head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาต่อจีน


วันที่ 04/10/2554เวลา : 09.30
ที่มา http://www.cpall.co.th/Blog/Detail/Sompop
ในช่วงต้นสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจการเงินได้เกิดสภาวะกระเพื่อมไหวไปทั่วโลก อันเป็นผลมาจากหนี้สาธารณะ (Public debt) ของสหรัฐฯ อันเป็นอภิมหาอำนาจหมายเลขที่ 1 ของโลก

มหาเศรษฐีที่ทำท่าจะ “ขาดไฟ”เพราะได้ก่อหนี้จนชนเพดานของทางการอินทรี ได้สร้างความปั่นป่วนของทั้งตลาดเงิน (Money market) ตลาดทุน (Capital market) รวมตลอดถึงตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (Futures commodity markets) ไปทั่วโลก

“โภคภัณฑ์” ที่มีความผันผวนแกว่งไกวไปในทิศทางพุ่งทะยาน ก็คือราคาทองคำ ที่ได้พุ่งสูงเกินกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อน้ำหนักหนึ่งออนซ์ในช่วงต้นสิงหาคม 2011 ดังกล่าว

เมื่อสินทรัพย์ (Assets) อื่นๆ ตกอยู่สภาวะ“อันตราย” ทองคำดูจะกลายเป็น “สวรรค์”ที่ปลอดภัยที่สุด (The safe heaven) ที่ผู้คนแย่งกันซื้อ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการบริหารสินทรัพย์ (Asset management) ของตน

การที่ทางการของแผ่นดินอินทรี ได้ก่อหนี้สาธารณะจน“ชน”เพดาน ที่มูลค่าประมาณ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ ได้สร้างทั้งความตระหนกและกังวลแก่ทั้งผู้คนในแดนอินทรี และที่อื่นๆ ของโลก

เพราะมูลค่าหนี้ดังกล่าว มีสัดส่วนใกล้เคียงกับตัวเลขมูลค่า GDP ของสหรัฐฯ อันเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราแผ่นดินอินทรีเพียงแดนดินเดียว ก็มี GDP ที่มีมูลค่าร่วม 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของมูลค่า GDP รวมทั้งโลกที่มีมูลค่ากว่า 60 ล้านล้านดอลลาร์

เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่เชิดชูระบบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ทำให้การก่อหนี้ของรัฐบาล ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาครองเกรสที่มีสมาชิกมาจากตัวแทนของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจอันมีผลสำคัญมาจากฤทธิ์เดชของวิกฤต การณ์ซัปไพร์ม(Subprime crisis) ที่“ลุงแซม”ยังไม่สามารถเยียวยารักษาตนเองให้“หายขาด”ได้ ได้ส่งผลให้การเมืองของแผ่นดินอินทรีดูจะมี”คุณภาพ”ที่เสื่อมทรุดลงด้วยเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ที่ได้ “ผ่านเลย” ประสบการณ์ของวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ยกเว้นแม้กระทั่งประเทศที่เคยมีทั้งฐานรากเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้มแข็งมากๆ เช่น ญี่ปุ่น

ก่อนเผชิญกับปัญหา“ฟองสบู่”ทางเศรษฐกิจแตกตัวในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s การเมืองของแดนซามูไรเคยมีเสถียรภาพมากๆ ภายใต้การปกครองที่พรรค“LDP” (Liberal Democratic Party) เพียงพรรคเดียว มาตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากการถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตรภายหลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

เสถียรภาพทางการเมืองอันต่อเนื่องยาวนานนับเป็นเวลาหลายๆ ทศวรรษดังกล่าวของ“ซามูไร” ได้มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศที่เคย“ย่อยยับ”จากสัประยุทธ์แห่งมหาสงคราม โลกครั้งที่ 2 ให้สามารถตั้งหลักและผงาดตัวในทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ ในช่วงเวลาเพียง 1-2 ทศวรรษเท่านั้น

ราวๆ ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960’s ญี่ปุ่นก็สามารถเติบใหญ่ในทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นประเทศที่มีมูลค่า GDP สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยเป็นรองเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น

แต่การ“ระเริง”กับเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ในช่วงหลังการประชุม“พลาซ่าแอ็กคอร์ด” (Plaza Accord) ที่เกิดขึ้นในปลายปี 1985 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจดังกล่าวที่โปร่งพองเต็มที่ต้องแตกตัวออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ขวบปีภายหลังจากนั้น โดยแตกตัวออกมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990’s ที่ได้สร้างวิกฤตการณ์อันรุนแรงตามมา ดังที่ปรากฏรูปธรรมออกมาให้เห็นจากความตกต่ำของตลาดหุ้น การร่วงลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ สภาวะการเสื่อมทรุดและซวนเซของธุรกิจต่างๆ ทั้งที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) และภาคการเงิน (Financial sector)ต่างๆ ที่หลายแห่งต้องอาศัยภาครัฐมาช่วยประคับประคอง เพื่อให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤติดังกล่าว ฯลฯ

การกอบกู้วิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกข้างต้น ไม่เพียงทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องก่อหนี้ด้วยมูลค่ามหาศาล จนกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าของหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงที่สุดในโลก คือสูงกว่า 200% ของ GDP เช่นในปัจจุบันเท่านั้น หากแต่ “คุณภาพ”ทางการเมืองของแดนซามูไร ก็ได้เสื่อมทรุดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งภายในพรรคแกนนำรัฐบาลเอง ที่ทำให้ต้องมีการปรับครม. หรือไม่ก็ต้องยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่บ่อยครั้ง ทำให้แดนซามูไรมีทั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ มากและบ่อยขึ้น

ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าว เป็นที่มาของความตกต่ำลงของ “คุณภาพ”ทางการเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งก็หมายถึงปัญหาการกำหนดนโยบายที่มีความถูกต้องและความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายหลังการแตกตัวของฟองสบู่ที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจมากมาย

เคราะห์ดีว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่รู้จักมัธยัตถ์อดออม ยามที่รัฐบาล“ปั้ม”พันธบัตรออกมาขายหรือก่อหนี้สาธารณะ ชาวญี่ปุ่นเองก็มีเงินออมมากพอที่จะนำมาซื้อพันธบัตรดังกล่าวแม้ว่าจะได้รับดอกเบี้ยเพียงน้อยนิด ทำให้ทางการซามูไรไม่ต้องตกเป็นหนี้ต่างประเทศเหมือนบรรดาประเทศตะวันตกทั้งหลายของประเทศ โดยที่มีเจ้าหนี้มากมายเป็นต่างประเทศเพราะภายใน ประเทศเองมีเงินออม (Savings) ไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันเป็น“ลูกหนี้”รายใหญ่ที่สุดของโลก  โดยมีจีนเป็น เจ้าหนี้”รายใหญ่ที่สุด เพราะจนถึงประมาณกลางปี 2011 ที่ผ่านมามังกรได้ซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าร่วม 1.2 ล้านล้าน (trillion) ดอลลาร์ ขณะที่ทุนสำรองต่างประเทศ (Foreign reserve) กว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่ธนาคารกลางของจีนมีอยู่ ประมาณ 70% (กว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์) ก็อยู่ในมูลค่าของสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ

การพึ่งพาตลาดส่งออกในแดนอินทรีมากๆ ยังทำให้มังกรเกิดความสุ่มเสี่ยงในการบริหารภาคเศรษฐกิจจริง (Real sector) เช่นการส่งออกของตน เพราะถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีปัญหากว่านี้ และไม่สามารถนำเข้าได้มากเช่นเดิม จีนซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่ สุดในโลก ก็ไม่แคล้วต้องถูกกระทบตามไปด้วย

ถ้าดอลลาร์ลดค่าลงอีกในอนาคต ก็คงจะกดดันค่าเงินหยวนให้ต้องแข็งค่าขึ้นไปอีกในอนาคต ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อจีนตามมาทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ปาฐกถาเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (เมษายน 2544)
          โดย ศาสตราจารย์อาโล วูเลอรี่ สถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น เรียบเรียงโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
          จากประสบการณ์สอนประเมินค่าทรัพย์สินมาตลอด 30 ปี ผมพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นดูคล้ายแปลกประหลาดประการหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัพย์สินต่ำมาก (เพียงราว 2% ขณะที่ประเทศอื่นประมาณ 6-8%) แต่ราคากลับสูงมาก สูงจนกระทั่งว่าครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เคยมีการประมาณการกันว่า ญี่ปุ่นซี่งมีขนาดที่ดินเพียง 1/33 ของสหรัฐอเมริกา กลับมีมูลค่าที่ดินสูงถึง 2.5 เท่า
          ในช่วงบูมของญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน เราพบว่า ราคาที่ดินสูงถึง 52 ล้านบาทต่อตารางวาในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีการพัฒนาในรูปแบบใดที่จะสะท้อนราคาตลาดที่สูงเช่นนี้ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่ากับราคาที่ดินไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว ถ้าพิจารณาจากกฎของมูลค่าทรัพย์สิน จะพบว่า ราคาตลาดของที่ดินในญี่ปุ่นไม่ได้สอดคล้องกับกฎของความเป็นไปได้ในการใช้ ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดเลย นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับกฎของความคาดหวังที่ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินขึ้นลงตามประโยชน์ใช้สอยที่คาดหวังในอนาคตเลย ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินในญี่ปุ่นขึ้นตามการเก็งกำไรสถานเดียว
          ในปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นลดลงไปกว่า 60% แล้ว และยังมีการคาดการณ์กันอีกว่า ราคาจะลดลงอีกประมาณ 50% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพราะราคาที่เป็นอยู่ยังสูงอยู่มาก เช่น ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นราคาเป็นเงินตารางเมตรละ 240,000 บาท ในขณะที่ในนครลอสแองเจลลิส เป็นเงินเพียงตารางเมตรละ 7,700 บาทเท่านั้น
          ประสบการณ์ของญี่ปุ่นชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังขาดความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ดินที่สูงนั้นมีข้อดีอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการใช้สอยที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถนำภาษีนี้มาพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินในอีกทางหนึ่ง และยังทำให้เกิดฐานภาษีที่แน่นอนจากที่ดิน การลดภาษีที่ดินหรือไม่นำพาที่จะขึ้นภาษีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ ใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง (แต่เป็นการช่วยผู้ประกอบการที่ยังเหลืออยู่เพียงจำนวนไม่มากนัก)
          สำหรับปัญหาในสหรัฐอเมริกานั้น มีรากฐานมาจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกิจการด้านเงินออมและการให้สินเชื่อ โดยในภาวะเศรษฐกิจปกติ อุตสาหกรรมการออมและการให้สินเชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเกิดการ "บูม" ของเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง ต้นทศวรรษ 1980 ภาวะการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะดอกเบี้ยเคลื่อนไหวมากในขณะที่สถาบันการเงิน ต่าง ๆ ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นมาให้สินเชื่อระยะยาว
          จุดหลักที่ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาก็คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร่วมฉ้อฉลหรือ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่") และเจ้าของหรือผู้บริหารสถาบันการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายมากมาย เช่น ให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ให้สินเชื่อแบบแอบแฝงหลายซับหลายซ้อน ทำให้ในภายหลังเมื่อรัฐบาลกลางยื่นมือเข้ามาแก้ไข กลับต้องสูญเสียเงินเพื่อการนี้จำนวนมหาศาล ยิ่งกว่านั้นนักอุตสาหกรรมทางการเงินเหล่านี้ยังสามารถซื้อนักการเมืองใน รัฐสภาได้อีกด้วย ทำให้เกิดการ "ซื้อเวลา" จนการแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไป สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
          และในที่สุดรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงในช่วง ปี 2532 ในครั้งนั้นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าของและผู้จัดการสถาบันการเงินถูกจับดำเนินคดีมากมาย (ของเขาเอาจริง)
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้ง Resolution Trust Corporation (RTC) ซึ่งก็คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เรากำลังจะตั้งขึ้น RTC นี้มีหน้าที่สำคัญคือ การขายทรัพย์สินให้ได้มาก เร็วและได้ราคาดีที่สุดโดยให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และสถาบัน การเงินน้อยที่สุด และส่งเสริมการให้มีที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย (ในขณะที่มีอุปทานเหลืออยู่มากมายในราคาถูก)
          คำถามที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือแล้วนักบัญขีสหรัฐอเมริกาไปไหนกันหมด ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีให้ถูกต้องจนสถาบันการเงินเหล่านี้เอาบัญชีมา "แหกตา" นักลงทุนหรือชาวบ้านกันอย่างทุจริต คำตอบพวกเขาอยู่ และทำงานบัญชีไว้สวยหรู โดยได้รับค่าจ้างอย่างงาม นี่เป็นข้อสังเกตให้เห็นว่าในภาวะที่มีการโกงกันมหาศาลนัก นักวิชาชีพ (ซึ่งแน่นอนย่อมรวมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินด้วย) ก็มักถูกซื้อได้ แต่แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา (แผ่นดินแห่งอารยชน) ก็ไม่มีข้อยกเว้นเลย
          หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า ในญี่ปุ่น การขาดมาตรการด้านภาษีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาลุกลามออกไป ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในญี่ปุ่น ยังประเมินแบบแยกส่วนที่ดินและอาคาร ใช้ข้อมูลการซื้อขายราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง "มืดบอด" โดยไม่นำพาว่าเป็นราคาเก็งกำไร ไม่ใช่มูลค่า การใช้วิธีเปรียบเทีบตลาดแบบ "ตะพึดตะพือ" โดยไม่ใช้วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า โดยเฉพาะสำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เป็นความล้มเหลวของวิชาขีพนี้ในญี่ปุ่น
          ก่อนหน้าการเรียบเรียงนี้ มีผู้บริหารของ Appraisal Institute มาประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ได้แสดงปาฐกถาไว้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ 2532 สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในอเมริกามีหลายสมาคม ขาดการควบคุมคุณภาพนักประเมินเท่าที่ควร ทำให้เพิ่งเกิดการคุมเข้มนักวิชาชีพนี้เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง (ไม่ช้าเกินไปนักที่เราจะเริ่มพัฒนาวิชาชีพอย่างจริงจัง)
          ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในทุก ๆ ตลาดย่อมมี "คนโง่" ใครก็ตามที่ไม่ตระหนักว่ามี "คนโง่" ในตลาดก็อาจตกเป็น "คนโง่" เสียเอง "คนโง่" เหล่านี้มักซื้อของในราคาแพงอย่างไร้เหตุผล และนึกว่าจะมี "คนโง่ (กว่า)" ซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นร่ำไป
          ข้อสรุปสุดท้ายของศาสตราจารย์วูเลอรี่ก็คือ "ความโลภ" คือบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในที่สุด แม้เรามีเครื่องมือที่ทันสมัย มีข้อมูลเพรียบพร้อมที่ดีเพียงใด แต่หากเรามีความละโมบ เราก็อาจ "หลง" ได้ เช่น มีข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินที่กว้างและลึกดีมาก แต่ในการวิเคราะห์ วิเคราะห์ด้วยความละโมบไม่เป็นกลาง โอกาสที่จะวิเคราะห์ผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดความเสียหายในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น
          ในการแก้ไขปัญหา เราจำเป็นที่ต้องสร้างระบบป้องกันการเกินโอกาสการแสดงออกซึ่งความละโมบให้ ได้ เช่น กรณีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็สมควรประเมินโดยผู้ประเมินมากกว่า 2 แห่ง ถ้าเห็นต่างกันก็ต้องหาทางวิเคราะห์ให้ได้ว่าเพราะอะไรโดยพลัน จะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ ที่สำคัญต้องสร้างระบบไม่ให้สักแต่จ้างผู้ประเมินเดิม ๆ เพื่อป้องกันการ "ฮั้ว" การที่ผู้รับผิดชอบแก้ปัญหา แต่ไม่พยายามแก้ให้โปร่งใสอย่างถึงที่สุด ทำให้โปร่งใสแต่เพียงรูปแบบเบื้องต้น สมควรต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้แก้ปัญหาเหล่านั้น ก็คือผู้ฉ้อฉล หรือผู้โกง (ตัวจริง) เอง (ผู้เรียบเรียงสรุป)