head ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พอเพียง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

http://www.moac.go.th/more_news.php?cid=554&filename=index
" เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และ ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยน แปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ”


ความพอเพียง


เศรษฐกิจพอเพียง

เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์
 
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอกและภายในทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียรมีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุสังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี


การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง


ถ้าประเทศใด มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง. . .
". . ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล . ."

การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง ดังพระราชดำรัสว่า
. . . ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง. . .

2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า . . ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจาก การประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพ ของตนเป็นหลักสำคัญ. .

3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ว่า
. . . ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนา และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น. . .

4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางในชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ให้ความชัดเจนว่า
. . การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่ จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่ง และขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตัวเอง. . .

5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้ เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยที่ดำเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราโชวาทว่า . . . พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลด พยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษา และเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้น ให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น. . .

ทรงย้ำเน้นว่าคำสำคัญที่สุดคือ คำว่า "พอ"
ต้องสร้างความพอที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้และเราก็จะพบกับความสุข


แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงสำหรับเกษตรกร


ตามแนวพระราชดำริ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลักการ "ทฤษฎีใหม่” 3 ขั้น คือ

ขั้นที่หนึ่ง  มีความพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัด ขจัดการใช้จ่าย

 ขั้นที่สอง รวมพลังกันในรูปกลุ่ม เพื่อทำการผลิต การตลาด การจัดการ รวมทั้งด้าน สวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาสังคม ฯลฯ

 ขั้นที่สาม สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคราชการ ในด้านเงินทุน การตลาด การผลิต การจัดการ และข่าวสารข้อมูล


นัยสำคัญของแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือหลักการที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้ว
จึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้าเป็นอันดับรองลงมา ผลผลิตส่วนเกินที่ออกสู่ตลาดก็จะเป็นกำไรของเกษตรกร ในสภาพการณ์เช่นนี้เกษตรกรจะกลายสถานะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำต่อตลาด แทนที่ว่าตลาดจะเป็นตัวกระทำหรือเป็นตัวกำหนดเกษตรกรดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และหลักใหญ่สำคัญยิ่ง คือ การลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคที่ดินของตนเอง เช่น ข้าว น้ำ ปลา ไก่ ไม้ผล พืชผัก ฯลฯ

ประการที่สอง เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชาวบ้านจะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน หัตถกรรมการแปรรูปอาหาร การทำธุรกิจค้าขาย และการท่องเที่ยวระดับชุมชน ฯลฯ เมื่อองค์กรชาวบ้านเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง และมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นแล้ว เกษตรกรทั้งหมดในชุมชนก็จะได้รับการดูแลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวไปพร้อม ๆ กับสภาวการณ์ด้านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

ประการที่สาม เศรษฐกิจแบบพอเพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเมตตา ความเอื้ออาทร และความสามัคคีของสมาชิกในชุมชนในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงมิได้หมายถึงรายได้แต่เพียงมิติเดียว หากแต่ยังรวมถึงประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน ความสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไป

กล่าวโดยสรุป คือ แนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่มีสาระสำคัญดังกล่าวข้างต้นนั้น น่าจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างของการพัฒนาประเทศไทยในระยะต่อไป แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ผลกระทบต่าง ๆ จะไม่รุนแรงมากนักถ้าหากทุกภาคส่วนของสังคมมีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยยึดหลัก ความพอดีกับศักยภาพของตนเอง บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งมีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น ๆ ในสังคมเป็นประการสำคัญ ถึงแม้ว่าข้อคิดทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปสู่กลุ่มเกษตรกร หรือผู้มีที่ดินทั้งหลาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกลับไปสู่ภาคเกษตรหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในสภาพความเป็นจริงสำหรับคนอยู่นอกภาคการเกษตรนั้น เศรษฐกิจพอเพียงก็จะต้องถูกนำมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา เป็นแนวปฏิบัติตน ไม่ว่าจะอยู่ในกิจกรรมอาชีพใด ก็ต้องยึดวิถีชีวิตไทย อยู่แต่ พอดี อย่าฟุ่มเฟือยอย่างไร้ประโยชน์ อย่ายึดวัตถุเป็นที่ตั้ง ยึดเส้นทางสายกลาง อยู่กินตามฐานะ ใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิต จำเริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าใช้หลักการลงทุนเชิงการพนัน ซึ่งตั้งอยู่บนความเสี่ยง กู้เงินมาลงทุนโดยหวังรวยอย่างรวดเร็ว แล้วก็ไปสู่ความล้มละลายในที่สุด ตั้งอยู่บนหลักของ "รู้ รัก สามัคคี” ใช้สติปัญญาปกป้องตนเองไม่ให้หลงกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยไม่รู้ถึงเหตุและผลตามสภาพแวดล้อมของไทย ให้รู้จักแยกแยะ สิ่งดี สิ่งเลว สิ่งที่เป็นประโยชน์ ตามสภาพความเป็นจริงของบ้านเมืองของเราเป็นที่ตั้ง ให้มีความรัก ความเมตตา ที่จะช่วยเหลือสังคมให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ และรวมพลังกันด้วยความสามัคคีเป็นหมู่เหล่า ขจัดข้อขัดแย้งไปสู่ความประนีประนอม รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

เศรษฐกิจพอเพียง คือ การดำรงชีวิตในความพอดี มีชีวิตใหม่ คือ หวนกลับมาใช้วิถีชีวิตไทย จะทำให้ชาติบ้านเมืองและตัวเราหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีความสุขในที่สุด



วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หลักชัยของความพอเพียง


December 6, 2012
Posted by

หลักชัยของความพอเพียง

คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
ท่ามกลางความมืดมิดของวิกฤตเมื่อ 15 ปีที่แล้ว หลายคนคงจำกันได้ ถึงความสิ้นหวังที่เข้าครอบงำเศรษฐกิจไทย ครอบงำเราทุกคน ที่ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะดิ่งลงเหว ลึกไปอีกเท่าไร ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนที่เราจะกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยในเศรษฐกิจโลกได้ อีกครั้ง และไม่รู้ว่าไทยจะยังมีอนาคตหรือไม่
 เพราะมองไปที่ไหนก็เห็นแต่ข่าวร้าย แบงก์ถูกยึด เงินฝากติดอยู่ที่บริษัทเงินทุน ถอนไม่ได้ ธุรกิจนับหมื่นนับพันต้องปิดกิจการ ล้มละลาย ทั้งใหญ่และเล็ก นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมาก นับล้าน ได้รับผลกระทบ ต้องตกงาน แยกย้ายกันกลับถิ่นฐานเดิม

ตอนนั้น หลายคนถามว่า ทำไมเราจึงมาถึงจุดนี้ได้ ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนใครๆ ก็ต้องขอมาดูงาน เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่หลายคนยกย่อง เคยอยากเลียนแบบ แต่ท้ายสุด เราก็จบลงอย่างน่าอเน็จอนาถ เศรษฐกิจล้มระเนระนาด มองไม่เห็นจุดจบ ไม่เห็นทางว่า จะออกจากวิกฤตได้อย่างไร

ผมยังจำวันที่ 4 ธันวาคม เมื่อ 15 ปีที่แล้วได้ดี วันนั้น ทุกคนเฝ้ารอ รอที่จะฟังพระราชดำรัสของในหลวง ว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะออกจากวิกฤตได้ และเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้รู้จักคำว่า “พอเพียง”
ที่เราต้องตกอยู่ในวิกฤต ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เพราะความไม่พอเพียงของทุกคน เรามั่นใจกันเกินไป ทำอะไรเกินตัวเกินไป ลงทุนกู้กันอย่างไม่เกรงกลัว (ประเภทคนเคยสำเร็จ จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เสร็จโครงการหนึ่ง ก็ไปทำอีกโครงการหนึ่ง) ไม่เคยเตรียมใจ เผื่อเหลือ เผื่อขาดเลยว่า ถ้าเศรษฐกิจสะดุดลง จะเอาตัวรอดกันอย่างไร

ช่วงนั้น แบงก์แย่งกันปล่อยสินเชื่อ จนโตปีละ 20-30% หลายปีซ้อน บริษัทแย่งกันลงทุน แข่งกันกู้ แข่งขยายกิจการ กู้ทั้งเงินบาทและเงินดอลลาร์ จนหนี้ท่วมตัว ส่วนต่างชาติก็ชอบเรามาก ปล่อยกู้เราอย่างไม่รู้จักพอ เงินหลั่งไหลเข้าไทยปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ส่วนใหญ่เป็นหนี้สั้นๆ) ซึ่งพอเราหลงเดินไปตามทางนี้กันระยะหนึ่ง เศรษฐกิจก็สะสมความเปราะบางไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหุ้น ภาคแบงก์ ภาคอสังหา ภาคธุรกิจ ต่างสุ่มเสี่ยง รอเกิดเหตุ

พอเริ่มล้มลง ปัญหาก็ประเด ประดัง ถาโถมกันเข้ามา ท้ายสุด ทุกคนก็เจ็บตัวกันถ้วนหน้า
ทางออกของวิกฤต  และทางที่จะทำให้เราไม่กลับไปสู่วิกฤตอีกครั้ง ก็คือ การรู้จัก พอเพียง”
หัวใจสำคัญอยู่ที่ การทำอะไร การใช้จ่าย การทำธุรกิจ ด้วยสติ รู้ฐานะของเรา รู้จักพอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่โลภเกินไป จนหน้ามืดตาลาย มองไม่เห็นถึงความเสี่ยงที่รอเราอยู่ รู้จักมีเหตุมีผล เผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่ทุ่มลงไปหมด เหลือบางส่วนเอาไว้ เผื่อว่าจะมีช่องพอขยับขยายได้ หากการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด โดยในช่วงที่ทุกอย่างไปได้ดี ก็พยายามเก็บออม พยายามลดหนี้ เอาไว้ เป็นช่องทางออก ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

ในประเด็นนี้ หลังปี 40 ทุกคนก็พยายามน้อมนำพระราชดำริเรื่อง “พอเพียง” มาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงบริษัท ขายกิจการที่เราไม่สันทัดออกไป มุ่งเน้นแต่สิ่งที่เราชำนาญ กลับมาสู่ฐานะของตนเอง ไม่เกินตัว ไม่กู้เกินไป เก็บออม เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ การประยุกต์ใช้ของเราเรื่อง “พอเพียง” เกิดเป็นช่วงๆ ในระหว่างที่ชีวิตเราคับขัน เข้าตาจน เราก็จะหยิบยกเรื่อง “พอเพียง” มาใช้ แต่พอครั้นทุกอย่างดีขึ้น เราก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง และเมื่อเศรษฐกิจดีมาก บางคนก็อาจจะลืมหลักยึดเรื่อง ความพอเพียง พอประมาณ ไม่เกินตน เพราะตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่า เรามั่นใจในตนเองกันอีกครั้งหนึ่ง เห็นทุกอย่างเป็นโอกาสที่ต้องหยิบฉวย พยายามขวนขวาย มือยาวสาวได้สาวเอา แม้ต้องเสี่ยง ก็จะทำกันอีกรอบ

มองไปข้างหน้า 5 ปี ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงสำคัญ ที่เศรษฐกิจเอเชียและอาเซียนของเราจะเฟื่องฟู ไปได้ดีอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะหลังจากมรสุมของยุโรปเริ่มสงบลง) ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ เราจะสามารถตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท พอประมาณ ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หรือเราจะกลับไปหลงแสงสี เดินตามกระแสของการวิ่งรุดไปข้างหน้า ตามคู่แข่ง ตามโอกาสที่เปิดออกมา ยิ่งทุกอย่างไปได้ดีเท่าไร เราก็ยิ่งหลงละเลิง สนุกสนานกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในช่วงที่โอกาสรอบใหม่เปิด ขึ้น ก็คือ คนที่รู้จักยึดหลักความพอเพียง พอประมาณ เป็นหลักชัย เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย นำพาให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ สามารถขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรือง บนพื้นฐานที่มั่นคง ไม่ใหญ่นอกแต่กลวงใน สามารถพ้นภัยต่างๆ ในวิกฤตรอบใหม่ที่รอเราอยู่ได้ ส่วนคนที่หลงเพลิดเพลินไปกับแสงสี กับโอกาสรอบใหม่กันเกินไป ช่วงสั้นๆ อาจจะดูว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ท้ายสุดวิกฤตก็อาจมาเยือนเขาอีกรอบก็ได้ ก็ขอเอาข้อคิดเหล่านี้มาฝากทุกคน ขอเอาใจช่วยครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 6 ธ.ค. 55
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก

แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์
CEO บริษัท อินฟินิตี้ ไอที คอร์ปอเรชั่น
อาจารย์พิเศษ MBA จุฬาฯ และ วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา ม.ธ.
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




"มีคนหนึ่งพูด เป็นด๊อกเตอร์ เขาพูดว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี่ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร แหมคันปากอยากจะพูด ที่จริงที่คันปากจะพูดเพราะว่าตอบแล้ว อย่างที่เห็นในทีวีรายการใหญ่ เขาพูดถามโน่นถามนี่เราดูแล้วรำคาญ เพราะว่าตอบแล้ว ตอบเสร็จแล้วก็ถามใหม่ เมื่อตอบอีกก็บอกว่าทำไมพูด คราวนี้เราฟังเขา แล้วเขาถามว่าอังกฤษภาษาจะแปลเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไร ก็อยากตอบว่า มีแล้วในหนังสือ ในหนังสือไม่ใช่หนังสือตำราเศรษฐกิจในหนังสือพระราชดำรัส ที่อุตส่าห์พิมพ์และนำมาปรับปรุงดูให้ฟังได้ และแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าคนที่ฟังภาษาไทย บางทีไม่เข้าใจภาษาไทย ก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ และเน้นว่าเศรษฐกิจพอเพียงแปลว่า Sufficiency Economy โดยเขียนเป็นตัวหนาในหนังสือ เสร็จแล้วเข้าก็มาบอกว่า คำว่า Sufficiency Economy ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ เป็นตำราใหม่ ถ้ามีอยู่ในตำราก็หมายความว่าเราก๊อปปี้มา เราลอกเขามา เราไม่ได้ลอกไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจ เป็นเกียรติที่เขาพูด อย่างที่เขาพูดอย่างนี้ว่า Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตำรา การที่พูดว่าไม่มีในตำรานี่ ที่ว่าเป็นเกียรตินั้นก็หมายความว่า เรามีความคิดใหม่ โดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็สามารถที่จะคิดอะไรได้ จะถูกจะผิดก็ช่าง แต่ว่าเขาสนใจ เขาก็สามารถที่จะไปปรับปรุงหรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนาดีขึ้น"

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
23 ธันวาคม 2542



ผมเข้าใจว่าผู้อ่านหลายท่าน คงจะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับผม ที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่างประเทศ ในห้วงเวลาที่ประเทศไทย เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 ในปีนั้น ผมได้เห็นความทุกข์ยากของคนไทย ที่ได้ติดหลุมกับดักมหาโหด ของประเทศลัทธิทุนนิยมต่างๆ ที่เป็นผู้เขียนกติกา และทฤษฎีต่างๆ หลอก และล้างสมอง ให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเดินตาม ทั้งๆ ที่ลักษณะนิสัย เศรษฐกิจพื้นฐาน สภาพสังคม วิธีคิด ของประเทศกำลังพัฒนา กับประเทศทุนนิยมเหล่านั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ของเราทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ไปร่ำเรียนที่ประเทศเหล่านั้น ก็แน่นอนครับว่าจะนั่งคิดนอนคิดยังไง ก็ต้องคิดตามหลุมกับดักของพวกนั้นเป็นอย่างดี เขาเข้ามาบอกให้เปิดประเทศด้านเศรษฐกิจ กู้เงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก ฯลฯ เชื่อไหมครับว่าถ้าไปดูตัวเลขการเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ธนาคารโลก หรือ IMF ประเทศกำลังพัฒนามีแต่จนลงๆ และจนลงเรื่อยมา ยิ่งทำตามกติกาการค้าเสรีที่ฝรั่งเป็นคนเขียนก็ยิ่งแย่หนักไปอีก สงสัยไหมครับทำไมเวลามีปัญหาเศรษฐกิจ คนจน คนรากหญ้า เด็กนักเรียนจะโดนผลกระทบก่อนทุกครั้ง ว่างๆ จะเล่าให้ฟังครับ



จริงๆ แล้ว ผมได้ศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มานานหลายปีแล้วครับ จนปัจจุบันผมกล้าฟันธงว่า “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง นั้นคือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกครับ ซึ่งหากเรายึดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ปัญหาวิกฤติต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นครับ

แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากยังไม่เข้าใจ และนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา หลายคนยังนึกว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง คือการไม่ทำอุตสาหกรรม และถอยกลับไปทำการเกษตรทั้งประเทศ บางคนก็นึกว่าให้ทุกคนปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์กินเอง และทำของใช้เองในครอบครัว บางคนก็นึกไปโน่น ว่าให้ประหยัดไว้เยอะๆ ไม่ใช้เงิน หรือไม่ก็ปิดประเทศ ฯลฯ นักเศรษฐศาสตร์ไทยแต่ทาสความคิดฝรั่งบางคน ก็ออกมาบอกว่า แนวคิดไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ และการค้าของโลก ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร




กฎเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์ก็คือ เราเชื่อว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกมีอยู่จำกัด แต่มนุษย์เรามีความต้องการที่ไม่จำกัด ดังนั้นเศรษฐศาสตร์ ก็คือศาสตร์ ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่า และสอดคล้องตามความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด แต่ปัจจุบัน โลกมันวุ่นวาย เพราะมีบางกลุ่มบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีประชากรแค่ 200 ล้านคน แต่ใช้ทรัพยากรของโลก ไปเกิน 95% เป็นต้น ส่วนประเทศไทยนั้น เดินไปติดกับของทุนนิยมเข้าเต็มเปา เลยต้องมานั่งแก้ปัญหาไปวันๆ แบบนี้ ว่าทำไมเงินไม่พอใช้สักที

กลับมาที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าคืออะไรครับ อธิบายสั้นๆ ก็คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างพอดี ไม่น้อย หรือไม่มากเกินไป ไม่เกินตัว ทรัพยากรที่พูดถึงคืออะไรครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ และใกล้ตัวเราที่สุดก็คือเงินไงครับ คือให้ใช้เงินให้เป็น และรู้จักออม ถ้านำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้กับการใช้เงินของเราเพื่อช่วยเหลือชาติแบบง่ายๆ ก็จะทำได้ดังนี้ครับ  ....

แนวทางปฏิบัติในแบบเศรษฐกิจพอเพียง
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์

CEO บริษัท อินฟินิตี้ ไอที คอร์ปอเรชั่น

อาจารย์พิเศษ MBA จุฬาฯ และ วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา ม.ธ.

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม






  • รู้จักใช้เงินในการเลือกรับประทานอาหารในราคาที่ควรจะเป็น เช่น ไก่ทอด KFC กับไก่ทอดของไทยตามร้านทั่วๆ ไป จริงอยู่ครับว่ามันเป็นไก่ทอดเหมือนกัน ขนาดก็เท่ากัน แต่ราคามันห่างกันลิบ ทานไก่ KFC แล้วทำให้เงินมันเหลือน้อยกว่าทานไก่ทอดธรรมดา ทำให้เหลือเงินไปซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆ น้อยลงไปอีก เหลือเงินออมน้อยลง เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาชีวิตก็ลำบาก และเป็นทุกข์ ในและมีผลกระทบในภาพรวมคือถ้าทุกคนกินแต่ไก่ KFC เงินออมของทั้งระบบก็จะน้อยลง ทำให้การขยายการลงทุนในประเทศก็จะทำได้ยาก
    เนื่องจากเงินออมในธนาคารมีน้อยไม่พอให้ระดมทุน ต้องไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเข้ามาอีก ประเทศก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินบาทก็จะอ่อนค่าลงตามทฤษฎี อีกอย่างครับกินไก่ KFC 100 บาท เงินเข้าคนไทย 30 บาท เข้ากระเป๋าฝรั่งไป 70 บาท ซึ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ เงินไหลออกนอกประเทศอีก








  • เลือกใช้ของที่ต้องการในราคาพอเหมาะ เช่น รถยนต์ เป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดครับ ระหว่างรถเบนซ์กับรถญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งเป็นรถยนต์เหมือนกัน วิ่งได้เหมือนกัน แต่คนส่วนใหญ่อยากจะเลือกรถเบนซ์เพราะแสดงสถานะทางสังคมว่าเรามีเงิน แต่หลายคนคงจะทราบว่ารถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าลงทุกวันตามสัดส่วน เวลา และมีอายุการใช้งาน ดังนั้น ณ วันที่เราขายรถยนต์ ราคาของรถยนต์ราคาแพงก็จะมีมูลค่าลดลงมากกว่า ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อม ที่หลายคนใช้รถแพงๆ ตระกูลยุโรปก็โดนศูนย์บริการปล้นแบบไม่ปราณี เพราะช่างซ่อมชาวบ้านทั่วไปก็ซ่อมไม่ได้ ต้องเข้าศูนย์เฉพาะเพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศเท่านั้น หลายคนยังคงไม่ทราบว่าประชาชนในประเทศที่เราเห่อรถแพงๆ ของเขา เคfากลับไม่เห็นความสำคัญของการแสดงสถานะทางสังคมด้วยรถยนต์เท่ากับบ้านเรา แต่เลือกใช้รถยนต์ที่คุ้มค่าในราคาเหมาะสม ผลกระทบอื่นๆ ก็จะคล้ายๆ
    กับข้อ 1 ท่านก็ลองคิดนะครับว่าซื้อรถเบนซ์มาขับกับซื้อรถผลิตในประเทศแล้ว โดยภาพรวมคนไทยจะได้ประโยชน์จากเงินที่ท่านจ่ายมากน้อยต่างกันเพียงใด สินค้าหลายอย่างมันแพงเกินราคาก็เพราะเราจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือค่าลิขสิทธิ์มากกว่าต้นทุนของสินค้าเองซะอีก






  • บริโภคสินค้าด้วยเงินออม เราจะเห็นว่าคนในบ้านเรากลับไปบริโภคสินค้าด้วยเงินกู้ เช่น กู้เงินไปซื้อโทรทัศน์ มือถือ กระเป๋าหลุยส์ ฯลฯ แล้วสิ้นเดือนก็ต้องมาเป็นทุกข์ผ่อนชำระกันศีรษะโตเป็นแถบ ลักษณะนิสัยแบบนี้เรียกว่าใช้เงินกันเกินตัว ซึ่งกำลังเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งร้าย ที่กำลังจะลามทำให้เศรษฐกิจอเมริกา ระเบิดในอีกไม่ช้านี้ หลักการคือเราต้องเข้าใจก่อนว่า การบริโภคกับการลงทุนนั้นต่างกัน เช่น ถ้าท่านซื้อมือถือมา เพื่อมาใช้ในวิชาชีพแล้ว มันจะทำเงินกลับมาให้ท่าน นั่นเรียกว่าเป็นการลงทุน แต่ถ้าท่านไม่มีกิจอันใดที่จะใช้ แต่ซื้อมาเพราะว่าคนอื่นเขาก็มีกัน อันนั้นก็เรียกว่าการบริโภค อะไรที่เป็นการลงทุน มันย่อมมีผลตอบแทนคืนมา (แม้ว่าจะสินค้านั้นจะมีมูลค่าเสื่อมถอยทุกวัน) แต่การบริโภคนั้น สินค้าที่ท่านซื้อมาบริโภคมันก็จะมีค่าเสื่อมถอยลงทุกวัน โดยไม่มีผลตอบแทนคืนมา ถ้าท่านบริโภคสินค้าด้วยเงินกู้กันเยอะๆ
    ทั้งประเทศมันก็จะมีผลกระทบ ทำให้ท่านไม่สามารถจะมีเงินไปลงทุนได้ เพราะเงินกู้ของท่าน ที่สามารถจะกู้ไปลงทุน ได้ถูกจัดลงในโควต้าของเงิน ที่ท่านกู้ออกมาบริโภคไปแล้ว ท้ายสุด ก็ต้องไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เข้ามาอีก ประเทศก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินบาทก็จะอ่อนค่าลงตามทฤษฎี









  • ใช้เงินในสิ่งที่มีประโยชน์เป็นรูปธรรมเท่านั้น ตัวอย่างที่ผมจะยกตัวอย่างได้ง่ายๆ คือ การส่ง SMS เข้ารายการโทรทัศน์ต่างๆ เท่าที่ผมทราบ มีแต่ประเทศกำลังพัฒนา และประชาชนไม่มีความคิดเท่านั้น ที่จะนิยมส่ง SMS เข้ารายการโทรทัศน์ มากมายแบบประเทศไทย อย่างผมนั่งดูโทรทัศน์ ผมก็สงสัยว่าคนที่ส่ง SMS เข้าไปจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง สรุปก็คือได้แต่ความสะใจ ไม่มีประโยชน์ในทางรูปธรรมอะไรเลย บางคนส่ง SMS เดือนนึงหลายหมื่นบาท แต่ไม่รู้ว่าส่งไปทำไม ซึ่งเป็นการใช้เงินที่ควรจะออมอย่างไม่ถูกเรื่องเท่าไหร่นัก ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่า คณะกรรมการ กสช. ควรจะเข้ามากำกับดูแลในส่วนนี้อย่างจริงจัง เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ
  • หน้าที่ 3 - ประเทศไทยเราโชคดีจริงๆ ที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอัจฉริยะภาพ
    โพสต์เมื่อ 15:18 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550
    ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์
    CEO บริษัท อินฟินิตี้ ไอที คอร์ปอเรชั่น
    อาจารย์พิเศษ MBA จุฬาฯ และ วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา ม.ธ.
    นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม


    + ส่งเสริมการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งคนไทยเราอาจจะมีจิตสำนึก ในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยไปบ้าง หากท่านสังเกตุว่าทำไมหลายๆ ชาติที่เจริญ มักจะเป็นชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน ทั้งนี้ เนื่องมาจากสินค้าแบบเดียวกัน คนในชาตินั้นจะเลือกซื้อสินค้า ที่ผลิตในประเทศของเขาก่อน ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศ ได้มีโอกาสทดลองตลาด ปรับปรุงสินค้า และสะสมเงินทุน ไปทำเรื่อง R&D ต่อยอดไปได้ แต่ถ้าคนไทย เรานิยมซื้อของต่างชาติ มากกว่าของที่ผลิตในประเทศ เงินก็จะไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก เหมือนน้ำที่แห้งเหือดไปจากสระน้ำ แทนที่คนไทยจะได้ประโยชน์จาก Multiplier Effect หรือตัวคูณของการใช้เงินต่อไปเป็นทอดๆ ในระบบเศรษฐกิจของเราเอง แต่เงินกลับไหลออกนอกประเทศ คนไทยก็ได้แต่ค่าแรงในการขายของเท่านั้น สินค้ายี่ห้อดังๆ ของโลก เช่น LG, Samsung, Haier, TCL, Huawei ก็โตมาจากตลาดในประเทศก่อนทั้งนั้น
    ไม่มีใครกระโดดออกไปนอกประเทศแล้วโตเลย อย่างของไทยสมัยก่อนก็มีโทรทัศน์ยี่ห้อธานินทร์ แต่ตอนนี้ก็หายไปจากตลาดแล้ว เพราะคนไทยไม่สนับสนุน



    + งดอบายมุข อันนี้ง่ายที่สุดครับ แต่เป็นปัญหาที่ฝังลงรากลึกสุดของสังคมไทย เพราะหวยทั้งบนดิน ใต้ดิน มันโผล่ออกมยุบยับมาก ขนาดจะดูฟุตบอลโลก หนังสือพิมพ์บ้านเราก็ยังมีราคาต่อรองให้อีก คือไม่ว่าจะเป็นอบายมุขประเภทไหน ก็ทำให้เราไม่มีเงินออมทั้งนั้นครับ พอไม่มีเงินออม ท้ายสุดก็ต้องพึ่งเงินกู้มาบริโภคกันอีก

    + รู้จักลงทุนในสิ่งที่มีประโยชน์ และได้ความรู้ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามให้เราไม่ใช้เงินนะครับ เพียงแต่ว่าใช้เงินให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุนเพื่อให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้น จากการซื้อหนังสือที่มีประโยชน์มาอ่าน ไปฟังสัมมนา ไปทัศนาจร ไปดูงาน ฯลฯ

    กล่าวโดยสรุปนะครับ การนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา จะทำให้เราสามารถใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีเงินออม เหลือเก็บไว้ใช้ในการบริโภคสิ่งที่จำเป็น ไม่มีภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็น เงินออมทั้งระบบ ก็จะเพียงพอต่อการระดมทุน เพื่อการลงทุนในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพิงเงินตราต่างประเทศ ที่เข้าเร็วออกเร็ว แบบที่เราเรียกว่า Hot Money ประเทศก็จะมีเงิน ไม่ต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกันบักโกรกแบบสมัยฟองสบู่ ค่าเงินบาทก็จะไม่อ่อน เศรษฐกิจในประเทศก็จะแข็งแกร่ง ไม่ต้องมาปวดหัวเถียงกันเรื่องจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะอเมริกาจะขึ้นดอกเบี้ย และกลัวเงินจะเฟ้อ

    คือยังงี้นะครับ คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นหมายถึงความพอดีด้วยนะครับ ไม่ได้ห้ามกู้หนี้มาลงทุนแต่อย่างใดนะครับ ตราบใดที่กู้หนี้ยืมสินแล้วมาลงทุน แต่การลงทุนนั้นยังสามารถให้ผลตอบแทนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะชำระหนี้ได้ก็ ถือว่าพอเพียงนะครับ

    แต่ถ้าสมมติว่าผมไปกู้ธนาคารมาทำโปรเจ็กแบบสมัยก่อนประเทศไทยเกิดวิกฤติปี 2540 แล้วมีการจ่ายเงินปากถุงให้กับทีมวิเคราะห์ของธนาคาร (สมมตินะครับสมมติ) เพื่อให้ตีมูลค่าโปรเจ็กมากๆ แล้วให้ปล่อยกู้เงินมากๆ เกินกว่าที่ผลตอบแทนการลงทุนจะได้ ท้ายสุดถ้าในความเป็นจริงมันไม่เวิร์ค โปรเจ็กก็ล่ม ธนาคารก็มี NPL คนฝากเงินก็รับเคราะห์ รัฐบาลต้องเข้ามากู้เรือล่ม ก็เดือดร้อนเงินภาษีของเราอีก

    ซึ่งจากข้างต้นคำว่าพอเพียงกับความต้องการประสบความสำเร็จมันคงเป็นคนละ เรื่องกันครับ สมมติว่าผมต้องการประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ และมีความทะเยอทะยาน ผมก็ต้องดำเนินการแบบพอเพียง คือไม่ใช้วิธีแบบทำธุรกิจเกินตัว แล้วเราไม่สามารถใช้หนี้ได้ ซึ่งโดยสรุปเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นจะหมายถึงวิธีการ และแนวคิดอันที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ว่ามันเกินตัว และถูกต้องตามครรลองหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Incentive ที่จะลงทุนแต่อย่างใด จะลงทุนมากน้อยก็อยู่ที่วิธีการว่าเป็นการดำเนินการที่เกินตัวหรือไม่ครับ

    ดร. อ๊อฟ ก็ถามผมเมื่อสักครู่ว่าถ้าใครยึดหลักพอเพียงเขาก็เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว อย่างเดียวไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ต้องลงทุนเปิดบริษัทใหญ่โต คำตอบก็จะอยู่ในข้อความข้างต้นครับ ตราบใดที่ ดร. อ๊อฟ พอใจกับร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วมันพอเพียงที่จะเลี้ยงครอบครัว และน้อง Happy ได้ ก็เข้าข่ายเศรษฐกิจพอเพียงครับ แต่ถ้า ดร. อ๊อฟ ไปเปิดบริษัท ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ หรือมั่นใจว่าจะไปรอดไหม ซึ่งแบบนี้ก็เข้าข่ายเกินตัวครับ



    ประเทศไทยเราโชคดีจริงๆ ครับที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอัจฉริยะภาพ พระราชทานแนวคิด การใช้ชีวิต ที่เป็นทางสายกลางให้กับพวกเราทุกคน และเป็นกุญแจ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งรัฐบาล ควรจะขยายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เข้าสู่หลักคิดของคนในชาติ ให้มากที่สุด

    ยิ่งถ้าทุกคนในโลกยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะไม่มีการเบียดเบียนทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เอารัดเอาเปรียบ คนหรือประเทศที่ด้อยกว่าแบบทุกวันนี้ 

    ที่มา http://blog.eduzones.com/pattie/2625

    ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

    ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง      

    รหัส : CMT-5007
    21/8/12
    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฎีสำหรับคนจน” 
    “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต” 
    “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รังเกียจกำไร” 
    “ปรับชีวิตสู่วิถีพอเพียงคือแนวทางแห่งความยั่งยืน” 
    ฯลฯ 
    “ผมพูดและบรรยายซ้ำซากอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง 
    พูดมา 10 กว่าปี ใครได้ยินแล้วก็ให้ได้ยินอีก” 

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา กล่าวประโยคนี้ก่อนนำเข้าสู่สาระของเศรษฐกิจพอเพียง...อีกครั้ง 
    ครั้ง นี้เป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การรู้จักคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงแต่เป็นการหยุดกิเลสหรือความอยากของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้โลกที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยมแบบเกิน ตัว ลามไปจนถึงการมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจอย่างคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ รู้จักหยุดคิดและปรับตัวสู่ความพอเพียงเพื่อยืดอายุให้กับโลกใบนี้
    คน จำนวนมากนอกจากไม่ยอมรับว่าสร้างมลภาวะต่อโลก บางครั้งถึงกับลืมไปเสียอีกว่า ทุกสิ่งที่ตนกระทำล้วนส่งผลต่อโลก ปัญหาที่เกิดจึงไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ
    “เรา อาศัยโลกยังชีวิตเรา แต่เรากิน โลกในทุกลักษณะ กินอากาศ แก๊ส สูดหายใจเข้าไปก็ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ใส่โลก น้ำ ต้นไม้ อาหาร และหนักข้อขึ้นเพราะไม่บริโภคธรรมดาแต่โลภและมักง่าย จะใช้ประโยชน์จากดินแค่จะไถจะพรวนเหนื่อยก็ไม่ทำ ใช้ไฟเผาง่ายดี ทำลายหมด และทำลายเลยไปถึงลูกถึงหลาน” ดร.สุเมธ ยกเหตุการณ์ที่กลายเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้มาเปรียบเปรย 

    ปัจจุบันโลกมีประชากร 6,400 ล้านคน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งเร่งให้โลกแตกดับ หรือเกิด Mass Execution หมายถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 90% จะดับสูญเร็วเท่านั้น และคนที่ต้องเผชิญกับมหันตภัยก็คือมนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น เป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าประชากรโลกจะอยู่กันสภาพไหนในภาวะที่ทรัพยากร แทบไม่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเลยทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
    ดร.สุเมธ เล่าว่ามีกลุ่มนักวิทยา ศาสตร์ศึกษาย้อนดูประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 4,600 ล้านปีพบว่า โลกนี้เคยแตกมาแล้วถึง 4 หน และในหนหลังๆ มีความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้นจากสัตว์เซลล์เดียวไปเป็นสัตว์มีกระดูก สันหลัง แม้แต่ในปัจจุบันโลกก็ส่งสัญญาณเตือนอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบพายุ สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาญเตือนชีวิตที่มาจาก 4 ธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น 
    “ถ้าเรายังอยู่แบบไม่ระมัดระวัง ทำไมมันจะไม่มีหนที่ 5 แต่เมื่อรู้จักว่าโลกเป็นมาอย่างไรเราก็ควรจะรู้จักระมัดระวัง” 

    จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในรายงาน Living Planet Report 2010 แสดงข้อมูลไว้ว่า จุดสมดุลระหว่างจำนวน ประชากรทั่วโลกกับทรัพยากรที่โลกเหลืออยู่เกิดขึ้นผ่านไปนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 และคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 และปี 2593 การบริโภคที่เพียงพอต่อความต้อง การของประชากรโลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
     “หมาย ความว่าเราต้องมีโลก 2 ใบ หรือเกือบ 3 ใบถึงจะพอให้มนุษย์กินอยู่อาศัย จากข้อมูลตอนนี้มนุษย์เราก็บริโภคเกินจากทรัพยากรที่มีอยู่ 1.5 เท่า อย่าว่าแต่อาหารเลย คนในบางมุมโลกไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดจะดื่ม” 

    การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่เป็นอยู่ เข้าหลักการมือใครยาวสาวได้สาวเอา ระดับการบริโภคขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งบริโภค เป็นผลมาจาก พื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตลอด โดยเฉพาะความเชื่อในระบบการค้าการลงทุนที่เน้นกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม 

    “พฤติกรรมของคนไม่ว่าที่ไหน ยิ่งรวยยิ่งกินเยอะ ถ้าแบ่งโซนก็จะเห็นว่าประเทศเจริญแล้วอย่างชาติฝรั่งบริโภคมากกว่าเรา 2.8 เท่า ในเอเชียเฉลี่ยออกมายังอยู่ในระดับพอดี แต่ในแอฟริกาทรัพยากรก็ไม่พอบริโภค ถ้าเราเปลี่ยนระบบความเชื่อนี้เสียใหม่ เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ บริหารจัดการให้เกิดภาวะที่สมดุลขึ้น ก็จะช่วยยืดอายุของโลกได้” 

    ดร.สุเมธอธิบายว่า ในอดีตถึงปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนพัฒนาโดยใช้ความรู้เพื่อสร้าง อำนาจ สร้างเงินใช้ความร่ำรวยเป็นตัววัด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การบริโภคเกินตัว เกิดการแข่งขันแก่งแย่ง และส่งผลต่อการทำลายและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดมลภาวะ ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม 

    “ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มองว่าจะทำอยู่ได้นานเท่าไร คอยแต่ถามว่าวันนี้รวยเท่าไร ใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร ทำลายโลกเสร็จแล้วพอประชุมกันเพื่อหาทางแก้ ประเทศมหาอำนาจก็ไม่เคยลงนามร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง แต่เลี่ยงที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ลดมลพิษนั้นแทน แล้วประเทศเหล่านี้ก็ตื่นเต้นที่ได้เงินมาปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต แต่สำหรับโลกไม่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลก ฝั่งที่ยังเร่งผลิต ก็ยังเผาทำลายกันต่อไปเหมือนเดิม” 
    แต่ เมื่อภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์หนักขึ้น ทำให้โลกเกิดกระแสใหม่แทรกเข้ามา เป็นความหวังของการยืดอายุให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักแล้วว่า ต่อให้รวยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีโลกที่สวยงามให้อาศัย ชีวิตมนุษย์ก็คงหาความสุขไม่ได้
    ใน เมืองไทยถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงกระแสที่ว่านี้ได้ง่าย มาก เพียงแค่เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจ พอเพียง ที่มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปใช้จนเห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นชีวิตทางเลือกที่พิสูจน์ได้จริงมาแล้วทั้งในระดับบุคคลและในองค์กร ธุรกิจขนาดใหญ่ 

    ถ้าจะอธิบายในหลักสากล กระแส แห่งอนาคตที่กำลังมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมให้คนบริโภคเกินตัว คือหลักการที่ใช้ GCK (Goodness Culture Know-ledge) เป็นตัวนำ หรือเปลี่ยนการใช้สติปัญญาความรู้เพื่อสร้างอำนาจและความร่ำรวย ไปใช้สร้างความดีและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแทน
     “GCK ไม่พูดเรื่อง GDP เลย แต่พูดถึง GNH (Gross National Happiness) วัดกันที่ความสุข ใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในเบื้องต้น อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเป็นกระแส เล็กแต่สวย ที่พาเราย้อนกลับไปสู่สมดุลของธรรมชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรามาแล้ว 2,555 ปี จากหลักธรรมะที่ให้มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้ม กัน ไม่ประมาท และรู้จักประมาณตน” 

    หากนำการประมาณตนทางธรรมะ มาเทียบกับหลักบริหารก็จะพบว่า การประมาณหรือประเมินตนก็เหมือนกับหลักการเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Corporate Assessment นั่นเอง 

    “เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนยากจน เลิกคิดเสียทีเถิด ดวงตาเห็นธรรมบ้าง หลักธรรมะใช้ได้หมดแม้กระทั่งเศรษฐี ถ้าเข้าใจ หลักการนี้ ยังทำให้ลดความอยาก ลดอะไร ต่างๆ รวมทั้งลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ ด้วย เพราะจะเริ่มมีสติรู้ตัวว่า จะสะสมไปทำไม จะบริโภคเกินไปทำไม ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงโรคเศรษฐีที่เป็นกัน ส่วนมากก็เป็นโรคจากบริโภคเกินทั้งนั้น หัวใจ ความดัน เบาหวาน สุดท้ายก็ถูกหมอบังคับ ให้ลดทุกอย่าง มีเงินก็กินไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่เริ่มลดจากตัวเองเสียตั้งแต่ต้น ลดความอยาก ตัดกิเลส ประเมินตน และรู้ที่จะพอเพียง” 
    ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี บริษัทที่มีสินทรัพย์กว่า 4 แสนล้านบาท เป็นตัวอย่างองค์กรของไทยที่ปรับเปลี่ยนแนว คิดการบริหารองค์กรจากเดิมใช้หลักทุน นิยมเต็มตัวต้องเติบโตสูงสุด กวาดซื้อทุกบริษัทที่ขวางหน้าเพื่อทำกำไร สุดท้ายปรับมาใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร 

    พ.ศ.2539 ก่อนฟองสบู่แตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เอสซีจีขาดทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้าน ดีที่ตั้งสติได้ หันกลับมาตรวจสอบและประเมินองค์กรเสียใหม่ หาความถนัดที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะค่อยๆ ตัดขายบริษัทที่ไม่ถนัดออกไป จาก 200 บริษัท หายไปประมาณ 50 บริษัท เหลือไว้แต่ธุรกิจหลัก 

    “เอสซีจีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา เศรษฐกิจ พอเพียงเก่งอะไรทำอย่างนั้น เก่งอย่างทำอีกอย่าง เจ๊ง พอขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไป ผอมลงไป 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าแข็งแรงขึ้น ทำกำไรได้ทุกจุดเลย 4-5 ปีถัดมา ลบตัวแดง 4.8 หมื่นล้านหายไปหมด ถัดมาอีก 7-8 ปี ทำกำไรสูงสุดในรอบ 35 ปี แปลกไหม แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ยังแข็งแรง ไม่ต้องโตสูงสุดแต่โตได้ทุกปี” 

    ดร.สุเมธเปรียบเทียบว่า เอสซีจีก็เหมือนกับปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้สินแล้ว ปลดหนี้ได้หลังจากหันมายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่อย่างพอเพียงจนถึงร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ในที่ดิน ซึ่งมีความสมดุลของธาตุ ทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เหมาะกับการ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 

    “เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่าพอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ใช่จน ย้ำอีกที แต่มันรวยอย่างยั่งยืนและมีชีวิตสมดุลมั่นคง” 

    ถึงบรรทัดนี้ จากตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้ว ภัยธรรมชาติที่หลายคนเห็นมากับตาด้วยตัวเอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อได้ดีว่า การบริโภคเกินพอดีนอกจากไม่ส่งผลดีต่อโลกซึ่งสุดท้ายภัยก็จะย้อนมาถึงมนุษย์ แถมระหว่างทางของความโลภยังเป็นตัวกระตุ้นการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะยิ่งหากินแบบธรรมดาภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงทุกวันยากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ทาง ออกสำหรับปัญหาอาการ “อยากจนเกินพอดี” ถ้าเปลี่ยนมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวแก้ ก็ยังพอเห็นหนทางยืดอายุโลกและมนุษย์ออกไปได้อีก 
    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณแหล่งข้อมูล : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา  กุมภาพันธ์ 2555  บทความโดย  ปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย

    มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต

    มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต


    มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต
    แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีน นับวันจะแผ่อิทธิพลครอบงำประชาคมเศรษฐกิจโลกครอบคลุมในแทบทุกมิติ ถึงขั้นอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชะตากรรมเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ อยู่ในเงื้อมมือของจีน
    ชีวิตความเป็นอยู่ของพลโลกทุกวันนี้ เป็นชีวิตที่ขาดจีนไปไม่ได้ มิเช่นนั้นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตจะแพงขึ้นทันที
    ข้าวของเครื่องใช้สารพัดในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลกเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนใหญ่ล้วนมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนเกือบทั้งหมด
    ไอแพด...ไอโฟน...หรือแม้กระทั่งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อเด่นดังทั้งหลาย หากจะลองพลิกหงายท้องดูถึงแหล่งที่มาก็จะประจักษ์แจ้งในบัดดลว่า "เมดอินไชน่า"
    พลังเศรษฐกิจจีนที่ทรงอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตประชากรโลก และทรงอิทธิพลต่อพลวัตของเศรษฐกิจโลก มีส่วนอย่างสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐีจีน มีชื่อติดอันดับในทำเนียบมหาเศรษฐีโลกมากขึ้น

    ล่าสุดชื่อของ "จง-ชิง-โหว" (Zong Qinghou) วัย 66 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหางโจววาฮาฮากรุ๊ป สัญลักษณ์ "เด็กหัวร่อ"
    ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแถวหน้าของเมืองจีน ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน

    ขณะเดียวกันชื่อของเขา ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 146 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมของทรัพย์สินในความครอบครองจำนวน 21,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 669,000 ล้านบาท
    จังหวะชีวิตของ "จง-ชิง-โหว" กว่าจะฝ่าด่านก้าวขึ้นมายืนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีนในวันนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ด้วยความทรหดยาวนานถึง 25 ปี
    ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว "จง-ชิง-โหว" เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินกู้ยืมจำนวน 22,048 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 680,000 บาท

    25 ปีผ่านไป อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป กลายเป็นมหาอาณาจักรธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโรงงาน 60 โรง กระจายตัวอยู่ใน 29 มณฑล ทั่วประเทศจีน
    ผลิตภัณฑ์ภายใต้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป มีตั้งแต่โซดา น้ำผลไม้ เรื่อยไปถึงอาหาร และอาหารสำหรับทารก ตลอดจนเสื้อผ้าเด็ก

    กรณีของเครื่องดื่ม ณ ขณะนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.2 ขณะที่ค่ายโคคา-โคล่า แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 16.8

    สำหรับฐานะการเงินของค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป เมื่อปีที่แล้วมีรายได้รวม 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,000 ล้านบาท และมียอดกำไรอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท

    ในรอบปีนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 412,000 ล้านบาท และผลกำไรที่ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,600 ล้านบาท
    แม้ทุกวันนี้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป จะทำกำไรได้ปีละนับพันๆล้านดอลลาร์สหรัฐ
    แต่เจ้าสัวจงชิงโหว ผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร กลับใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์เพียงแค่วันละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 620 บาทเท่านั้น

    ที่มา : http://money.sanook.com

    วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

    แนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 3)

    ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 3)

          เราสามารถมองเห็นถึงทัศนคติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อการ สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาจากความสนพระราชหฤทัยทางด้านเทคโนโลยีสำหรับการเกษตรของพระองค์
          ใคร ก็ตามที่มีโอกาสได้เห็นพระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน กรุงเทพมหานคร ก็จะพบว่าพระราชวังแห่งนี้มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากพระราชวังแห่งใดในโลก เพราะแค่เพียงมองจากภายนอก ก็จะเห็นได้โดยง่ายว่าภายในเขตรั้วพระราชฐานเป็นที่ตั้งของโรงสีข้าว โรงเลี้ยงโค ยุ้งฉาง กังหันสูบน้ำ และโรงงานเล็กๆ หลายหลัง และยิ่งหากมีโอกาสเข้าไปถึงภายในเขตพระราชฐาน ก็จะพบทั้งไร่นาทดลอง เรือนเพาะชำ โรงเห็ด บ่อปลา กับห้องปฏิบัติการวิจัยทางการเกษตรและโรงงานแปรรูปผลิตผลการเกษตรอีกเป็น จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้คือโครงการทดลองส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ เริ่มต้นและค่อยๆขยายขอบข่ายงานตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา

          โครงการส่วน พระองค์ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ ทรงมีวัตถุประสงค์ให้เป็นเสมือนห้องทดลองพื้นฐานสำหรับการเกษตรและ อุตสาหกรรมการเกษตรแขนงต่างๆ เพื่อตัวอย่างสำหรับศึกษาดูงาน และเพื่อสร้างองค์ความรู้เป็นต้นแบบนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ต่อไป 11

          การดำเนินงานทั้งหมดในโครงการทดลองส่วนพระองค์ แม้จะมีขอบข่ายหลากหลาย ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์, การทดลองนวัตกรรมในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการแปรรูปผลิตผลการเกษตร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันในโครงการทั้งหมดก็คือ แม้ว่าจะมีหลักวิชาการชั้นสูงรองรับ แต่ก็จะเน้นการใช้วิธีการและเครื่องจักรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ราคาถูก และหาได้ง่ายในประเทศ ซึ่งเหมาะสำหรับเกษตรกรที่จะนำไปปรับใช้กับความต้องการของตนเอง

          นอก จากโครงการส่วนพระองค์ในพระราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังพระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยราชการต่างๆ ร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนา” ในภูมิภาคต่างๆของประเทศ เพื่อดำเนินการทดลองวิจัยหาแนวทางยกระดับความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของ เกษตรกร ภายใต้แนวปรัชญาเดียวกัน ทั้งยังทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะบุคคลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการช่วย เหลือเกษตรกรหลายครั้ง ถึงความจำเป็นในการเสาะหาวิธีการหรือเทคโนโลยีที่ง่าย ไม่ใหญ่โต แต่อำนวยประโยชน์ได้จริง 12

          ทั้งหมดดังกล่าว อาจนำมาสู่ข้อสรุปแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยว กับเศรษฐกิจได้ว่า ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศมาแต่ดั้ง เดิม เน้นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในเบื้องต้นและรวมกลุ่มร่วมมือกัน ในระดับชุมชนในรูปของสหกรณ์ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนในด้านปัจจัยการผลิต, ทุน, และช่องทางการตลาด รวมทั้งช่วยในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตบนพื้น ฐานของเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างผลผลิตให้ “พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้...ให้มีพอเพียงกับตนเอง” เป็นอันดับแรก การผลิตเพื่อค้าขายเป็นสิ่งที่ตามมา ซึ่งได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำรินี้สู่สาธารณชนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เมื่อปีพุทธศักราช 2517 คือตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศไทย 13 

          ย่อม ไม่มีผู้ใดสามารถระบุลงไปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ สำนักคิดเศรษฐศาสตร์แห่งใดหรือไม่และอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงเคยมีพระราชดำรัสกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เองว่าเป็นแบบ “ไม่ติดกับตำรามากเกินไป” เสียด้วยซ้ำ 14 อย่างไรก็ตาม ก็มีกรอบข้อเสนอของนักคิดที่สำคัญหลายท่านในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่ขอนำมากล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้

          ฟรี ดริค ลิส        ( Friedrich List 1789-1846 ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน เสนอแนวคิดที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งชาติ อันเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยสาระสำคัญในแนวคิดของ Friedrich List เน้นการเพิ่มพลังทางการผลิตของชาติ พัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นของคนในชาติ ยึดหลักพึ่งตนเองภายในประเทศเป็นพื้นฐาน คือเน้นการผลิตเพื่อตลาดภายในเป็นอันดับแรก การแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศมีความสำคัญเป็นอันดับรอง 15

          นัก คิดสำคัญอีกคนที่เสนอให้พัฒนาประเทศโดยเริ่มจากชุมชนเป็นหลักคือ Mohandas Karamchand Gandhi ( 1869-1948 ) ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของประเทศอินเดีย Gandhi เสนอว่าหน่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นทุกหน่วย ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล และเหนือขึ้นไปทุกระดับ จะต้องพยายามพึ่งตนเองหรืออยู่ด้วยตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก การแลกเปลี่ยนกับหน่วยเศรษฐกิจภายนอกนั้นเพื่อให้พอเพียงมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อพึ่งพิง โดยคิดรับใช้และใช้ประโยชน์จากหน่วยที่ใกล้ชิดกับตนเองมากที่สุดก่อน ซึ่งเมื่อกระทำต่อเนื่องกันไป ก็จะมีการเชื่อมโยงหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยแต่ละระดับเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่ จากครอบครัวสู่ชุมชน จนไปถึงประเทศชาติ และถึงระดับนานาชาติในที่สุด

          ความ คิดและปฏิบัติการทางความคิดด้านเศรษฐกิจของคานธีเช่นที่กล่าวมานี้ เป็นที่รู้จักกันไม่มากนักเมื่อเทียบกับบทบาทการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อกอบ กู้เอกราชให้แก่อินเดียของเขา ยิ่งกว่านั้น ความคิดดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปว่าเป็นแนว คิดอุดมคติที่ไม่น่าจะชี้นำสังคมได้ในความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ยังมีนักคิดเศรษฐศาสตร์บางคน เช่น E.F. SCHUMACHER เจ้าของแนวคิด Small is Beautiful ได้เคยกล่าวถึงคานธีว่า “เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดอยู่ในโลกของเราในปัจจุบัน คานธีถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์พัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก” 16

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยมีพระราชดำรัสถึงแนวคิดของพระองค์ ว่าสอดคล้องกับแนวคิด Small is Beautiful ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาทางพุทธศาสนา มีสาระสำคัญอยู่ที่การสร้างความกินดีอยู่ดีให้มากที่สุด ด้วยรูปแบบการบริโภคที่ดีและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ดังความในพระราชดำรัสที่ว่า “....คิดแบบนี้ ว่าจะทำเล็กๆ ทำอะไรที่ไม่วุ่นวายใหญ่โตเกินไป ก่อนนี้ก็คิดมาตลอด แต่ทีหลังได้มาเจอหนังสือของนายชูมาเกอร์ เขาบอกว่าSmall is Beautiful ในนั้นเขาก็พูดถึงวิธีคิดแบบพุทธศาสนาด้วย ก็พอใจว่า เออ..เขาก็คิดอย่างนั้น.....” 17      

          อาจมีผู้โต้แย้ง ว่า แนวคิดทางเศรษฐกิจของนักคิดบางท่านดังที่กล่าวถึง รวมทั้งแนวคิดทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวคิดที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับยุคสมัย คือไม่สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจหลักของโลกในยุคปัจจุบันที่ครอบงำอยู่ด้วย ระบบทุนนิยมเสรีข้ามชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงประจักษ์ในความจริงข้อนี้ และทรงเคยมีพระราชอรรถาธิบายหลายครั้งว่าแนวทางเศรษฐกิจที่ทรงเสนอนั้นไม่ ใช่สำหรับจะให้ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตทั้งหมด เพราะจะไม่เหมาะแก่กาลสมัย แต่เป็นแนวทางที่น่าจะนำมายึดถือเป็นบางส่วน คือราว 1 ใน 4 ของการดำเนินชีวิต 18

          สำหรับภายในประเทศไทย ซึ่งระบบเศรษฐกิจหลักเป็นแบบทุนนิยมเสรีและมีการพึ่งพาการลงทุนกับการค้า ต่างประเทศในปริมาณสูงมาอย่างต่อเนื่องนั้น  ระบบเศรษฐกิจที่มีจุดเน้นอยู่ที่ภาคการเกษตรในชนบท ( ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า “เศรษฐกิจชุมชน” หรือ “เศรษฐกิจชุมชนชาวนา” ) ถูกนำเสนอให้เป็นอีกทางเลือกของระบบเศรษฐกิจ และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ กระทั่งในที่สุด แนวคิดนี้ก็ถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 พศ.2540-2544 ว่า “การพัฒนาในอนาคตจะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในภูมิภาคและชนบท ให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงเป็นตัวนำ และเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต”

          อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดที่มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งจากระดับ ชุมชนเช่นที่กล่าวมานี้ ก็เพิ่งได้รับการศึกษาและนำเสนอในประเทศไทยอย่างจริงจังและเป็นระบบโดยนัก วิชาการ นักคิด และนักพัฒนาชนบทเมื่อประมาณ 15 ปีมานี้เอง 19  การ ศึกษาดังกล่าวส่วนใหญ่ยังเป็นการอาศัยแนวคิดและทฤษฎีจากต่างประเทศ ตั้งเป็นสมมุติฐาน หรือศึกษาจากกรณีตัวอย่าง ซึ่งนับได้ว่าองค์ความรู้ว่าด้วยเศรษฐกิจชุมชนชาวนาไทยยังมีอยู่จำกัด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ได้ระบุว่าการศึกษาโดยรวมที่ผ่านมานั้น “ยังขาดการศึกษาตามสภาพความเป็นจริง...คือการทำความเข้าใจการทำมาหากินของ ชาวนา...ทิศทางการพัฒนาของครอบครัวและชุมชนชาวนา และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชาวนากับเศรษฐกิจแห่งชาติ” ทั้งยังเรียกร้องให้มีการศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีกับชีวิตที่เป็นจริงใน ประเทศ 20

          ต่อข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ในประเด็นดัง กล่าว อาจถือได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงก้าวนำทางไปก่อนแล้ว ด้วยการพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจของ พระองค์ออกเผยแพร่ในชื่อที่รู้จักกันว่า “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นประหนึ่งการนำผลการศึกษาทดลองสาขาต่างๆ ที่ดำเนินมาตลอดรัชสมัย สรุปเรียบเรียงออกมาเป็นแนวทางการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีวิต สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงเล็กจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ให้พออยู่พอกินเลี้ยงตนเองได้ในระดับครอบครัว แล้วรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและการตลาด ไปจนถึงการเชื่อมโยงการผลิตกับระบบธุรกิจขนาดใหญ่ ทรงคำนวนและระบุสัดส่วนการจัดการบริหารปัจจัยการผลิตแต่ละด้านอย่างละเอียด พร้อมทั้งสรุปแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้จริงในแต่ละขั้นตอน สำหรับเกษตรกรจะได้นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการดำรงชีวิตของ ตนเองได้อย่างชัดเจน

          หากจะกล่าวโดยสรุป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแบ่งการปฏิบัติตามแนวทาง “ทฤษฎีใหม่” เป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกมุ่งให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้ในระดับชีวิตที่ประหยัด โดยมีหลักสำคัญคือให้มีข้าวบริโภคพอเพียงตลอดปี จากข้อเท็จจริงที่ว่าเกษตรกรรายย่อยจะมีที่ดินโดยเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 15 ไร่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงคำนวนตามหลักวิชาการได้ผลออกมาว่าจะต้อง แบ่งที่ดินเพื่อใช้ทำนา 5 ไร่ จึงจะมีข้าวเพียงพอบริโภคทั้งปีสำหรับหนึ่งครอบครัว พื้นที่ที่เหลือนำมาใช้ปลูกพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ ขุดสระเก็บน้ำ 3 ไร่ กับใช้อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก 2 ไร่ ทั้งยังทรงคำนวนปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบกับความต้องการใช้น้ำสำหรับการเพาะ ปลูก ได้ข้อสรุปว่าสระน้ำควรลึกประมาณ 4 เมตร เพื่อให้ได้ความจุทั้งหมดประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถเก็บกักน้ำฝนจากธรรมชาติเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อทรงคำนวนอัตราเฉลี่ยการระเหยของน้ำเปรียบเทียบกับปริมาตรกักเก็บแล้ว ก็ทรงพบว่าน้ำในสระของแต่ละครอบครัวจะไม่พอเพียงต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี จำเป็นที่ทางราชการจะต้องช่วยจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม นอกจากนั้น ทางราชการหรือองค์กรเอกชนต่างๆ ยังจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร ในการลงทุนเบื้องต้นด้วย

          รายละเอียดของทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประมวลจากผลการทดลองปฏิบัติในพื้นที่จริงนาน นับ 10 ปี โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระ ราชกุศล นำไปซื้อที่ดินประมาณ 15 ไร่ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ และทรงทดลองพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวโดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน จนสามารถทำการเพาะปลูก “...อย่างธรรมดาอย่างชาวบ้าน...” ในที่สุดก็ “...ได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวกับผักนี่มีกำไร... 2 หมื่นบาทต่อปี หมายความว่า โครงการนี้ใช้การได้...”21

          เมื่อเกษตรกร สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับครอบครัวแล้ว ก็สามารถดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 คือรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทั้งในด้านการผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา รวมทั้งด้านสังคมและศาสนา โดยความร่วมมือของหน่วยราชการและองค์กรเอกชน

          ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอให้กลุ่มเกษตรกรติดต่อร่วมมือกับแหล่ง เงินและแหล่งพลังงาน ( เช่น ธนาคารและบริษัทน้ำมัน ) ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการผลิตในระดับครอบครัวและชุมชนเข้ากับระบบทุนและระบบ เศรษฐกิจหลักได้ต่อไป 22

          ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ เศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการตามกระแสโลกมาอย่างต่อเนื่อง พระราชดำริและพระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจตามแบบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวก็ดำเนินคู่กันตลอดมา และในท่ามกลางวิกฤติที่แผ่ขยายผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ  แนวพระราชดำริเดียวกันนี้เอง ก็ได้รับการยอมรับเป็นประหนึ่งดวงประทีปให้ประชาชาติไทยได้ส่องทางเพื่อก้าว ให้พ้นความมืดมิด ไปสู่อนาคตที่มีความสว่างไสวรอคอยอยู่เบื้องหน้า 23


    ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65802 

    Approach .
    คำนาม: process

    แนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 2)

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 2)


          เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองสิริราช สมบัติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะยุติไปได้ไม่นานนั้น  จะพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่ายากลำบาก ข้อมูลด้านประชากรเมื่อปี 2485 บ่งชี้ว่าโอกาสที่เด็กทารกจะเสียชีวิตก่อนอายุ 1 ขวบมีถึง 1 ใน 8 ( ปัจจุบันคือ 1 ต่อ 30 ) เด็กที่มีชีวิตรอดมาหลังจากนั้นก็ต้องเผชิญกับโรคภัยนานาชนิดซึ่งส่วนใหญ่ เป็นโรคติดต่อ ( โดยเฉพาะมาลาเรีย ) ในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่าร้อยละ 80 เต็มไปด้วยภัยจากโจรผู้ร้ายที่เพิ่มขึ้นมากหลังสงครามยุติ กิจกรรมการผลิตหลักในชนบทคือการทำนา ซึ่งทำได้เพียงปีละครั้งเดียวโดยใช้เวลาทำนาเพียงประมาณครึ่งปี สำหรับเวลาที่เหลือก็ยากที่จะหางานนอกภาคการเกษตร  การคมนาคมยากลำบากและเงินตราก็ขาดแคลนจนกระทั่งในหลายท้องที่ที่ห่างไกล ชาวชนบทต้องค้าขายแบบแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองโดยตรง
          ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของประเทศยังขึ้นอยู่กับการส่งออกผลิตผลจากภาคการเกษตรและการทำ เหมือง ( สินค้าออกที่สำคัญคือข้าว ไม้สัก ดีบุก และยางพารา ) แต่สถานการณ์โดยรวมทางการเงินการคลังก็อยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มูลค่าของเงินบาทลดลงเหลือเพียง 1 ใน 7 ของมูลค่าเดิมเมื่อสงครามยุติ และลงอีกร้อยละ 20 ในระยะ 2 ปีต่อมา ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และทำให้รายได้ที่แท้จริงของข้าราชการลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3 ของรายได้ช่วงก่อนสงคราม

          ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์นั้น อาจจะมองเห็นได้ชัดเจนผ่านบันทึกของที่ปรึกษาทางการคลังของรัฐบาลไทย ที่ว่า “... ในเดือนพฤษภาคม พศ. 2489 ประเทศสยามได้เริ่มตั้งตัวจากที่ไม่มีอะไรเลย เงินคงคลังของรัฐบาลหมดเกลี้ยง ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของประเทศก็คือ ศักยภาพในการแสวงหาเงินตราต่างประเทศเข้ามาในอนาคตเท่านั้น ...”4

          ในด้านที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น หากพิจารณาจากพระราชประวัติตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพจนกระทั่งขึ้นครองราช สมบัติ ก็สามารถกล่าวได้ว่าทรงสัมผัสหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศและประชาชนชาว ไทยน้อยมาก เพราะนอกจากจะทรงถือกำเนิดในราชสกุลอันสูงของสังคมไทยซึ่งมีช่องว่างอย่าง มากต่อความสัมพันธ์กับประชาชนแล้ว ยังทรงพระราชสมภพและทรงใช้ชีวิตวัยเยาว์ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ 5 อย่างไรก็ตาม ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ในต่างประเทศที่เรียบง่ายและประหยัดเช่นเดียวกับสามัญชน กับประสบการณ์ในสภาพสังคมที่แตกต่างจากประเทศไทย ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังปี 2476 ที่เสด็จไปประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันเป็นประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจจนแข็งแกร่งขึ้นมาจากปัจจัยรากฐานทางการเกษตร ที่มีอยู่เดิมภายในประเทศ และภาคการเกษตรก็ยังคงมีความสำคัญอยู่มากทางเศรษฐกิจแม้จนทุกวันนี้ ) ก็อาจมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์, พระราชจริยาวัตร และแนวพระราชดำริในทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทรงแสดงให้เห็นผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ ในช่วงเวลาต่อมา

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโอกาสสัมผัสกับแผ่นดินและประชากรของพระองค์อย่าง จริงจัง ใกล้ชิด และต่อเนื่องตั้งแต่เสด็จนิวัติพระนครเมื่อปลายปี 2494 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากจังหวัดประจวบคิรีขันธ์อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังไกลกังวลซึ่ง เป็นที่ประทับชายทะเลในอำเภอหัวหิน ( เทียบได้กับ camp David ของประมุขประเทศสหรัฐอเมริกา ) โดยเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังแห่งนี้นับตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2495  ก็โปรดที่จะเสด็จฯเพื่อทรงเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ชนบทใกล้เคียง และเริ่มทรงสัมผัสกับปัญหาและความทุกข์ยากของประชาชน พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในยุคแรกๆ ก็เริ่มต้นในจังหวัดนี้

          การเสด็จเยี่ยมราษฎร ค่อยๆขยายขอบข่ายออกไปในจังหวัดต่างๆ ทั่วพื้นที่ภาคกลาง แล้วขยายออกไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( 2498 ) ภาคเหนือ ( 2499 ) และภาคใต้ ( 2502 ) ซึ่งการเสด็จเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคนี้ ต่อมาจะกลายเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดรัชสมัย ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีการก่อสร้างพระราชฐานต่างจังหวัดในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้ทรงใช้เวลาใกล้ชิดกับประชาชนในต่างจังหวัดยิ่งขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว จะทรงใช้เวลาในการแปรพระราชฐานไปยังจังหวัดต่างๆ ราว 7 - 8 เดือนในแต่ละปี

          ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรู้จักและเข้าใจพื้นฐานอันแท้จริงของแผ่นดินและประชากรในราชอาณาจักรของ พระองค์มากขึ้นทุกขณะ นำมาซึ่งพระราชกรณียกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วทั้ง ประเทศ  

          หากใช้คำนิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วย “การวางแผนและการบริหารจัดการกิจกรรมด้านการผลิต และการกระจายสินค้าและบริการที่ผลิตได้ไปสู่ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมให้ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้” มาเป็นกรอบพิจารณาพระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวที่ทรงดำเนินผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ  ซึ่งอาจแยกให้เห็นเด่นชัดเป็น 2 กลุ่ม คือโครงการศึกษาวิจัย และโครงการปฏิบัติการพัฒนา  จะพบว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแทบทั้งหมด ล้วนมีเป้าหมายหลักในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแกร่งและ มั่นคง

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของภาคการเกษตร 6 ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสนพระราชหฤทัยในด้านการเกษตรเป็นอย่างมาก ทรงริเริ่มโครงการทั้งทางด้านการวิจัยและด้านการพัฒนาในชนบทของทุกภูมิภาค โดยมีจุดเน้นที่ปัจจัยหลักในการผลิตสำหรับภาคการเกษตร 5 ประการ คือแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน ทุน เทคโนโลยี และตลาด อย่างครบวงจร 7

          ในบรรดาปัจจัยหลักทั้ง 5 ประการดังกล่าวนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน อาจถือได้ว่าเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง ทรงพระราชทานพระราชดำริและทรงกระตุ้นหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้มีการ ดำเนินงานในด้านนี้ตั้งแต่ในระยะต้นรัชกาลจนถึงปัจจุบัน ด้วยทรงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดทั้งในการดำรงชีวิตและการประกอบ อาชีพ ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศที่ว่า “...THE MINIMUM INCLUDES WATER TO DRINK AND WATER TO IRRIGATE THE FIELDS. THESE BASICS ARE LACKED BY THE VILLAGERS AND THAT IS WHY WE MUST GIVE THEM...” 8

          ในด้านทุน, ที่ดิน และการตลาด นอกจากจะทรงพระราชทานพระราชดำริต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เกษตรกรแล้ว   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นผู้นำในการพระราชทานทั้งเงินทุนและ ที่ดินสำหรับส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพการจัดการผลิต ในรูปของสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งทรงสนับสนุนให้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบัน มีชุมชนและกลุ่มสหกรณ์จำนวนหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน สามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานป้อนสู่ตลาดได้ทั้งประเทศ 9

          พระราชกรณียกิจเท่าที่กล่าวมานี้ หากมองอย่างผิวเผิน ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งยกระดับเศรษฐกิจพื้นฐานในภาคการเกษตร โดยมอบ ( หรือทรงอำนวยการให้มีการมอบ ) ปัจจัยต่างๆอย่างสำเร็จรูปในลักษณะของการบริจาคสู่ผู้ยากไร้โดยผู้ที่มี อำนาจและกำลังทรัพย์มากกว่า และอาจส่งผลให้เกษตรกรในชนบทเคยชินกับการคอยรับความช่วยเหลือ  ซึ่งผู้สื่อข่าวจากนิตยสาร FAR EASTERN ECONOMIC REVIEW  ซึ่งมีโอกาสตามเสด็จขณะเสด็จทรงงานในชนบทพร้อมทั้งได้รับพระราชทานสัมภาษณ์ ได้เคยนำเสนอประเด็นปัญหาและคำตอบในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
     ... A RECURRENT TROUBLE WITH ALL AID PROGRAMMES IS DANGER THAT THEY WILL CREATE AN ATTITUDE OF DEPENDENCY - DO NOT GIVE PEOPLE FISH, AS THE SAYING GOES: BETTER GIVE THEM A ROD AND LINE, AND TEACH THEM HOW TO FISH. WERE HIS EFFORTS APPRECIATED? WERE THE VILLAGES GRATEFUL? “NO ONE REALLY APPRECIATES,” HE ( พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ) SAID , “THEY ALWAYS WANT MORE. THAT IS WHY THEY MUST BE ENCOURAGED TO MAKE THEMSELVES SELF- SUPPORTING, TO STAND ON THEIR OWN FEET. THAT IS WHY IT IS IMPORTANT NOT TO GIVE TOO MUCH AND EVEN MORE IMPORTANT NOT TO PROMISE TOO MUCH ...” 10

    ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65802 

    แนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)

    ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)


          หมายเหตุผู้เขียน: ข้อเขียนที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อราวกลางปี 2542 คือราว 2 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ ด้วยวัตถุประสงค์หลักในการใช้เป็นต้นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทางเศรษฐกิจ ต่อผู้อ่านชาวต่างประเทศ โดยมีสมมุติฐานว่าผู้อ่านไม่มีพื้นความรู้มากนัก เกี่ยวกับภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย
          ต้นฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “พระเจ้าแผ่นดิน” ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือ ‘The Thai Monarchy” ทั้ง 2 เล่มจัดพิมพ์โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ในคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 และหลังจากนั้น ฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในหนังสือ "คือความภูมิใจ" ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความทางวิชาการ เนื่องในโอกาสการเกษียณอายุราชการของ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

          เนื่องจากวันนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ผมจึงเกิดความคิดที่จะนำข้อเขียนนี้มาเผยแพร่อีกครั้งตามต้นฉบับเดิม ด้วยความคาดหวังว่าท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ จากการเรียนรู้และใคร่ควรญถึงแนวพระราชดำริ และพระราชวิริยะอุตสาหะในด้านเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่เราได้ประจักษ์มาตลอดรัชสมัย

          เพื่อให้เหมาะสมกับความยาวของ เนื้อหา ผมจึงจะขอนำบทความนี้มาทยอยเผยแพร่ต่อกันเป็นรายวันทีละตอนๆ และเมื่อจบบทความทั้งหมดแล้ว ก็จะนำเชิงอรรถและบรรณานุกรมมาเผยแพร่ต่อท้ายให้ครบถ้วนสมบูรณ์ใน การเรียบเรียงข้อเขียนเล็กๆ ชิ้นนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้ข้อคิดและคำแนะนำในการวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและการตีความข้อมูลที่ใช้ในบทความทั้งหมดเป็นของผม แต่เพียงผู้เดียว

    -------------------------------------------------------------------------
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

          ในช่วงราว 5 ปีสุดท้ายของคริสตศตวรรษที่ 20  มีเหตุการณ์ที่ส่งผลคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ทำให้การส่งออกอันเป็นรายได้หลักของไทยเริ่มชะลอตัวขณะที่การนำเข้ายังอยู่ ในปริมาณสูง ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งประสบปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจนขาด ความน่าเชื่อถือ จนรัฐบาลต้องสั่งพักการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน 58 แห่ง ซึ่งมียอดรวมของธุรกิจไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท

          ตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา เจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มขาดความเชื่อถือความสามารถในการชำระหนี้เงินกู้ของ ภาคธุรกิจเอกชนไทยและไม่ต้องการต่อสัญญาเงินกู้ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะ สั้น  มีการเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาทซึ่งขณะนั้นผูกติดกับดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้เงินทุนสำรอง 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐไปทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อปกป้องค่า เงินบาทให้คงที่ซึ่งส่งผลให้เงินทุนสำรองของประเทศร่อยหรอ และฐานะทางการเงินของประเทศอ่อนแอลง

          ในที่สุด เมื่อถึงต้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลต้องประกาศให้เงินบาทลอยตัว ทำให้ค่าเงินบาทลดลงร้อยละ 30-40 และรัฐบาลต้องขอกู้เงินฉุกเฉินอย่างมีเงื่อนไขจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ ( IMF ) ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามแนวทางที่เข้มงวดของ IMF


          ภาวะทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างรุนแรง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนชะงักงัน ภาคธุรกิจหลายแขนงประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ต้นทุนสูง รายได้ตก จนต้องปิดกิจการหรือลดขนาด มีการลดเงินเดือนหรือสวัสดิการ ไปจนถึงเลิกจ้างพนักงาน โดยเมื่อถึงเดือนมีนาคม 2542 มีคนตกงานไปแล้วกว่า 2 ล้านคน

          นอกจากการต้องรับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะการ ดำรงชีพแล้ว ประชาชนชาวไทยแทบทั้งประเทศยังรู้สึกสับสนและตื่นตระหนกต่อสภาวการณ์เช่นนี้ เพราะหากมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในช่วงราว 1 ทศวรรษก่อนวิกฤติการณ์ ประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนเป็นที่คาดหมายกันว่ากำลังจะก้าวสู่ความเป็น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่สำคัญอีกแห่งในภูมิภาค แต่นอกเหนือไปจากความงุนงงต่อสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกอีกด้านที่อาจจะคุกคามจิตใจของประชาชนไทยในวิกฤติเศรษฐกิจได้มาก ยิ่งกว่าก็คือ ความรู้สึกอับจนหนทาง ความรู้สึกสิ้นหวังและไม่แน่ใจในหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต

          ท่ามกลางกระแสคลื่นของความท้อแท้และระส่ำระสายที่กำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ นี้เอง ชาวไทยทั้งมวลก็ได้รับทั้งแง่คิด ข้อเตือนใจและคำอธิบายถึงมูลเหตุกับหนทางแก้ไขสำหรับภาวะวิกฤตินี้อย่างเป็น รูปธรรม ชัดเจน และครบถ้วนบริบูรณ์  แง่คิดดังกล่าวนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้แก่ประชาชาติไทยท่ามกลางหนทางอัน มืดมิด เป็นต้นร่างของแนวปฏิบัติเพื่อเผชิญและก้าวข้ามวิกฤติการณ์อย่างองอาจและมี ความหวัง เป็นเข็มทิศชี้ทางให้แก่ทั้งภาครัฐ หน่วยราชการ และประชาชนคนทุกฐานะทุกภูมิภาคได้อย่างปราศจากผู้ตั้งข้อสงสัยนั่นคือแง่คิดและแนวทางเพื่อเอาชนะวิกฤติเศรษฐกิจ จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

          ใจความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในพระราช ดำรัสดังกล่าว คือให้เน้นการผลิตและส่งออกสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบและแรงงานในประเทศ ให้มีการลงทุนในขนาดและระดับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้มีการให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพผลผลิตโดยมีการวิจัยรวมทั้งให้การ สนับสนุนแก่เกษตรกร และประชาชนในประเทศ   ควรปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำมาหากิน,การค้า, และการบริโภค  ให้มีส่วนหนึ่งเป็น “แบบพอเพียง” คือให้ “พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้”


          สำหรับ ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความเป็นไปในสังคมไทยมากนัก ก็อาจเป็นการง่ายที่จะมองว่า สังคมไทยแสดงอาการยอมรับแง่คิดดังกล่าวนี้อย่างกว้างขวาง ก็เพราะบุคคลอันเป็นเจ้าของแง่คิดนี้เป็นผู้ที่มีสถานะสำคัญอย่างยิ่ง คือเป็นองค์พระประมุขของชาติ การมองในแง่นี้อาจจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้น ซึ่งประชาชนไทยและผู้ที่ได้รับรู้ถึงสภาวการณ์ของประเทศไทย ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาต่างทราบเป็นอย่างดีก็คือ แง่คิดและแนวทางต่างๆในพระราชดำรัส ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็นเพื่อเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติอย่างเฉพาะหน้า หรือเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นผลสรุปรวมจากการค้นคว้าและทดลองในทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ทรงดำเนินการผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ และประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในรัชสมัยของพระองค์

          การที่จะเข้าใจเรื่องราวดังที่กล่าวนี้ได้นั้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทย กับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล คือในปีพุทธศักราช 2489 เป็นต้นมา