสูงถึงประมาณ 200% ทำให้มีความเสี่ยงต่อการที่นักลงทุนจะเรียกเงินกู้ยืมคืน ล่าสุด สถาบันการเงินในโปรตุเกสต้องหันไปพึ่งพาสภาพคล่องจากธนาคารกลางของยุโรป ประมาณ 41 พันล้านยูโร (สูงเป็นอันดับที่ 4 รองจากไอร์แลนด์ กรีซ สเปน) เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปกู้ยืมตลาดการเงินระหว่างประเทศอีกต่อไป

          เรียกได้ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มสุกงอมมาก รอวันเวลาที่จะปะทุขึ้นมาเป็นวิกฤต ก็เพียงแต่ว่าจะเมื่อไรเท่านั้นเอง และยิ่งรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเช่นนี้ ยิ่งเป็นเป้าหมายในการเก็งกำไรมากขึ้นเท่านั้น
          ส่วนผลกระทบต่อประเทศต่างๆ รวมถึงไทยนั้น โชคดีที่โปรตุเกสเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ไม่มีปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ และไม่ได้มีปัญหาหนี้ภาครัฐรุนแรงเหมือนกรีซ อีกทั้งตลาดได้รับรู้ข่าวและเตรียมใจไว้ก่อนแล้วระดับหนึ่ง ผลกระทบของวิกฤตในโปรตุเกสจึงน่าจะอยู่ในวงจำกัด ที่เราน่ากังวลใจกันจริงๆ ก็คือ สเปน ซึ่งอยู่ข้างๆ และหลายคนมองว่าจะเป็นคิวต่อไปที่อาจเกิดวิกฤต ว่าจะถูกกระทบอย่างไร จะยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่ เพราะสเปนใหญ่กว่าโปรตุเกสมาก ถ้าสเปนเป็นอะไรไป ก็จะมีผลพวงตามมาอีกมาก ก็ขอเอาใจช่วยครับ



ที่มา:http://www.oknation.net/ 

วิกฤตอิตาลี

วิกฤตอิตาลี


          ปัญหาวิกฤตในยุโรปได้เริ่มลุกลามไปยังประเทศอิตาลี สร้างความผันผวนให้กับตลาดหลักทรัพย์ของทุกประเทศ ยกระดับความกังวลใจของทุกคนกับปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐในยุโรปเพิ่มขึ้น           ถ้ายังจำกันได้ หลายคนมุ่งหวังว่า วิกฤตภาคการคลังในสหภาพยุโรป น่าจะจบลงที่สเปน และสเปนจะเป็นสงครามด่านสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามไปมากกว่า นี้  แต่ล่าสุดดูเหมือนกับว่า ความมุ่งหวังดังกล่าวจะเริ่มเป็นหมัน เพราะนอกจากนักลงทุนจะเริ่มจับจ้องไปที่อิตาลีเพิ่มเติมแล้ว ประเทศอื่นๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ก็วนกลับมาเป็นปัญหาให้แก้อีกรอบ

เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ ปัญหาจึงลุกลามขึ้น
          ความจริง อิตาลีก็เป็นประเทศที่หลายๆ คน จับตามองอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากมีหนี้ภาครัฐสูงถึง 120% ของขนาดของประเทศ นับว่าเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงเป็นอันดับสองรองจากกรีซ ซึ่งการที่มีหนี้สูงขนาดนี้ หมายความว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น อิตาลีก็จะมีปัญหาในการจ่ายหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้ รวมทั้งเกิดปัญหาสภาพคล่องได้ง่าย
          ยิ่งอิตาลีเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป และเป็นประเทศที่มีตลาดพันธบัตรใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบไปอย่างกว้างขวาง
แต่ที่ทำให้คนกังวลใจก็คือ “อิตาลีจะสามารถดูแลปัญหาด้านการคลัง และสร้างวินัยทางการเงินให้เกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนคงความเชื่อมั่นในประเทศไว้ได้หรือไม่” เพราะยิ่งนับวัน วิกฤตก็ยิ่งวนเข้ามาใกล้อิตาลีมากขึ้น ยิ่งมีกรณีที่รัฐมนตรีคลังกับนายกรัฐมนตรีของอิตาลีออกมาทะเลาะกันผ่านหน้า สื่อ และหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนการรัดเข็มขัดของอิตาลีที่รัฐนตรีคลังเสนอ ตลาดก็ยิ่งเริ่มกังวลใจ
ท้ายสุด เมื่อถูกซ้ำเติมจากการที่ กลต. ของอิตาลีออกมาเปลี่ยนกฏเกณฑ์ไม่ให้นักลงทุนเก็งกำไรในหุ้นของอิตาลี เมื่อ 10 กว่าวันที่แล้ว รวมทั้ง การลดอันดับเครดิตของประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป สถานการณ์ที่ล่อแหลมก็เลยกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้น
          ทั้งหมดนี้ ทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีของอิตาลีก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4.6% มาเป็นประมาณ 6% และ ดัชนี CDS รัฐบาลอิตาลี 5 ปี เพิ่มจาก 125 จุด เป็น 306 จุดและในวันอังคารที่ผ่านมา ดัชนีหลักทรัพย์ของอิตาลีลดลงประมาณ 5% ในช่วงเปิดตลาดก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้น
หลายคนจึงเริ่มกังวลใจเรื่องอิตาลีมากขึ้น
          อย่างไรก็ตาม ถ้าลองไปดูแล้ว (1) ปัญหาหนี้ของอิตาลีเป็นปัญหาที่เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2002 ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยสูงถึง 122%  (2) อิตาลีเองก็ไม่ได้มีการขาดดุลการคลังสูงมาก คือแค่ประมาณ 4.5% เท่านั้น ซึ่งการขาดดุลส่วนมากมาจากภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไป ถ้าหักดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายออกไป รัฐบาลก็อยู่ในระดับเกินดุลเล็กๆ (3) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอิตาลีก็ไม่สูงมากนัก แค่เพียง 3% เท่านั้น
          นอกจากนี้ ตัวเลขด้านเศรษฐกิจของอิตาลีก็อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยอัตราการว่างงานของอิตาลี ก็ขึ้นมาที่ 8% ในปัจจุบันซึ่งไม่สูงมากนักเมือ่เทียบกับในอดีต และเศรษฐกิจของอิตาลีก็เริ่มขยายตัวที่ประมาณ 1%
เรียกได้ว่า มีหนี้ภาครัฐเหมือนกรีซ แต่โดยรวมแล้วดูรับได้
          ในช่วงต่อไป  อิตาลีจะรอดได้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับ (1) ตัวของอิตาลีในการแก้ไขปัญหาของตนเอง ซึ่งการที่รัฐบาลอิตาลีสามารถผ่านแผนการรัดเข็มขัดมาได้เมื่อสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ  และ (2) การแก้ไขปัญหาของสหภาพยุโรปโดยรวม ที่จะหยุดยั้งวัฏจักรที่มาซ้ำเติมให้วิกฤตลุกลาม ที่พัดสะพือจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง วนเวียนไปมา

ที่มา:dr. kobsak